Connect with us

What The Fact

เผยฮีโร่สะเทือนบู๊ลิ้มคนสุดท้ายของ เดอะดีเฟนเดอร์ Iron Fist (2017-) กำปั้นเหล็กตันมหาประลัย

Published

on

แดนนี่ แรน ทายาทมหาเศรษฐี ผู้ดั้นด้นจาก คุนหลุน แดนลับแล สู่นิวยอร์ค

  • สร้างสรรค์โดย: สก็อตต์ บัค (Scott Buck-Dexter, Rome, Six Feet Under)
  • เหมาะสำหรับ : สาวกซูเปอร์ฮีโรค่ายมาร์เวลและผู้ชื่นชอบหนังหรือซีรีส์ กังฟูแอ็คชัน
  • ออกอากาศทาง : สตรีมมิ่งซีซันแรกครบ 13 ตอนเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 ทาง Netflix

คอลลีน วิง ครูสอนคาราเต้สาวเลือดเดือด

แดนนี่ แรนด์ กับการทวงคืนมรดกของเขาหลังหายตัวไปนับสิบปี

หลังหายตัวไปอย่างลึกลับ แดนนี่ แรนด์ (ฟินน์ โจนส์) กลับมานิวยอร์คอีกครั้งเพื่อทวงคืนมรดกของเขาในมือของ วาร์ด มีชุม (ทอม เพลเฟรย) กับ จอย มีชุม (เจสสิกา สตรูป) หุ้นส่วน แต่สิ่งที่แดนนี่คาดไม่ถึงคือ บริษัท แรนด์ เอ็นเตอร์ไพรส์ของเขากำลังถูกครอบงำจาก มาดามเกา (ไวชิงโฮ) ผู้นำก๊กหัตถา(The Hand) ศัตรูตัวฉกาจของ เดอะ ดีเฟนเดอร์ ทำให้แรนด์ต้องรวมพลกับ คอลลีน วิง (เจสสิกา เฮนวิค)ครูสาวคาราเต้นักสู้สังเวียนเถื่อน และแคลร์ เทมเปิล (โรซาริโอ ดอว์สัน) พยาบาลผู้มีปมแค้น เพื่อโค่นก๊กหัตถาโดยอาศัย หมัดเหล็กอันทรงพลังที่เขาได้รับมาในฐานะ ไอรอนฟิสท์ นายทวารแห่งคุนหลุน

ฟินน์ โจนส์ รับบท แดนนี่ แรนด์ หรือ ฉายา ไอรอนฟิสท์

หมัดเหล็กอันทรงพลังที่เขาได้รับมาในฐานะ ไอรอนฟิสท์ นายทวารแห่งคุนหลุน

แคลร์ เทมเปิล (โรซาริโอ ดอว์สัน) ที่มาเสริมทัพ แดนนี่ แรนด์ และ คอลลีน วิง (เจสสิกา เฮนวิค)

ก่อนจะพูดถึงซีรีส์ เราลองมาทำความรู้จักกับที่มาของ Iron Fist  โดย รอย โธมัส และ กิล เคน ได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ฮีโร่ตัวนี้จากความโด่งดังของหนังกังฟูฮ่องกงในอเมริกาช่วงยุค 70 โดยเฉพาะคำว่า Iron Fist ก็อ้างอิงมาจากกระบวนท่าในหนังหลายเรื่องของสุดยอดดารากังฟู บรูซ ลี จนได้ปรากฏตัวในคอมิคซีรีส์ Marvel Premiere ฉบับที่ 15 วางแผงเดือน พฤษภาคม ปี 1974 ก่อนจะถูกยกเลิกตีพิมพ์คอมิคเดี่ยวในปี 1977 และไปยุบรวมกับคอมิคของ Power Man หรือ ลุค เคจ จนกลายเป็นคอมิคชื่อ Power Man and Iron Fist แทน

ปกหนังสือ คอมิค ฉบับแรกของ ไอรอนฟิสท์

หลังยุบคอมิคเดี่ยว ไอรอนฟิสท์ก็ได้ปรากฎตัวร่วมกับ เพาเวอร์แมน หรือ ลุค เคจ

เมื่อกล่าวถึงการดัดแปลงจากคอมิคมาเป็นซีรีส์ สิ่งที่แฟนไออ้อนฟิสต์คาดหวังมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการคงเอกลักษณ์หนังกังฟูล้างแค้นของบรูซลีที่เป็นต้นแบบของเรื่องไว้ แต่ข่าวร้ายคือผู้สร้างคงเห็นว่าเรื่องราวในคอมิคล้าสมัยเกินไปจึงเปลี่ยนเป็นเรื่องของฮีโร่หมัดเหล็กทวงสมบัติจนได้ปะทะกับศัตรูของ เดอะดีเฟนเดอร์ แทน ซึ่งรายละเอียดในเวอร์ชันคอมิคก็ได้รับการดัดแปลงหลายส่วนทั้งการให้ วอร์ด มีชุมเป็นลูกชายของ ฮาโรลด์ มีชุม (เดวิด เวนแฮม) แทนสถานะน้องชายในคอมิคและมีน้องสาวอย่าง จอย มีชุม ซึ่งในคอมิคคือลูกสาวของฮาโรลด์อยู่แล้ว รวมถึงปมขัดแย้งของเรื่องอย่างเหตุผลหลักที่ แดนนี่ แรนด์กลับมานิวยอร์ค ซึ่งในคอมิคคือการกลับมาแก้แค้นคนฆ่าพ่อของเขาคือ ฮาโรลด์ มีชุม แต่ในซีรีส์ให้ แดนนี่  กลับมาทวงคืนบริษัท แรนด์ เอ็นเตอร์ไพรส์ และให้เห็นฉากที่พ่อแม่เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกต่อหน้าต่อตาแทน

ฮาโรลด์ มีชุม (เดวิด เวนแฮม) ที่ซีรีส์ปรับบทบาทให้กลายเป็นพ่อของทั้ง วาร์ด และ จอย มีชุม

ทอม เพลเฟรย สวมบท วาร์ด มีชุม ได้อย่างยอดเยี่ยม

ผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้สร้างช่องโหว่สำคัญให้กับซีรีส์ชุดนี้ เมื่อเหตุผลที่แดนนี่กลับมาคือการทวงสมบัติ คนดูเลยเข้าใจว่าเรื่องราวจะบอกเล่าที่มาที่ทำให้บริษัทแรนด์ เอ็นตอร์ไพรส์ตกเป็นของคนอื่นแต่เปล่าเลยครับ เนื่องจากมันละเลยที่จะบอกเล่าที่มาในความสัมพันธ์ระหว่าง ครอบครัวมีชุม และ แรนด์ เลยทำให้ตอนต้นของซีรีส์ชุดนี้บอกเล่าที่มาและความสัมพันธ์ของตัวละครได้สับสนจนคนดูเก็กซิมไปเป็นแถบ เพราะลำพังเพียงคำพูดของจอยที่ว่าเธอเป็นเพื่อนและคู่หมั้นหมายของแดนนี่ตั้งแต่เด็กเพื่อให้ คอลลีน วิง หึงนั้นไม่เพียงพอที่จะอุดช่องโหว่ว่าครอบครัวมีชุมเข้ามาบริหารบริษัทแรนด์ เอ็นเตอร์ไพรส์ ได้อย่างไร และความสับสนยิ่งเพิ่มเข้าไปอีกเมื่อตัวละคร ฮาโรลด์ มีชุม หลบซ่อนตัวในห้องพักหลังถูกชุบชีวิตจาก ก๊กหัตถา จนกลายเป็นทาสรับใช้ขององค์กรโฉดและกลายเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ แดนนี่ แรนด์ ได้บริษัทคืนมาทั้งที่ วาร์ด ลูกชายของเขาอยากกำจัดแดนนี่ไปให้พ้นทาง แถมเพิ่มปมออดิปุสในทางจิตวิทยาเมื่อลูกอยากฆ่าพ่อเพียงเพราะต้องการอิสระในการใช้ชีวิต เลยกลายเป็นการสร้างความคลุมเครือและยุ่งเหยิงให้เรื่องราวแบบไม่จำเป็นทั้งที่มีปมใหญ่ที่สุดอย่างการบอกเล่าการต่อสู้กับก๊กหัตถาของแดนนี่และพรรคพวกอยู่แล้ว

และทีละน้อย คาแรคเตอร์ของตัวละครอย่างการเป็นลูกมหาเศรษฐีของแดนนี่ แรนด์ ก็ค่อยๆหมดความสำคัญก่อนซีรีส์จะเดินไปครึ่งทางด้วยซ้ำเนื่องจากซีรีส์เลือกให้คณะผู้บริหารปลด แดนนี่ รวมถึง จอย และ วาร์ด ออกจากบริษัทโดยเจ้าตัวไม่ทันสำเหนียกว่าโดนไล่ออกจากบริษัทตัวเองด้วยซ้ำ คนดูเลยพลอยประสบปัญหาหน้าจอเต็มไปด้วยน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงอยู่เป็นระยะเลยทีเดียว

ตอนต้นของซีรีส์ชุดนี้บอกเล่าที่มาและความสัมพันธ์ของตัวละครได้สับสนจนคนดูเก็กซิมไปเป็นแถบ

เจสสิกา สตรูป ในบท จอย มีชุม

ในส่วนของนักแสดงนำอย่าง ฟินน์ โจนส์ ที่ต้องมารับบทนำเป็น แดนนี่ แรนด์ ไม่สามารถสร้างคาแรคเตอร์ให้โดดเด่นออกมาจากแบ็คกราวด์ตัวละครที่ค่อนข้างซ้ำซาก ลำพังเรื่องของลูกเศรษฐีที่สูญเสียครอบครัวแล้วได้ฝึกจนเป็นฮีโร่ก็ยากจะไม่นึกถึงแบทแมนอยู่แล้ว โจนส์ยังไม่สามารถทำหน้าที่ศูนย์กลางของเรื่องได้ดีพอ ไม่ว่าจะทำให้คนดูเห็นใจในชะตากรรมหรือเชื่อจริงๆว่าเขาคือฮีโร่ที่ทุกคนรอบข้างสามารถพึ่งพาได้ แม้แต่การสร้างเสน่ห์ให้ตัวละครนำในฐานะไอรอนฟิสท์ ทั้งการเคลื่อนไหวและคิวบู๊ต่อสู้แบบกังฟูที่ยังขาดความพลิ้วไหวก็ยิ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือตัวละคร ต่างจาก ทอม เพลเฟรย ที่ผู้สร้างซีรีส์ตัดสินใจเพิ่มความซับซ้อนของตัวละครให้ วาร์ด มีชุม ซึ่ง เพลเฟรย ก็ไม่ปล่อยโอกาสนั้นหลุดมือ เขาสามารถสร้างความโดดเด่นให้ตัวละครด้วยบุคลิกเก็บกดไม่น่าไว้วางใจและสร้างความน่าสะพรึงกลัวได้ทุกครั้งเมื่อตัวละครลงมือฆ่าใครสักคน

เจสสิกา เฮนวิค กับบทบาท ของ คอลลีน วิง ที่ขโมยหัวใจหนุ่มได้แทบทุกช็อต

นอกจากรูปลักษณ์สวยโดดเด่นน่ามองแล้วความสามารถในการแสดงบทบู๊ของเธอยิ่งทำให้คนดูหลงรัก คอลลีน วิง ได้ไม่ยาก

คอลลีน วิง ที่ได้ เจสสิกา เฮนวิค มารับบทบู๊ได้อย่างถึงใจถึงอารมณ์

ในส่วนของตัวละครสาวๆ คนที่โดดเด่นที่สุดหนีไม่พ้น เจสซิกา เฮนวิค สาวอังกฤษหน้าหมวยทั้งที่ไม่มีเชื้อสายเอเชีย แต่กลับสะกดสายตาคนดูได้ทุกฉากที่เธอปรากฏตัว นอกจากรูปลักษณ์สวยโดดเด่นน่ามองแล้วความสามารถในการแสดงบทบู๊ของเธอยิ่งทำให้คนดูหลงรัก คอลลีน วิง ได้ไม่ยากทั้งการต่อสู้บนสังเวียนเถื่อน หรือการวาดลีลากับดาบคาตะนะที่แช่มช้อยแต่หนักหน่วงดุดัน ส่วน โรซาริโอ ดอว์สัน  ที่มาสานต่อบทแคลร์ เทมเปิล ต่อจาก Daredevil, Jessica Jones และ Luke Cage ก็ขยันขโมยซีน สร้างความครื้นเครงให้กับเรื่องราวได้เป็นอย่างดี โดยนอกจาก ดอว์สันแล้ว ยังมีแครี แอน มอส ที่มารับเชิญในบท เจรี โฮการ์ธ ตัวละครสำคัญใน Jessica Jones ในบทบาททนายให้ แดนนี่ แรนด์ ในคดีฟ้องร้องพี่น้องมีชุมตอนต้น เพื่อเชื่อมโยงจักรวาลของเหล่า เดอะดีเฟนเดอร์ ได้เป็นอย่างดี

แครี แอน มอส กับบท เจรี โฮการ์ธ จาก Jessica Jones

แม้จะเป็นซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ของมาเวลที่ค่อนข้างผิดฟอร์มไปหน่อย แต่เมื่อหักลบเรื่องคิวบู๊และบทที่มีปัญหาแล้วก็ยังถือว่า Iron Fist มีของดีไว้อวดเยอะพอควร โดยนอกจาก เจสซิกา เฮนวิค ที่ขยันขโมยหัวใจผู้ชมหนุ่มๆแล้ว เรายังจะได้เห็นคิวบู๊กังฟูที่มีบทพูดเลียนแบบหนังฮ่องกงยุค 70 จนทำให้ความหลงยุคดังกล่าวดูบันเทิงไปอีกแบบดีเหมือนกัน

ลิวอิส แทน ในบท โจว เชง ไอ้หนุ่มหมัดเมา ศัตรูฝีมือฉกาจ ที่น่าจะได้แรงบันดาลใจจากหนังดังของ เฉินหลง

มาดามเกา หัวหน้าก๊กหัตถา สุดอำมหิต รับบทโดย ไวชิงโฮ

บทโรแมนติกก็มา สำหรับ แดนนี่ แรนด์ กับ คอลลีน วิง

โรงเรียน ชิคาระโดโจ ของ คอลลีน วิง

แดนนี แรนด์ กับการโชว์เพลงดาบ

ฉากบู๊ดุดัน จาก คอลลีน วิง

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[ไปดูดีมั๊ย?] The Lucky Black Sunset  งานดีไม่มีผิดหวัง อาจฟังเพลินจนลืมกลับบ้าน

Published

on

สุดสัปดาห์นี้มีงานคอนเสิร์ตดีๆอีกแล้ว งานนี้เหมาะสำหรับคอเพลงอินดี้ และผู้แสวงหาประสบการณ์ที่จะได้สัมผัสกับท่วงทำนองอันไพเราะ จากงานเพลงและการแสดงดีๆของศิลปินทั้งไทยและเทศในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป  เราไปดูกันดีกว่าครับว่ารายละเอียดของงานเป็นอย่างไรบ้าง


รายละเอียดของงาน


ชื่องาน :The Lucky Black Sunset

ผู้จัด : Seen Scene Space

วัน เวลา : วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป

สถานที่ : Voice Space ถนนวิภาวดีรังสิต

ราคา : 1800 บาท (Early Bird 1,600 หมดไปแล้ว)

ช่องทางการซื้อบัตร : Tickermelon


The Lucky Black Sunset


ชื่องานนี้เกิดจากการรวมเอาคำในชื่อของวงดนตรีจากต่างประเทศทั้งสามวงที่จะมาแสดงในงานนี้มารวม ซึ่งประกอบไปด้วย

  •  Lucky Tapes จากญี่ปุ่น
  •  The Black Skirts จากเกาหลีใต้
  • Sunset Rollercoaster จากไต้หวัน

และนอกจากนี้ยังมีหนึ่งวงไทยที่มีผลงานน่าจับตามองมาร่วมด้วยอีกวงนั่นคือ

  • Plastic Plastic

เรามาดูประวัติและลองฟังเพลงเด็ดๆของแต่ละวงกันครับ


Lucky Tapes

วงดนตรี soul pop ฝีมือเยี่ยมจากญี่ปุ่นซาวด์ดนตรีแบบย้อนยุคนิดๆเด่นที่เสียงเบสและเครื่องเป่า มีเพลงดังอย่าง “touch!” , “Gun” ที่หลายๆคนคุ้นเคย ล่าสุดวงเพิ่งออก EP’. อัลบั้มใหม่มาสามารถไปหามาเสพย์ ซ้อมร้อง ซ้อมเต้น รอได้เลยครับ 

เพลงที่เราแนะนำ

Gravity

Touch!

Gun


The Black Skirts

หนุ่มลูกครึ่งอเมริกันเกาหลี  Bryan Cho หนุ่มแว่น เสียงละมุนหูจากเกาหลีใต้ ที่มาพร้อมกับงานเพลงในแนว Indie-Rock ผสม Asian-Pop ผนวกกลิ่นเพลงแบบ Dream-Pop , City pop , Ballad , Folk Rock เข้าไปออกมาเป็นรสชาติกลมกล่อมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่น่าทึ่งเลยก็คือทุกเพลงนั้น Bryan ทำเพลงเองหมดทุกกระบวนการ ตั้งแต่การครีเอทไลน์กีต้าร์ เบส กลอง ร้อง ทำเองหมด One Man Show สุดจริง!!!

เพลงที่เราแนะนำ

Everything

Who Do You Love

Hollywood

 


Sunset Rollercoaster 

วงอินดี้จากไต้หวัน ที่มาพร้อมสมาชิกทั้ง 6 และเครื่องดนตรีอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็น กีต้าร์ เบส กลอง รวมไปถึง แซ็กโซโฟน อิเล็กทรอนิกแพด และซินธ์ ที่พร้อมดาหน้าเข้ามาสร้างสีสันความสนุกให้กับผู้ฟัง งานเพลงของวงเป็นแนวอินดี้ป๊อบที่ผสมซาวด์แบบยุค 80s ลงไป งานเพลงของวงก็เหมือนกับชื่อวงเลยครับ คือ เพลินด้วยโรแมนติคด้วย แบบเป็นการเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ท่ามกลางพระอาทิตย์ตกดินกันเลย

เพลงที่เราแนะนำ

My Jinji

Burgundy Red

New Drug


Plastic Plastic

วงดนตรีเจ้าถิ่น ดูโอ้พี่น้อง ขวัญใจชาวไทย ปกป้อง จิตดี และ ต้องตา จิตดี ที่มาพร้อมดนตรี indie pop ฟังง่ายๆ สบายๆ เพลิดเพลินใจไปกับเสียงดนตรีและ เสียงร้องอันสดใส เมโลดี้สดสวย ล่าสุดสองพี่น้องจิตดีได้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Die Tomorrow ของเต๋อ นวพล ได้อย่างงดงาม อิมเพรสชั่นนิสม์ มิวสิคมากๆ ถือได้ว่าเป็นอีกวงที่น่าจับตามอง จับหูฟังสุดๆ

เพลงที่เราแนะนำ

หยิบแฮมเป็นแผ่นที่หก

With me

วันก่อน

โดยรวมแล้วทั้ง 4 วงเป็นวงอินดี้ที่งานเพลงฟังสบาย เมโลดี้สวย ร้องตามได้ (ถึงแม้จะไม่รู้ภาษาก็ร้องมั่วๆไป) โยกย้าย ส่ายบอดี้ตามได้แบบเพลินๆ ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ไม่มีอะไรจะชิลไปกว่านี้อีกแล้ว


ผู้จัดงาน


Seen Scene Space เป็นกลุ่มคนดนตรีเดียวกันกับค่ายเพลง Parinam Music บ้านของศิลปินอย่าง ปลานิลเต็มบ้านGym and Swim และ Seal Pillow  มีหัวเรือคือ คุณปูมปิยสุ โกมารทัต ที่หลังจากทำค่าย Parinam Music มากว่า 10 ปี และค่ายเริ่มอยู่ตัวแล้ว จึงอยากเริ่มทำเป็น music organize จัดงาน event ทางดนตรีดีๆ อาทิเช่น Pow! Fest ที่เป็นเทศกาลดนตรีที่รวบรวมวงอินดี้ในแนว Dream pop, Soft Rock ทั่วไทย และ concert promoter นำวงดนตรีอินดี้ดีๆจากต่างประเทศเข้ามาให้แฟนเพลงชาวไทยได้ฟังกัน ซึ่งล่าสุดPow! Fest ครั้งที่ 3 เพิ่งผ่านไป เป็นอีกงานที่สุดยอดเพราะรวมวงดนตรีจากหลากประเทศรวมถึงไทยด้วยกว่า 7 วง !!! ในราคาย่อมเยาว์ ถือว่าคุ้มมากๆครับ

 


วัน เวลา และสถานที่


งานจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์นี้นะครับ ประตูเปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ซึ่งงานจะจัดขึ้นที่ Voice Space

ซึ่ง Voice Space ก็คือ Event Hall ที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ Voice TV  ริมถนนวิภาวดีรังสิต เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่ เป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ ดนตรี การแสดง แฟชั่น งานสัมมนา ฯลฯ

นั่งชิลริมสระรองานเริ่มได้ หรือ แวะออกมาพักตรงช่วงว่างระหว่างวง

บรรยากาศด้านใน

สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์นั้นถือว่าสะดวกอยู่ครับเพราะว่าอยู่ใกล้ทางด่วน อีกทั้งยังมีที่จอดรถค่อนข้างเพียงพอ (ถ้ามาตรงเวลางานเริ่มได้จอดแน่นอน) แต่หากไม่เดินทางมาด้วยรถส่วนตัวก็สามารถมาด้วย รถประจำทางหรือ BTS ได้ครับโดยถ้ามาด้วย BTS สามารถลงได้สองสถานี ได้แก่

  1. ลงที่สถานี อารีย์ – ทางออกที่ 3 (ฝั่ง ลาวิลล่า อารีย์)- เดินทางโดยรถแท็กซี่โดยเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพหลโยธิน 2 ตัดเข้าถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งหน้าแยกวิภาวดี-สุทธิสาร (ติดกับสโมรสรทหารบก)

2. ลงที่สถานี อนุเสาวรีย์ชัยฯ – ขึ้นรถประจำทางที่ฝั่งเกาะดินแดง – รถประจำทางที่ผ่าน Voice Space หมายเลข 24, 69, 92, 538, 504, 555 เลือกลงที่ป้ายของสโมสรทหารบก


ราคาบัตร


1,800 !!! เท่านั้นครับ มีราคาเดียว ดูเผินๆเหมือนแพง แต่หากลองหารกับจำนวนวงดูจะพบว่า ตกวงละ 450 บาทเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นวงดนตรีดีๆจากต่างประเทศทั้ง 3 วง หรือวงอินดี้รุ่นใหม่จากไทย แค่วงเดียวก็คุ้มแล้ว แต่นี่มาถึง 4 คิดว่าราคานี้คงพอรับไหวอยู่ครับ หากเป็นคออินดี้จริงๆ


ช่องทางการซื้อบัตร


สำหรับช่องทางการซื้อบัตรนั้นค่อนข้างสะดวกครับ สามารถเข้าไปได้ที่ https://www.ticketmelon.com/event/theluckyblacksunset  จากนั้นก็กรอกรายละเอียดแต่เพียงเล็กน้อย จะสร้าง account ใหม่หรือ log in ด้วย facebook ก็ได้ครับ

ส่วนช่องทางการชำระเงินก็ทำได้ทั้ง ผ่านบัตรเครดิต/เดบิต ซึ่งได้รับตั๋วทันที อีกทางคือ ATM/เคาน์เตอร์/เคาน์เตอร์ธนาคาร/อินเตอร์เน็ต ซึ่งจะต้องนำใบ จ่ายเงินหรือ Reference Code ไปชำระเงินให้เสร็จสิ้นจึงจะได้รับตั๋วครับ

บัตรที่ซื้อจะได้เป็น e-ticket คือ สามารถใช้เข้างานได้เลย โดย

  1. print ออกมาเป็นกระดาษก็ได้
  2. โชว์จากโทรศัพท์ก็ได้ ซึ่งจะเป็น QR Code ไว้สแกนน่างาน โดยสามารถเปิดได้จากหน้าเว็บ ticketmelon , e-mail ของเราที่กรอกตอนซื้อบัตร หรือภาพที่ capture เก็บไว้ก็ได้ครับ

สรุปสำหรับงานนี้หากใครเป็นคอเพลงอินดี้ป็อปรับรองไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะทั้ง 4 วงนี้ถือว่าเป็นศิลปินรุ่นใหม่ชั้นแนวหน้าของงานดนตรีสายนี้ทางฝั่งเอเชียเลยทีเดียว การได้ฟังเพลงเพราะๆจากโทรศัพท์หรือเครื่องเล่นของเรานั้นก็ว่าสุดแล้ว แต่การได้ไปฟังสดๆสัมผัสบรรยากาศ ณ ขณะนั้นถือว่าสุดยิ่งกว่า ถือแม้ราคาบัตรอาจสูงสักนิดแต่เมื่อลองคิดๆดูแล้วก็ไม่แพงจนเกินไป หลายงานราคานี้อาจได้ดูวงดีๆแค่วงเดียว แต่นี่ถึงสี่ !!! หากในวันที่ 24 นี้ไม่มีโปรแกรมอะไรก็ขอแนะนำให้ลองไปกันดูนะครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

10 อันดับ Box Office (16-18 ก.พ.) : Black Panther ผงาด! เปิดตัว 360 ล้านเหรียญทั่วโลก

Black Panther ทำสถิติภาพยนตร์ MCU เปิดตัวสูงสุดเป็นลำดับที่ 2 รองจาก…

Published

on

Black Panther ทำรายได้เปิดตัวสุดสัปดาห์ไปได้สูงกว่าที่หลายฝ่ายความคาดการณ์ไว้ โดยทำได้ 192 ล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่า Avengers: Age of Ultron (191.3 ล้านเหรียญ) และ Captain America: Civil War (179.1 ล้านเหรียญ)  แต่ยังน้อยกกว่า The Avengers (207.4 ล้านเหรียญ)

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Black Panther

192 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 192 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 169 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 361 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 200 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : Peter Rabbit

17.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 48.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 12,526 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 48.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 50 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Fifty Shades Freed

16.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 76.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 190.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 266.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 55 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : Jumanji: Welcome to the Jungle

7.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 9)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 377.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 527 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 904.6 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 90 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : The 15:17 to Paris

7.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 25.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 10.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 36.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 30 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : The Greatest Showman

6.4 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 9)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 154.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 170.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 325.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 84 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Early Man

3.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 3.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 50 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Maze Runner: The Death Cure

2.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

 
  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 54 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 186.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 240.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 62 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Winchester

2.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 3.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : Samson

1.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 1.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

หนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี : Black Panther ในระบบ IMAX 3D

Published

on

ห่างหายกันไปนานเลยนะครับสำหรับหนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี กลับมาคราวนี้ขอประเดิมปี 2018 ด้วยหนังซูเปอร์ฮีโร่เปิดปีของค่ายมาร์เวลอย่าง Black Panther ซูเปอร์ฮีโร่เชื้อสายกษัตริย์แห่ง วาคานดา ที่มาในระบบ IMAX 3D แต่จะคุ้มค่าตั๋วอันแสนแพงหรือไม่ เรามีคำตอบมาให้แล้ว


เหมาะมั้ยกับระบบ IMAX 3D  

เริ่มต้นจากข้อมูลด้านเทคนิค ( Technical Specifications) จากเว็บไซต์ IMDB ที่ระบุอัตราส่วนภาพไว้ 2 ขนาดคือ 2.39:1 และ 1.90:1 สำหรับฉายโรง IMAX  ซึ่งตามโฆษณาของทางโรงบอกว่ามีถึง 26 % ของเรื่องเลยทีเดียว ซึ่งจากการสังเกตดูส่วนใหญ่จะเป็นฉากที่วาคานดา ซึ่งอัตราส่วนขยายก็ช่วยให้ภาพของวาคานดา ดูสวยงาม กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาจริงๆ และไม่เพียงงานภาพเท่านั้นแต่หนังยังมีการมิกซ์ระบบเสียงเป็น IMAX 12 Tracks ทำให้เสียงซาวด์เอฟเฟกต์ในฉากต่างๆมีความกระหึ่มเหมาะกับระบบ IMAX มากเลยทีเดียว


มิติภาพลึกแค่ไหน 

และสำหรับการชม Black Panther ในระบบ 3D นั้น ต้องยอมรับว่าการแปลงภาพทำได้ดีมาก แม้กระทั่งฉากคุยธรรมดาฉากหลังก็ยังมีการทำให้เกิดเป็นมิติ แต่อาจต้องถูกตัดคะแนนนิดนึงตรงฉากที่เกิดขึ้นตอนกลางคืน ที่ทำให้สังเกตความลึกของภาพได้ยากเหลือเกิน โดยเฉพาะเหตุการณ์ช่วยเหลือ นาเคีย ตอนต้นเรื่องที่สีภาพกลืนกันหมดทั้งสีผิวนักแสดงและฉากหลังที่เป็นตอนกลางคืน แถมการสวมแว่นสามมิติยังทำให้ภาพมืดลงไปอีก


แอ็คชั่นของฝ่าบาทเด้งแค่ไหน  

แน่นอนละ คนดูหนังสามมิติก็อยากเห็นอะไรเด้งๆพุ่งๆ ซึ่งต้องชื่นชม ‘บร๊ะลานุภาพ’ ของฝ่าบาทที่แทบทุกซีนจะมีภาพเด้ง ภาพพุ่งเสมอ แม้กระทั่งฉากคุยกัน หนังก็ยังเคลื่อนกล้องผ่านไหล่ตัวละครเห็นเป็นภาพเหลื่อมซ้อนชัดเจน หรือจะฉากแอ็คชั่นก็มันส์สะใจด้วยอาวุธที่ขยันขว้าง ขยันเขวี้ยง หรือแม้กระทั่งตัวฝ่าบาทเองที่ใช้วิชาตัวเบาโดดสูงพุ่งออกมานอกจอ สวยงามมากเลยทีเดียว ทำให้ Black Panther น่าจะสะใจคอหนังสามมิติแน่ๆ


ถอดแว่นแล้วภาพเบลอแค่ไหน

การที่เราจะตัดสินได้ว่างานภาพของหนังเป็นสามมิติแท้หรือไม่ ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการถอดแว่นมองภาพซ้อนบนจอ ผลปรากฏว่าภาพส่วนใหญ่ของหนังจะเป็นภาพซ้อน มีเพียงบางเฟรมเท่านั้นที่หนังแอบแทรกภาพ 2 มิติเข้ามาแต่ไม่ได้เยอะมาก ดังนั้นในแง่ของความเป็นภาพสามมิติ Black Panther จึงผ่านได้อย่างสบายๆ


 

ฝ่าบาทโดดไปโดดมาแล้วจะปวดหัวไหม

แม้หนังสามมิติจะสร้างความน่าตื่นตื่นใจขนาดไหน แต่หากหนังมีภาพที่ทำให้คนดูเกิดอาการปวดเศียรเวียนเกล้าก็คงทรมานไม่น้อย แต่โชคดีที่แม้ Black Panther จะมีฉากแอ็คชั่นโลดโผนแค่ไหน แต่ตัวหนังผ่านการตัดต่อที่คิดมาแล้วว่าปลอดภัยสำหรับผู้ชมส่วนใหญ่ โดยฉากที่มีการเหวี่ยงกล้องก็จะเกิดในช่วงสั้นๆเท่านั้น ดังนั้นมั่นใจได้ว่าดู Black Panther บน IMAX 3D แล้วไม่ปวดหัวปวดตาเพราะฝ่าบาทแน่นอน

สรุปแล้ว Black Panther ถือว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เปิดปี 2018 บนจอ IMAX ได้อย่างงดงาม ทั้งฉากขยาย ระบบเสียงกระหึ่มสะใจแบบ 12 แทร็คของ IMAX ตลอดจนงานภาพ 3 มิติที่หนังแปลงภาพได้อย่างน่าพึงพอใจ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!