กองทุน Disrupt Health Impact Fund ประกาศเดินหน้าลงทุนใน Osteoboost สตาร์ตอัปสาย Women’s Health Tech จากสหรัฐอเมริกา ผู้คิดค้นนวัตกรรมอุปกรณ์สวมใส่ (wearable) รายแรกและรายเดียวในปัจจุบันที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ให้เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับชะลอภาวะกระดูกบาง
ตัวอุปกรณ์ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Precision Vibration Therapy ช่วยยับยั้งการลดลงของมวลกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังและสะโพก ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงอันตรายที่สุดสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ผลการทดสอบทางคลินิกยืนยันว่าผู้ใช้งานสามารถลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูกได้ถึง 85% และรักษาความแข็งแรงของกระดูกไว้ได้สูงถึง 83% โดยปราศจากผลข้างเคียง ทั้งนี้ Disrupt Health Impact Fund และ Osteoboost มีหมุดหมายร่วมกันที่จะนำนวัตกรรมเปลี่ยนโลกนี้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มสังคมสูงวัยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
นายกระทิง พูนผล ประธานกองทุน Disrupt Health Impact Fund, กองทุน 500 TukTuks Fund และ ORZON Ventures เผยว่า ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) และภาวะกระดูกบาง (Osteopenia) เป็นภัยเงียบด้านสาธารณสุขระดับโลกที่มักถูกละเลย จากสถิติขององค์การโรคกระดูกพรุนสากล (International Osteoporosis Foundation หรือ IOF) พบว่าปัจจุบันผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไปทั่วโลก ต้องเผชิญกับโรคกระดูกพรุนสูงถึง 21.2% หรือหากนับรวมทั้งเพศหญิงและชายจะมีผู้ได้รับผลกระทบรวมกันราว 500 ล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนถือเป็นกลุ่มเสี่ยงขั้นสุด เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สูญเสียมวลกระดูกได้มากถึง 20% ภายในระยะเวลาเพียง 5 ถึง 7 ปี ทั้งในช่วงก่อนและหลังหมดประจำเดือน

นายกระทิง กล่าวเสริมว่า ประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ 75% ของผู้ป่วยที่ประสบเหตุกระดูกสะโพกหักคือกลุ่มผู้หญิง ซึ่งอัตราการเสียชีวิตภายในปีแรกหลังเกิดเหตุกระดูกสะโพกหักนั้นสูงถึง 20 ถึง 24% ส่วนกลุ่มที่รอดชีวิตพบว่ากว่า 40% ไม่สามารถกลับมาเดินได้ด้วยตัวเอง และอีก 60% ยังต้องพึ่งพิงผู้อื่นในการใช้ชีวิตประจำวัน ยิ่งไปกว่านั้น ทาง IOF ยังคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2593 จำนวนผู้หญิงที่มีอาการกระดูกสะโพกหักทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นถึง 240% เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2533 ตามการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของประชากรสูงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝั่งภูมิภาคเอเชีย
ตัวเลขเหล่านี้เป็นทั้งโจทย์ที่ท้าทายและเป็นโอกาสครั้งสำคัญของอุตสาหกรรม HealthTech โดยเฉพาะในกลุ่ม Women’s Health และ Healthspan ที่กำลังเติบโตทั่วโลก การตัดสินใจลงทุนใน Osteoboost ครั้งนี้ จึงสอดรับกับวิสัยทัศน์ของ Disrupt Health Impact Fund ที่มุ่งเน้นเสาะหานวัตกรรม DeepTech ระดับโลกที่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน สามารถแก้ปัญหาสุขภาพที่ยังไม่มีทางออกที่มีประสิทธิภาพ และพร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง โดยเฉพาะกับไทยและเอเชียที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย

ด้านนางสาวณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล ผู้บริหารกองทุน Disrupt Health Impact Fund ระบุว่า ในปัจจุบันทางเลือกสำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกบางยังคงจำกัดอยู่แค่การรับประทานวิตามินดี แคลเซียม และการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (weight-bearing exercise) ขณะที่การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะมักจะถูกจำกัดไว้เฉพาะผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนขั้นรุนแรงหรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น ทำให้ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่กำลังเผชิญภาวะรอยต่อของกระดูกบาง ขาดเครื่องมือในการดูแลป้องกันตนเองก่อนที่อาการจะลุกลามจนกระดูกหัก Osteoboost จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางการแพทย์นี้ได้อย่างตรงจุด
“การร่วมทุนครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของ Disrupt Health Impact Fund ในการค้นหานวัตกรรมระดับโลกที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับและแก้พอยต์ด้านสุขภาพได้อย่างแท้จริง
จุดเด่นของ Osteoboost คือการเป็นเครื่องมือทางการแพทย์เพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐฯ โดยทำงานผ่านการบำบัดด้วยคลื่นสั่นสะเทือนแบบแม่นยำ (Precision Vibration Therapy) ส่งตรงไปยังบริเวณสะโพกและกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถอดแบบมาจากงานวิจัยของ NASA ที่ใช้คลื่นสั่นสะเทือนชะลอการสูญเสียมวลกระดูกของนักบินอวกาศในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง พร้อมติดตั้งเซนเซอร์อัจฉริยะเพื่อให้มั่นใจว่าตัวคลื่นสั่นสะเทือนอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการรักษาตลอดเวลา
อุปกรณ์นี้ใช้งานง่ายมาก เพียงสวมใส่สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที โดยผู้ใช้ยังคงทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และที่สำคัญคือไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรงใด ๆ” นางสาวณรัณภัสสร์ กล่าว

นางลอร่า ยีซี (Laura Yecies) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Osteoboost ซึ่งเป็นผู้ประกอบการแถวหน้า (serial entrepreneur) ในแวดวงเทคโนโลยี กล่าวว่า “ประสิทธิภาพของ Osteoboost ผ่านการพิสูจน์ด้วยระเบียบวิธีวิจัยทางคลินิกขั้นสูงสุดอย่าง Randomized Double-Blinded Sham-Controlled Trial โดยทีมวิจัยจาก University of Nebraska Medical Center ซึ่งทดสอบในกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจำนวน 126 ราย
ผลลัพธ์พบว่ากลุ่มที่ใช้งานอุปกรณ์อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลาต่อเนื่อง 12 เดือน สามารถลดอัตราการสูญเสียความแข็งแรงของกระดูกสันหลังได้ถึง 83% ลดอัตราการสูญเสียความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density หรือ BMD) บริเวณกระดูกสันหลังได้ถึง 85% และลดการสูญเสียมวลกระดูกบริเวณสะโพกได้ 55% เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยไม่ปรากฏอาการข้างเคียงรุนแรง
นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังประเมินคะแนนความสะดวกสบายในการใช้งานเฉลี่ยสูงถึง 3.9 จาก 5 คะแนน ถือเป็นอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อการใช้ในชีวิตประจำวันอย่างยิ่ง ปัจจุบัน Osteoboost ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในตลาดสหรัฐฯ โดยจัดจำหน่ายผ่านใบสั่งแพทย์ ซึ่งหลังจากเปิดตัวก็สามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 2,000 เครื่องในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ทำให้บริษัทเดินหน้าจัดหาเงินทุนเพื่อเร่งกำลังการผลิตให้ทันต่อดีมานด์ของตลาด”
“การจับมือกับ Disrupt Health Impact Fund ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ Osteoboost สามารถขยายฐานรากเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยที่มีแนวโน้มก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และมีจำนวนประชากรหญิงวัยหมดประจำเดือนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พันธกิจหลักของเราคือการส่งมอบทางเลือกใหม่ในการดูแลรักษากระดูกที่มีความปลอดภัย เข้าถึงได้ง่าย และลดการพึ่งพาการใช้ยาเพียงอย่างเดียว”
“ด้วยศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ เครือข่าย และความเข้าใจในระบบนิเวศการดูแลสุขภาพของไทยอย่างลึกซึ้งของกองทุน Disrupt Health Impact Fund จะเป็นสปริงบอร์ดสำคัญที่ช่วยส่งต่อนวัตกรรมของเราให้เข้าถึงและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงไทยรวมถึงประชากรในภูมิภาคนี้ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางยิ่งขึ้น” นางลอร่า กล่าว
ทั้งนี้ กองทุน Disrupt Health Impact Fund กำหนดกลยุทธ์การลงทุนในระยะแรกไว้ที่ประมาณ 17 ถึง 50 ล้านบาทต่อบริษัท โดยตั้งเป้าที่จะเข้าลงทุนในสตาร์ตอัปนวัตกรรม DeepTech ด้าน Healthcare รวม 15 บริษัท ภายในกรอบเวลา 3 ถึง 5 ปี ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ภายใต้แกนหลักการลงทุน 5 ด้าน ได้แก่ การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง (Self Care), เวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Care), การดูแลประชากรสูงวัย (Silver Age), การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) และโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) โดยจะมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมระดับโลกที่เริ่มลงสู่ตลาดแล้ว หรืออยู่ระหว่างกระบวนการทดสอบทางคลินิกเพื่อยื่นขอการรับรองจาก FDA เป็นสำคัญ













