Connect with us

ข่าวยานยนต์

BMW เผยวิสัยทัศน์ยนตรกรรมไฟฟ้า พร้อมร่วมกับไมโครซอฟท์เพื่อพัฒนาการเชื่อมต่อ

Published

on

BMW Group ประเทศไทย เปิดตัว BMW ConnectedDrive บริการและแอพพลิเคชั่นเพื่อการเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับ กับยานยนต์และโลกภายนอก โดยฟีเจอร์ล่าสุดนี้จะตอบโจทย์การใช้งานของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในตระกูล BMW iPerformance พร้อมแนะนำเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม Open Mobility Cloud ของบีเอ็มดับเบิลยู ร่วมกับระบบคลาวด์อัจฉริยะระดับโลก Microsoft Azure ที่ช่วยให้ BMW ConnectedDrive มอบประสบการณ์สะดวกสบายและความปลอดภัยระดับพรีเมียมอย่างเต็มประสิทธิภาพ

(ซ้าย) ดร. อเล็กซานเดอร์ คอเทช หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู i, มร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 

ปี พ.ศ. 2561 นั้นครบรอบ 20 ปีของ BMW ConnectedDrive โดยเรายังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวต่อไปในฐานะผู้บุกเบิกการให้บริการดิจิทัลสำหรับยนตรกรรมในระดับสากล บริการของเราคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้งาน ปัจจุบันแอพพลิเคชั่น BMW Connected มีผู้ใช้งานมากกว่า 2.3 ล้านคน และมีรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูกว่า 10 ล้านคันใน 45 ประเทศทั่วโลกที่มีการเชื่อมต่อด้วยฟีเจอร์ของระบบ BMW ConnectedDrive การเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่สำหรับ BMW ConnectedDrive ในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวหนึ่งในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยในประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ NUMBER ONE > NEXT ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ซึ่งมุ่งปูรากฐานอันแข็งแกร่งไปสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมในโลกดิจิทัลมร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

ด้วยบริการ BMW ConnectedDrive สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance ผู้ใช้งานจะสามารถควบคุมระบบต่างๆ ของรถได้จากระยะไกล อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับรถได้ผ่านแอพพลิเคชั่น BMW Connected บน iPhone โดยบริการใหม่สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอินไฮบริด ได้แก่

  • การแสดงสถานะรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสถานะและระดับของแบตเตอรี่ ระยะทางที่คาดว่าจะแล่นได้ด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เหลืออยู่ และข้อมูลเกี่ยวกับการบำรุงรักษารถได้จากทุกที่ ทุกเวลา
  • การควบคุมการชาร์จพลังงานไฟฟ้าและระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารจากระยะไกล ผู้ใช้งานสามารถเปิด/ปิดเครื่องปรับอากาศในห้องโดยสารได้ผ่านทางสมาร์ทโฟน หรือตั้งเวลาเปิด/ปิดล่วงหน้าให้ตรงกับเวลาที่ต้องการออกเดินทาง และหากรถยนต์เชื่อมต่ออยู่กับสถานีชาร์จ ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมการชาร์จด้วยการตั้งเวลาที่ต้องการได้ เพื่อเลือกให้ชาร์จไฟฟ้าในช่วง off peak หรือในช่วงเวลาที่มีความต้องการในการใช้ไฟฟ้าน้อยและมีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ
  • ระบบการนำทาง ที่สามารถค้นหาและนำทางไปยังสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดได้อีกด้วย
  • การประมวลและแสดงผลข้อมูลการขับขี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ของแต่ละบุคคล โดยวิเคราะห์รูปแบบการขับขี่และควบคุมรถยนต์บนท้องถนน

ในโอกาสนี้ ดร. อเล็กซานเดอร์ คอเทช หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู i ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ บีเอ็มดับเบิลยู i ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปด้วย

“ในการสร้างสรรค์ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่อยู่บนพื้นฐานแนวคิดของความยั่งยืน ซึ่งในขณะที่ความนิยมในยานยนต์ไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก และยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอีกมากในอนาคต บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จึงมีความมุ่งมั่นที่จะตอบรับความต้องการของผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพและฉับไว ด้วยการสร้างสายการประกอบรถยนต์ที่มีความยืดหยุ่นที่สุด โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ระบบไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ ระบบปลั๊กอินไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาป จะใช้สายการประกอบร่วมกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ว่าบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จะสามารถรองรับความต้องการในเรื่องของรุ่นรถยนต์และระบบขับเคลื่อนที่แตกต่างของผู้ขับขี่ได้ทุกที่ทุกเวลา”

ดร. อเล็กซานเดอร์ คอเทช หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู i

ภายในปี พ.ศ. 2568 บีเอ็มดับเบิลยู i จะมีรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 25 รุ่น ประกอบไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ถึง 12 รุ่น ขณะที่แบรนด์และสายผลิตภัณฑ์อื่นๆ ภายใต้ความดูแลของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ก็ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จต่อไป

Microsoft Azure พื้นฐานระบบคลาวด์ของ BMW ConnectedDrive

(ซ้าย) ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด,  มร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย, ดร. อเล็กซานเดอร์ คอเทช หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู i

ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ ระบบคลาวด์อัจฉริยะที่มาพร้อมความปลอดภัยระดับโลก ช่วยให้ BMW ConnectedDrive สามารถทำการวิเคราะห์และเรียนรู้จากข้อมูลปริมาณมหาศาลที่บันทึกจากการขับขี่รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู โดยระบบ Open Mobility Cloud ของบีเอ็มดับเบิลยูได้เลือกใช้แพลตฟอร์ม ไมโครซอฟท์ อาซัวร์เป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาบริการอัจฉริยะ เพื่อส่งเสริมให้เกิดประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่มากมาย ที่ไม่เพียงเชื่อมโยงตัวรถเข้ากับสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคอนเทนต์และระบบเครือข่ายอีกมากมายจากภายนอก

กระบวนการปฏิรูปด้วยดิจิทัลกำลังผลักดันให้ทุกอุตสาหกรรมและทุกองค์กรทั่วโลกต่างต้องพลิกรูปแบบการทำธุรกิจเพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น เป็นที่คาดการณ์กันว่าในปี พ.ศ. 2563 รถยนต์ใหม่ในตลาดโลกกว่า 90% จะมาพร้อมกับคุณสมบัติการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์หรือโลกภายนอก ซึ่งทั้ง BMW ConnectedDrive และแพลตฟอร์ม Open Mobility Cloud ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ปูทางไปสู่ประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตนายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด

ระบบคลาวด์ ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ เป็นแพลตฟอร์มเปิดที่พร้อมรองรับการพัฒนาต่อยอดในทุกระดับ พร้อมมอบศักยภาพให้ผู้ผลิตรถยนต์ได้สร้างสรรค์บริการและคุณสมบัติอัจฉริยะอย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อเสริมให้รถยนต์สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านการขับขี่ที่แตกต่างกันไปในแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังเปิดประตูไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต โดยแพลตฟอร์ม ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ เป็นระบบคลาวด์ที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด ด้วยการรองรับมาตรฐานระดับโลกและระดับอุตสาหกรรมในด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลมากกว่า 70 มาตรฐาน

บริการใหม่ข้างต้นจาก BMW ConnectedDrive สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance จะมาพร้อมกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป โดยรุ่นที่รองรับประกอบด้วย บีเอ็มดับเบิลยู 330e บีเอ็มดับเบิลยู 530e และบีเอ็มดับเบิลยู 740Le ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ BMW.co.th

BMW ไทยสร้างสถิติยอดขายรถไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์

มร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยอัตราการเติบโตของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่สูงกว่าปีก่อนหน้ามากถึง 269% และในปีนี้ ตลาดรถยนต์ในเซกเมนต์ปลั๊กอินไฮบริดยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งเช่นกัน ด้วยยอดการส่งมอบที่เพิ่มขึ้นถึง 44% ในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 2561 ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ก็ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดขายในสี่เดือนแรกของปี ที่สูงเป็นประวัติการณ์กว่า 3,511 คัน หรือเพิ่มขึ้น 20% จากปีที่แล้ว ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยังสามารถทุบสถิติยอดการส่งมอบรถมอเตอร์ไซค์ที่ 690 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 50% จากช่วงเดียวกันของปี 2560

ในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจด้วยอัตราการเติบโตถึง 41.7% จากยอดการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริด 36,692 คันทั่วโลกในเดือนมกราคมถึงเมษายน 2561 โดยเฉพาะในประเทศจีน ที่ประสบความสำเร็จด้วยอัตราการเติบโตแบบปีต่อปีที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 646.7% ด้วยยอดการส่งมอบรวม 3,181 คันในสี่เดือนแรกของปี

โครงการ ChargeNow สร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้าทั่วไทย

นอกจากนี้ เพื่อรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และตอบรับแผนระยะยาวของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ที่ได้ตั้งเป้ายอดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในประเทศไทยไว้ 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรในโครงการ ChargeNow จึงได้เดินหน้าขยายเครือข่ายการให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะในโครงการ ChargeNow อย่างต่อเนื่อง

หลังจากที่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ทีผ่านมา ซึ่งในปัจจุบันมีสถานีให้บริการทั้งหมด 14 หัวจ่ายทั่วประเทศไทย และเตรียมติดตั้งเพิ่มอีก 36 หัวจ่าย ภายในปี 2561 ด้วยเป้าหมายที่จะติดตั้งให้ครบทั้งหมด 50 หัวจ่ายในโครงการ ChargeNow ภายในปีนี้ โดยวางแผนการติดตั้งสถานีทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และสถานีในภูมิภาค โดยเฉพาะในจังหวัดหลักทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อรวมกับสถานีอัดประจุไฟฟ้าอีก

50 แห่ง ณ ศูนย์บริการของผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จะมีสถานีอัดประจุไฟฟ้ารวมทั้งหมดถึง 100 แห่ง ภายในสิ้นปี 2561 นี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวยานยนต์

พาทัวร์เทคโนโลยีสุดล้ำที่บูธ Honda จากความฝันเพื่อการใช้ชีวิตที่ดี ในงาน Motor Show 2018

ในบูธ Honda ที่งาน Motor Show 2018 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ถึง 8 เมษายน 61 มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ทีมงานแบไต๋เจาะข้อมูลมาให้แล้ว

Published

on

(Advertorial)

เมื่อคิดถึงงาน Bangkok International Motor Show เรามักจะคิดถึงภาพพริตตี้สวยๆ และรถยนต์ราคาพิเศษนะครับ แต่เรื่องที่พวกเราชาวเทคโนโลยีพลาดไม่ได้เลยในงานนี้คือชมเทคโนโลยีล้ำยุคของยานยนต์ที่ค่ายรถยักษ์ใหญ่ของโลกขนมาให้ดูกัน ซึ่งวันนี้เราจะเจาะลึกกันที่บูธของ Honda ที่นำเทคโนโลยี Fuel Cell รถยนต์พลังไฮโดรเจน, UNI-CUB β พาหนะส่วนบุคคลแห่งอนาคต และรถเข็นอัจฉริยะ Honda RoboCas Concept มาโชว์กันในงานนี้ครับ ซึ่งเมื่อดูยานยนต์ล้ำยุคเหล่านี้จึงเข้าใจเลยว่าทำไมต้อง Honda: The Power Of Dreams

Honda Clarity Fuel Cell รถพลังงานไฮโดรเจน!

สิ่งแรกที่เราสนใจที่บูธ Honda ในงาน Motor Show 2018 ครั้งนี้คือ Honda Clarity Fuel Cell รถยนต์ที่ใช้พลังงานจากระบบแผงเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนหรือ Fuel Cell Stack ครับ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีฟิวเซลล์ตัวใหม่ มีขนาดเล็กกว่าฟิวเซลล์รุ่นเดิม 33% แต่จุพลังงานได้มากขึ้น 60% ข้อดีของระบบ Fuel Cell คือการเผาไหม้ไฮโดรเจนเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานนั้นไม่ทำให้เกิดไอเสียใดๆ จะมีเพียงน้ำสะอาดออกจากระบบเท่านั้น ตามสมการ 2H2 + O2 = 2H2O (ถ้าใครอ่านสมการนี้ไม่เข้าใจ ให้ไปถามนักเคมีอย่าง เฌอปราง BNK48 นะ)

นอกจากนี้ Honda Clarity Fuel Cell ยังถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูง เมื่อเติมไฮโดรเจนเต็มถังจะสามารถวิ่งได้สูงสุด 750 ก.ม. ซึ่งเป็นระยะทางไกลที่สุดเมื่อเทียบกับรถยนต์พลังงาน Fuel Cell อื่นๆ และไกลกว่ารถไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ที่จำหน่ายในปัจจุบันด้วย แต่ใช้เวลาเติมไฮโดรเจนแค่ 3 นาทีก็เต็มถัง พูดแล้วก็อยากขึ้นไปลองขับบ้าง แต่ในงานแค่เอามาโชว์อย่างเดียวนะครับ ไม่ได้มีให้จองหรือทดลองขับขี่ได้

ซึ่ง Honda Clarity Fuel Cell นี้เป็นหนึ่งในยานยนต์ตระกูล Honda Clarity หรือรถพลังงานทางเลือกจากฮอนด้าครับ ก็ตระกูลนี้มีอยู่ด้วยกัน 3 ตัวหลักคือๆ

  • Honda Clarity PLUG-IN Hybrid รถยนต์ลูกผสมระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งคำว่า Plug-in หมายความว่าเราสามารถเสียบปลั้กชาร์จแบตเตอรี่ในรถได้ และยังสามารถเติมน้ำมันเพื่อให้เครื่องยนต์ใช้ขับขี่ได้อีกด้วย โดย Honda Clarity PLUG-IN Hybrid สามารถขับขี่ในโหมดใช้มอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียวได้ไกล 100 กิโลเมตร และสามารถขับขี่ได้ไกลราว 547 กิโลเมตร เมื่อทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ครับ ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น เช่นขับขี่ในเมืองระยะทางสั้นๆ ก็ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าล้วนก็ได้ ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า หรือขับขี่ต่างจังหวัดระยะไกล ก็ให้มอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์ทำงานร่วมกัน ก็จะประหยัดน้ำมันมากขึ้นครับ
  • Honda Clarity Electric รถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วนของฮอนด้า ไม่ต้องเติมน้ำมัน ชาร์จไฟอย่างเดียว โดยให้กำลังสูงสุดที่ 161 แรงม้า
  • Honda Clarity Fuel Cell ก็คือรถพลังงานไฮโดรเจนที่เราพูดถึงนี้และเอามาโชว์ในไทยนี่แหละ

Honda RoboCas Concept เรื่องราวของรถคันนี้เริ่มต้นที่ไทย!

เดินถัดมาหน่อยจะเห็นยานยนต์ต้นแบบหน้าตาน่ารักนี้คือ Honda RoboCas Concept ครับ เป็นรถเข็นอัจฉริยะที่สามารถขับเคลื่อนตัวเองอัตโนมัติ มีแบตเตอรี่ในตัวเป็นพลังงาน นำทางด้วยระบบ GPS พร้อมเปิดหลังคาขึ้นมากางเป็นหน้าร้านเล็กๆ ได้ เก็บของไว้ภายในได้ แต่ที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นหน้าตาของ RoboCas ที่มีหน้าจอแสดงผลอยู่ด้านหน้า แสดงดวงตาสื่ออารมณ์และข้อมูลต่างๆ ซึ่งภายในรถมี AI เพื่อสังเกตสิ่งรอบตัว และนำเสนออามรณ์ต่างๆ ออกมา เพื่อให้ RoboCas สามารถเข้ากับสังคมของมนุษย์ได้อย่างน่าเอ็นดู

ที่บอกว่า Honda RoboCas Concept นั้นมีจุดเริ่มต้นที่ไทยเพราะว่าวิศวกรชาวญี่ปุ่นฮอนด้านั้นมาทำงานที่ประเทศไทย แถมชอบทานสตรีทฟู้ดเป็นพิเศษ เลยกลับไปออกแบบรถเข็นใหม่ให้ล้ำขึ้น เผื่อในอนาคตจะได้ช่วยพัฒนาการใช้ชีวิตของคนไทยได้ครับ

UNI-CUB β ยานพาหนะส่วนบุคคลแห่งอนาคต

เราว่าโซนของ UNI-CUB β นั้นเป็นโซนที่น่าสนุกที่สุดแล้วในบูธฮอนด้าปีนี้ครับ เพราะเราจะมีโอกาสได้ทดลองขับเจ้า UNI-CUB β ของจริง ที่บางคนอาจจะเห็นมาแล้วจาก MV เพลง I Won’t Let You Down ของวง OK Go แต่วันนี้เราได้ขับจริง มันน่าสนุกกว่านั่งดูเอ็มวีตั้งเยอะ

UNI-CUB β พัฒนาขึ้นมาจากแนวคิด “การกลมกลืนร่วมกับผู้คน” จึงทำให้ UNI-CUB β เป็นยานพาหนะที่ผู้ขับไม่ต้องใช้มือในการควบคุมทิศทาง อาศัยการขยับตัว เอียงตัวเพื่อให้รถเคลื่อนที่เท่านั้น ซึ่ง UNI-CUB β สามารถเคลื่อนที่ได้หลายทิศทาง ทั้งแนวตรง แนวข้างหรือแนวทะแยง ทำให้สามารถเดินทางท่ามกลางผู้คนได้อย่างกลมกลืนและปลอดภัย

รากฐานของการพัฒนา UNI-CUB β นั้นอิงมาจากความรู้จากการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ Asimo ของฮอนด้า จนได้ออกมาเป็นระบบปฎิบัติการ ROS หรือ Robot Operation System ที่สั่งงานอยู่เบื้องหลัง แถมยังมี API เพื่อควบคุม UNI-CUB β ในรูปแบบต่างๆ ได้ ทั้งการควบคุมจากระยะไกล หรือโปรแกรมเส้นทางเอาไว้ล่วงหน้า สำหรับการรับส่งแขกไปยังสถานที่ที่ต้องการ

สงสัยไหมว่าทำไม Honda ทุ่มเทพัฒนาเทคโนโลยีล้ำยุคขนาดนี้

ถ้าย้อนอ่านประวัติการก่อตั้งบริษัทฮอนด้าของคุณ โซอิจิโร ฮอนด้า จะพบว่าที่ฮอนด้าเติบโตมาถึงทุกวันนี้ และมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับโลกอนาคตนั้น เป็นพลังจากความฝันล้วนๆ

“ครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นรถยนต์ มันช่างเป็นสิ่งที่น่าประทับใจอย่างสุดพรรณนา…วันนั้นสิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าทำได้ คือ สูดดมเอากลิ่นอายของมันกลับบ้าน และตั้งใจว่าสักวันหนึ่ง…จะสร้างรถยนต์ด้วยตัวเองให้ได้”โซอิจิโร ฮอนด้า ผู้ก่อตั้งบริษัทฮอนด้า มอเตอร์ กล่าวไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง

เราคงคุ้นเคยกับสโลแกน The Power of Dreams ที่เป็นตัวแทนความฝันของฮอนด้าให้เติบโตขึ้นนับตั้งแต่ที่คุณฮอนด้าได้สร้างรถจักรยานที่มีเครื่องยนต์สำเร็จในปีพ.ศ. 2491 ตอนนี้ Honda กำลังมุ่งไปสู่ความฝันต่อไปใน Honda Vision 2030 ภาพอนาคตอีก 12 ปีต่อจากนี้ ที่มนุษย์และยานพาหนะจะเกื้อกูลส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งภาพความฝันของโลกที่สดใส มลภาวะจากยานพาหนะต่างๆ ลดลง ภาพความฝันที่ชีวิตของทุกคนจะปลอดภัยขึ้นจากเทคโนโลยีที่ดูแลทั้งชีวิตบนรถ และชีวิตบนท้องถนน รวมถึงความฝันของรถยนต์ไร้คนขับที่น่าจะเป็นจริงได้เร็วๆ นี้

จากความฝันที่ฮอนด้ามี สู่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ฮอนด้าพัฒนา เพื่ออนาคตจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้นไงครับ

เลี้ยวกลับมาหาปัจจุบัน Honda นำรถยนต์รุ่นปัจจุบันรุ่นไหนมาไฮไลท์ในงานมอเตอร์โชว์ปีนี้บ้าง

เราพามาดูเทคโนโลยีล้ำยุคของฮอนด้ามาหลายตัวนะครับ ที่นี้มาดูรถยนต์ปัจจุบันที่นำมาไฮไลท์ในงานปีนี้ และสามารถสั่งจองซื้อหากันได้เลย ตัวแรกเด่นสุดแล้วคือ Honda Civic Hatchback 5 ประตู สีแดงแรลลี่ ที่แบบเป็นสีแดงสด สวยโชติช่วงมาก คือหน้าตารถ Civic มันก็ดูล้ำอยู่แล้ว มาเจอสีแบบนี้อีกมันเท่มาก

Honda BR-V

และอีก 2 รุ่นที่น่าสนใจสำหรับคนรักรถแนวสปอร์ตคือ Honda BR-V Sport Package ชุดตกแต่งพิเศษที่ดูดุดันขึ้นไปอีก และ Honda Brio Amaze Black Sport Edition สีดำเข้ม ตกแต่งเส้นสายดูปราดเปรียว

Honda Brio Amaze

นอกจากรถ 3 รุ่นเด่นนี้แล้ว ทางฮอนด้าก็ได้นำรถรุ่นปัจจุบันรุ่นอื่นมาจัดแสดงให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับชม และสั่งจองกัน บอกได้เลยว่าต้องจับตามองฮอนด้ากันให้ดีจริงๆ ว่าฮอนด้าจะนำเทคโนโลยีอนาคต ล้ำๆ หลายๆอย่างมาลงกับรถรุ่นปัจจุบันแบบเต็มรูปแบบ เพื่อมาทำให้ตลาดยานยนต์บ้านเราคึกคักได้เมื่อไหร่ เรามารอลุ้นไปด้วยกันนะครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวยานยนต์

Honda โชว์ของ อวดรถ Fuel Cell ตัวจริง และ UNI-CUB β ในมอเตอร์โชว์ 2018

Published

on

Honda Clarity Fuel Cell

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมเปิดมุมมองใหม่ ด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต จัดแสดงที่สุดแห่งเทคโนโลยีเพื่อการขับเคลื่อนและเพิ่มศักยภาพการใช้ชีวิตในโลกอนาคตครั้งแรกในประเทศไทย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2018 ครั้งที่ 39 พบกับ “ฮอนด้า คลาริตี้ ฟิวเซลล์” ยนตรกรรมพลังงานไฮโดรเจนปราศจากไอเสีย พร้อมอวดรถ “ยูนิ-คับ เบต้า” (UNI-CUB β) พาหนะส่วนบุคคลเพื่อการเคลื่อนที่รอบทิศทางที่พัฒนาต่อยอดจากหุ่นยนต์อัจฉริยะ “อาซิโม” และสัมผัส “ฮอนด้า โรโบแคส” รถเข็นอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและสามารถปรับฟังก์ชั่นการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ

New Honda Civic Hatchback – RED

พร้อมตอกย้ำจิตวิญญาณความสปอร์ตด้วยยนตรกรรมคุณภาพจากฮอนด้า ได้แก่ “ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก” 
สีใหม่ สีแดงแรลลี่ ที่จะมาปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ตของฮอนด้าอย่างเต็มขั้น รวมถึง “ฮอนด้า 
บีอาร์-วี” สปอร์ต แพคเกจ ที่มาพร้อมชุดแต่งเสริมความแกร่ง โฉบเฉี่ยว ในสไตล์สปอร์ต และ “ฮอนด้า บริโอ้ อเมซ” ใหม่ แบล็ก สปอร์ต สเปเชียล อิดิชัน อีโคคาร์ระดับพรีเมียมกับชุดอุปกรณ์ตกแต่งจากโมดูโล่ เอาใจ
ผู้ที่ชื่นชอบความสปอร์ตเร้าใจ

พบกับเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อการขับเคลื่อนและการใช้ชีวิตที่นำมาจัดแสดงและนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะเปิดมุมมองใหม่ให้แก่คุณ อีกทั้งยนตรกรรมฮอนด้ารวม 12 รุ่น ที่มาพร้อมข้อเสนอพิเศษจากแคมเปญ “ฮอนด้า ด้วยรักและขอบคุณ” ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2018 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. – 8 เม.ย. นี้

Honda UNI-CUB ยานพาหนะสุดเก๋ใน MV ของ OK Go

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวยานยนต์

รู้จัก Nissan e-Power ระบบ Hybrid จากนิสสัน

Published

on

ในช่วงระหว่างที่รถไฟฟ้ายังไม่เกิดเต็มตัวในเมืองไทย จากข้อจำกัดด้านราคารถและโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องติดตั้งจุดชาร์จไฟความเร็วสูงทั่วประเทศ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในบ้านเราก็ผลักดันเทคโนโลยี Hybrid เพื่อเป็นทางเลือกที่ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าในช่วงนี้ ซึ่งเทคโนโลยี Hybrid ตัวล่าสุดจากนิสสันคือ e-Power ครับ

เครื่องยนต์ลูกสูบเดิมอยู่ด้านซ้าย และระบบ e-power อยู่ด้านขวา

รถรุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์ e-Power คือ Nissan Note รุ่นพิเศษที่เปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2016 ในญี่ปุ่น และขายดีเป็นเทน้ำเทท่า โดยนำเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้าจาก Nissan Leaf มาใช้ แต่แทนที่จะใช้แบตเตอรี่ลูกใหญ่ราคาแพงเพื่อเก็บไฟ e-Power กลับใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็กความจุ 1.5 kWh (ของ Nissan Leaf Gen 2 จุ 40 kWh) เพื่อสำรองไฟที่ผลิตจากเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 3 สูบที่อยู่ข้างๆ กันแทน

ความแตกต่างของระบบ e-Power จากนิสสันจากระบบ Hybrid ทั่วไปคือระบบขับเคลื่อนรถทั้งหมดจะทำงานด้วยกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้รูปแบบการขับขี่ของ Nissan Note e-Power นั้นเหมือนรถไฟฟ้าเลย แรงบิดสูง 254 Nm ทำให้ออกตัวแรง ขับเคลื่อนได้เงียบ ให้พลัง 109 แรงม้า และประหยัดน้ำมัน 34 กิโลเมตร/ลิตร

แต่ Nissan Note e-Power ยังไม่มีกำหนดวางตลาดในไทยครับ เพราะยังคุยเรื่องประเด็นภาษีกับภาครัฐอยู่ว่าจะต้องไปลงหมวดไหน ภาษีเกณฑ์ไหน ก็หวังว่าจะรอไม่นานนะ

ด้านในรถ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!