การทำธุรกิจแบบคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อสังคมอีกต่อไป แต่กำลังเป็นกติกาใหม่ที่เข้มงวดเรื่องคาร์บอนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยเหตุนี้ งานฟอรัมระดับประเทศด้านความยั่งยืนประจำปีอย่าง EARTH JUMP 2026 ที่จัดขึ้นโดยธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับพันธมิตรชั้นนำทั้งในประเทศไทยและระดับโลก ภายใต้แนวคิด “A Bridge To Empowered Actions” จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะ สะพานเชื่อมสู่การลงมือทำ ที่เชื่อมโยงนโยบายระดับสากล องค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ นวัตกรรม และโซลูชัน เข้ากับการนำไปประยุกต์ใช้จริงในภาคธุรกิจไทย เพื่อช่วยให้ทั้งองค์กรขนาดใหญ่และผู้ประกอบการ SME สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจที่ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม
BT beartai ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานและรับฟังแนวคิดจากเหล่ากูรู ผู้นำนวัตกรรม และสตาร์ตอัปแถวหน้า เพื่อสรุปถอดรหัส 3 เซสชันสำคัญที่จะพลิกโฉมการดำเนินธุรกิจและเสถียรภาพด้านพลังงานของไทย
เจาะลึกความคุ้มค่าทางการเงิน เมื่อ EV + Finance Lease คือคำตอบของผู้ประกอบการ
ในอดีต การเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มักถูกมองว่าเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง แต่สำหรับภาคธุรกิจในวันนี้ การตัดสินใจเลือกใช้ EV มีความหมายมากกว่านั้น เพราะเป็นการปรับโครงสร้างต้นทุนระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเงินทุนขององค์กร
บทเสวนาโดย คุณธีรชาติ จิรจรัสพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด และประธานคณะทำงานสินเชื่อรถยนต์ สมาคมธนาคารไทย ร่วมกับ คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด (MG) ได้ร่วมถอดรหัสว่าเหตุใดการผสานระหว่าง EV และ Finance Lease หรือสัญญาเช่าการเงิน จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดในการบริหารฟลีทรถของภาคธุรกิจ
นอกจากต้นทุนรวมในการครอบครองรถยนต์ไฟฟ้า (Total Cost of Ownership: TCO) ที่ต่ำกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายพลังงานและค่าบำรุงรักษาแล้ว การจัดหารถสำหรับองค์กรในปัจจุบันยังเป็นเรื่องของการบริหารต้นทุนทางการเงินและภาษีควบคู่กัน
สำหรับผู้ประกอบการ การจัดหารถเพื่อใช้ในธุรกิจมี 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การซื้อด้วยเงินสด และการจัดหาผ่านสินเชื่อรถยนต์ การซื้อด้วยเงินสดแม้ไม่มีภาระดอกเบี้ย แต่ต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ ซึ่งอาจกระทบต่อสภาพคล่องของกิจการ ขณะที่การใช้สินเชื่อช่วยกระจายภาระทางการเงิน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจนำเงินทุนไปต่อยอดในด้านอื่นได้
ปัจจุบัน สินเชื่อรถยนต์สำหรับภาคธุรกิจแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก
- Hire Purchase (สินเชื่อเช่าซื้อ) ผู้ประกอบการชำระเงินดาวน์และผ่อนชำระรายเดือนตามสัญญา เมื่อครบกำหนดกรรมสิทธิ์ในรถจะโอนเป็นของผู้เช่าซื้อโดยอัตโนมัติ
- Finance Lease (สินเชื่อเช่าการเงิน) มีลักษณะคล้ายการเช่าซื้อ โดยผู้เช่าชำระเงินมัดจำและค่าเช่ารายงวดตามสัญญา แต่เมื่อครบกำหนดจะต้องชำระมูลค่าซาก (Residual Value) และดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ จึงจะเป็นเจ้าของรถโดยสมบูรณ์
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความคุ้มค่าในการลงทุนของภาคธุรกิจ
กรณีซื้อรถด้วยเงินสดหรือใช้สินเชื่อเช่าซื้อ บริษัทสามารถนำมูลค่ารถไปคิดค่าเสื่อมราคาเพื่อหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้สูงสุด 1 ล้านบาท หรือไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี
ในอีกมิติหนึ่ง Finance Lease ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกในการจัดหารถยนต์สำหรับธุรกิจ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารภาษีและกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถนำค่าเช่ารายเดือนมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อหักภาษีได้สูงสุด 36,000 บาทต่อเดือน หรือรวม 2.16 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญาเช่า 5 ปี
ตัวอย่างเช่น การซื้อรถยนต์ไฟฟ้าราคา 2.399 ล้านบาท โดยวางเงินมัดจำ 25% และทำสัญญา Finance Lease ระยะเวลา 60 เดือน ซึ่งกำหนดให้เงินมัดจำเท่ากับมูลค่าซาก (Residual Value) ที่ 25% ผลการเปรียบเทียบพบว่า ธุรกิจสามารถรับรู้ค่าใช้จ่ายเพื่อการหักภาษีได้มากกว่าการใช้ Hire Purchase ส่งผลให้ประหยัดภาษีเพิ่มขึ้นถึง 224,068 บาท แม้ภาระค่าเช่ารายเดือนจะสูงกว่าเพียงเล็กน้อยก็ตาม สะท้อนให้เห็นว่า ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น สามารถแลกกับประโยชน์ทางภาษีที่สูงกว่าในภาพรวมได้อย่างคุ้มค่า

จุดเด่นอีกประการของ Finance Lease คือความยืดหยุ่นในการออกแบบโครงสร้างสัญญา โดยผู้ประกอบการสามารถกำหนด Residual Value ให้สูงกว่าเงินมัดจำ เพื่อช่วยลดภาระค่าเช่ารายเดือนและเพิ่มสภาพคล่องระหว่างอายุสัญญา ขณะเดียวกัน เมื่อครบกำหนดสัญญาและยังคงใช้รถต่อ มูลค่าซากที่ระบุไว้ในสัญญายังสามารถนำมาคำนวณค่าเสื่อมราคาเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้สูงสุด 1 ล้านบาท หรือไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี ตามระยะเวลาการใช้งานจริง ช่วยให้การวางแผนภาษีมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ผลการวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่า การกำหนด Residual Value ที่เหมาะสมสามารถสร้างสมดุลระหว่างภาระค่าเช่ารายเดือนกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกรณีกำหนดมูลค่าซากที่ 40% ให้ผลประโยชน์ทางภาษีรวมสูงสุด 555,868 บาท สูงกว่ากรณีที่กำหนดเงินมัดจำเท่ากับมูลค่าซาก ซึ่งให้ผลประโยชน์รวม 544,018 บาท แม้ว่าค่าเช่ารายเดือนจะแตกต่างกันก็ตาม

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า Finance Lease ไม่ใช่เพียงรูปแบบการเช่าซื้อทางการเงิน แต่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการออกแบบโครงสร้างต้นทุนได้อย่างยืดหยุ่น สร้างสมดุลระหว่างสภาพคล่อง ภาระภาษี และต้นทุนทางการเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารธุรกิจในระยะยาว
คุณธีรชาติกล่าวว่า สถาบันการเงินในปัจจุบันไม่ได้มอง EV เป็นเพียงผลิตภัณฑ์สินเชื่อรถยนต์ แต่กำลังพัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจในระยะยาว โดย Finance Lease เป็นหนึ่งในโซลูชันที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารทั้งต้นทุน ภาษี และสภาพคล่องได้อย่างสมดุล พร้อมเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุนมากกว่ารูปแบบการจัดหารถแบบดั้งเดิม
ด้านคุณสุโรจน์เสริมว่า ปัจจุบันระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ในประเทศไทยมีความพร้อมและมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ โครงสร้างพื้นฐาน และบริการสนับสนุน การผสานนวัตกรรมยานยนต์เข้ากับเครื่องมือทางการเงินที่มีความยืดหยุ่น จึงเป็นปัจจัยเร่งสำคัญ (Catalyst) ที่ช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ EV ได้รวดเร็วและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
เซสชันที่ 2 From Energy Shock to Energy Security 2.0: Can Startups Close the Gap ?
บนเวที Open Stage (SME & Climate Tech) มีการแลกเปลี่ยนมุมมองจากกลุ่มผู้บริหารและผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัปแถวหน้าด้านเทคโนโลยีพลังงาน (Energy Tech) ถึงโอกาสและความท้าทายในการแก้ไขวิกฤตต้นทุนพลังงานเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคต โดยมีการนำเสนอโซลูชันจากสตาร์ตอัปไทย 4 ด้านหลัก ที่จะเข้ามาเป็นตัวเปลี่ยนเกมในภาคอุตสาหกรรม
1. โรงไฟฟ้าเสมือนจริง (Virtual Power Plant: VPP) และระบบกระจายพลังงาน
คุณพีรกานต์ มานะกิจ ประธานอํานวยการ บจก. ไอออน เอนเนอร์ยี ได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับ Distributed Energy (พลังงานแบบกระจายศูนย์) ว่าได้รับความสนใจอย่างมากจากวิกฤตราคาเชื้อเพลิงที่ผันผวน แม้ภาครัฐจะมีมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและเงินทุน แต่ข้อจำกัดของโซลาร์เซลล์คือผลิตไฟฟ้าได้ไม่สม่ำเสมอ โซลูชัน VPP ของ ION Energy จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้ด้วยการนำเอาสินทรัพย์พลังงานที่กระจัดกระจายอยู่ตามบ้านเรือนและอาคารต่าง ๆ มารวมกันผ่านแพลตฟอร์มโครงข่ายอัจฉริยะ จนมีกำลังการผลิตเสมือนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำให้สามารถควบคุม ชาร์จ และจ่ายไฟผ่านระบบ Wi-Fi ได้อย่างมีเสถียรภาพ
2. ระบบบริหารจัดการสถานีชาร์จ EV แบบเป็นกลาง
คุณวรพจน์ รื่นเริงวงศ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท CHOSEN DIGITAL กล่าวถึงกระแสความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในไทยที่เติบโตสูงมาก ทว่าความท้าทายในระดับสากลคือปัญหาระหว่างมาตรฐานเทคโนโลยีของค่ายจีนและค่ายยุโรป CHOSEN จึงได้พัฒนาระบบที่เป็นกลาง (Neutral Platform) ที่สามารถเชื่อมต่อและยอมรับมาตรฐานร่วมกันได้จากทุกค่ายโดยไม่แบ่งแยก ซึ่งช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย ได้อย่างราบรื่น
3. การประหยัดพลังงานในระบบปรับอากาศ (HVAC) และโมเดลธุรกิจการเงิน
ผศ. ดร. เด่นชัย วรเดชจำเริญ CEO – TIE Smart Solutions ชี้ให้เห็นว่าความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริงคือการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะระบบปรับอากาศ (HVAC) ในอาคารพาณิชย์ที่กินค่าไฟสูงถึง 60% ของอาคาร ปัจจุบันสตาร์ตอัปหันมาใช้โมเดลธุรกิจแบบ ESCO (Energy Service Company) หรือการันตีผลประหยัดพลังงานเพื่อให้ผู้ประกอบการกล้าลงทุนโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง พร้อมนำระบบอัจฉริยะเข้ามาช่วยควบคุมการเปิด-ปิด หรือปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับสภาพอากาศและการผลิตไฟฟ้าของโซลาร์เซลล์ แทนที่จะใช้สัญชาตญาณหรือสั่งปิดแอร์ดื้อ ๆ
4. โอกาสทองของ Startup ในช่วง Energy Transition
คุณโอม ขาวสอาด Head of Venture Capital, บจก. อินโนพาวเวอร์ มองว่าเรื่องวิกฤตพลังงานโลกในช่วงที่ผ่านมาได้เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องความมั่นคงทางพลังงานไปอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบ (Energy Mix) จากสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ไปสู่เป้าหมาย 20-30% สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นแรงส่งสำคัญ ที่เปิดโอกาสให้กลุ่ม Startup สายนวัตกรรมพลังงานเข้ามาปิดช่องว่าง และเติบโตอย่างก้าวกระโดดใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ Ion Energy, Energy Efficiency และ Decentralization
และสำหรับทิศทางในอีก 5 ปีข้างหน้า มองว่าการเข้ามาของเทคโนโลยี AI และการลงทุนสร้าง Data Center ในประเทศไทยจะสร้างความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมหาศาล (อาจคิดเป็น 5-10% ของ GDP) สิ่งที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันคือ การปรับสถาปัตยกรรมโครงข่ายไฟฟ้าใหม่ให้รองรับการผลิตและใช้เองในชุมชน และเปิดเสรีให้ผู้ใช้มีสิทธิ์เลือกซื้อพลังงานได้ ภายใต้โครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าที่ยืดหยุ่นเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับโลก
เซสชันที่ 3 ThaiCBN: The State of Climate Tech in Thailand ปลดล็อกความท้าทาย Climate Tech ไทย ทำไมยังไม่เติบโต
เซสชันสุดท้ายได้สรุปภาพรวมตั้งแต่สถานการณ์ระดับโลก เจาะลึกปัญหาเชิงโครงสร้างในไทย และทิศทางกลยุทธ์ที่ประเทศไทยควรเดินหน้าไปในอีก 5 ปี
ในระดับสากล นักลงทุนได้ปรับกลยุทธ์สู่นโยบายสองทาง จากเดิมที่เน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก ปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับการปรับตัวและความยืดหยุ่น (Adaptation & Resilience) ควบคู่กันไป ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีกลุ่ม Hard Tech / Deep Tech ยังคงเผชิญความท้าทายเพราะต้องใช้ทุนสูงและใช้เวลานานในการพัฒนากว่าจะทำกำไร นอกจากนี้ AI ยังเป็นดาบสองคมที่เป็นทั้งตัวเร่งการค้นพบโซลูชันใหม่ แต่ก็เป็นเทคโนโลยีที่กินพลังงานสะอาดมหาศาลเช่นกัน
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย โซลูชันที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ยังเป็นระดับพื้นฐาน เช่น การประหยัดพลังงาน การติด Solar Cell หรือการเปลี่ยนมาใช้รถ EV แต่แพลตฟอร์มการคำนวณ Carbon Footprint ที่ลึกและซับซ้อน มักโดนคู่แข่งต่างชาติเข้ามาตีตลาดและแย่งความน่าเชื่อถือไป ยิ่งไปกว่านั้น สตาร์ตอัปไทยยังขาดแคลนเงินทุนสนับสนุนในระยะเติบโต แม้ภาครัฐจะมีทุนสนับสนุนในระยะเริ่มต้น แต่เมื่อต้องการสเกลใหญ่ขึ้นไปสู่ขั้นพาณิชย์ กลับไม่มี Private Sector หรือภาคเอกชนในไทยที่พร้อมจะลงเงินในโปรเจกต์ Hardware หรือ Deep Tech ที่คืนทุนช้า
ผู้เชี่ยวชาญจากทั้งฝั่ง NIA, NEXPO และนักลงทุนเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยควรโฟกัสในเซกเตอร์ที่มีความได้เปรียบหรือเป็นปัญหาเร่งด่วน 3 ด้าน
- Green Energy & Energy Management โฟกัสการนำ AI และ AIoT เข้ามาช่วยบริหารจัดการพลังงานในตึกและโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง Hydrogen ในภาคโลจิสติกส์ และเทคโนโลยีการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ที่จะหมดอายุการใช้งานจำนวนมากในอีก 10 ปีข้างหน้า
- Agriculture & Food (เกษตรกรรมและอาหาร) ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สุดของไทย โฟกัสไปที่ “Low-Carbon Rice” (ข้าวคาร์บอนต่ำ) หรือการทำปศุสัตว์ที่ลดการปล่อยก๊าซมีเทน เนื่องจากสินค้าเกษตรและอาหารเหล่านี้เป็นต้นน้ำของ Supply Chain หากเราสามารถจับเทคโนโลยีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง แกล้งข้าว หรือสายพันธุ์ข้าวทนแล้งสำเร็จ เราจะสามารถส่งออกองค์ความรู้และเทคโนโลยีนี้ไปยังต่างประเทศได้
- CCUS & Deep Tech Solutions สำหรับอุตสาหกรรมหนักที่ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตได้ยาก เช่น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเริ่มศึกษาและนำมาปรับใช้ แม้ว่าปัจจุบันต้นทุนจะยังสูงมากก็ตาม
Priority สำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้าของ Climate Tech
สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการปลดล็อกให้ Climate Tech ของไทยเติบโตได้จริง คือการสร้าง Unified Ecosystem & Parity หรือการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้ทำงานร่วมกัน แทนการขับเคลื่อนแบบต่างคนต่างทำ โดยเริ่มจาก ภาคอุตสาหกรรม ที่เป็นผู้สะท้อนโจทย์และความต้องการของตลาด เพื่อให้ภาควิจัย ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และแหล่งเงินทุน สามารถร่วมกันพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์และต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง แทนการพัฒนาเทคโนโลยีที่อาจไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ขณะเดียวกัน ภาครัฐมีบทบาทมากกว่าการกำหนดกฎเกณฑ์หรือสนับสนุนงบวิจัย แต่จำเป็นต้องช่วยสร้าง “อุปสงค์” (Demand) ผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษี เงินอุดหนุน หรือกลไกสนับสนุนตลาด เพื่อให้สินค้าหรือโซลูชันสีเขียวที่มีต้นทุนในช่วงเริ่มต้นสามารถแข่งขันได้ และเกิดการใช้งานจริงในวงกว้าง ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ Climate Tech เติบโตอย่างยั่งยืน
และทั้งหมดนี้คือ 3 เซสชันสำคัญที่ทำให้เราได้มองเห็นภาพรวมของการทำธุรกิจแบบรับผิดชอบต่อโลกด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเป้าประสงค์เรื่องพลังงานในทิศทางเดียวกัน
ซึ่งทางธนาคารกสิกรไทย เดินหน้าสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างครบทุกมิติ ผ่าน K-Climate Solutions โซลูชันครบวงจรที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถเปลี่ยนจาก “ความตั้งใจ” สู่ “การลงมือทำ” ได้จริง ครอบคลุมตั้งแต่
1. ESG Readiness Check เครื่องมือประเมินความพร้อมธุรกิจในด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และ Supply Chain พร้อม Action Plan และโซลูชันที่ตอบโจทย์
2. KCLIMATE 1.5 แพลตฟอร์มคํานวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เก็บข้อมูลเพื่อนําไปใช้วางแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจก
3. K-Climate ESG Advisory บริการให้คําปรึกษาเรื่องความยั่งยืนโดยผู้เชี่ยวชาญ
4. หลักสูตร Net Zero CEO และ Net Zero Leader สำหรับผู้บริหาร เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นําด้านความยั่งยืนของไทย เรียนรู้จากกรณีศึกษาจริงจากหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดสู่ความสําเร็จได้จริง
5. Financial Solutions เปิดตัวบริการใหม่ “สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้” (Sustainability-Linked Loan for SME) มอบส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษเมื่อทําได้ตามเป้าหมาย เช่น ลดการใช้พลังงานหรือได้ใบรับรองธุรกิจสีเขียว
รวมถึง K-Climate Shield Loan สินเชื่อธุรกิจเพื่อป้องกันความเสี่ยงน้ำท่วม ช่วยให้องค์กรสามารถลงทุนเชิงป้องกันล่วงหน้า ลดความเสียหาย ลดการหยุดชะงักของธุรกิจ และเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ทั้งหมดนี้สะท้อนบทบาทของธนาคารกสิกรไทยในฐานะ “สะพานเชื่อมสู่การลงมือทำ” ที่ทำหน้าที่เชื่อมองค์ความรู้เข้ากับโซลูชัน เชื่อมพันธมิตรเข้ากับโอกาสทางธุรกิจ และเชื่อมความตั้งใจไปสู่การลงมือทำ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดังนั้น การเสวนาในวันนี้จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือทำจริง ผ่านโซลูชันที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง วัดผลได้ และต่อยอดสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ สตาร์ตอัป หรือประชาชน เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่ยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโลกใบนี้













