Connect with us

What The Fact

Guardians: ซุปเปอร์ฮีโร่ในยุค ‘วัฒนธรรมแดกด่วน’

ตัวหนัง Guardians เล่าเรื่องอยู่ในช่วงสงครามเย็น ยุคโจเซฟ สตาลิน ที่ซุ่มโปรเจ็กต์ลับสุดยอด ‘Patriot’ ซึ่งเป็นการรวบรวมอาสาสมัครจากสหภาพโซเวียตมาดัดแปลงดีเอ็นเอให้มีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ทั่วไปไว้โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องดินแดนสหภาพโซเวียตจากการรุกรานของกองทัพนาซี

แวดวงหนังฮอลลีวูดหยิบจับ ซุปเปอร์ฮีโร่ เป็นสินค้าส่งออกทำเงินมาช้านาน นอกจากมันจะถือกำเนิดในช่วงที่สังคมเมืองหรือสภาพเศรษฐกิจเจอปัญหาบัดนี้มันต่อยอดสร้าง value ทำเงินมหาศาลอีกหลายต่อ โดยเฉพาะมาเป็นของเล่น ของสะสม การ์ตูน เกมส์ ซึ่งไอ้วัฒนธรรม merchandise ที่เบิกทางมาจากในหนังนั้นมันเป็นแนวทางสร้างแบรนด์แบบเดิมๆ ตั้งแต่รุ่นอากงอาม่ามาจนถึงยุคนี้ก็ยังอยู่รอดได้สบาย ซุปเปอร์ฮีโร่อย่าง Superman, Batman, Spiderman, Captain America, X Men, Transformer ถูกเอามารีไซเคิลอยู่เรื่อยๆ ตลอดจนตัวอย่างที่ชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุดคงหนีไม่พ้น Star Wars ที่แปรเปลี่ยนจากตัวละครในจอเงินมาเป็นของเล่น ของสะสมพุ่งทะยานบนชั้นวางขายในห้างสรรพสินค้าทั่วโลก

ข้ามฟากหันมามองอริตลอดกาลอย่างรัสเซียแล้ว ในแวดวงอุตสาหกรรมหนังจัดได้ว่า พวกเขาแทบไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่เจ้าถิ่นแวะเวียนทะลุขึ้นมาให้เห็นเลย บ้านเรายังมีอินทรีแดง เกาหลียังมี จุงกิ หรือ กงยู แต่รัสเซียมีแต่ ปูติน (ฮา) แต่ถึงอย่างนั้น Guardians ก็ได้รับการจับตามองอย่างมาก หลังจากพิจารณาจากหน้าหนังที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ The Avengers แม้ว่าทาง ซาริค แอนเดรสยาน ผู้กำกับหนุ่มชาวอาร์เมเนียที่โตในอเมริกา แต่ไปสร้างชื่อในแดนหมีขาว จะออกตัวไว้ก่อนแล้วว่า Guardians เป็นหนังสเกลเล็กหากไปวัดกับพวก Marvel ก็ตาม

ตัวหนัง Guardians เล่าเรื่องอยู่ในช่วงสงครามเย็น ยุคโจเซฟ สตาลิน ที่ซุ่มโปรเจ็กต์ลับสุดยอด ‘Patriot’ ซึ่งเป็นการรวบรวมอาสาสมัครจากสหภาพโซเวียตมาดัดแปลงดีเอ็นเอให้มีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ทั่วไปไว้โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องดินแดนสหภาพโซเวียตจากการรุกรานของกองทัพนาซี จนกลายมาเป็นสุดยอดนักรบ 4 คนคือ เลอร์, อาร์ซัส, ข่าน และซีเนียร์ ที่แต่ละคนก็มีจุดเด่นในการต่อสู้แตกต่างกันออกไป โดยทั้ง 4 คนนั้นถูกรัฐบาลกำชับห้ามเปิดตัวในที่สาธารณะ จนกระทั่งโซเวียตถูกรุกรานจากกองทัพนาซีอย่างหนัก จนบ้านเมืองตกอยู่ในอันตราย เหล่าซุปเปอร์ฮีโร่กลุ่มนี้จึงต้องออกมา ซึ่งนี่ก็คือ plot หากินของหนังแนวนี้อยู่แล้ว

ถ้าอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ มองย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ของรัสเซียในสมรภูมิรบและเรื่องราวต่างๆ มากมายในช่วงสงครามเย็น หนังมีวัตถุดิบที่ไม่ธรรมดาให้เลือกหยิบจับมาปั้นแต่งได้มากมายเลย โดยเฉพาะความลับจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่โหดเหี้ยมสุดโต่ง ทฤษฏีสมคบคิดมากมายที่เกิดขึ้นในยุคนั้น หนังสามารถสร้างบรรยากาศ เล่นกับด้านมืดของคนให้เกิดความน่าสะพรึงกลัวได้ไม่ยาก แต่ตัวหนังเลือกที่จะปู background แบบทื่อๆ เปิดหมดกันไปเลย การเปิดเผยที่มาที่ไปของ Guardians ราบเรียบกว่าที่ควรจะเป็นมาก และตั้งแต่ช่วงแรกหนังก็หมดเวลาไปกับการ ‘เลือก’ ปูเรื่องที่น่าเบื่อผิดคาด เน้นขายห้องแล็ปบัญชาการ patriot ล้ำๆ ที่ออกแบบมาได้ดูเป็นฐานทัพปฏิบัติการที่ยิ่งใหญ่ดี และหนังก็สาละวนกับตรงนี้จนเกือบทำคนดูไปเข้าฝันเหมือนกัน

ส่วนผสมของยอดมนุษย์พวกนี้กลับดูไม่มีเคมีที่เข้ากันเลย ขาดอินเนอร์อย่างแรง

ฟุตเทจของหนังเรื่องนี้มันมีกลิ่นอายคล้ายกับ The Avengers ผสมกับ Fantastic 4 แต่มีความแตกต่างจากหนังบูชาซุปเปอร์ฮีโร่จ๋าตรงที่ ยอดมนุษย์ 4 คนนี้ค่อนข้างมีแคแร็คเตอร์ของคนธรรมดาเข้ามามากกว่า ดูจับต้องได้ ไม่เหนือจริง แต่ถึงกระนั้น ส่วนผสมของยอดมนุษย์พวกนี้กลับดูไม่มีเคมีที่เข้ากันเลย ขาดอินเนอร์อย่างแรง แต่ละคนแววตาเลื่อนลอย ฉากรับส่งบทเหมือนละเมอคุยกัน ความคาดหวังจากสกิลความโหด พลังความแข็งแกร่งหนักหน่วง แทบจะไม่มีอะไรหวือหวาถึงขนาดให้ร้องว๊าวได้เลย การออกแบบคิวบู๊ที่เกือบจะเรียกว่าง่อย ตัวละครหลักทุกคนแยกขาดจากกัน เหมือนต่างคนต่างเล่น ไม่มีที่มาที่ไปของความสัมพันธ์ใดๆ ที่เชื่อมโยงถึงกัน ยิ่งทำให้หน่วย Guardian นี้ขาดน้ำหนักของความเป็นทีมเวิร์ค ขาดจุดที่ทำให้เชื่อว่ายอดมนุษย์พวกนี้คือผู้เสียสละหรือเป็นตัวแทนมาปกป้องบ้านเมืองจริงๆ

นอกจากการเดินเรื่องจะทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานแล้ว การลำดับภาพยังเข้าขั้นมึนงง การตัดต่อที่ไปทำลายอรรถรสของหนังแบบไม่มีชั้นเชิง จังหวะหนังผิดเพี้ยน ฉากที่ควรจะซึ้งก็ดันมาซึ้งผิดเวลา บางซีนกำลังต่อบทเหมือนจะเริ่มเข้มข้น แต่แล้วก็กลับมาดราม่าซะงั้น หลายฉากนี่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าใส่มาทำแมวน้ำอะไร รูปแบบการเล่ามันพังไปหมด ไม่มีลูกล่อลูกชน หนังมันเลยดูทู่ๆ ทื่อๆ เลื่อนลอย ไม่มีแกนจับต้องได้ ไม่ประณีต มีจุดโหว่ให้เห็นความไม่ใส่ใจหลายอย่าง ส่วนตัวบอกเลยว่าตัวหนังยังกดดันคนดูไปได้ถึงขีดสุด ถามว่าหนังกดดันบีบคั้นคนดูลุ้นระทึก? เปล่า คนดูกดดันเพราะเครียดว่าตกลงพวกมรึงมาเล่นอะไรกันต่างหาก (ฮา)

หลายฉากนี่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าใส่มาทำแมวน้ำอะไร

turning point และการนำพาหนังไปยังจุด climax ก็เป็นอีกจุดที่ Guardian ไม่สามารถส่งความตื่นเต้นระทึกมาถึงคนดู มันดูจืดชืดและไร้ชีวิตชีวาไปหมด สุดท้ายมันก็ลงเอยไปแบบขอไปที แต่มีจุดหนึ่งที่ดึง Guardian ไม่ให้จมดิ่งเละตุ้มเป๊ะไปมากกว่านี้คือ เรื่องการโปรดักชันและซีจีที่ทำออกมาได้ดูสมจริง เล่นใหญ่อลังการงานสร้าง เอฟเฟ็กต์ต่างๆ ที่นำมาใช้ในหลายๆ ฉากของการแอ็คชัน มันดูทำลายล้างแบบสะใจ นี่คือสิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกคุ้มกับการเสียเวลาชั่วโมงกว่าๆ ตรงนี้ แต่ถ้าถามว่าดูเอามันส์ได้ไหม ขนาดผู้เขียนผู้ไม่เคยคาดหวังกับหนังเรื่องนี้สักวินาทียังรู้สึก ‘ลังเล’ ที่จะตอบเลย กลัวโดนอุ้ม (ฮา)

อาจไม่ต้องถามว่า Guardians มันจะขายได้ไหม เพราะมันก็แผ้วทางไว้ชัดเจนถึงการเตรียมทำเป็นแฟรนไชส์ตามสูตร แต่ value ของมันเกิดจากกระแสทางการตลาด ซุปเปอร์ฮีโร่ที่ปั้นมาแบบแดกด่วน เอาประวัติศาสตร์มาปู้ยี้ปู้ยำ หากใครไม่ซีเรียสหรือเน้นตูมตามแบบ 4DX ก็รอดูแผ่นก็ได้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น