7 นักแสดงยอดเยี่ยมที่ได้ออสการ์ แล้วมาเล่น ‘หนังยอดแย่’ ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

หลายคนน่าจะเคยได้ยินเรื่อง “อาถรรพ์ออสการ์” ที่ดาราหลายคนเจอกันมาแล้ว หลังจากชนะรางวัลออสการ์ปุ๊บ ก็คว้ารางวัลแรซซีปั๊บ ไม่เชื่อลองถามฮัลลี แบร์รี หรือโรแบร์โต เบนิญี ดูก็ได้ เพื่อเป็นการต้อนรับออสการ์ที่ก้าวสู่ทศวรรษที่ 2020 #แบไต๋ ขอพาคุณย้อนกลับไปดูว่าทศวรรษที่ผ่านมา มีนักแสดงคนไหนบ้างที่กำลังรุ่งจากการได้ออสการ์ แต่ดันต้องมาร่วงจากการเล่นหนังที่พังยับเยิน

แกรี โอลด์แมน (Gary Oldman) 

ชนะออสการ์: นำชายจาก ‘Darkest Hour’ (2017)
พังยับจาก: ‘Tau’ (2018), ‘Hunter Killer’ (2018), ‘Killers Anonymous’ (2019) 

เป็นนักแสดงที่ชิงออสการ์น้อยครั้งเกิน แถมน่าจะได้ตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งได้ตอนเป็นวินสตัน เชอร์ชิลล์ (Winston Churchill) ใน ‘Darkest Hour’ แต่พอชนะแบบกลิ่นยังไม่ทันจาง ลุงก็มีงานงามหน้า 3 เรื่องติด เรื่องแรก ‘Tau’ หนังไซ-ไฟเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ที่ลุงให้เสียงปัญญาประดิษฐ์ (A.I.) เจ้าของชื่อหนังที่อยู่เบื้องหลังการฆาตกรรม ถูกสับเละ เว็บมะเขือเทศเน่าให้ความสดแค่ 25% ส่วนใน ‘Hunter Killer’ ลุงก็เล่นใหญ่เกินเบอร์ไปเยอะ จากบทนายพลของกองกำลังผสมตัวร้าย ที่เว็บเดียวกันให้คะแนน 36% แต่ที่แย่ที่สุดก็เรื่อง ‘Killers Anonymous’ ที่นอกจากได้คะแนน 0% แล้วรายได้ในสหรัฐฯ และแคนาดาก็มีรายงานว่าได้เพียง 0 เหรียญที่ไม่ใช่ชื่อทัวร์ 

ปัจจุบัน: กู้ชื่อสำเร็จจาก ‘Mank’ และเข้าชิงออสการ์นักแสดงนำในปี 2021

เอ็ดดี เรดเมย์น (Eddie Redmayne)

ชนะออสการ์: นำชายจาก ‘The Theory of Everything’ (2014)
พังยับจาก: ‘Jupiter Ascending’ (2015)

ชิงหนแรกก็ชนะเลย จากบทสตีเฟน ฮอว์กิง (Stephen Hawking) นักเขียน นักฟิสิกส์ เจ้าของทฤษฎีมากมาย แถมปีต่อมาก็ได้เข้าชิงอีกจาก ‘The Danish Girl’ ซึ่งพลาดรางวัล แต่ระหว่างทาง ชีวิตของเรดเมย์นก็มีรอยด่างขึ้นมา เมื่อบทตัวร้ายในหนังลิเกอวกาศ ‘Jupiter Ascending’ ทำให้เขาเข้าชิงรางวัลแรซซีหนแรกในสาขานักแสดงสมทบ แล้วก็ชนะเลยเหมือนกัน ทำให้เขาสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักแสดงแบบออสการ์หัวปี แรซซีท้ายปี และยังชิงออสการ์อีกในปีเดียวกัน 

ปัจจุบัน: แม้จะเป็นดาราบล็อกบัสเตอร์ไปแล้วจากหนังชุด ‘Fantastic Beats’ แล้วก็อยู่ในหนังรางวัลของปีนี้ ‘The Trial of Chicago 7’ แต่รอยด่างนั้น น้ำยาฟอกขาวก็เอาไม่อยู่

นาทาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman)

ชนะออสการ์: นำหญิงจาก ‘Black Swan’ (2010)
พังยับจาก: ‘Your Highness’ (2011) 

หลังคว้านักแสดงนำหญิงออสการ์ ปีต่อมาพอร์ตแมนมีหนังที่ไม่สมราคาออกฉาย 2 เรื่องติด ‘No Strings Attached’ จัดว่าไม่ดีนักหากไม่ถึงกับแย่ แต่สำหรับ ‘Your Highness’ นี่ซิ เถียงไม่ออก หนังมี เจมส์ ฟรังโก (James Franco) กับ แดนนี แม็กไบรด์ (Danny McBride) เป็นดารานำ และถูกกระหน่ำยับเยิน ความสดจาก rottentomatoes แค่ 27% รายได้ดำดิ่ง 28 ล้านเหรียญทั่วโลก จากทุนสร้าง 50 ล้าน เข้าใจว่าหลังได้ออสการ์ พอร์ตแมนน่าจะหาอะไรสนุก ๆ ทำ แบบออกจากเซฟโซนบ้างก็ดี เพราะไม่มีอะไรที่ต้องพิสูจน์แล้ว แต่จากที่เห็น ‘Your Highness’ ไม่ใช่ตัวเลือกที่เข้าท่า

ปัจจุบัน: เพิ่งเข้าชิงออสการ์ครั้งที่ 3 จาก ‘Jackie’ และงานอื่น ๆ ที่ออกมาก็ไม่มีขี้เหร่เท่า ‘Your Highness’ อีกแล้ว อย่าลืมว่า เธอผ่าน ‘Star Wars’ มาแล้วตั้ง 3 เรื่องนะ ภูมิคุ้มกันเธอมี 

แซม ร็อกเวลล์ (Sam Rockwell)

ชนะออสการ์: สมทบชายจาก ‘Three Billboards Outside Ebbing, Missouri’ (2017)
พังยับจาก: ‘Mute’ (2018)

สร้างชื่อในแวดวงหนังอาร์ต หนังอินดี้ ก่อนมาเป็นดาราออสการ์ พอได้แล้ว ปีต่อมาร็อกเวลล์ก็มีงานที่เจ้าตัวอุตส่าห์เล่นแบบคามีโอ (ปรากฏตัวช่วงเวลาสั้น ๆ แบบไม่มีเครดิต) ก็ยังอุตส่าห์ไปขุดมาเนาะ ‘Mute’ เป็นหนังไซ-ไฟโรแมนติกเน็ตฟลิกซ์ เรื่องของหนุ่มใบ้ที่ตามหาสาวในฝันที่หายตัวไป ในโลกอนาคตบรรยากาศแบบ ‘Blade Runner’ ร็อกเวลล์เล่นได้มัน และบ้าดีเดือดไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้หนังที่หนืดเนือยดีขึ้นมาได้ คิดเอาเถอะว่า ได้ค่าความสดแค่ 20% จากเว็บมะเขือเน่าเจ้านั้น     

ปัจจุบัน: ปีเดียวกับ ‘Mute’ ร็อกเวลล์ยังมีงานดี ๆ อย่าง ‘Blaze’ แถมปิดปีด้วย ‘Vice’ ที่ทำให้ชิงออสการ์อีกหน การที่ ‘Mute’ เป็นงานสตรีมมิง ชีวิตคงไม่ด่างพร้อยเท่าไหร่ และหากไล่ดูเครดิตเก่า ๆ ของเขา เอิ่ม… ก่อนได้ออสการ์มีงานที่บ้าบอกว่านี้เยอะ

ออคตาเวีย สเปนเซอร์ (Octavia Spencer)

ชนะออสการ์: สมทบหญิงจาก ‘The Help’ (2011)
พังยับจาก: ‘Paradise’ (2013) 

หนึ่งในแก๊งแม่บ้านสุดแสบจาก ‘The Help’ ที่นักแสดงเข้าชิงออสการ์ถึง 3 ราย และสเปนเซอร์ก็เบียดเจสสิกา แชสเทน (Jessica Chastain) ที่ชิงรางวัลเดียวกันได้สำเร็จ แม้ในปีเดียวกันนี้เธอยังมีหนังคำวิจารณ์แย่ ๆ ออกฉายอีก 2 เรื่อง แต่หลังคว้าออสการ์ ดูจะมีงานที่เข้าท่าถึงมือเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ‘Paradise’ หนังรวมดาวนักแสดง งานกำกับเรื่องแรกของไดอะโบล โคดี (Diablo Cody) ผู้เขียนบท ‘Juno’ เว็บ Metacritic ให้คะแนนหนังแค่ 35 จากเต็มร้อย ที่อื่นไม่ต้องพูดถึง    

ปัจจุบัน: หลังจากนั้นเธอได้ชิงออสการ์อีกครั้งจาก ‘Hidden Figures’ (2016) แต่ล่าสุดเธอมีหนังตลกซูเปอร์ฮีโร Thunder Force (2021) ของเน็ตฟลิกซ์ ที่ดิ่งลงเหวไปกับเมลิสซา แมคคาร์ธี (Melissa McCarthy)

แพทริเซีย อาร์เคว็ตต์ (Patricia Arquette)

ชนะออสการ์: สมทบหญิงจาก ‘Boyhood’ (2014)
พังยับจาก: ‘The Wannabe’ (2015), ‘Permanent’ (2016)

เป็นหนึ่งในนักแสดงไม่กี่คนที่เคยเข้าชิงแรซซี ก่อนจะเป็นนักแสดงออสการ์จาก ‘Boyhood’ โดยอาร์เคว็ตต์เข้าชิงแรซซีจาก ‘Little Nicky’ หนังอดัม แซนด์เลอร์ (Adam Sandler) ต้นยุค 2000 สงสัยกลัวว่าคนจะลืม เพราะหลังได้ออสการ์ เธอก็มี ‘The Wannabe’ ออกฉาย ซึ่งได้คะแนนไม่ถึงครึ่งจากคะแนนเต็มของทุกเว็บวิจารณ์หนัง ปีต่อจากนั้นก็มี ‘Permanent’ ที่ได้คะแนนพอ ๆ กันอีกเรื่อง แต่ก็ยังดีที่ไปไม่ถึงแรซซี      

ปัจจุบัน: ไม่ค่อยดีนัก และไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับการพูดตอนรับออสการ์ของเธอ ที่ปลุกเร้าเรื่องสิทธิเท่าเทียมกันทางเพศด้วยหรือเปล่า เพราะหลังจากนั้นอาร์เคว็ตต์ไม่มีงานดี ๆ เด่น ๆ ตกมาถึงมือเลย อย่าง ‘Otherhood’ หนังเรื่องล่าสุดเมื่อปี 2019 ก็ได้คำวิจารณ์แบบย่อยยับ

อลิเซีย วิแคนเดอร์ (Alicia Vikander)

ชนะออสการ์: สมทบหญิงจาก ‘The Danish Girl’ (2015)
พังยับจาก: ‘Tulip Fever’ (2017)

จะว่าไปแล้ว งานหลังคว้าออสการ์ของวิแคนเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ถึงกับแย่ แต่อยู่ในสภาพทรง ๆ เช่น ‘Jason Bourne’ หรือ ‘The Light Between the Oceans’ จนปี 2017 ก็มีงานที่ออกมาไม่สมราคานักแสดงออสการ์เลยอย่าง ‘Tulip Fever’ หนังที่เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2014 แต่กว่าจะเสร็จได้ฉายก็อีกสามปีต่อมา รายได้ก็ย่ำแย่ คำวิจารณ์ก็หายนะ ประเภท “บทสนทนาไร้ความรู้สึก และพล็อตเกินจริง” ส่วนหนังปีเดียวกันอีกเรื่อง ‘Submergence’ ก็ดูดีกว่าแค่นิดหน่อย 

ปัจจุบัน: เริ่มดีขึ้นจาก ‘Glorias’ หนังปี 2020 แต่เมื่อเช็กชื่อชั้นของทีมงานในหนังอีกหลายเรื่องที่อยู่ในขั้นตอนโพสต์โพรดักชัน สถานการณ์ของวิแคนเดอร์ ไม่น่าจะกลับมาทำให้เธออยู่ในสถานะดาราออสการ์ได้ในเร็ววัน 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส