Connect with us

ภาพยนตร์

อธิบายฉากจบ War for the Planet of the Apes: เชื่อมโยงถึงต้นฉบับ Planet of the Apes

ฉากจบของ War for the Planet of the Apes เป็นการเลือกที่จะปิดไตรภาค Planet of the Apes ยุคใหม่โดยสมบูรณ์ ให้เกียรติแก่ Planet of the Apes เวอร์ชั่นต้นฉบับเมื่อปี 1968 และสามารถขยายจักรวาลของ Apes ไปได้อีกไกล

Published

on

ฉากจบของ War for the Planet of the Apes เป็นการเลือกที่จะปิดไตรภาค Planet of the Apes ยุคใหม่โดยสมบูรณ์ ให้เกียรติแก่ Planet of the Apes เวอร์ชั่นต้นฉบับเมื่อปี 1968 และสามารถขยายจักรวาลของ Apes ไปได้อีกไกล

มันเป็นอย่างไรล่ะ มาดูกัน…

ปล. บทความต่อไปนี้จะมีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของ War for the Planet of the Apes แต่เป็นไปเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจและสานต่ออารมณ์ไปยัง Planet of the Apes ได้อย่างต่อเนื่อง

ใน War for the Planet of the Apes ได้กล่าวถึงโรคระบาดได้ทำให้มนุษย์เริ่มพูดไม่ได้ และขาดสติสัมปชัญญะ แต่วานรกลับมีภูมิต้านทาน นั่นหมายความว่า มนุษย์กำลังจะวิวัฒนาการถอยหลัง ในขณะที่วานรเริ่มฉลาดมากขึ้น และการมาถึงของตัวละคร Bad Apes (เรียกตัวเองว่า วานรเลว) ก็แสดงให้เห็นว่ายังมีวานรพวกอื่นอีกที่สามารถเรียนรู้ที่จะพูดเองได้

ใน Planet of the Apes มนุษย์ได้กลายเป็นทาสที่ไม่สามารถพูดได้ และมีความป่าเถื่อนในตัว ในขณะที่วานรได้ครองพิภพแห่งนี้

ใน War for the Planet of the Apes การเดินทางของ Caesar ได้จบลงอย่างงดงาม โดย Maurice วานรคู่ใจสัญญาว่าจะบอกเล่าเรื่องราวความเสียสละของเขาให้ Cornelius ลูกชายของเขาได้รับรู้

ใน Planet of the Apes ยังคงมีการกล่าวถึง Cornelius (รับบทโดย ร็อดดี้ แมคโดวอลล์) ในวัยหนุ่ม และใน Conquest of the Planet of the Apes (1972) ก็ได้มีการกล่าวถึงการปฏิวัติที่นำโดย Caesar ผู้เป็นบิดาของเขา

ใน War for the Planet of the Apes มีตัวละครเด็กผู้หญิงที่พูดไม่ได้ (อาจเป็นเพราะได้ติดเชื้อ) ที่มีชื่อว่า Nova ซึ่งตั้งมาจากตรา Chevy Nova ที่ Bad Apes ได้ให้เธอ และเธอก็พกมันติดตัวเสมอ

ใน Planet of the Apes มีตัวละครหญิงสาวที่ชื่อว่า Nova (รับบทโดย ลินดา แฮริสัน) ที่ไม่สามารถพูดได้ โดยเธอได้ปรากฏตัวร่วมกับ ชาร์ลตัน เฮสตัน พระเอกของเรื่องอยู่บ่อยครั้ง

ถึงแม้จะมีบางรายละเอียดที่ไม่ได้เชื่อมโยงไปบ้าง แต่ผู้กำกับ แมตต์ รีฟส์ ก็ปูทางให้ผู้สร้างภาพยนตร์สามารถบอกเล่าเรื่องราวได้อีกมากมายก่อนจะถึงเหตุการณ์ใน Planet of the Apes โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อโลกเริ่มเข้าสู่ยุคของ “วานรครองพิภพแล้ว” แล้ว

สำหรับท่านที่ได้รับชมมาแล้ว รู้สึกอย่างไรกับบทสรุปของ War for the Planet of the Apes สามารถคอมเมนต์แบ่งปันความคิดเห็นกันได้ครับ

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

20 อีสเตอร์เอ้ก Avengers: Infinity War และจุดเชื่อมโยงเนื้อหาในการ์ตูนมาร์เวล

Published

on

เป็นธรรมดาของหนังจากจักรวาลมาร์เวล ที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนหลากหลายเรื่องของค่ายเอง ที่มักจะแอบซ่อนอีสเตอร์เอ้ก ไว้ให้แฟน ๆ เดนตายของหนังสืบหาว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่ตรงไหน หลาย ๆ จุดก็มักจะเชื่อมโยงเหตุการณ์จากหนังสือการ์ตูน ถอดเรื่องราวมาเป๊ะ ๆ บ้าง ดัดแปลงบ้างตามความเหมาะสมและปัญหาทางด้านลิขสิทธิ์ บางจุดก็มาจากไอเดียผู้กำกับเองที่แอบเอามาใส่ หรือความสนุกความซนของคนเขียนบทที่อยากจะใส่อะไรแอบเข้าไปในหนัง หรือบางจุดก็มาจากความพยายามเชื่อมโยงเอาเองของแฟน ๆ หนัง บางทีผู้สร้างอาจจะไม่ตั้งใจก็ได้ การดูแบบเก็บรายละเอียดก็เป็นความสนุกอีกอย่างนอกเหนือจากความเพลิดเพลินกับเนื้อหาของหนัง มาดูกันสิว่าใครมองเห็นอีสเตอร์เอ้กเหล่านี้บ้าง หรือเห็นแล้วแต่ไม่เข้าใจความหมายที่มา บทความนี้จะช่วยอธิบายให้เข้าใจมากขึ้น และบางทีก็ทำให้อยากดูภาคต่อเร็ว ๆ แล้วด้วยสิ

20. ที่สุดของความสมดุล

ไม่น่าจะมีโปสเตอร์หนังเรื่องไหนที่มีผู้แสดงมารวมอยู่บนโปสเตอร์ได้เท่าเรื่องนี้แล้ว แม้ว่าจะมีตัวละครมากมายบนโปสเตอร์ แต่ก็ผ่านการออกแบบที่ยอดเยี่ยม วางตัวละครไว้2ฝั่งได้อย่างสมดุลมากและดูไม่รก นอกเหนือจากความสมดุลบนโปสเตอร์แล้ว ทั้งเรื่องของ Avengers : Infinity War ก็ยังมีการวางความสมดุลไว้อีกหลายจุด เช่น คอร์วัส เกลฟ สมุนของธานอส เข้าจู่โจมและแทงวิชั่นในตอนต้นเรื่อง พอตอนท้ายวิชั่นก็ได้ทีเอาคืนแทง คอร์วัน เกลฟ จนตาย , เป้าหมายของธานอส ที่ต้องการจะปลิดชีวิตครึ่งหนึ่งของจักรวาลหลังจากรวบรวม อินฟินิตี้สโตนส์ ได้สำเร็จ แล้วตอนจบเรื่องธานอสก็ทำเช่นนั้นจริง ถ้าสังเกตโปสเตอร์เราจะเห็นว่ามีตัวละครบนโปสเตอร์ถึง 24 คน และ 12 คนบนโปสเตอร์นั้นตายระหว่างเรื่องและระเหยเป็นฝุ่นในตอนจบ ส่วนอีก 12 คนบนโปสเตอร์นั้นยังรอดต่อไป สมดุลมั้ยละ

19. คุณลุงมอร์แกน

ในตอนต้นเรื่องฉากที่โทนี่ สตาร์ค วิ่งออกกำลังกายกับเปปเปอร์ พอตต์ บทสนทนาของทั้งคู่คุยกันเรื่องแต่งงานและจะมีลูกด้วยกัน โทนี่ บอกกับเปปเปอร์ว่าเขาจะตั้งชื่อลูกว่า “มอร์แกน” ตามชื่อคุณลุงของเขา ที่จริงแล้วลุงมอร์แกน เป็นตัวละครที่เคยปรากฏตัวมาจริงในฉบับการ์ตูน Tales of Suspense #68 ออกจำหน่ายเมื่อปี 1959 การปรากฏตัวของมอร์แกน นั้นมาแบบแฝงจุดประสงค์ร้าย เพราะลุงมอร์แกนอิจฉาที่โทนี่ หลานชายของเขาประสบความสำเร็จและร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี ในขณะที่มอร์แกน ก็เกิดมาในตระกูลสตาร์คเช่นกัน แต่เขาเป็นผีพนันที่เล่นเสียจนหมดเนื้อหมดตัว และมีแผนการร้ายจะฮุบสมบัติของโทนี่ สตาร์ค สุดท้ายมอร์แกนก็กลายเป็นวายร้ายนาม “อัลติโม”

18. จากซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์ กลายมาเป็น บรู๊ซ แบนเนอร์

ในหนังสือการ์ตูน หลังจากธานอสรวบรวมอินฟินิตี้ สโตนส์ ได้ครบแล้ว ซูเปอร์ฮีโร่รายแรกที่ธานอสลงมือจัดการคือ ซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์ ซึ่งธานอสเอาชนะได้ง่าย ๆ และซัดเขาจนร่วงลงมาบนผืนโลก มาตกลงที่แมนชั่นศักดิ์สิทธิ์ของ ดอกเตอร์ เสตรงจ์ และคำแรกที่เขาเอ่ยบอกสเตรงจ์ก็คือ “ธานอส มันกำลังมา” แต่ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ ตัวซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์นั้น เป็นตัวละครที่ฟอกซ์ยังคงถือลิขสิทธิ์อยู่ และเคยปรากฏตัวมาแล้วใน Fantastic Four: Rise of the Silver Surfer (2007) ก็เลยจำเป็นต้องเปลี่ยนฉากนี้ให้กลายเป็นบรู๊ซ แบนเนอร์ ทำหน้าที่ผู้นำข่าวสำคัญมาบอก ดอกเตอร์ สเตรงจ์ แทน

17. สคิดวอร์ด ตัวการ์ตูนดังจากเรื่อง spongebob

ในฉากโจมตีต้นเรื่อง ที่กลุ่ม แบล็ค ออเดอร์ ชื่อของกลุ่มขุนพลแถวหน้าของธานอส ลงมาโจมตีนิวยอร์ค ไอออนแมน และ ดอกเตอร์สเตรงจ์ ต้องออกมารับมือกับ อีโบนี่ มอว์ ขุนพลจอมประจบประแจงของธานอส ในฉากเผชิญหน้านั้น โทนี่ สตาร์คบอกกับ อีโบนี่ มอว์ ว่า “กลับบ้านไปได้แล้ว สคิดวอร์ด วันนี้โลกปิดทำการ” หลายคนอาจจะงงกับคำพูดของโทนี่ ว่า สคิดวอร์ดคือใคร , สควิดวอร์ด คือตัวการ์ตูนชื่อดังจากเรื่อง Spongebob Squarepants เขาเป็นเพื่อนรักของเจ้าฟองน้ำ สปองจ์บ็อบ เอกลักษณ์ของเจ้าสควิดวอร์ดก็คือ มันมีหัวสีเทาและมีจมูกใหญ่ห้อยลงมาจากใบหน้า ทำให้ดูละม้ายกับหน้าของ อีโบนี่ มอว์ , โทนี่ สตาร์ค เห็นว่าเหมือนกันก็เลยเอามาล้อเล่น

16. เควิน เบคอน คือซูเปอร์ฮีโร่

ปีเตอร์ ควิลล์ หรือ สตาร์ลอร์ด ชื่นชอบหนัง Footloose (1984)เวอร์ชั่นต้นฉบับที่เป็นหนังเปิดตัว เควิน เบคอน มาก และเขาพูดถึงอยู่หลายครั้ง ใน Guardians of the Galaxy ภาคแรก เขาก็เล่าเรื่องราวของ Footloose ว่า “บนดาวของฉันนะ มีตำนานเกียวกับวีรบุรุษที่ชื่อ เควิน เบคอน เขาสอนผู้คนทั้งเมืองให้ลุกขึ้นมาเต้นกันได้ มันช่างเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่มาก” แม้กระทั่งตอนจบที่อยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ขณะที่ทีมการ์เดี้ยนกำลังเผชิญหน้ากับ โรแนน ตัวร้ายในภาคนั้น ปีเตอร์ ควิลล์ ก็ยังท้าให้โรแนน ออกมาเต้นแข่งกับเขา จนมาถึงใน Avengers : Infinity War หลังจากปีเตอร์ ควิลล์ได้เจอกับ ธอร์ และธอร์บอกว่า “ไมนด์สโตน กับ ไทม์สโตน อยู่กับเหล่าอเวนเจอร์” ปีเตอร์ ควิลล์ ก็เลยถามทวนว่า อเวนเจอร์ส คือใคร? ธอร์ก็ตอบว่า “พวกเขาคือซูเปอร์ฮีโร่ทรงพลังที่คุ้มครองโลก” ถึงตรงนี้แมนทิส คงจะโดนปีเตอร์ ควิลล์ ปลูกฝังเรื่องราวเควิน เบคอนไว้มาก ก็เลยถามธอร์ “อเวนเจอร์นี่ก็เหมือนกับ เควิน เบคอน ใช่ไหม?
 

15. พลังของ reality Stone

ในฉากต่อสู้ที่ “โนแวร์” เมื่อแก๊ง การ์เดียน ออฟ เดอะ แกแล็กซี่ บุกไปถึง และพยายามจะชิง เรียลลิตี้ สโตน จากธานอส แต่แล้วธานอส ก็แสดงความสามารถของ เรียลลิตี้ สโตน ใส่แมนทิส และ แดรกซ์ พอโดนพลังยิงใส่ร่างแมนทิสก็กลายเป็นริบบิ้น ส่วนแดรกซ์ก็กลายเป็นอิฐก้อนสี่เหลี่ยม ในฉากนี้ถูกอ้างอิงมาจากหนังสือการ์ตูน แต่ในการ์ตูนคนที่โดนก็คือ เนบิลว่า และ สตาร์ฟอกซ์ (น้องชายของธานอส) ฉากนี้เป็นไอเดียของ รอน ลิม ผู้เขียน ซึ่งเขาน่าจะดีใจที่ได้เห็นไอเดียของเขาถูกนำมาใช้ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ด้วย
.

14. บัคกี้ บาร์น กลายเป็น ไวท์ วูลฟ์

ตั้งแต่ฉากโพสต์เครดิตใน Black Panther ได้เผยโฉมบัคกี้ บาร์น ที่ทีชัลล่านำมารักษาตัวที่วากันด้า , บัคกี้ บาร์น เดินออกมาจากกระท่อม แล้วเด็ก ๆ ก็เรียกเขาว่า “ไวท์วูล์ฟ” ฉายาใหม่ของบัคกี้ บาร์น นับว่าเป็นความประหลาดใจของแฟน ๆ มาร์เวล ที่ผู้สร้างตัดสินใจเปลี่ยนบัคกี้ บาร์น ให้เป็นไวท์ วูลฟ์ อีกหนึ่งซูเปอร์ฮีโร่แห่งวากันด้า เพราะในเวอร์ชั่นหนังสือการ์ตูน ไวท์ วูล์ฟ คือ “ฮันเตอร์” เด็กผิวขาวที่รอดชีวิตมาจากเหตุเครื่องบินตกใกล้กับเขตแดนวากันด้า แล้วกษัตริย์ทีชาก้า ก็รับมาดูแลรักษาในวากันด้า ฮันเตอร์เติบโตขึ้นมาและได้ฉายาว่า “ไวท์วูล์ฟ” เป็นผู้นำหน่วยตำรวจลับแห่งวากันด้า จนถึงรัชสมัยของกษัตริย์ทีชัลล่า ถึงได้ยกเลิกหน่วยตำรวจลับ และไวท์วูล์ฟก็กลายมาเป็นทหารรับจ้างแทน

13. ผู้ครอบครองค้อน “สตอร์มเบรคเกอร์”

สืบเนื่องจากเหตุการ์ใน Thor:Ragnarok เมื่อธอร์ต้องเสียค้อนและดวงตาไปให้กับเฮลา สานต่อมาถึงเรื่องราวใน Avengers : Infinity War เมื่อธอร์ตัดสินใจเดินทางไปดาว “นิดาเวลเลียร์” เพื่อตามหาหัวหน้าคนแคระ “อีทรี” ที่เหลือรอดเพียงคนเดียว หลังจากธานอสบุกมาสังหารเหล่าคนแคระช่างเหล็กเสียหมดสิ้น และธอร์ก็หว่านล้อมจนอีทรียอมตีค้อนสายฟ้าอันใหม่ที่ทรงพลัง สามารถต่อกรกับธานอสได้ และค้อนอันใหม่มีชื่อว่า “สตอร์มเบรคเกอร์” ที่ออกแบบให้มีลักษณะผสมกันของค้อนและขวาน อ้างอิงถึงฉบับการ์ตูน “สตอร์มเบรคเกอร์” เป็นค้อนที่อีทรีตีให้กับโอดิน แล้วโอดินก็มอบให้กับ “เบต้า เรย์ บิล” มนุษย์ต่างดาวที่เคยเอาชนะธอร์ได้ และได้รับมอบสตรอ์มเบรคเกอร์เป็นอาวุธคู่มือ
.

12. ตัวละครจากซีรีส์ฮิต Arrested Development แอบมาโผล่ในหนังด้วย

ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับหนังทุนสร้าง 300 ล้านเหรียญ อย่างAvengers : Infinity War พี่น้องรุสโซ ก็มาจากผู้กำกับหนังทีวีซีรีส์ เคยมีผลงานเป็นที่รู้จักอย่างเช่น Community , Happy Endings และ Arrested Development , ใน Captain America : Civil Warผู้กำกับ โจ และ แอนโธนีย์ ก็เคยแอบเอา “บลูธ”รถติดบันไดสำหรับผู้โดยสารขึ้นเครื่องบิน มาแอบไว้ในฉากต่อสู้ในสนามบินครั้งหนึ่งแล้ว พอมาถึง Avengers : Infinity War ก็มีคนสังเกตเห็น ดร.โทเบียส ฟันเก ตัวละครสำคัญจาก Arrested Development ในภาพลักษณ์ย้อมสีน้ำเงินทั้งตัว อยู่ในฉากที่โนแวร์ ขณะที่กาโมร่า กำลังแอบย่องไปหาธานอส
.

11. แผนการจากหนัง “Aliens”

ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ เป็นเด็กหนุ่มที่ชื่นชอบหนังเก่ามาก และนำมันมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์คับขันได้ดี ในฉากที่ไอออนแมน และ สไปเดอร์แมน ขึ้นมาบนยานอวกาศเพื่อช่วย ดร.สเตรงจ์ เมื่อเขาใช้แผนการระเบิดผนังยานอวกาศให้เป็นรูแล้ว อีโบนี่ มอว์ ก็ถูกดูดออกไปในอวกาศนอกยาน เป็นแผนการเดียวกับในหนัง “Aliens”(1986) เมื่อริปลีย์ปลดแอร์ล็อค แล้วเอเลี่ยนตัวแม่ก็ถูกดูดออกไปนอกยานเช่นกัน
.

10. ชุดของกัปตันอเมริกา เริ่มจะคล้ายกับชุดของ Nomad

การปรากฏตัวในภาพลักษณ์ใหม่ของสตีฟ โรเจอร์ เริ่มทำให้แฟน ๆ เริ่มรู้สึกว่า กัปตันอเมริกา กำลังจะกลายเป็น Nomad ตามเนื้อหาในฉบับการ์ตูน “secret empire” เมื่อสตีฟ โรเจอร์ ค้นพบว่ามีองค์กรลึกลับชื่อว่า secret empire แทรกซึมอยู่ในรัฐบาล และพยายามจะขับเขาออกจากประเทศด้วยการปลอมแปลงข่าวหนังสือพิมพ์และข่าวทีวีป้ายสีให้กับปตันอเมริกา และเมื่อกัปตันสืบพบความจริงที่สุดช็อคก็คือประธานาธิบดีก็ยังเป็นพวก secret empire และยิงใส่เขา ทำให้กัปตันอเมริกาถอดใจ และประกาศตัวเองเป็น”คนที่ไรัสัญชาติ”
เปลี่ยนเครื่องแบบของตัวเอง ไม่มีสัญลักษณ์ของธงชาติอเมริกันอีกต่อไป และขนานนามตัวเองใหม่ว่า “Nomad” ซึ่งชุดของสตีฟ โรเจอร์ใน Avengers : Infinity War ก็เป็นชุดสีเข้มและไม่มีสัญลักษณ์ของธงชาติอเมริกันแล้ว และมีหลาย ๆ จุดที่ละม้ายคล้ายคลึงกับชุดของ Nomad แล้ว

9. อีโบนี่ มอว์ มาแทน เมฟิสโต

อีกหนึ่งตัวละครจากการ์ตูนที่ถูกสลับบทเมื่อมาเป็นภาพยนตร์ ก็คือ อีโบนี่ มอว์ สมุนเอกของธานอส ที่ทำหน้าที่แทน “เมฟิสโต” ในฉบับการ์ตูนนั้นเป็นตัวร้ายระดับจักรวาล เมฟิสโต ถูกแนะนำตัวในการ์ตูนซีรีส์ของ ซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์ เป็นวายร้ายที่ปรารถนาจิตวิญญาณบริสุทธิ์ของซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์ และคอยตามล่าเขาอยู่ ในหนังสือการ์ตูนตอน “Infinity Gauntlet”นัน เมฟิสโต ทำหน้าที่เป็นมือขวาของธานอส ในการรวบรวมอินฟินิตี้สโตนส์ แต่พอมาเป็นฉบับภาพยนตร์ บทของเมฟิสโตก็กลายเป็นอีโบนี่ มอว์ไปแทน แม้กระทั่งบทพูดที่เมฟิสโตเคยพูดไว้ในฉบับการ์ตูน ก็ยังคงกลายมาเป็นบทพูดเดียวกันของอีโบนี่ มอว์ ดังในประโยคที่กล่าวไว้ในตอนต้นเรื่อง “ข้าน้อยขอคารวะต่อเบื้องหน้าท่านราชันย์ผู้สูงศักดิ์” ในฉบับการ์ตูนนั้น เมฟิสโต ร้ายกาจและเจ้าเล่ห์กว่าอีโบนี่ มอว์ มากมายนัก เขายอมเป็นข้ารับใช้แต่เป้าหมายจริง ๆ ของเมฟิสโต คือต้องการชิงถุงมืออัญมณีมาเป็นของตัวเอง

8. ชุด “Iron Spider Legs”

เป็นอีกหนึ่งชุดที่อ้างอิงตามฉบับการ์ตูน การได้สไปเดอร์แมน กลับมาร่วมในจักรวาลมาร์เวล ล้วนทำให้แฟน ๆ มาร์เวลตื่นเต้นที่จะได้เห็นการร่วมมือกันของ ไอออนแมน และ สไปเดอร์แมน ที่โทนี่ สตาร์ค เอื้อเฟื้อเทคโนโลยีของสตาร์คมาสร้างชุดใหม่ ๆ อันทรงพลังให้กับสไปเดอร์แมนมากมาย ในการ์ตูนนั้นเรียกชุดที่ได้จากสตาร์คว่า “ไอออนสไปเดอร์” เป็นชุดสีแดงและเงิน ส่วนในหนัง Civil War นั้นปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ก็ได้ชุดเกราะ ไอออนสไปเดอร์ จากโทนี่ สตาร์ค แต่ก็ดูต่างจากหน้าตาที่เห็นในการ์ตูนมาก แต่พอมาถึง Avengers : Infinity War ก็เริ่มเข้าใกล้เนื้อหาในการ์ตุนล่ะ เมื่อสไปเดอร์แมนได้ชุดใหม่จากโทนี่ สตาร์ค คือชุดที่มีขาแมงมุมโรบอตออกมาจากด้านหลัง และเป็นชุดที่มีบทบาทมากในหนัง Avengers : Infinity War
.

7. มนตร์ ‘IMAGES OF IKONN’ 

หนึ่งในท่าไม้ตายของ ดร.สเตรนจ์ ก็คือ ‘IMAGES OF IKONN’ ที่เขาเอามาใช้สู้กับธานอส เพราะดร.สเตรนจ์ รู้ตัวดีเสมอว่าถ้าเขาเข้าใกล้ธานอส มีสิทธิ์พ่ายแพ้แน่นอน ดร.สเตรนจ์ จึงเลือกใช้ท่าไม้ตาย ‘IMAGES OF IKONN’ มันคือมนตร์แยกร่าง ที่สามารถสร้างร่างกีอปปี้ของ ดร.สเตรนจ์ ออกมามากมายนับไม่ถ้วน เพื่อทำให้ธานอสสับสนมีนงงแล้วก็จะใช้ร่างจริงเข้าโจมตี แรกเห็นดร.สเตรนจ์ ใช้มนตร์นี้ก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจ และอดเชียร์ไม่ได้ว่าธานอสจะต้องเสร็จแน่ แต่เอาเข้าจริงธานอส ที่มีอินฟินิตี้ สโตนส์ หลายดวงแล้วขณะนั้นก็มีพลังอำนาจมากพอที่จะทำลายมนตร์ ‘IMAGES OF IKONN’ ได้เพียงชัวพริบตา , ในหนังสือการ์ตูนนั้น ดร.สเตรงจ์ เริ่มใช้มนตร์นี้ใน Strange #42 ในตอนนั้น ดร.สเตรนจ์ใช้มนตร์นี้ต่อสู้กับมังกร แต่มังกรก็พ่นไฟใส่ทุกร่างก๊อปปี้ของดร.สเตรนจ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ทำลายมนตร์นี้ได้ง่ายดาย สรุปว่ามนตร์ ‘IMAGES OF IKONN’ นี่ดูเท่ แต่ใช้ไม่ค่อยได้ผลเลย
.

6. หม้อมนตร์มิติจักรวาล

อีกหนึ่งของศักดิ์สิทธิ์ของ ดร.สเตรนจ์ ที่โผล่มาแวบ ๆ ในตอนต้นเรื่อง เมื่อโทนี่ สตาร์ค ถูกเชิญตัวมาที่แมนชั่นศักดิ์สิทธิ์ เขาไปยืนเกาะหม้อขนาดใหญ่และยืดแข้งยืดขาเพราะเพิ่งวิ่งจ็อกกิ้งมา แล้วก็โดน ดร.สเตรนจ์ตีตักเตือนเข้าให้เหตุที่ไม่เคารพหม้อน้ำมนตร์ศักดิ์สิทธิ์
หม้อมนตร์มิติจักรวาล The Cauldron of the Cosmos นั้นเป็นอีกภาชนะศักดิ์สิทธิ์ของดร.สเตรนจ์ มีบทบาทสำคัญในหนังสือการ์ตูน ดร.สเตรนจ์ จะสามารถมองเห็นความเป็นไปในแต่ละเส้นทางเวลาหรือมิติคู่ขนานได้ เมื่อหม้อมนตร์มิติจักรวาลปรากฏมาบนจอภาพยนตร์แล้ว เราคงได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของหม้อนี้ในเรื่องต่อ ๆ ไปของจักรวาลมาร์เวลเป็นแน่
.

5. การกลับมาของ เรด สกัลล์

เรด สกัลล์ เป็นผู้นำของกลุ่มไฮดรา แก๊งวายร้ายใน Captain America : The First Avenger(2011) ในตอนท้ายเรื่อง เรด สกัลล์ จับเทสเซอร์แรคต์ หรือ สเปซสโตน ด้วยมือเปล่า แต่แล้วก็รับพลังของอัญมณีไม่ไหว ถูกดูดหายไปในจักรวาลหายไป 7 ปี แล้วเรด สกัลล์ ก็มปรากฏตัวอย่างน่าประหลาดใจใน Avengers : Infinity War เมื่อเขากลายเป็นผู้อารักขาโซลสโตน อยู่บนดาววอร์เมีย และเป็นผู้คอยให้คำแนะนำแก่คนที่ต้องการมาตามหาโซลสโตน ซึ่งเราอาจจะได้เห็นการกลับมาของวายร้ายผู้นี้ ในเรื่องต่อ ๆ ไปของมาร์เวล เรด สกัลล์ ใน Captain America : The First Avenger(2011) รับบทโดย ฮิวโก้ วีฟวิ่ง ดาราเจ้าบทบาท แต่ใน Avengers : Infinity War ฮิวโก้ไม่กลับมารับบทเดิม บทเรด สกัลล์ ก็เลยตกเป็นของ รอสส์ มาร์ควอน หรือแฟน ๆ ซีรีส์ฮิต The Walking Dead จะคุ้นหน้าตาของเขาในบท “อารอน”
.

4. ภาพลักษณ์ใหม่ของวิชั่น

ในฉากที่ธานอสถอดไมนด์สโตน ออกจากหน้าผากของวิชั่น แล้วร่างของวิชั่นก็พลันซีดเผือดเหลือแต่เพียงสีขาว-เทา ภาพลักษณ์ของวิชั่นในร่างขาวนี้ ก็ตรงกับภาพลักษณ์ของวิชั่นในหนังสือการ์ตูนเช่นกัน ในตอน “Avengers West Coast” ที่ออกมาในช่วงปลายยุค 80s ต้น 90s วิชั่นโดนเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลจับตัวไป และถอดร่างเขาเป็นชิ้น ๆ แต่ภายหลังเมื่อร่างเขาโดนประกอบใหม่ วิชั่นก็อยู่ในสภาพขาวซีดทั้งตัว และอยู่ในภาพลักษณ์นี้ไปตลอด ในขณะที่เข้าร่วมทีมกับ Avengers West Coast
.

3. ธานอสกลายเป็นชาวนา

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่คล้ายกับในหนังสือการ์ตูนคือฉากจบในหนัง ที่เราเห็นธานอสเดินออกมาจากกระท่อมมองวิวอันสวยงามเบื้องหน้า ด้วยสีหน้าท่าทางที่รู้สึกผ่อนคลาย กับภารกิจที่เพิ่งเสร็จสิ้น ในหนังสือการ์ตูน Infinity Gauntlet ธานอสก็ทำเช่นนี้ หลังดับสิ้นชีวิตไปครึ่งจักรวาล ธานอสก็ไปลงหลักปักฐานอยู่บนดาวไหนสักดวง แล้วเขาก็กลายเป็นชาวนาใช้ชีวิตสงบ ในขณะที่เหล่าอเวนเจอร์สที่ยังรอดชีวิตก็ร่วมมือกับ อดัม วอร์ลอค หาทางกู้คืนชีวิตที่ดับสูญไป
.

2. เอ’ลารส์ บิดาของธานอส

นี่คือชื่อใหม่ที่ไม่เคยถูกเอ่ยถึงมาก่อนในหนังมาร์เวล เมื่อธานอสและกาโมร่ามาถึงดาววอร์เมีย เรดสกัลล์ผู้ทำหน้าที่อารักขาประตู ก็ทักทายธานอสว่า “ธานอส บุตรของเอ’ลารส์” การที่ใส่ชื่อนี้เข้าไปในบท อาจจะมีความหมายแอบแฝงว่า เอ’ลารส์ อาจจะปรากฏขึ้นมาในหนังเรื่องต่อ ๆ ไปของมาร์เวลก็เป็นได้ เอ’ลารส์ ในการ์ตูนมีฉายาว่า “ท่านที่ปรึกษา” เขาเป็นมนุษย์อมตะ เป็นสายพันธุ์มนุษย์ทีทรงพลัง ส่วนแม่ของธานอสคือ “ซุย-ซาน” มีพื้นเพมาจากดวงจันทร์ เป็นสายพันธุ์ที่ผ่านการสังเคราะห์พันธุกรรม ทั้งคู่ให้กำเนิดธานอส หนึ่งในสิ่งชั่วร้ายของจักรวาล ที่ทั้งคู่รู้สึกอับอายและพยายามยับยั้งการกระทำของธานอสมาตลอด ในหนังสือการ์ตูนนั้นธานอสสังหารพ่อแม่ของเขาไปแล้ว แต่ไม่แน่ในหนังเราอาจจะได้เห็น เอ’ลารส์ มาช่วยปราบธานอสก็เป็นได้
.

1. กัปตันมาร์เวล ความหวังของผู้กอบกู้สถานการณ์

ถ้าใครได้ดูฉากโพสต์เครดิต ก็จะได้เห็นว่าก่อน นิค ฟิวรี่ จะสูญสลายกลายเป็นเถ้าเขาได้ใช้เพจเจอร์เรียกตัวอีกหนึ่งซูเปอร์ฮีโร่ให้มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ร้าย และเพจเจอร์ที่ตกอยู่ก็ขึ้นเป็นโลโก้ของ “กัปตันมาร์เวล” ซูเปอร์ฮีโร่ตัวใหม่ของจักรวาลมาร์เวล ซึ่งล้วนสร้างคำถามน่าสงสัยว่าถ้าเธอเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่มีตัวตนอยู่นานแล้ว เธอไปแอบอยู่ที่ไหน แล้วทำไมนิคไม่พยายามติดต่อเธอก่อนหน้านี้ คำถามนี้อาจจะถูกทิ้งค้างไว้และไม่ได้รับคำตอบก็เป็นได้ ซึ่งหลาย ๆ คนก็น่าจะได้เห็นภาพโปรโมทไปแล้วกับ บรี ลาร์สัน ดาราดีกรีออสการ์นักแสดงนำหญิง ที่ได้สวมชุดกัปตันมาร์เวล เราจะได้เห็นหนังเดี่ยวของเธอในเดือนมีนาคม 2019 ก่อนหน้า Avengers 4 เพียงแค่ 2 เดือน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]Book Club : ตลกสัปดนของคนรุ่นคุณยาย

Published

on

พลอตหนังว่าด้วย 4 เพื่อนสาววัยดึกที่มีวาระพบปะกันเดือนละครั้งที่ชื่อว่า “Book Club” แต่ละคนจะผลัดกันเอาหนังสือเรื่องเดียวกันมาแจกให้เพื่อนทั้ง 3 พร้อมทั้งแนะนำความน่าสนใจในหนังสือเล่มนั้น และเดือนถัดไปก็กลับมาพูดคุย แลกความคิดเห็นของหนังสือเล่มที่ผ่านมา แล้วก็จะเป็นคิวของคนถัดไปที่เอาหนังสือเล่มใหม่มาแจกให้แต่ละคนไปอ่าน หนังเริ่มต้นเอาที่หนึ่งใน 4 เอา “Fifty Shades Of Grey”มาแจกใน Book Club ซึ่งเรื่องนี้ไม่ต้องมีการกล่าวอ้างสรรพคุณ ซึ่งเหล่าคุณยายต่างก็เขินอาย และไม่คิดว่ารุ่นเธอจะสมควรอ่านหนังสือวาบหวิวอะไรเช่นนี้ แต่ก็ต้องทำตามกติกาคือต้องอ่านให้จบ อ่านไปแล้วก็ร้องอู้ อ้า วู้ ว้าว ไปตาม ๆ กัน แต่เอาเข้าจริง “Fifty Shades Of Grey” เป็นแค่ชนวนจุดไฟให้เหล่าคุณยายรู้สึกตื่นเต้น กระชุ่มกระชวย และลุกขึ้นมาจุดไฟความสาวในตัวอีกครั้ง

หนังเต็มไปด้วยมุกสัปดนใต้สะดือ ที่อ้างอิงจากเรื่องราวใน “Fifty Shades Of Grey” แล้วยาย ๆ ก็ย้อนมานึกถึงเรื่องราวตัวเอง พอเต็มไปด้วยตัวละครหญิงที่เน้นมุกใต้สะดือก็ชวนให้นึกถึง Bridesmaids (2011) และ Bad Moms (2017) แต่เรื่องนี้ก็ออกมาในเวอร์ชั่นรุ่นใหญ่ และก็ไม่ลามกเท่า 2 เรื่องก่อนหน้า แต่ทุกมุกที่ยิงมาก็ล้วนได้เสียงหัวเราะกลับ จากนั้นหนังก็แยกไปเล่าเรื่องราวชีวิตรักของทั้ง 4 คน ที่มีทั้งแม่ม่ายผัวตาย แม่ม่ายผัวทิ้ง สาวโสดวัยดึกและคุณยายที่อยากจะกระตุ้นชีวิตเซ็กส์กับสามีที่ซังกระตายให้ตื่นเต้น ผู้กำกับ บิลล์ โฮลเดอร์แมน ที่มาจากสายผู้อำนวยการสร้าง และมากำกับเรื่องนี้เรื่องแรกและเขียนบทเองด้วย ก็ทำได้ยอดเยี่ยมครับ บทของบิลล์ปรุงเแต่งรสชาติได้กลมกล่อมเพราะมีทั้งมุกตลกสัปดนที่เรียกเสียงหัวเราะได้พองาม และเรื่องราวโรแมนซ์ของรุ่นคุณยายที่ใจหนึ่งก็อยากจะตื่นเต้นกับชีวิตรักอีกครั้ง แต่อีกใจก็ยังมีความกระดากอาย และความห่วงหน้าพะวงหลัง หนังสอดแทรกข้อคิดมาให้มากมาย กับการต้องแบ่งรับภาระหน้าที่แม่ เจ้าของโรงแรม หรือการมีหน้าตามีตาในสังคม ฐานะผู้พิพากษา กับการต้องเลือกให้ความสุขกับตัวเองในบั้นปลายชีวิต แล้วลดบทบาททางด้านครอบครัว สังคมลงบ้าง

ในด้านงานกำกับเชื่อว่าต้องกดดันแน่ ๆ เพราะดารารุ่นใหญ่ในเรื่องนี้แต่ละคนก็พ่วงดีกรีออสการ์มากันทั้งนั้น ไดแอน คีตัน และ แมรี่ สตีนเบอร์เจ็น คนละ 1 ออสการ์ ส่วนเจน ฟอนดา นั่น 2 ออสการ์ และทุกคนก็ทำหน้าที่ได้อย่างลื่นไหลดูเป็นธรรมชาติมาก ดูแล้วเชื่อเลยว่า 4 คนนี้เป็นเพื่อนรักกันมายาวนาน กล้าพูดกล้าเตือนกันแรง ๆ รู้จักเรื่องราวในอดีตซึ่งกันและกัน เป็นอย่างดี แค่ฟังแก๊งชะนีรุ่นยายเหล่านี้เมาท์มอยกันก็รู้สึกสนุกไปกับพวกเธอได้จริง ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งหนังที่เหมาะมากกับกลุ่มคนดูรุ่นใหญ่วัย 40 อัป ที่ได้เห็นดาราที่เราเคยได้เห็นเธอ  ในวัยสาวสวยกันมาแล้วทั้งนั้น และต้องชื่นชมกับจิตวิญญาณของความเป็นนักแสดงระดับฮอลลีวู้ด ที่ผ่านมาถึงวันนี้ก็ยังไว้ลายฝีมือได้เด็ดขาด และดูแลตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ละคนดูแข็งแรงและน่าจะทำงานได้อีกนาน ทั้งที่ขึ้นเลข 6 เลข 7 กันแล้วทั้งนั้น ไดแอน คีตัน 72 , แคนดิซ เบอร์เก็น 72 , แมรี่ สตีนเบอร์เจ็น 65 อดีตนางเอกจาก Back To The Future 3  และที่น่าทึ่งที่สุดคือ  เจน ฟอนดา ที่แก่กว่าเพื่อนร่วมแก๊งมาก เพราะปีนี้เธออายุ 80 ปี แต่เข้ากลุ่มกับนักแสดงรุ่นน้องได้อย่างกลมลืนมาก ดูยังแข็งแรงอยู่มากและมีเค้าของความสวยใน    อดีตให้เห็นอยู่ ในอดีตเธอเป็นดาราที่สวยมากและเป็นเจ้าของวีดีโอแนะนำการออกกำลังกายที่ขายดีทั่วโลก

 

ส่วนนักแสดงฝ่ายชายก็น่าทึ่งครับแต่ละคนเราไม่ได้เห็นหน้าพวกเขามานานมากแล้ว แต่ยังดูหล่อดูดีกันมาก แอนดี้ การ์เซีย ที่มาในลุคหนวดเคราครึ้มพองาม เป็นผู้ชายในวัย 62 ที่ดูดีมาก , ดอน จอห์นสัน อดีต Miami Vice ในวัย 69 ก็ยังดูหล่ออยู่ ดูแล้วเป็นแรงบันดาลใจดีครับ แก่ตัวไปผู้เขียนก็อยากดูดีได้แบบนี้มั่งนะ ที่ดูร่วงโรยในทิศทางตรงกันข้ามก็มีครับ ริชาร์ด ไดรย์ฟัส อดีตพระเอกที่ฮอตมากในยุค 80s ในวันนี้กับวัย 71 ปี กลับไม่เหลือสภาพพระเอกเลย เป็นคุณปู่เตี้ยอ้วนหัวล้านไปแล้ว หนังยังมี อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน อดีตสาวเซ็กซี่ขวัญใจหนุ่ม ๆ ในยุค 90s โผล่มาในบทสมทบ วันนี้อลิเซีย เข้าวัย 42 แล้วครับ กำลังฟ้องหย่าสามี มีลูก 1

 

หนังไม่ได้เจาะกลุ่มแค่เพราะคนดูรุ่นใหญ่ แต่คนดูในวัยรุ่น วัยทำงาน ก็สามารถหัวเราะเพลิดเพลินไปได้กับมุกตลกของคนรุ่นยาย ได้ยิ้มไปกับความรักของคนรุ่นยาย มุกหยอกล้อมุกจีบกันน่ารักมาก เป็นอีกจุดที่ต้องชื่นชมบิลล์ ที่เขียนประโยคสนทนาได้กุ๊กกิ๊กน่ารัก ดูแล้วยิ้มตามไปด้วยตลอด สรุปได้ว่า Book Club เป็นหนังน่ารักเหมาะกับวัยรุ่นขึ้นไป ดูแล้วแฮปปี้หัวเราะไปกับมุกตลกมากมาย และได้แอบลุ้นไปกับความรักของเหล่ายาย ๆ แถมข้อคิดการใช้ชีวิตในวัยบั้นปลาย จบ แบบฟีลกู๊ดในเวลา 104 นาที แนะนำครับ

 

                      สนใจซื้อตัวชมเรื่องนี้ กดที่ภาพด้านล่างได้เลยครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]DEADPOOL 2 – เมื่อเน้นขำ..ก็อำให้แหลกไปเลย

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

หลังโชว์เกรียนในภาคแรกจนสร้างฐานแฟนคลับแอนตี้ฮีโร่สายฮา ดาร์กๆ  DEADPOOL  ก็กลับมาพร้อมภารกิจใหม่ที่เราขอเล่าแบบหลวมๆว่า ภาคนี้พี่แกต้องไปปกป้องหนุ่มน้อยสุดตุ้ยนุ้ยอย่าง รัสเซล (จูเลียน เดนิสสัน) ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของ เคเบิล (จอช โบรลิน) มือสังหารที่ย้อนเวลากลับมาเพื่อแก้แค้นให้ครอบครัวของเขา แม้ภายนอก DEADPOOL จะทำตัวไม่สนโลกแต่ลึกๆความรักที่เขามีให้ วาเนสซา (โมเรนา บาคาริน) ก็ช่วยให้หัวใจของเขาอยู่ถูกที่เสียที

 

 

 



บอกก่อนนะว่าเรื่องย่อที่ได้อ่านไป แอดแอบซ่อนความลับบางอย่างของหนังเพราะไม่อยากสปอยล์เลยจริงๆ เพราะความลับที่ว่ามันทำให้หนังดู กล้าหาญมากที่ฆ่าตัวละครสำคัญของเรื่องไปตั้งแต่ องก์ 1 ของหนัง แต่หลังจากนั้น  DEADPOOL กลับเดินเรื่องแบบทีเล่นทีจริงที่หนักข้อถึงขั้นเอาตัวเองไปเปรียบกับ LOGAN (2017) หนังวูล์ฟเวอรีนฉบับดราม่าที่ฆ่าตัวละครซูเปอร์ฮีโร่แบบตายจริงๆ และตัว DEADPOOL  เองก็เริ่มมองความอมตะของตัวเองเป็นคำสาป ซึ่งไม่เพียงเจืออารมณ์โรแมนติกไปปนกับพลอตหนังแอ็คชั่น ฮาลั่น เลือดสาด เป็นน้ำจิ้มหวานๆเท่านั้น แต่หลายครั้งเมื่อหนังเริ่มล้อชาวบ้านแบบเตลิดเปิดเปิง มันยังช่วยดึงให้คนดูกลับมาสู่เรื่องราวได้เป็นอย่างดี แม้ท้ายที่สุดอารมณ์ดราม่าของหนังจะไม่ได้จริงจังเท่าฉากแอ็คชั่นโหด เลือดสาด หัวหลุด แขนขาด ตัวกระเด็น หรือบทสนทนาที่เขียนมาเพื่อแขวะชาวบ้านมากกว่าเล่าเรื่องก็ตาม



ส่วนใครที่ติดใจมุกจิกกัดหนังฮอลลีวูดและความเกรียนแสบ ภาคนี้ DEADPOOL ก็เล่นเสิร์ฟความแสบเสียเต็มที่ทั้งมุกล้อหนัง Marvel ทั้งจักรวาล X-MEN และ MCU รวมถึง Disney แบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม (Disney เพิ่งซื้อกิจการของ FOX สตูดิโอที่สร้าง DEADPOOL) แม้แต่ค่าย DC ที่ต้องบอกว่า DEADPOOL จัดหนักจัดเต็มตั้งแต่ล้อกิมมิคหนัง Batman V Superman (2016) เรื่อยไปจนถึงเอนด์เครดิตที่เล่นกับความสัมพันธ์ระหว่างฮีโร่สองค่ายผ่านนักแสดงอย่างไรอัน เรย์โนลด์ ได้อย่างแสบสันต์ นอกจากนี้ยังมีมุกแซวและอ้างอิงหนังคลาสสิกต่างๆอีกเพียบทั้งไตเติลของ เจมส์ บอนด์ 007 ฉากปรากฏตัวของ เคเบิล ที่อ้างอิงมาจากหนังคนเหล็ก  Terminator (1984) หรือฉาก Boombox Serenade ที่จอห์น คูแซค ยกวิทยุเปิดเพลงให้นางเอกฟังใน Say Anything (1989)ก็ถูกนำมาอ้างอิงและล้อเลียนไปตลอดเรื่อง จนบางทียังแอบคิดเลยว่านี่เราดู DEADPOOL หรือ หนังล้อตระกูล Scary Movie อยู่กันแน่ ซึ่งแม้แสดงให้เห็นถึงความสร้างสรรค์แต่ก็แอบทิ้งช่องโหว่ของพลอตไว้รายทางเพียบเลยเหมือนกัน แต่เชื่อว่าอารมณ์คนดูที่คุ้นเคยกับ DEADPOOL มาตั้งแต่ภาคแรกก็ไม่น่าจะสะดุดอะไร

สรุปง่ายๆเลย DEADPOOL 2 น่าจะเหมาะมากกับคอหนังที่หวังความบันเทิงล้วนๆ และถ้าเป็นคอหนังที่ผ่านตาหนังคลาสสิกมาบ้างจะเก็ตมุกในหนังและฮาเพิ่มอีก 30% และใครเป็นแฟนหนังฮีโร่ MARVEL ที่อยากเห็นมุกล้อหนัง DC นี่คือหนังที่ทำมาสนอง NEED ของคุณโดยแท้ ส่วนแฟน DC ก็รับกรรมโดนเหน็บแนมต่อไปนะจ๊ะ อิอิ

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!