Connect with us

ภาพยนตร์

From a House on Willow Street: รวมมิตรหนังสยองที่คิดถึง

หนังเรื่องนี้คือหนังสยองขวัญที่ทำให้ชวนนึกถึงหนังสยองยุคเก่า ๆ หลายเรื่อง คือเอามาอย่างละนิดละหน่อย ก็เหมือนที่โปสเตอร์หนังทำมาดูตั้งใจสื่อให้ย้อนไปยุคเก่า ๆ จะจัดประเภทหนังก็คงไม่พ้นพวกหนังสยองเกรดบี ที่เอาไปเทียบชั้นหนังเกรดเอยุคใหม่แบบพวก The Conjuring อะไรแบบนั้นไม่ได้ แต่ด้วยความที่ตลาดมันขาดหนังสยองแบบแหวะ ๆ คัลท์ ๆ มานาน หนังเรื่องนี้ก็มาบรรเทาความเสี้ยนลงไปได้พอประมาณ อ่านถึงตรงนี้คงพอจะรู้นะว่าคุณจะเหมาะกับหนังเรื่องนี้หรือเปล่า

Published

on

สรุปก่อนเลย เผื่อใครขี้เกียจอ่านยาว

หนังเรื่องนี้คือหนังสยองขวัญที่ทำให้ชวนนึกถึงหนังสยองยุคเก่า ๆ หลายเรื่อง คือเอามาอย่างละนิดละหน่อย ก็เหมือนที่โปสเตอร์หนังทำมาดูตั้งใจสื่อให้ย้อนไปยุคเก่า ๆ จะจัดประเภทหนังก็คงไม่พ้นพวกหนังสยองเกรดบี ที่เอาไปเทียบชั้นหนังเกรดเอยุคใหม่แบบพวก The Conjuring อะไรแบบนั้นไม่ได้ แต่ด้วยความที่ตลาดมันขาดหนังสยองแบบแหวะ ๆ คัลท์ ๆ มานาน หนังเรื่องนี้ก็มาบรรเทาความเสี้ยนลงไปได้พอประมาณ อ่านถึงตรงนี้คงพอจะรู้นะว่าคุณจะเหมาะกับหนังเรื่องนี้หรือเปล่า

หนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับอะไร ทำไมถึงว่ากันว่าแปลกใหม่?

From a House on Willow Street คือผลงานหนังสยองขวัญที่ขึ้นชื่อว่าแปลกใหม่ ไม่ซ้ำสูตรสยองเดิม ๆ (ในช่วงใกล้ ๆ) โดยผสมผสานหนังแนวอาชญากรรมเข้าไว้ด้วย เพราะเหยื่อที่ต้องเผชิญกับปีศาจร้ายในคราวนี้คือ เหล่าโจรลักพาตัวที่ดันไปลักพาตัววิญญาณร้ายเข้าเสียนี่ ไอ้แบบคนไม่ดีมาสู้ผีมันก็เลยได้อีกอารมณ์ คล้ายตอนดู From Dusk Till Dawn (1996) ในแบบที่จริงจังกว่า

เรื่องราวก็ว่าด้วยโจร 4 คนที่ลอบเข้าไปลักพาตัวหญิงสาวลูกเศรษฐีมาจากบ้านหลังหนึ่งในย่านถนนวิลโลว์เพื่อเรียกค่าไถ่ แต่ปรากฏว่าพอพยายามติดต่อพ่อแม่ของเธอเพื่อเอาเงิน กลับติดต่อไม่ได้เสียเฉย ๆ ระหว่างนั้นพวกโจรบางคนก็เริ่มพบสิ่งประหลาดอย่างเห็นวิญญาณของคนรู้จักที่ตนเคยมีปมในใจในอดีตมาตามหลอกหลอนแบบแหวะ ๆ และเมื่อโจรสองคนต้องยอมย้อนกลับไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อติดต่อเอาค่าไถ่โดยตรง พวกโจรก็พบว่าพ่อแม่ของเด็กสาวถูกฆ่าตายไปแล้ว ในขณะที่ในบ้านก็ยังพบศพบาทหลวงและม้วนวิดีโอทิ้งไว้อีก เมื่อพวกโจรกลับมาที่รังและเปิดวิดีโอเทปดูก็พบว่าพวกเขานอกจากจะได้ตัวเด็กสาวมาแล้ว ยังได้สิ่งที่น่ากลัวเกินจินตนาการที่สิงอยู่ในตัวเด็กสาวแถมมาด้วย จากนั้นหนังก็เข้าโหมดเขย่าขวัญสั่นประสาทในพื้นที่ปิดที่ไม่มีใครอาจหนีพ้นไปได้

ตรงนี้หนังชวนให้นึกถึงการหลอกหลอนของอดีตใน Event Horizon (1997) ผีแหวะ ๆ และฉากสะดุ้งแบบใน  Thir13en Ghosts (2001) บรรยากาศของผีห่าซาตานแบบใน The Exorcist (1973) และพลังจิตคลั่งแบบใน Carrie (1976) ก็อย่างที่บอกว่ามันชวนให้นึกถึงองค์ประกอบจากเรื่องนั้นเรื่องนี้ เป็นรวมมิตรที่รสชาติโอเคพอให้หายคิดถึง แม้ไม่เข้าขั้นน่าจดจำ

หนังได้ ชาร์นิ วิลสัน ในวัยที่เกือบจำเค้าความสวยในผลงานเก่าอย่างหนังสยองขวัญเอามัน You’re Next (2011) และ Step Up 3D (2010) แทบไม่ได้ ในเรื่องนี้เธอมารับบท เฮเซล สาวห้าวหัวหน้าแก๊งลักพาตัวที่มีปมในอดีตเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ซึ่งทำให้หนังดูมีน้ำหนักขึ้น ประกบด้วยลูกน้องโจรผู้ชายอีก 3 คนที่แสดงโดยนักแสดงที่บอกชื่อคนเล่นและผลงานเก่าไปเราก็ไม่รู้จัก นอกจากนี้ยังได้ คาร์ลีน บูร์เชล นักแสดงที่ผลงานดังสุดคือการรับบทเหยื่อการข่มขืนใน Robocop (2014) โดยมารับบท แคทเธอรีน สาวน้อยหลอนเฮี้ยนที่ถูกลักพาตัว

ชาร์นิที่ดูแก่ขึ้นเยอะ ยิ่งฉากโคลสอัพยิ่งเห็นชัด

ฟากผู้กำกับ อลาสแตร์ ออร์ ก็ไม่ได้มีผลงานที่ผลงานเก่าพูดไปเราก็ไม่รู้จัก แต่ก็เรียกว่าทำหนังสยองมาอย่างโชกโชน เรียกว่าชื่นชอบและหมกมุ่นไม่เปลี่ยนแนวเลยทีเดียว ตรงนี้ก็ทำให้เรามั่นใจได้ว่าหลาย ๆ อย่างที่เราเห็นในหนังมาจากความคลั่งไคล้ต่อหนังสยองขวัญยุคฮาร์ดคอร์ของเขานี่เอง

ข้อเสียของหนังเลยก็คงเป็นบทที่เล่นง่ายไปในช่วงท้ายทั้งที่ต้นถึงกลางเรื่องสร้างปมไว้ค่อนข้างแข็งแรงดี ฉากไล่ล่ากดดันยังไม่เอาคนดูถึงตายนัก เมกอัพพวกผีดีมากแต่พวกซีจีอย่างไฟไหม้หรือแสงปืนกลับดูหลอกตาตามมาตรฐานช่อง 7 สีบ้านเรา โชคดีที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เน้นซีจี เอาเป็นว่าใครอ่านชื่อหนังที่ว่ามาแล้วโดนใจอยู่ก็ลองจัดให้หายคิดถึงเลยครับ

ซีจีหยุดกระสุนมาตรฐานช่อง 7 สี

  • หนังได้คะแนนจากเว็บมะเขือเน่าไป 69% จากฝั่งนักวิจารณ์ แต่ได้ถึง 85% จากความชื่นชอบของคนดูทั่วไป แต่ผลคะแนนนี่ก็ไม่ได้ตัดสินอะไรมากนักหรอกครับเพราะคนโหวตแค่สิบกว่าคนเองทั้งสองฝั่ง ส่วนตัวผมขอให้เอนไปทางฝั่งนักวิจารณ์ครับว่าหนังดีกลาง ๆ ไม่แย่ที่จะดู

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Be With You: เกาหลีคัฟเวอร์ แบบ Easy Listening

Published

on

By

เรื่องย่อ

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

ก่อนที่ซูอา (รับบทโดย ซอนเยจิน) จะตายจากโลกนี้ไป เธอได้ให้คำมั่นสัญญากับ อูจิน สามีของเธอ (รับบทโดย โซจีซอบ) และ จีโฮ ลูกชายที่ยังเล็กอยู่ของเธอ (รับบทโดย คิมจีฮวัน) ว่าเธอจะกลับมาหาเขาอีกครั้งในวันที่ฝนตกแรกของปีถัดมา แม้มันจะดูเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อเธอได้ทำตามคำสัญญานั้นจริง ๆ ทว่าเธอกลับมาพร้อมกับความทรงจำที่หายไป ครั้งนี้อูจินจะรั้งเธอไว้ไม่ให้หายไปได้หรือไม่ แล้วซูอาคนที่น่าจะตายไปแล้วนี้แท้จริงคือใครหรืออะไร ติดตามเรื่องราวความรักสุดซึ้งของพวกเขาได้ในโรงภาพยนตร์จ้า

เดิมหนังเรื่องนี้เคยเป็นหนังญี่ปุ่นที่ออกฉายเรียกน้ำตาและรอยยิ้มแฟน ๆ ทั่วเอเชียมากแล้วเมื่อปี 2004 โดยดัดแปลงจากนิยายของ อิชิคาวะ ทาคุจิ ตอนนั้นก็เกิดเป็นปรากฏการณ์ตุ๊กตาไล่ฝนกลับหัวในไทยเช่นกัน ขนาดว่าดีวีดีบ็อกเซ็ตของหนังเรื่องนี้ยังแถมเจ้าตุ๊กตาไล่ฝนมาให้เลยด้วย ส่วนตัวผมชอบเวอร์ชั่นนั้นมากนะ ทั้งเนื้อหาที่แปลกใหม่ การเล่าเรื่องแบบพลิกเปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องไปมาที่ไม่ค่อยเจอในหนังรัก และบรรยากาศฝนตกที่แสนอบอุ่น ขนาดว่ายังจำรายละเอียดของเวอร์ชั่นเดิมได้อยู่เลย ปกติหนังทั่วไปดูนาน ๆ แล้วก็ลืมแต่กับเรื่องนี้ไม่

ฉบับญี่ปุ่นแสดงนำโดย ทาเคอุจิ ยูโกะ และ นากามุระ ชิโดะ ที่อินจัดจนแต่งงานกันจริงหลังจากหนังเรื่องนี้เลยด้วย

การกลับมาครั้งนี้นับว่ามีความพิเศษมากเหมือนกัน เพราะเป็นการทิ้งห่างจากฉบับญี่ปุ่นถึง 14 ปี และได้รับการตีความใหม่จากผู้กำกับเกาหลีอย่าง ลีชางฮุน ซึ่งเป็นชาติที่ทำหนังขยี้น้ำตาได้ดีมากอีกเช่นกัน ทั้งยังได้ดาราแม่เหล็กมาก ๆ มารับบทนำทั้ง ซอนเยจิน ที่กำลังติดตาติดใจผู้ชมเน็ตฟลิกซ์ชาวเอเชียจากซีรีส์โดนเด็กเต๊าะ Something in the Rain และหนึ่งในสมบัติชาติเกาหลีเคียงคู่กับ กงยู อย่าง โซจีซอบ กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งนับตั้งแต่ซีรีส์ Delicious Proposal (2001) เรียกว่าเป็นตัวเลือกที่คัดเข้มข้นอย่างดีโดนใจสายหวานซึ้งเลยทีเดียว โดนใจขนาดไหนเอาแค่ว่าในบ้านที่เกาหลีใต้ หนังเรื่องนี้ทำลายสถิติหนังรักที่มียอดคนดูถึง 1 ล้านคนเร็วที่สุดภายใน 7 วัน ชนะเจ้าของสถิติเดิมอย่าง Architecture 101 (2012) ที่มีน้องสาวแห่งชาติอย่าง ซูจี แสดงนำ ซึ่งเคยทำได้ใน 8 วันไปด้วย

 มาว่ากันที่ตัวหนังเวอร์ชั่นนี้ดีกว่า เอาส่วนที่ชอบก่อนเลย ทีมงานเลือกนักแสดงมาเข้าคู่กันดีมาก ทั้งโซจีซอบและซอนเยจินนั้นเหมาะมากทั้งบทตลกนิด ๆ และบทหวานบทซึ้ง ในขณะที่ด้านโปรดักชั่นก็มาตรฐานสูง ทั้งภาพและมุมกล้อง ฉากการออกแบบศิลป์ถ่ายทอดบรรยากาศฤดูฝนนั้นก็อบอุ่นตราตรึงใจมาก สมกับโปรดักชั่นแบบเกาหลี ที่เทียบกับฉบับญี่ปุ่นนั้นของเดิมจะให้ความรู้สึกสดใสซึ้งแบบไม่หม่นเศร้าเท่า นอกจากนั้นฉบับใหม่ยังคิดกิมมิกใหม่ ๆ มาทดแทนของเดิมที่เป็นตุ๊กตาไล่ฝนด้วย ก็ทำให้มีรายละเอียดที่แตกต่างพอให้น่าสนใจเพิ่มจากของเดิมได้ด้วย อีกอย่างที่เป็นข้อดีมากคือหนังดูง่ายมาก มีใส่มุกตลกผ่านตัวละครเพื่อนพระเอกที่สร้างใหม่ได้ลื่นไหลดี และวิธีการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนก็ถูกเรียบเรียงใหม่ตามลำดับเวลา และใช้การอธิบายแบบชัดเจนแบบไม่ต้องงงคิดเองกันเลย ใครที่ดูฉบับนี้เป็นฉบับแรกน่าจะชื่นชอบอย่างมาก โดยเฉพาะสาวกคอหนังคอซีรีส์เกาหลีน่าจะถูกใจกับแขกรับเชิญคุ้นหน้าคุ้นตาหลากหลายคนด้วย

ข้อเสียก็เป็นส่วนของข้อดีนั่นเอง เพราะหนังเปลี่ยนเสน่ห์แบบญี่ปุ่นที่ต้องคิดตามความรู้สึกตัวละครที่แสดงออกมาไม่ผ่านคำพูด ตามแบบพูดน้อยแต่ได้มากไปจนหมด เพราะหนังเลือกจะพูดทุกอย่างอธิบายทุกอย่างจนหมดเปลือก นอกจากนั้นการที่หนังไม่ได้หนีจากฉบับเดิมมากนัก คนที่เคยดูฉบับเดิมมาก่อนประทับใจมาก่อนก็ย่อมจะฝังใจกับฉบับเก่าในฐานะความทรงจำแรกมากกว่านั่นเอง ส่วนข้อติงอีกเล็กน้อยก็คงเป็นความชอบส่วนตัวที่ชอบการแสดงตัวลูกชายในฉบับเดิมมากกว่า ซึ่งจะดูเก็บความรู้สึกแล้วพอปล่อยความในใจออกมามันมีอิมแพกกับคนดูมากกว่า ฉบับนี้ดูน่าหงุดหงิดกับนิสัยโวยวาย และเปิดเผยมากไป ทำให้ไม่ค่อยสงสารเท่าไหร่

สรุปเป็นหนังเกาหลีที่น่าจะถูกใจใครหลายคน รวมถึงคนที่เคยชื่นชอบฉบับเดิมเมื่อ 14 ปีก่อนด้วย แนะนำเลยครับ  

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Living the Game: เป็นเกมเมอร์มันเหนื่อย!

Published

on

เป็นอีกหนึ่งสารคดีที่โผล่มาในช่วงถูกที่ถูกเวลารับกระแส eSports ที่ค่อย ๆ กระเทาะเปลือกก้าวข้ามผ่านกำแพงของสังคมซึ่งมองเกมในแง่ลบออกไปได้ทีละน้อย Living the Game สารคดีที่ตามติดชีวิตเหล่าโปรเกมเมอร์เกม Street Fighter ที่ล้วนผ่านสมรภูมิแข่งขันมามากมาย ทั้ง ไดโกะ อุเมะฮาระ, จัสติน หว่อง, เกมเมอร์บี, โมโมจิ และ ลุฟฟี โปรเกมต่อสู้ระดับก็อดและแถวหน้าของวงการ

แน่นอนว่าหากใครที่ไม่ได้ติดตามหรืออยู่ในวงการก็คงไม่รู้จักพวกเขาเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ Living the Game ก็ทำให้คนดูได้รู้จักตัวละครได้อย่างเข้าใจง่าย ซึ่งตัวหนังไม่ได้โฟกัสไปที่เนื้อหาเชิงเทคนิคแบบฮาร์ดคอร์ แต่หยิบยกเอาประเด็นอื่น ๆ อย่างเช่น ความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของโปรเกมทั้ง 5 คนนี้มาเชื่อมโยงเข้ากับเกม ได้เห็นว่าเกมมีบทบาทอย่างไรใน 24 ชั่วโมงของคนกลุ่มนี้ ซึ่งก็ถือว่าทำออกมาได้เรียบง่ายแต่ดูสนุกน่าติดตามดี และแน่นอนว่ามันเซอร์วิสสำหรับคนดูทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้มีแบ็คกราวน์ในวงการนี้เท่าไหร่ด้วย

สำหรับตัวสารคดีนั้นจะโฟกัสไปที่ ไดโกะ อุเมะฮาระ เทพประจำวงการมากหน่อย ซึ่งในชีวิตจริงเรื่องราวของเขาเองถูกนำไปตีพิมพ์เป็นหนังสือที่ตีแผ่มุมมองความคิด วิธีการฝึกซ้อมที่เขานำมาใช้กับการเล่นเกมอีกหลายเล่มทั้งเวอร์ชันหนังสือการ์ตูนหรือพ็อกเก็ตบุ๊ค ถ้าให้จำกัดความก็คงจะเปรียบหนุ่ม ไดโกะ เป็น รอนนี โอซุลลิแวน หรือ ลีโอเนล เมสซี แห่งวงการเกมต่อสู้เลยก็ว่าได้ ตรงนี้คือดูปุ๊บก็รู้เลยว่าหมอนี่แทบจะเป็นพระเอกในสารคดีเรื่องนี้จริง ๆ

ส่วนตัวชอบเรื่องราวของสองโปรเกมเมอร์ชาวญี่ปุ่นทั้ง ไดโกะ และ โมโมจิ ที่หนังหยิบมุมมองของการเป็นเกมเมอร์กับความมั่นคงในชีวิตมาเน้นเป็นพิเศษ ซึ่งแน่นอนเป็นคำถามที่คนนอกวงการที่มองเข้ามาย่อมอยากรู้เป็นคำตอบแรก ๆ ว่าการเป็นเกมเมอร์มันเลี้ยงตัวได้จริงหรือ มันจะฝากเป็นอนาคต เป็นอาชีพสร้างความมั่นคงได้แค่ไหน แล้วแฟนสาวของโมโมจิ คือตัวแทนมุมมองของคนมีแฟนติดเกม ที่เธอโคตรมีความอดทน กับคำดุด่า กับคำพูดทำร้ายน้ำใจ กับวิถีชีวิตคับแคบของอพาร์ทเมนต์ถูก ๆ ในโตเกียว สารคดีเรื่องนี้ผมประทับใจโมโมจิในวันที่เขาได้เรียนรู้ ได้เปลี่ยนวิธีคิด จากตัวเองมาแคร์คนรอบข้างมากขึ้น โมโมจิ โชคดีแค่ไหนที่เมื่อรู้สึกตัว คิดได้และหันไป เขาจะยังมีแฟนสาวคนนี้เชื่อมั่นในตัวเขาอยู่ ข้าง ๆ ร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน

ความสำเร็จของไดโกะ สำคัญที่วิธีคิด ผมติดใจกับคำพูดของนักวิจารณ์เกมที่ดูเขามาแล้วบอกว่า ไดโกะ เป็นโปรเกมที่ ‘ไม่มีรูปแบบ’ เขาทดลองอะไรใหม่ ๆ ไปเรื่อย ผลงานอาจไม่นิ่ง แต่จะกลัวอะไรในเมื่อไดโกะเชื่อมั่นในความเทพของตัวเอง (คำพูดนี้ทำให้ไดโกะหล่อขึ้นอีก 200%-ฮา) แต่ที่ชอบและเป็นไฮไลต์ก็คือการหยิบเอาการแข่ง EVO 2004 ในตำนานของไดโกะกับ จัสติน หว่อง นั่นแหละที่การแข่งครั้งนั้นทำให้ ไดโกะ เป็นตำนานของวงการ และที่สำคัญคือหนังเล่าให้คนนอกได้อินและทึ่งกับเหตุการณ์ครั้งนี้ให้รู้สึกตื่นเต้นด้วยเช่นกัน

Living the Game อาจไม่ได้เป็นสารคดีที่เล่าได้ฉีกจากสไตล์เดิม ๆ ของสารคดีประเภทนี้ หรือว่าเจาะลึกในเชิงเทคนิคขนาดเอาใจคอเกมมากขนาดระดับมาสเตอร์พีชอะไร แต่อย่างน้อยมันก็เป็นสารคดีสร้างแรงบันดาลใจให้เราอยากลุกมาหยิบจอยแล้วกลับมาสนุกกับการเล่นเกมเหมือนสมัยเป็นเด็กอีกครั้ง

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Operation Red Sea: ยุทธภูมิทะเลแดง

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนเพิ่งเจ็บช้ำมาจาก China Salesman มา คราวนี้เจอโจทย์ของ Operation Red Sea ที่มีชื่อไทยขลัง ๆ ว่า ‘ยุทธภูมิทะเลแดง ซึ่งคราวนี้แตกต่างกันตรงที่ความเป็นหนังฟอร์มยักษ์ของฝั่งฮ่องกงที่เปิดตัวฉายในจีนกวาดรายได้แบบโหด ๆ แซงทั้ง Avengers: Infinity War, Black Panther และ Ready Player One กวาดไป 600 กว่าล้านเหรียญฯ ถือเป็นหนังทำเงินมากสุดในไตรมาสแรกของปีนี้จากฝั่งตลาดหนังแดนมังกรด้วย แถมได้ ‘หวงจิ่งหยูว’ หนึ่งในหนุ่มจีนสุดฮอตที่มีติ่งในบ้านเราเยอะมาร่วมทีมหน่วยจู่โจม ‘เจียวหลง’ ด้วย

หน่วยรบพิเศษ ‘เจียวหลง’ เป็นกองกำลังพิเศษทางการทหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขึ้นชื่อในเรื่องของการเป็นกองทัพที่เต็มไปด้วยทหารความสามารถเอกอุ โดยมีภารกิจสำหรับคือการเข้าไปอพยพพลเมืองชาวจีนในประเทศแห่งหนึ่งในแอฟริกาเหนือซึ่งกำลังอยู่ในภาวะสงครามระหว่างทำการรัฐประหาร และมีผู้ก่อการร้ายฝ่ายกบฏรัฐบาลโจมตีเมืองด้วยอาวุธนิวเคลียร์รวมทั้งยังมีแผนจะครองครองอาวุธมีอันตราย ซึ่งทีมเจียวหลงจะต้องพาพลเมืองและตัวประกันชาวจีนออกมาให้ได้ปลอดภัยท่ามกลางบ้านเมืองที่กลายสภาพเป็นสนามรบ

ต้องบอกเลยว่า Operation Red Sea มาพร้อมกับความบ้าระห่ำอย่างแท้จริง เรียกว่าเป็นหนังที่มีของเท่าไหร่พี่จีนแกใส่มาหมดแบบขายงานโปรดักชันอลังการ ยิงกันแบบออกจากโรงมานับกระสุนกันไม่ถูก แล้วไม่สนจะเวอร์แค่ไหนทั้งสิ้น แต่ที่ติดตาแน่ ๆ ก็คือฉากสยอง ๆ ระดับน้อง ๆ Saw กันเลย ไม่ว่าจะเป็นนิ้วขาด หน้าไหม เจาะคอ คว้านท้อง มาแบบสด ๆ สมจริงดูแล้วแทบอ้วก ยิ่งดูไปก็คิดไปว่า ‘ทำไมกองเซ็นเซอร์มึงไม่ทำงานวะเนี่ย!’ (ฮา) คือต้องยอมรับจริง ๆ ว่า Operation Red Sea นี่เป็นหนังบู๊แอ็คชัน underrated มาก ๆ นี่คือพูดกันเฉพาะเรื่องความมันส์ในฉากบู๊ล้างผลาญนะ สมราคาคุย คู่ควรกับงบฟอร์มยักษ์มาก ๆ ไม่แพ้ฮอลลีวูดเลย

อย่างไรก็ตาม เท่าที่สังเกตหนังบล็อกบัสเตอร์ฝั่งพี่จีนที่ส่งออกมาดูจะมีปัญหาและยังทำให้ตัวหนังดร็อปลงไปชัดเจนที่สุดคือเรื่องของบท ตัวละครทุกตัวไม่มีมิติ แบนราบไปหมด และที่ยังป่วยก็คือ การตัดต่อและการเดินเรื่องนี่แหละ ที่มันยังทำออกมาเหมือนหนังแผ่นกะโหลกกะลามาก! บางฉากตัดมาแบบไม่มีความหมายอะไรจะสื่อ แล้วก็ตัดสลับกลับไปดื้อ ๆ! เหมือนเด็กเห่อมอยหัดทำหนังยังไงยังงั้น แล้วก็ที่ไม่โอเคมาก ๆ ก็คือเวอร์ชันพากย์ไทยเนี่ยเลิกเหอะ ไม่ว่าจะทีมไหนหนังพังหมด เข้าไม่ถึงอินเนอร์นักแสดงเลยแม้แต่น้อย พากย์ยังไงให้หนังไม่น่าดูวะเนี่ย!

Operation Red Sea ช่วงแรกอาจจะเดินเรื่องเนือยไปนิดจนเกือบหลับ แต่ครึ่งหลังก็เรียกว่าเซอร์วิสคนดูแบบนันสต็อปจริง ๆ อันนี้ต้องชมเลยว่ามีความตั้งใจดี (แม้จะยังอ่อนหัด ในเรื่องชั้นเชิงการเล่าเรื่อง) ซึ่งพาร์ทการยิงกันสนั่นหวั่นไหวก็คุ้มแล้วกับค่าตั๋ว แนะนำว่าเข้าไปดูอย่าคาดหวังอะไรมากมาย หนังพี่จีนก็อาจจะยังมีการอวยพี่จีนแบบโต้ง ๆ ชวนเลี่ยนอยู่เป็นระยะ แต่หากมองข้ามความเป็นเด็กน้อยเรื่องการที่เป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่มีอะไรยัดใส่เข้ามาทั้งหมดแล้วละก็ ต้องบอกเลยว่านี่คือสัญญาณที่น่าสนใจมากว่าหนังโปรดักชันจีนจะลดช่องว่างกับฮอลลีวูดได้ในอีกไม่กี่ปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!