Connect with us

What The Fact

เผยฮีโร่สะเทือนบู๊ลิ้มคนสุดท้ายของ เดอะดีเฟนเดอร์ Iron Fist (2017-) กำปั้นเหล็กตันมหาประลัย

Published

on

แดนนี่ แรน ทายาทมหาเศรษฐี ผู้ดั้นด้นจาก คุนหลุน แดนลับแล สู่นิวยอร์ค

  • สร้างสรรค์โดย: สก็อตต์ บัค (Scott Buck-Dexter, Rome, Six Feet Under)
  • เหมาะสำหรับ : สาวกซูเปอร์ฮีโรค่ายมาร์เวลและผู้ชื่นชอบหนังหรือซีรีส์ กังฟูแอ็คชัน
  • ออกอากาศทาง : สตรีมมิ่งซีซันแรกครบ 13 ตอนเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 ทาง Netflix

คอลลีน วิง ครูสอนคาราเต้สาวเลือดเดือด

แดนนี่ แรนด์ กับการทวงคืนมรดกของเขาหลังหายตัวไปนับสิบปี

หลังหายตัวไปอย่างลึกลับ แดนนี่ แรนด์ (ฟินน์ โจนส์) กลับมานิวยอร์คอีกครั้งเพื่อทวงคืนมรดกของเขาในมือของ วาร์ด มีชุม (ทอม เพลเฟรย) กับ จอย มีชุม (เจสสิกา สตรูป) หุ้นส่วน แต่สิ่งที่แดนนี่คาดไม่ถึงคือ บริษัท แรนด์ เอ็นเตอร์ไพรส์ของเขากำลังถูกครอบงำจาก มาดามเกา (ไวชิงโฮ) ผู้นำก๊กหัตถา(The Hand) ศัตรูตัวฉกาจของ เดอะ ดีเฟนเดอร์ ทำให้แรนด์ต้องรวมพลกับ คอลลีน วิง (เจสสิกา เฮนวิค)ครูสาวคาราเต้นักสู้สังเวียนเถื่อน และแคลร์ เทมเปิล (โรซาริโอ ดอว์สัน) พยาบาลผู้มีปมแค้น เพื่อโค่นก๊กหัตถาโดยอาศัย หมัดเหล็กอันทรงพลังที่เขาได้รับมาในฐานะ ไอรอนฟิสท์ นายทวารแห่งคุนหลุน

ฟินน์ โจนส์ รับบท แดนนี่ แรนด์ หรือ ฉายา ไอรอนฟิสท์

หมัดเหล็กอันทรงพลังที่เขาได้รับมาในฐานะ ไอรอนฟิสท์ นายทวารแห่งคุนหลุน

แคลร์ เทมเปิล (โรซาริโอ ดอว์สัน) ที่มาเสริมทัพ แดนนี่ แรนด์ และ คอลลีน วิง (เจสสิกา เฮนวิค)

ก่อนจะพูดถึงซีรีส์ เราลองมาทำความรู้จักกับที่มาของ Iron Fist  โดย รอย โธมัส และ กิล เคน ได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ฮีโร่ตัวนี้จากความโด่งดังของหนังกังฟูฮ่องกงในอเมริกาช่วงยุค 70 โดยเฉพาะคำว่า Iron Fist ก็อ้างอิงมาจากกระบวนท่าในหนังหลายเรื่องของสุดยอดดารากังฟู บรูซ ลี จนได้ปรากฏตัวในคอมิคซีรีส์ Marvel Premiere ฉบับที่ 15 วางแผงเดือน พฤษภาคม ปี 1974 ก่อนจะถูกยกเลิกตีพิมพ์คอมิคเดี่ยวในปี 1977 และไปยุบรวมกับคอมิคของ Power Man หรือ ลุค เคจ จนกลายเป็นคอมิคชื่อ Power Man and Iron Fist แทน

ปกหนังสือ คอมิค ฉบับแรกของ ไอรอนฟิสท์

หลังยุบคอมิคเดี่ยว ไอรอนฟิสท์ก็ได้ปรากฎตัวร่วมกับ เพาเวอร์แมน หรือ ลุค เคจ

เมื่อกล่าวถึงการดัดแปลงจากคอมิคมาเป็นซีรีส์ สิ่งที่แฟนไออ้อนฟิสต์คาดหวังมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการคงเอกลักษณ์หนังกังฟูล้างแค้นของบรูซลีที่เป็นต้นแบบของเรื่องไว้ แต่ข่าวร้ายคือผู้สร้างคงเห็นว่าเรื่องราวในคอมิคล้าสมัยเกินไปจึงเปลี่ยนเป็นเรื่องของฮีโร่หมัดเหล็กทวงสมบัติจนได้ปะทะกับศัตรูของ เดอะดีเฟนเดอร์ แทน ซึ่งรายละเอียดในเวอร์ชันคอมิคก็ได้รับการดัดแปลงหลายส่วนทั้งการให้ วอร์ด มีชุมเป็นลูกชายของ ฮาโรลด์ มีชุม (เดวิด เวนแฮม) แทนสถานะน้องชายในคอมิคและมีน้องสาวอย่าง จอย มีชุม ซึ่งในคอมิคคือลูกสาวของฮาโรลด์อยู่แล้ว รวมถึงปมขัดแย้งของเรื่องอย่างเหตุผลหลักที่ แดนนี่ แรนด์กลับมานิวยอร์ค ซึ่งในคอมิคคือการกลับมาแก้แค้นคนฆ่าพ่อของเขาคือ ฮาโรลด์ มีชุม แต่ในซีรีส์ให้ แดนนี่  กลับมาทวงคืนบริษัท แรนด์ เอ็นเตอร์ไพรส์ และให้เห็นฉากที่พ่อแม่เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกต่อหน้าต่อตาแทน

ฮาโรลด์ มีชุม (เดวิด เวนแฮม) ที่ซีรีส์ปรับบทบาทให้กลายเป็นพ่อของทั้ง วาร์ด และ จอย มีชุม

ทอม เพลเฟรย สวมบท วาร์ด มีชุม ได้อย่างยอดเยี่ยม

ผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้สร้างช่องโหว่สำคัญให้กับซีรีส์ชุดนี้ เมื่อเหตุผลที่แดนนี่กลับมาคือการทวงสมบัติ คนดูเลยเข้าใจว่าเรื่องราวจะบอกเล่าที่มาที่ทำให้บริษัทแรนด์ เอ็นตอร์ไพรส์ตกเป็นของคนอื่นแต่เปล่าเลยครับ เนื่องจากมันละเลยที่จะบอกเล่าที่มาในความสัมพันธ์ระหว่าง ครอบครัวมีชุม และ แรนด์ เลยทำให้ตอนต้นของซีรีส์ชุดนี้บอกเล่าที่มาและความสัมพันธ์ของตัวละครได้สับสนจนคนดูเก็กซิมไปเป็นแถบ เพราะลำพังเพียงคำพูดของจอยที่ว่าเธอเป็นเพื่อนและคู่หมั้นหมายของแดนนี่ตั้งแต่เด็กเพื่อให้ คอลลีน วิง หึงนั้นไม่เพียงพอที่จะอุดช่องโหว่ว่าครอบครัวมีชุมเข้ามาบริหารบริษัทแรนด์ เอ็นเตอร์ไพรส์ ได้อย่างไร และความสับสนยิ่งเพิ่มเข้าไปอีกเมื่อตัวละคร ฮาโรลด์ มีชุม หลบซ่อนตัวในห้องพักหลังถูกชุบชีวิตจาก ก๊กหัตถา จนกลายเป็นทาสรับใช้ขององค์กรโฉดและกลายเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ แดนนี่ แรนด์ ได้บริษัทคืนมาทั้งที่ วาร์ด ลูกชายของเขาอยากกำจัดแดนนี่ไปให้พ้นทาง แถมเพิ่มปมออดิปุสในทางจิตวิทยาเมื่อลูกอยากฆ่าพ่อเพียงเพราะต้องการอิสระในการใช้ชีวิต เลยกลายเป็นการสร้างความคลุมเครือและยุ่งเหยิงให้เรื่องราวแบบไม่จำเป็นทั้งที่มีปมใหญ่ที่สุดอย่างการบอกเล่าการต่อสู้กับก๊กหัตถาของแดนนี่และพรรคพวกอยู่แล้ว

และทีละน้อย คาแรคเตอร์ของตัวละครอย่างการเป็นลูกมหาเศรษฐีของแดนนี่ แรนด์ ก็ค่อยๆหมดความสำคัญก่อนซีรีส์จะเดินไปครึ่งทางด้วยซ้ำเนื่องจากซีรีส์เลือกให้คณะผู้บริหารปลด แดนนี่ รวมถึง จอย และ วาร์ด ออกจากบริษัทโดยเจ้าตัวไม่ทันสำเหนียกว่าโดนไล่ออกจากบริษัทตัวเองด้วยซ้ำ คนดูเลยพลอยประสบปัญหาหน้าจอเต็มไปด้วยน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงอยู่เป็นระยะเลยทีเดียว

ตอนต้นของซีรีส์ชุดนี้บอกเล่าที่มาและความสัมพันธ์ของตัวละครได้สับสนจนคนดูเก็กซิมไปเป็นแถบ

เจสสิกา สตรูป ในบท จอย มีชุม

ในส่วนของนักแสดงนำอย่าง ฟินน์ โจนส์ ที่ต้องมารับบทนำเป็น แดนนี่ แรนด์ ไม่สามารถสร้างคาแรคเตอร์ให้โดดเด่นออกมาจากแบ็คกราวด์ตัวละครที่ค่อนข้างซ้ำซาก ลำพังเรื่องของลูกเศรษฐีที่สูญเสียครอบครัวแล้วได้ฝึกจนเป็นฮีโร่ก็ยากจะไม่นึกถึงแบทแมนอยู่แล้ว โจนส์ยังไม่สามารถทำหน้าที่ศูนย์กลางของเรื่องได้ดีพอ ไม่ว่าจะทำให้คนดูเห็นใจในชะตากรรมหรือเชื่อจริงๆว่าเขาคือฮีโร่ที่ทุกคนรอบข้างสามารถพึ่งพาได้ แม้แต่การสร้างเสน่ห์ให้ตัวละครนำในฐานะไอรอนฟิสท์ ทั้งการเคลื่อนไหวและคิวบู๊ต่อสู้แบบกังฟูที่ยังขาดความพลิ้วไหวก็ยิ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือตัวละคร ต่างจาก ทอม เพลเฟรย ที่ผู้สร้างซีรีส์ตัดสินใจเพิ่มความซับซ้อนของตัวละครให้ วาร์ด มีชุม ซึ่ง เพลเฟรย ก็ไม่ปล่อยโอกาสนั้นหลุดมือ เขาสามารถสร้างความโดดเด่นให้ตัวละครด้วยบุคลิกเก็บกดไม่น่าไว้วางใจและสร้างความน่าสะพรึงกลัวได้ทุกครั้งเมื่อตัวละครลงมือฆ่าใครสักคน

เจสสิกา เฮนวิค กับบทบาท ของ คอลลีน วิง ที่ขโมยหัวใจหนุ่มได้แทบทุกช็อต

นอกจากรูปลักษณ์สวยโดดเด่นน่ามองแล้วความสามารถในการแสดงบทบู๊ของเธอยิ่งทำให้คนดูหลงรัก คอลลีน วิง ได้ไม่ยาก

คอลลีน วิง ที่ได้ เจสสิกา เฮนวิค มารับบทบู๊ได้อย่างถึงใจถึงอารมณ์

ในส่วนของตัวละครสาวๆ คนที่โดดเด่นที่สุดหนีไม่พ้น เจสซิกา เฮนวิค สาวอังกฤษหน้าหมวยทั้งที่ไม่มีเชื้อสายเอเชีย แต่กลับสะกดสายตาคนดูได้ทุกฉากที่เธอปรากฏตัว นอกจากรูปลักษณ์สวยโดดเด่นน่ามองแล้วความสามารถในการแสดงบทบู๊ของเธอยิ่งทำให้คนดูหลงรัก คอลลีน วิง ได้ไม่ยากทั้งการต่อสู้บนสังเวียนเถื่อน หรือการวาดลีลากับดาบคาตะนะที่แช่มช้อยแต่หนักหน่วงดุดัน ส่วน โรซาริโอ ดอว์สัน  ที่มาสานต่อบทแคลร์ เทมเปิล ต่อจาก Daredevil, Jessica Jones และ Luke Cage ก็ขยันขโมยซีน สร้างความครื้นเครงให้กับเรื่องราวได้เป็นอย่างดี โดยนอกจาก ดอว์สันแล้ว ยังมีแครี แอน มอส ที่มารับเชิญในบท เจรี โฮการ์ธ ตัวละครสำคัญใน Jessica Jones ในบทบาททนายให้ แดนนี่ แรนด์ ในคดีฟ้องร้องพี่น้องมีชุมตอนต้น เพื่อเชื่อมโยงจักรวาลของเหล่า เดอะดีเฟนเดอร์ ได้เป็นอย่างดี

แครี แอน มอส กับบท เจรี โฮการ์ธ จาก Jessica Jones

แม้จะเป็นซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ของมาเวลที่ค่อนข้างผิดฟอร์มไปหน่อย แต่เมื่อหักลบเรื่องคิวบู๊และบทที่มีปัญหาแล้วก็ยังถือว่า Iron Fist มีของดีไว้อวดเยอะพอควร โดยนอกจาก เจสซิกา เฮนวิค ที่ขยันขโมยหัวใจผู้ชมหนุ่มๆแล้ว เรายังจะได้เห็นคิวบู๊กังฟูที่มีบทพูดเลียนแบบหนังฮ่องกงยุค 70 จนทำให้ความหลงยุคดังกล่าวดูบันเทิงไปอีกแบบดีเหมือนกัน

ลิวอิส แทน ในบท โจว เชง ไอ้หนุ่มหมัดเมา ศัตรูฝีมือฉกาจ ที่น่าจะได้แรงบันดาลใจจากหนังดังของ เฉินหลง

มาดามเกา หัวหน้าก๊กหัตถา สุดอำมหิต รับบทโดย ไวชิงโฮ

บทโรแมนติกก็มา สำหรับ แดนนี่ แรนด์ กับ คอลลีน วิง

โรงเรียน ชิคาระโดโจ ของ คอลลีน วิง

แดนนี แรนด์ กับการโชว์เพลงดาบ

ฉากบู๊ดุดัน จาก คอลลีน วิง

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

10 อันดับ Box Office (20-22 เม.ย.) : A Quiet Place เบ่ียดแซง Rampage กลับขึ้นอันดับ 1 อีกครั้ง

A Quiet Place, Rampage, I Feel Pretty, Super Troopers 2 …

Published

on

A Quiet Place ประกาศศักดาความฮิตอย่างต่อเนื่อง ทำรายได้ลดลงเพียง 33% อยู่ที่ 22 ล้านเหรียญ และรายได้รวมทั่วโลกนั้นพุ่งสูงถึง 200 ล้านเหรียญแล้ว จากทุนสร้างเพียง 17 ล้านเหรียญเท่านั้น

Rampage อีกหนึ่งภาพยนตร์บล็อคบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ประจำซัมเมอร์นี้ ทำรายได้ในสัปดาห์ที่ 2 ลดลงไป 41% ทำให้ตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 2 ด้วยรายได้ 21 ล้านเหรียญ แต่รายได้ทั่วโลกนั้นไปไกลถึง 283 ล้านเหรียญแล้ว จากทุนสร้าง 120 ล้านเหรียญ

และสำหรับ Isle of Dogs ผลงานอินดี้ของผู้กำกับ เวส แอนเดอร์สัน ซึ่งเป็นภาพยนตร์อินดี้ที่ทำรายได้บนบ็อกซ์ออฟฟิศสูงสุดในปี 2018 นี้ ก็ทำรายได้เพิ่มมากขึ้นมากขึ้นอีก 3.4 ล้านเหรียญ ทำให้รายได้ทั่วโลกรวมอยู่ที่ 39.6 ล้านเหร่ียญแล้วในขณะนี้

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : A Quiet Place

22 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 132.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 74.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 207.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 17 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : Rampage

21 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 66.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 216.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 283 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 148.6 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : I Feel Pretty

16.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 16.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 32 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : Super Troopers 2

14.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

 

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 14.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ :
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 13.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Truth of Dare

7.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 30.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 7.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 38.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 3.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : Ready Player One

7.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 114.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 360.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 474.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 175 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Blockers

6.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 48.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 19.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 67.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 21 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Black Panther

4.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 10)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 681 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 642.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 1,323.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 200 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Traffik

3.8 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 3.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : –

อันดับที่ 10 : Isle of Dogs

3.4 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 24.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 15.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 39.6 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

การ์ตูน

มาย้อนอดีต 50 ปีกัน!!! กับคลิป Pv ตัวใหม่ของอนิเมะเรื่อง อสูรน้อยคิทาโร่ เวอร์ชั่นปี 2018

Published

on

มาดูกันว่าตำนานระดับ 50 ปีจะยิ่งใหญ่มากแค่ไหนกัน!!!

Gegege no Kitaro (หรือชื่อไทย อสูรน้อยคิทาโร่) ถือเป็นหนึ่งในอนิเมะที่มีการสร้างใหม่มาหลายเวอร์ชั่น หากย้อนกลับไปเวอร์ชั่นแรกที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1968 ก็นับเป็นเวลา 50 ปีเลยทีเดียวที่อนิเมะเรื่อง Gegege no Kitaro ยังคงถูกนำมาตีความสร้างใหม่เรื่อยๆ และเวอร์ชั่นล่าสุดในปี 2018 ก็ได้มีการปล่อย Pv ตัวใหม่ของอนิเมะที่ย้อนอดีต 50 ปีของฉบับอนิเมะออกมา ถ้าพร้อมกันแล้วเราไปชมกันเลยครับ

ตัวอย่างคลิปย้อนอดีต 50 ปี

สำหรับทีมงานของอนิเมะจะมีรายชื่อดังนี้นะครับ

รายชื่อทีมงานผู้สร้าง

  • Director : Ogawa Kouji (Heartcatch Precure!, Suite Precure)
  • Series Composition : Ohnogi Hiroshi (Fullmetal Alchemist: Brotherhood)
  • Character Design : Shimizu Sorato (Infinite Stratos 2)
  • Chief Animation Director : Shimizu Sorato (Infinite Stratos 2)
  • Music Composing : Takanashi Yasuharu (Fairy Tail), -yaiba- (Naruto Shippuden)
  • Production: Fuji Television Network, Toei Animation, Yomiko Advertising, Inc.

สำหรับอนิเมะเรื่องนี้เริ่มฉายทางช่อง Fuji TV ไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน ปี 2018 เวลา 9.00 น. ตามเวลาในประเทศญี่ปุ่น โดยจะมาแทนช่วงเวลาฉายของเรื่อง Dragon Ball Super นะครับ

ตัวอย่างคลปิ Pv

เนื้อเรื่องย่อ

ผ่านมาเกือบ 20 ปี ในศตวรรษที่ 21 ผู้คนได้หลงลืมการมีอยู่ของ “ภูตผี” ไปหมดสิ้น และเมื่อปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ก่อให้เกิดภัยพิบัติแก่โลกมนุษย์ด้วยความวุ่นวายสับสน “มานะ” เด็กหญิงอายุ 13 ปี ได้เขียนจดหมายถึงโลกภูตผีเพื่อหาคำตอบ และจดหมายนั้นได้ถูกตอบรับโดย “อสูรน้อยคิทาโร่”

รายละเอียดเพิ่มเติม

สำหรับมังงะเรื่อง Gegege no Kitarou ได้เริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี 1959 ในชื่อว่า Hakaba Kitarou และเป็นฉบับอนิเมะมาแล้วถึง 7 ภาค, ภาพยนตร์อนิเมะหลายภาค และมีเวอร์ชั่นคนแสดงอีกสองภาค รวมไปถึงละครคนแสดงที่พูดถึงชีวิตของอาจารย์ Mizuki Shigeru และภรรยากลายเป็นละครที่ได้รับความนิยมอย่างมากอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://wowjapan.asia/และ https://myanimelist.net/

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

10 บทเพลงที่ดีที่สุดของ Avicii ที่จะทำให้เราจดจำเขาตลอดไป

Published

on

“One day you’ll leave this world behind
So live a life you will remember.”

( จากเนื้อเพลง The Nights โดย Avicii )

เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอีกเรื่องสำหรับวงการเพลง เมื่อ ดีเจหนุ่มชาวสวีเดน อาวีชี (Avicii) หรือ ทิม เบิร์กลิง (Tim Bergling) ได้จากโลกนี้ไปด้วยวัยเพียง 28 ปี

โดย อาวีชี ได้เสียชีวิตลงเมื่อช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 20 เมษายนตามเวลาท้องถิ่นที่กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้นยังไม่ระบุแน่ชัด

อาวีชี คือ ดีเจดาวรุ่งแห่งยุค เขาเป็นผู้บุกเบิกดนตรี EDM แนวใหม่ด้วยการผสานกับแนวดนตรีคันทรี่และโฟล์ค “Levels” คือซิงเกิ้ลที่ทำให้คนทั้งโลกได้รู้จักกับ อาวีชี และ “Wake Me Up” คือซิงเกิ้ลที่ทำให้รู้ว่า ดนตรีคันทรี่กับแดนซ์มิวสิคนั้นมันไปด้วยกันได้อย่างไร

ถึงแม้ อาวีชี จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่เขากลับรู้สึกอยากจะหยุดพักงานยาว และกลับมาดูแลตัวเอง เนื่องจากเขามีปัญหารุมเร้าหลายอย่างในเรื่องของสุขภาพ โดยเฉพาะโรคตับอ่อนอักเสบอันเนื่องมาจากดื่มหนัก โดยในปี 2014 อาวีชี เคยเข้ารับการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีและไส้ติ่งออกจากร่างกาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขารีไทร์ตนเองออกจากการเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา และหันมาทำเพลงเพียงอย่างเดียว

เพื่อเป็นการรำลึกถึงการจากไปของ อาวีชี เรามาย้อนดูผลงานของเขาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกจนปัจจุบัน และร่วมสัมผัสมันเพื่อเป็นการแสดงความชื่นชมต่อความทุ่มเทในการทำเพลงที่มีตลอดมาของ อาวีชี กันครับ

1. Tim Berg – “Seek Bromance” , 2010

ผลงานเพลงสุดคลาสสิคเมื่อครั้งยังใช้ชื่อว่า ทิม เบิร์ก ในตอนนั้นทั้งโลกยังไม่ได้รู้จักกับ อาวีชี แต่เพลงนี้เหมือนเป็นรากแก้วสำคัญที่หยั่งรากลึกแนวดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า “Seek Bromance” เป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดของ อาวีชี นอกจากมันจะติดชาร์ตในกว่า 20 ประเทศ และ ไต่ชาร์ตขึ้นอันดับหนึ่งของ Billboard Dance Clubs แล้ว เพลงนี้ยังถือได้ว่าเป็นเพลงที่ส่งอิทธิพลต่อเพลงเฮ้าส์แบบ “ฟีลกู้ด” ในเวลาต่อมา

2. Avicii – “Levels” , 2010

เพลงนี้ทำให้ อาวีชี ได้รับรางวัลแกรมมี่ อวอร์ดในสาขาเพลงยอดเยี่ยมแห่งปี และทำให้ทั่วโลกได้รู้จักเขา ด้วยรูปแบบทางดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นที่น่าจดจำ จึงทำให้เพลงเป็นหนึ่งในเพลงแดนซ์ที่ดีที่สุดในดวงใจของใครหลายคน  หากคิดจัดปาร์ตี้เมื่อใด อย่าให้งานของคุณไร้ซึ่งเพลงนี้

3. Avicii – “My Feelings For You” feat. Sebastien Drums , 2010

เพลงดิสโก้สุดร้อนแรงอันเกิดจากการรีมิกซ์เพลง “Feeling For You” ของ Cassius วงเฮ้าส์จากประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งยังได้ Sebastien Drums มาร่วมแจม จึงทำให้เพลงนี้เป็นอีกหนึ่งเพลงแดนซ์ที่ขาดไม่ได้เลย

4. Avicii – “Street Dancer” , 2011

ถึงแม้เพลงนี้จะไม่ฮิตเหมือนเพลงอื่นๆของ อาวีชี แต่มันก็เป็นเพลงที่ขาดไม่ได้ในลิสต์เพลงที่ดีที่สุดของอาวีชี เอกลักษณ์ของเพลงนี้คือกลิ่นอายของยุค 80 ซึ่ง เพลงนี้ใช้แซมเปิ้ลจากเพลง “Street Dance” ในปี 1983 ของ Break Machine วงแร๊พผิวสีแห่งยุค 80s

5.Avicii – “Fade Into Darkness” 2011

นี่คืออีกหนึ่งเพลงที่แสดงเอกลักษณ์ในงานเพลงของ อาวีชี นั่นคือการผสมผสานแนวดนตรีคันทรี่ให้เข้ากับดนตรี EDM หากคุณลองจินตนาการว่าเสียงเปียโนในเพลงนี้เป็นเสียงกีตาร์อะคูสติค นั่นล่ะใช่เลยมันคือคันทรี่ EDM ดีๆนี่เอง

6.Avicii – “Silhouettes” 2012

บีทกระแทกใจ เมโลดี้สวยๆ พร้อมด้วยเสียงร้องจากนักร้องสาวชาวสวีดิช Salem Al Fakir  ทำให้เพลงนี้อีกหนึ่งเพลงแดนซ์ที่ฟังง่าย สบายหู และเพลินเพลงไปกับท่วงทำนองของบทเพลง

7.Avicii – “I Could Be The One” feat. Nicky Romero 2012

อีกหนึ่งเพลงฮิตจาก อาวีชี ที่ได้ นิกกี โรเมโร ดีเจสายเฮ้าส์ชาวดัตช์มาร่วมแจมด้วย นอกจากนี้ยังได้เสียงร้องใสๆจากนักร้องสาวชาวสวีดิช Noonie Bao ที่มาทำให้บทเพลงนี้น่าฟังมากยิ่งขึ้นไปอีก 

8.Avicii – “Hey Brother” 2013

เพลงนี้มาจากอัลบั้ม True เป็นอีกหนึ่งผลงานที่มีความเป็นคันทรี่ EDM อย่างชัดเจน  เสียงร้องของ Dan Tyminski  องค์ประกอบทางดนตรีแบบบลูกลาส และ ท่วงทำนองของ Avicii เป็นส่วนผสมที่ลงตัวแบบสุดๆแล้ว นอกจากนี้ตัวเอ็มวียังดีมากอีกด้วยนะครับ

9.Avicii – “Wake Me Up” , 2013

เพลงนี้คือเพลงที่ทำให้ใครหลายคนได้รู้จักกับ อาวีชี มันคือมาสเตอร์พีซของการผสมผสานกันระหว่างดนตรีคันทรี่ และ EDM ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครจินตนาการออกเลยว่า เมื่อเพลงคันทรี่ผสมกับเพลงแดนซ์มันจะออกมาเป็นอย่างไรจนกระทั่ง อาวีชี ได้นำพาเพลงนี้มาให้พวกเราฟัง 

10.Avicii – “Without You” feat. Sandro Cavazza 2017

เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม EP Avīci (01) ผลงานจากปีที่แล้วนี่เอง เพลงนี้ได้นักร้องนักแต่งเพลงชาวสวีดิช Sandro Cavazza มาฟีเจอริ่งด้วย ท่วงทำนองแบบโฟล์คคันทรี่ ผสมผสานไปกับเสียงซินธ์และบีทเน้นๆจาก อาวีชี ทำให้เพลงนี้เป็นหนึ่งใน คันทรี่ ป็อป ที่ควรค่าแก่การจดจำยิ่ง

แด่

Avicii

(8 September 1989 – 20 April 2018)

Reference

  • https://www.billboard.com/articles/news/dance/8358389/avicii-dead-tim-bergling
  • https://www.billboard.com/articles/news/dance/7633415/avicii-songs-best-hits-list

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!