แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI ได้วิดีโอคอลร่วมงานสัมมนาของธนาคาร Commonwealth Bank of Australia (CBA) โดยเขาเปิดเผยว่าการพัฒนาและการนำ AI มาใช้อย่างรวดเร็วนั้น จะไม่นำไปสู่ ‘วิกฤตคนตกงานระดับโลก’ อย่างที่หลายคนกังวล และตัวเทคโนโลยีเองก็ไม่ได้แย่งงานกลุ่มพนักงานออฟฟิศไปมากเท่าที่เขาเคยกลัวในตอนแรก
อัลต์แมนยอมรับว่า แม้เขาและทีมผู้บริหารจะคาดการณ์เรื่องความก้าวหน้าของ ChatGPT ไว้ค่อนข้างแม่นยำ แต่ในมุมของผลกระทบทางเศรษฐกิจ พวกเขากลับคาดเดาผิดไปพอสมควร
“ผมดีใจมากที่ตัวเองคิดผิด ตอนแรกผมคิดว่าป่านนี้ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นของพนักงานออฟฟิศน่าจะหายไปเยอะกว่าที่เกิดขึ้นจริงซะอีก” เขาบอกกับแมตต์ โคมิน (Matt Comyn) ซีอีโอของ CBA “ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมมันถึงไม่เป็นแบบนั้น ซึ่งผมรู้สึกโล่งใจที่เซนส์ตัวเองพลาดไป”
สวนทางสถิติ ? เมื่อบริษัทเทคฯ เลิกจ้างทะลุแสนตำแหน่ง
แม้ท่าทีล่าสุดของแซมจะดูเบา ๆ ลง แต่ถ้ามองย้อนกลับไป เขาคือหนึ่งในคนที่เคยออกมาเตือนว่า AI น่าจะมาแทนที่งานส่วนใหญ่ และบางสายงานจะหายไปแบบถาวร โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ‘พนักงานออฟฟิศระดับเริ่มต้น’
และถึงแซมจะบอกว่าวิกฤตยังไม่รุนแรง แต่สถิติในปี 2025 กลับดุเดือดเอาเรื่อง ข้อมูลระบุว่าตลอดปีที่ผ่านมา มีพนักงานบริษัทเทคฯ ทั่วโลกถูกเลิกจ้างไปกว่า 180,000 ตำแหน่ง นำโดยบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Intel ก็ราว 27,000 คน, Microsoft ราว 15,000 คน และ Amazon ราว 14,000 คน
ยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์ยังประเมินว่าจากยอดเลิกจ้างทั้งหมดนี้ มีถึงกว่า 50,000 ตำแหน่ง ที่เป็นผลกระทบสายตรงมาจากการที่บริษัทหันไปลงทุนนำ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้แทนคน เช่นเดียวกับองค์กรระดับโลกอย่าง HSBC, Standard Chartered รวมถึง CBA เองที่เริ่มทยอยประกาศว่ามีบางตำแหน่งงานถูกแทนที่ด้วย AI แล้ว
ในขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวของฝั่ง OpenAI เองก็กำลังเป็นที่จับตา เพราะมีรายงานว่าบริษัทกำลังเตรียมยื่นเอกสารลับ ๆ เพื่อเสนอขายหุ้น IPO ในสหรัฐฯ เร็วๆ นี้ โดยอาจตั้งเป้ามูลค่าบริษัทไว้สูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และเตรียมระดมทุนอย่างน้อย 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ
ความเป็นมนุษย์ ยังไงก็แทนกันไม่ได้ หรือแค่ยังไม่ถึงเวลา ?
ทำไมแซม อัลต์แมน ถึงเชื่อว่าวิกฤตคนตกงานจะไม่เกิด ?
เขาให้เหตุผลว่า แม้ AI จะเก่งขึ้นแค่ไหน แต่มันก็ยังมีความเป็น ‘มนุษย์’ บางอย่างที่ทดแทนไม่ได้
“ผมเคยให้ AI ตอบข้อความโดยขึ้นต้นว่า ‘นี่คือ AI ของแซมนะ’ ซึ่งมันทำให้ผมเห็นภาพชัดเจนเลยว่า มนุษย์เรายังให้ความสำคัญกับคนด้วยกันอยู่จริง ๆ เราแคร์การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และเรื่องนี้แหละที่กินเวลาชีวิตผมไปเยอะมาก จนผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะโยนงานนี้ไปให้ AI ทำแทนในเร็ว ๆ นี้ได้ยังไง”
อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าหยิบมาคิดต่อก็คือ การที่เรายังไม่ตกงานกันวันนี้ เป็นเพราะ AI ‘แทนคนไม่ได้จริง ๆ’ หรือ ‘แค่ยังไม่ถึงเวลา’ กันแน่ ?
เพราะในตอนนี้ AI ทำได้แค่เลียนแบบให้ดูเหมือนเห็นใจ แต่มันไม่ได้มีความรู้สึกจริง ๆ ในงานที่ต้องอาศัยการเข้าสังคม การอ่านสีหน้า หรือการตัดสินใจที่ซับซ้อนทางอารมณ์ มนุษย์เรายังคงต้องการสื่อสารกับคนด้วยกันอยู่ดี
และการจะสร้าง AI ให้ฉลาดและตอบสนองได้เหมือนคนเป๊ะ ๆ ตลอดเวลา ต้องใช้ชิปประมวลผลและพลังงานไฟฟ้ามหาศาลมาก ในมุมธุรกิจ ตอนนี้ต้นทุนการจ้างคนอาจจะยังถูกและคุ้มค่ากว่าการขยายสเกล AI ไปใช้แบบ 100%
ข้อสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด ตอนนี้ค่ายเทคฯ แทบทุกเจ้ารวมถึง OpenAI กำลังทุ่มสุดตัวเพื่อสร้าง AGI (Artificial General Intelligence) หรือ AI ที่มีสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ในทุกมิติ ถ้าวันหนึ่ง AGI เกิดขึ้นจริงและสมบูรณ์แบบ คำว่าความเป็นมนุษย์ ที่เป็นไม้ตายสุดท้ายของเรา จะยังปกป้องเราจากวิกฤตตกงานได้อยู่ไหม ?
ทำให้นี่ยังคงเป็นคำถามสำคัญ ที่คนทำงานในยุคนี้ต้องจับตาดูกันต่อไป สุดท้ายลูกเพจคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้ลองคอมเมนต์มาพูดคุยกันครับ













