Connect with us

What The Fact

เผยฮีโร่สะเทือนบู๊ลิ้มคนสุดท้ายของ เดอะดีเฟนเดอร์ Iron Fist (2017-) กำปั้นเหล็กตันมหาประลัย

แดนนี่ แรน ทายาทมหาเศรษฐี ผู้ดั้นด้นจาก คุนหลุน แดนลับแล สู่นิวยอร์ค

  • สร้างสรรค์โดย: สก็อตต์ บัค (Scott Buck-Dexter, Rome, Six Feet Under)
  • เหมาะสำหรับ : สาวกซูเปอร์ฮีโรค่ายมาร์เวลและผู้ชื่นชอบหนังหรือซีรีส์ กังฟูแอ็คชัน
  • ออกอากาศทาง : สตรีมมิ่งซีซันแรกครบ 13 ตอนเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 ทาง Netflix

คอลลีน วิง ครูสอนคาราเต้สาวเลือดเดือด

แดนนี่ แรนด์ กับการทวงคืนมรดกของเขาหลังหายตัวไปนับสิบปี

หลังหายตัวไปอย่างลึกลับ แดนนี่ แรนด์ (ฟินน์ โจนส์) กลับมานิวยอร์คอีกครั้งเพื่อทวงคืนมรดกของเขาในมือของ วาร์ด มีชุม (ทอม เพลเฟรย) กับ จอย มีชุม (เจสสิกา สตรูป) หุ้นส่วน แต่สิ่งที่แดนนี่คาดไม่ถึงคือ บริษัท แรนด์ เอ็นเตอร์ไพรส์ของเขากำลังถูกครอบงำจาก มาดามเกา (ไวชิงโฮ) ผู้นำก๊กหัตถา(The Hand) ศัตรูตัวฉกาจของ เดอะ ดีเฟนเดอร์ ทำให้แรนด์ต้องรวมพลกับ คอลลีน วิง (เจสสิกา เฮนวิค)ครูสาวคาราเต้นักสู้สังเวียนเถื่อน และแคลร์ เทมเปิล (โรซาริโอ ดอว์สัน) พยาบาลผู้มีปมแค้น เพื่อโค่นก๊กหัตถาโดยอาศัย หมัดเหล็กอันทรงพลังที่เขาได้รับมาในฐานะ ไอรอนฟิสท์ นายทวารแห่งคุนหลุน

ฟินน์ โจนส์ รับบท แดนนี่ แรนด์ หรือ ฉายา ไอรอนฟิสท์

หมัดเหล็กอันทรงพลังที่เขาได้รับมาในฐานะ ไอรอนฟิสท์ นายทวารแห่งคุนหลุน

แคลร์ เทมเปิล (โรซาริโอ ดอว์สัน) ที่มาเสริมทัพ แดนนี่ แรนด์ และ คอลลีน วิง (เจสสิกา เฮนวิค)

ก่อนจะพูดถึงซีรีส์ เราลองมาทำความรู้จักกับที่มาของ Iron Fist  โดย รอย โธมัส และ กิล เคน ได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ฮีโร่ตัวนี้จากความโด่งดังของหนังกังฟูฮ่องกงในอเมริกาช่วงยุค 70 โดยเฉพาะคำว่า Iron Fist ก็อ้างอิงมาจากกระบวนท่าในหนังหลายเรื่องของสุดยอดดารากังฟู บรูซ ลี จนได้ปรากฏตัวในคอมิคซีรีส์ Marvel Premiere ฉบับที่ 15 วางแผงเดือน พฤษภาคม ปี 1974 ก่อนจะถูกยกเลิกตีพิมพ์คอมิคเดี่ยวในปี 1977 และไปยุบรวมกับคอมิคของ Power Man หรือ ลุค เคจ จนกลายเป็นคอมิคชื่อ Power Man and Iron Fist แทน

ปกหนังสือ คอมิค ฉบับแรกของ ไอรอนฟิสท์

หลังยุบคอมิคเดี่ยว ไอรอนฟิสท์ก็ได้ปรากฎตัวร่วมกับ เพาเวอร์แมน หรือ ลุค เคจ

เมื่อกล่าวถึงการดัดแปลงจากคอมิคมาเป็นซีรีส์ สิ่งที่แฟนไออ้อนฟิสต์คาดหวังมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการคงเอกลักษณ์หนังกังฟูล้างแค้นของบรูซลีที่เป็นต้นแบบของเรื่องไว้ แต่ข่าวร้ายคือผู้สร้างคงเห็นว่าเรื่องราวในคอมิคล้าสมัยเกินไปจึงเปลี่ยนเป็นเรื่องของฮีโร่หมัดเหล็กทวงสมบัติจนได้ปะทะกับศัตรูของ เดอะดีเฟนเดอร์ แทน ซึ่งรายละเอียดในเวอร์ชันคอมิคก็ได้รับการดัดแปลงหลายส่วนทั้งการให้ วอร์ด มีชุมเป็นลูกชายของ ฮาโรลด์ มีชุม (เดวิด เวนแฮม) แทนสถานะน้องชายในคอมิคและมีน้องสาวอย่าง จอย มีชุม ซึ่งในคอมิคคือลูกสาวของฮาโรลด์อยู่แล้ว รวมถึงปมขัดแย้งของเรื่องอย่างเหตุผลหลักที่ แดนนี่ แรนด์กลับมานิวยอร์ค ซึ่งในคอมิคคือการกลับมาแก้แค้นคนฆ่าพ่อของเขาคือ ฮาโรลด์ มีชุม แต่ในซีรีส์ให้ แดนนี่  กลับมาทวงคืนบริษัท แรนด์ เอ็นเตอร์ไพรส์ และให้เห็นฉากที่พ่อแม่เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกต่อหน้าต่อตาแทน

ฮาโรลด์ มีชุม (เดวิด เวนแฮม) ที่ซีรีส์ปรับบทบาทให้กลายเป็นพ่อของทั้ง วาร์ด และ จอย มีชุม

ทอม เพลเฟรย สวมบท วาร์ด มีชุม ได้อย่างยอดเยี่ยม

ผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้สร้างช่องโหว่สำคัญให้กับซีรีส์ชุดนี้ เมื่อเหตุผลที่แดนนี่กลับมาคือการทวงสมบัติ คนดูเลยเข้าใจว่าเรื่องราวจะบอกเล่าที่มาที่ทำให้บริษัทแรนด์ เอ็นตอร์ไพรส์ตกเป็นของคนอื่นแต่เปล่าเลยครับ เนื่องจากมันละเลยที่จะบอกเล่าที่มาในความสัมพันธ์ระหว่าง ครอบครัวมีชุม และ แรนด์ เลยทำให้ตอนต้นของซีรีส์ชุดนี้บอกเล่าที่มาและความสัมพันธ์ของตัวละครได้สับสนจนคนดูเก็กซิมไปเป็นแถบ เพราะลำพังเพียงคำพูดของจอยที่ว่าเธอเป็นเพื่อนและคู่หมั้นหมายของแดนนี่ตั้งแต่เด็กเพื่อให้ คอลลีน วิง หึงนั้นไม่เพียงพอที่จะอุดช่องโหว่ว่าครอบครัวมีชุมเข้ามาบริหารบริษัทแรนด์ เอ็นเตอร์ไพรส์ ได้อย่างไร และความสับสนยิ่งเพิ่มเข้าไปอีกเมื่อตัวละคร ฮาโรลด์ มีชุม หลบซ่อนตัวในห้องพักหลังถูกชุบชีวิตจาก ก๊กหัตถา จนกลายเป็นทาสรับใช้ขององค์กรโฉดและกลายเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ แดนนี่ แรนด์ ได้บริษัทคืนมาทั้งที่ วาร์ด ลูกชายของเขาอยากกำจัดแดนนี่ไปให้พ้นทาง แถมเพิ่มปมออดิปุสในทางจิตวิทยาเมื่อลูกอยากฆ่าพ่อเพียงเพราะต้องการอิสระในการใช้ชีวิต เลยกลายเป็นการสร้างความคลุมเครือและยุ่งเหยิงให้เรื่องราวแบบไม่จำเป็นทั้งที่มีปมใหญ่ที่สุดอย่างการบอกเล่าการต่อสู้กับก๊กหัตถาของแดนนี่และพรรคพวกอยู่แล้ว

และทีละน้อย คาแรคเตอร์ของตัวละครอย่างการเป็นลูกมหาเศรษฐีของแดนนี่ แรนด์ ก็ค่อยๆหมดความสำคัญก่อนซีรีส์จะเดินไปครึ่งทางด้วยซ้ำเนื่องจากซีรีส์เลือกให้คณะผู้บริหารปลด แดนนี่ รวมถึง จอย และ วาร์ด ออกจากบริษัทโดยเจ้าตัวไม่ทันสำเหนียกว่าโดนไล่ออกจากบริษัทตัวเองด้วยซ้ำ คนดูเลยพลอยประสบปัญหาหน้าจอเต็มไปด้วยน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงอยู่เป็นระยะเลยทีเดียว

ตอนต้นของซีรีส์ชุดนี้บอกเล่าที่มาและความสัมพันธ์ของตัวละครได้สับสนจนคนดูเก็กซิมไปเป็นแถบ

เจสสิกา สตรูป ในบท จอย มีชุม

ในส่วนของนักแสดงนำอย่าง ฟินน์ โจนส์ ที่ต้องมารับบทนำเป็น แดนนี่ แรนด์ ไม่สามารถสร้างคาแรคเตอร์ให้โดดเด่นออกมาจากแบ็คกราวด์ตัวละครที่ค่อนข้างซ้ำซาก ลำพังเรื่องของลูกเศรษฐีที่สูญเสียครอบครัวแล้วได้ฝึกจนเป็นฮีโร่ก็ยากจะไม่นึกถึงแบทแมนอยู่แล้ว โจนส์ยังไม่สามารถทำหน้าที่ศูนย์กลางของเรื่องได้ดีพอ ไม่ว่าจะทำให้คนดูเห็นใจในชะตากรรมหรือเชื่อจริงๆว่าเขาคือฮีโร่ที่ทุกคนรอบข้างสามารถพึ่งพาได้ แม้แต่การสร้างเสน่ห์ให้ตัวละครนำในฐานะไอรอนฟิสท์ ทั้งการเคลื่อนไหวและคิวบู๊ต่อสู้แบบกังฟูที่ยังขาดความพลิ้วไหวก็ยิ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือตัวละคร ต่างจาก ทอม เพลเฟรย ที่ผู้สร้างซีรีส์ตัดสินใจเพิ่มความซับซ้อนของตัวละครให้ วาร์ด มีชุม ซึ่ง เพลเฟรย ก็ไม่ปล่อยโอกาสนั้นหลุดมือ เขาสามารถสร้างความโดดเด่นให้ตัวละครด้วยบุคลิกเก็บกดไม่น่าไว้วางใจและสร้างความน่าสะพรึงกลัวได้ทุกครั้งเมื่อตัวละครลงมือฆ่าใครสักคน

เจสสิกา เฮนวิค กับบทบาท ของ คอลลีน วิง ที่ขโมยหัวใจหนุ่มได้แทบทุกช็อต

นอกจากรูปลักษณ์สวยโดดเด่นน่ามองแล้วความสามารถในการแสดงบทบู๊ของเธอยิ่งทำให้คนดูหลงรัก คอลลีน วิง ได้ไม่ยาก

คอลลีน วิง ที่ได้ เจสสิกา เฮนวิค มารับบทบู๊ได้อย่างถึงใจถึงอารมณ์

ในส่วนของตัวละครสาวๆ คนที่โดดเด่นที่สุดหนีไม่พ้น เจสซิกา เฮนวิค สาวอังกฤษหน้าหมวยทั้งที่ไม่มีเชื้อสายเอเชีย แต่กลับสะกดสายตาคนดูได้ทุกฉากที่เธอปรากฏตัว นอกจากรูปลักษณ์สวยโดดเด่นน่ามองแล้วความสามารถในการแสดงบทบู๊ของเธอยิ่งทำให้คนดูหลงรัก คอลลีน วิง ได้ไม่ยากทั้งการต่อสู้บนสังเวียนเถื่อน หรือการวาดลีลากับดาบคาตะนะที่แช่มช้อยแต่หนักหน่วงดุดัน ส่วน โรซาริโอ ดอว์สัน  ที่มาสานต่อบทแคลร์ เทมเปิล ต่อจาก Daredevil, Jessica Jones และ Luke Cage ก็ขยันขโมยซีน สร้างความครื้นเครงให้กับเรื่องราวได้เป็นอย่างดี โดยนอกจาก ดอว์สันแล้ว ยังมีแครี แอน มอส ที่มารับเชิญในบท เจรี โฮการ์ธ ตัวละครสำคัญใน Jessica Jones ในบทบาททนายให้ แดนนี่ แรนด์ ในคดีฟ้องร้องพี่น้องมีชุมตอนต้น เพื่อเชื่อมโยงจักรวาลของเหล่า เดอะดีเฟนเดอร์ ได้เป็นอย่างดี

แครี แอน มอส กับบท เจรี โฮการ์ธ จาก Jessica Jones

แม้จะเป็นซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ของมาเวลที่ค่อนข้างผิดฟอร์มไปหน่อย แต่เมื่อหักลบเรื่องคิวบู๊และบทที่มีปัญหาแล้วก็ยังถือว่า Iron Fist มีของดีไว้อวดเยอะพอควร โดยนอกจาก เจสซิกา เฮนวิค ที่ขยันขโมยหัวใจผู้ชมหนุ่มๆแล้ว เรายังจะได้เห็นคิวบู๊กังฟูที่มีบทพูดเลียนแบบหนังฮ่องกงยุค 70 จนทำให้ความหลงยุคดังกล่าวดูบันเทิงไปอีกแบบดีเหมือนกัน

ลิวอิส แทน ในบท โจว เชง ไอ้หนุ่มหมัดเมา ศัตรูฝีมือฉกาจ ที่น่าจะได้แรงบันดาลใจจากหนังดังของ เฉินหลง

มาดามเกา หัวหน้าก๊กหัตถา สุดอำมหิต รับบทโดย ไวชิงโฮ

บทโรแมนติกก็มา สำหรับ แดนนี่ แรนด์ กับ คอลลีน วิง

โรงเรียน ชิคาระโดโจ ของ คอลลีน วิง

แดนนี แรนด์ กับการโชว์เพลงดาบ

ฉากบู๊ดุดัน จาก คอลลีน วิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[ดูหนังฟังเพลง] “Come Here” Kath Bloom – Before Sunrise  เมื่อเธอและฉันเรายืนเคียงกันท่ามกลางเสียงเพลงเพลงนั้นที่จะห่มคลุมหัวใจเราไปตลอดกาล

Published

on

เพลงกับหนังถือเป็นของคู่กัน ในจังหวะที่เรื่องราวชีวิตของตัวละครกำลังเผยตัวของมันออกมา ในจังหวะนั้นเสียงดนตรีก็ทำหน้าที่ขับกล่อม ขับเน้น ส่งจังหวะ ละเลงอารมณ์ให้คลุ้งกระจายไปในความรู้สึก จวบจนเรื่องราวเหล่านั้นได้จบลง แม้ผ่านวันคืนไปนานเท่าไหร่ หากได้หวนระลึกกลับมาภาพและเสียงเหล่านั้นยังคงตราตรึง บ้างเกิดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรือรอยน้ำตา

เพลงในหนังไม่เพียงแต่เผยความนัยของใจตัวละคร เปิดเผยห้วงอารมณ์อันซ่อนอยู่ในส่วนลึกของใจ หากแต่การใส่มานั้นยังต้องคำนึงถึงจังหวะ ความกลมกล่อม และลงตัวอีกด้วย

ในวันนี้ผมจะพาไปสัมผัสกับช่วงเวลาอันเป็นเวทมนต์ที่บทเพลงผสานกับเรื่องราวในภาพยนตร์ได้อย่างวิเศษ  สำหรับ [ดูหนังฟังเพลง] ในครั้งแรกนี้ขอเปิดด้วยเพลงเพลงนี้และฉากฉากนี้ครับ

เพลง “Come Here”

ศิลปิน Kath Bloom

จากภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise (1995) กำกับโดย ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์

ฉาก ยืนฟังเพลงด้วยกันในตู้ทดลองแผ่นเสียง

 

There’s wind that blows in from the north

And it says that loving takes this course

Come here 

Come here”

 

เมื่อหัวเข็มถูกวางจรดลงไปบนแผ่นเสียงอย่างนุ่มนวล เสียงเพลง “Come Here” ของ Kath Bloom ก็ดังขึ้นสองหนุ่มสาวที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ต่างยืนเก้อเขินเคียงกัน พลางยิ้มเอียงอาย ลอบมองซึ่งกันและกัน ส่วนข้างในใจของทั้งคู่นั้นท่วงทำนองแห่งรักกำลังบรรเลงเพลงของมันอยู่

นี่คือหนึ่งในฉากที่โรแมนติคที่สุดในโลกภาพยนตร์ เป็นความโรแมนติคที่ไร้คำพูด หากแต่อิ่มเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“Have I never laid down by your side

Baby, let’s forget about this pride

Come here 

Come here”

เสียงร้องที่จริงใจของนักร้องสาว Kath Bloom ผสานเสียงดนตรีโฟล์คที่ฉ่ำเย็น ส่งเสียงเชื้อเชิญให้หนุ่มสาวปล่อยใจให้เป็นธรรมชาติ ไหลไปกับลำธารแห่งรัก ที่กำลังไหลผ่านดวงใจของคนทั้งคู่

ในปี 1995  หนุ่มหน้าใสนาม เจสซี (อีธาน ฮอว์ค) ตัดสินใจเดินเข้าไปทักสวยสวยชาวฝรั่งเศสผู้นั่งลำพังอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกันกับเขา เธอชื่อว่า เซลีน (จูลี เดลฟีย์) ทำความรู็จักกันผ่านบทสนทนาเชิงปรัชญาตามประสาวัยรุ่น ผู้ค้นหาความหมายของชีวิต เขาชวนเธอทิ้งจุดหมายและลงรถไฟไปด้วยกัน ณ เวียนนา หนึ่งในเมืองโรแมนติคของยุโรป ใช้เวลาด้วยกันหนึ่งวันก่อนแสงตะวันจะขึ้นในเช้าวันถัดไป วันที่เรื่องราวความรักอาจสิ้นสุดลงเมื่อแสงของวันใหม่มาเยือน

สุดท้ายแล้วมันไม่ได้จบลง มันอาจขาดช่วง ทิ้งรอย แต่ได้รับการสานต่อในเวลาต่อมา  9 ปีให้หลังกับ Before Sunset และ อีก 9 ปีกับ Before Midnight ทั้งตัวละครและนักแสดงต่างเติบโตไปพร้อมกัน ก้าวผ่านช่วงวัยวันแห่งความฝันและชีวิต

เรื่องราวสุดโรแมนติคนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์จริงในชีวิตของ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่ง ณ ฟิลาเดลเฟีย เธอมีชื่อว่า เอมี่ แลร์ฮัลพ์ต (Amy Lehrhaupt) เขาได้ใช้เวลากับเธอตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงหกโมงเช้า เดินเที่ยว พูดคุยจนกลายเป็นความประทับใจและความทรงจำไม่รู้ลืม จนมันได้กลายเป็นต้นธารแห่งแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่แล้วในปี 1994 ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทำ เธอก็ได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุรถมอร์เตอร์ไซต์ด้วยวัยเพียง 24 ปี ลิงค์เลเทอร์ผู้ไม่รู้เรื่องนี้ได้แต่เฝ้าฝันว่าเธออาจมาปรากฏตัวในวันใดที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ออกฉาย

ลิงค์เลเทอร์ กว่าเขาจะรู็ความจริงว่าเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว ก็ในปี 2010 และนั่นเองที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ว่า เขาจะต้องสร้างภาคต่อภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้งเพื่ออุทิศมันให้แด่เธอ และนั่นก็คือ “Before Midnight” นั่นเอง

เคธ บลูม เป็นนักร้องนักแต่งเพลงโฟล์คหญิงชาวอเมริกันจาก Litchfield , คอนเน็คติกัต มีผลงานมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ปัจจุบันเธอยังคงเล่นดนตรีและมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise พบบทเพลงของบลูมในช่วงทศวรรษที่ 90 ด้วยความประทับใจในน้ำเสียงและท่วงทำนองโฟล์คที่เรียบง่ายและงดงามของเธฮ เขาจึงหยิบเอาเพลง “Come Here” มาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ออกฉายในปี 1995 และด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการที่ลิงค์เลเทอร์นำเพลงของเธอไปใช้ บลูมเลยนำแรงบันดาลใจนี้มาเขียนบทเพลงใหม่และออกผลงานเดี่ยวอัลบั้มแรกในรอบสิบปีของเธอ อันมีชื่อว่า “Come Here: The Florida Years” ในปี 1999

เธอเป็นคนที่ค่อยข้างขี้อาย ทั้งๆที่มีผลงานมากมายและต้องแสดงดนตรีต่อหน้าสาธารณชนหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยคุ้นชินกับมันเสียที เธอชอบที่จะเล่าเรื่องราวของเธอผ่านบทเพลงเสียมากกว่า ไม่น่าแปลกเลยที่เพลงของเธอถูกใช้ในฉากที่มีบรรยากาศของความเขินอายห่มคลุมอย่างนารักและอบอุ่น

จากการที่มีคุณพ่อเป็นนักเป่าโอโบมือฉกาจ แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศของเสียงดนตรี เธฮจึงมีมันอยู๋ในหัวใจ เธอชอบที่จะเขียนและเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงและเสียงร้องของเธอ ด้วยท่วงท่าและลีลาที่เป็นธรรมชาติ “ดิบ” คำนี้อาจใช้บรรยายถึงความตั้งใจของเธอได้ดี เป็นความดิบที่มอบความ “สุข” ให้กับผู้ที่ได้ฟัง

“ความเรียบง่ายก่อให้เกิดความจริง

สิ่งใดที่จริง สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มาจากใจ”

เสียงร้องอุ่นๆของเธอ และเนื้อเพลงที่มีน้ำเสียงเชื้อชวนใกล้ชิด

“No, I’m not impossible to touch

I have never wanted you so much 

Come here

come here,”

เข้ากันได้อย่างมหัศจรรย์กับช่วงฉากในภาพยนตร์ เสียงร้องของเธฮนั้นเป้นส่วนผสมที่สมดุลระหว่างความดิบและความเร่งเร้า

เธอกล่าวว่า เธอมักมีสำนึกของความเร่งเร้าอยู่เสมอ มันเป้นความรู้สึกที่เราพึงมีเพื่อแข่งขันกับเวลาในชีวิต ที่ลดน้อยถอยลงไปอยู่ตลอดเวลา

เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่เจสซีและเซลีนมี พวกเขาเร่งเร้าและรุ่มร้อน (ในท่วงทำนองที่อบอุ่น นุ่มนวล)

“เมื่อเรายังเยาว์ เราแข็งกล้า เรามุ่งมั่นฟันฝ่าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนา

แต่เมื่อเวลาผันผ่าน เมื่อความชราค่อยๆมาเยือน เราฉลาดขึ้น ลุ่มลึกขึ้น

และจังหวะของเราก็แผ่วช้าลงเพื่อพบสมดุล ณ จุดนี้”

เสียงเพลงดังขึ้น สองหนุ่มสาวยืนเคียงกันในบูธลองแผ่นเสียงของร้านขายแผ่นเสียงใน เวียนนา เอียงอาย แย้มยิ้มเล็กๆ และลอบมองกันด้วยใจระทึก

ที่นั่นมีแต่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงเพลงเท่านั้นที่บรรยายความรู้สึกของคนทั้งคู่ได้ดีที่สุด มันได้คลี่เผยความนัยแห่งใจของทั้งสอง เปิดเปลือยมันออกมาอย่างงดงาม ภาพและเสียงนั้นยังคงตราตรึง สถิตอยู่มิรู้ลืม

ที่มา

http://www.chattanoogapulse.com/music/features/the-timeless-music-of-kath-bloom/

http://mentalfloss.com/article/61244/15-facts-about-sunrise

https://www.indiewire.com/2013/05/the-real-woman-who-inspired-richard-linklaters-before-sunrise-197694/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!