Connect with us

ข่าวยานยนต์

BMW เผยวิสัยทัศน์ยนตรกรรมไฟฟ้า พร้อมร่วมกับไมโครซอฟท์เพื่อพัฒนาการเชื่อมต่อ

Published

on

BMW Group ประเทศไทย เปิดตัว BMW ConnectedDrive บริการและแอพพลิเคชั่นเพื่อการเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับ กับยานยนต์และโลกภายนอก โดยฟีเจอร์ล่าสุดนี้จะตอบโจทย์การใช้งานของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในตระกูล BMW iPerformance พร้อมแนะนำเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม Open Mobility Cloud ของบีเอ็มดับเบิลยู ร่วมกับระบบคลาวด์อัจฉริยะระดับโลก Microsoft Azure ที่ช่วยให้ BMW ConnectedDrive มอบประสบการณ์สะดวกสบายและความปลอดภัยระดับพรีเมียมอย่างเต็มประสิทธิภาพ

(ซ้าย) ดร. อเล็กซานเดอร์ คอเทช หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู i, มร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 

ปี พ.ศ. 2561 นั้นครบรอบ 20 ปีของ BMW ConnectedDrive โดยเรายังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวต่อไปในฐานะผู้บุกเบิกการให้บริการดิจิทัลสำหรับยนตรกรรมในระดับสากล บริการของเราคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้งาน ปัจจุบันแอพพลิเคชั่น BMW Connected มีผู้ใช้งานมากกว่า 2.3 ล้านคน และมีรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูกว่า 10 ล้านคันใน 45 ประเทศทั่วโลกที่มีการเชื่อมต่อด้วยฟีเจอร์ของระบบ BMW ConnectedDrive การเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่สำหรับ BMW ConnectedDrive ในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวหนึ่งในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยในประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ NUMBER ONE > NEXT ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ซึ่งมุ่งปูรากฐานอันแข็งแกร่งไปสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมในโลกดิจิทัลมร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

ด้วยบริการ BMW ConnectedDrive สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance ผู้ใช้งานจะสามารถควบคุมระบบต่างๆ ของรถได้จากระยะไกล อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับรถได้ผ่านแอพพลิเคชั่น BMW Connected บน iPhone โดยบริการใหม่สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอินไฮบริด ได้แก่

  • การแสดงสถานะรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสถานะและระดับของแบตเตอรี่ ระยะทางที่คาดว่าจะแล่นได้ด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เหลืออยู่ และข้อมูลเกี่ยวกับการบำรุงรักษารถได้จากทุกที่ ทุกเวลา
  • การควบคุมการชาร์จพลังงานไฟฟ้าและระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารจากระยะไกล ผู้ใช้งานสามารถเปิด/ปิดเครื่องปรับอากาศในห้องโดยสารได้ผ่านทางสมาร์ทโฟน หรือตั้งเวลาเปิด/ปิดล่วงหน้าให้ตรงกับเวลาที่ต้องการออกเดินทาง และหากรถยนต์เชื่อมต่ออยู่กับสถานีชาร์จ ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมการชาร์จด้วยการตั้งเวลาที่ต้องการได้ เพื่อเลือกให้ชาร์จไฟฟ้าในช่วง off peak หรือในช่วงเวลาที่มีความต้องการในการใช้ไฟฟ้าน้อยและมีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ
  • ระบบการนำทาง ที่สามารถค้นหาและนำทางไปยังสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดได้อีกด้วย
  • การประมวลและแสดงผลข้อมูลการขับขี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ของแต่ละบุคคล โดยวิเคราะห์รูปแบบการขับขี่และควบคุมรถยนต์บนท้องถนน

ในโอกาสนี้ ดร. อเล็กซานเดอร์ คอเทช หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู i ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ บีเอ็มดับเบิลยู i ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปด้วย

“ในการสร้างสรรค์ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่อยู่บนพื้นฐานแนวคิดของความยั่งยืน ซึ่งในขณะที่ความนิยมในยานยนต์ไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก และยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอีกมากในอนาคต บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จึงมีความมุ่งมั่นที่จะตอบรับความต้องการของผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพและฉับไว ด้วยการสร้างสายการประกอบรถยนต์ที่มีความยืดหยุ่นที่สุด โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ระบบไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ ระบบปลั๊กอินไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาป จะใช้สายการประกอบร่วมกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ว่าบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จะสามารถรองรับความต้องการในเรื่องของรุ่นรถยนต์และระบบขับเคลื่อนที่แตกต่างของผู้ขับขี่ได้ทุกที่ทุกเวลา”

ดร. อเล็กซานเดอร์ คอเทช หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู i

ภายในปี พ.ศ. 2568 บีเอ็มดับเบิลยู i จะมีรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 25 รุ่น ประกอบไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ถึง 12 รุ่น ขณะที่แบรนด์และสายผลิตภัณฑ์อื่นๆ ภายใต้ความดูแลของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ก็ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จต่อไป

Microsoft Azure พื้นฐานระบบคลาวด์ของ BMW ConnectedDrive

(ซ้าย) ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด,  มร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย, ดร. อเล็กซานเดอร์ คอเทช หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู i

ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ ระบบคลาวด์อัจฉริยะที่มาพร้อมความปลอดภัยระดับโลก ช่วยให้ BMW ConnectedDrive สามารถทำการวิเคราะห์และเรียนรู้จากข้อมูลปริมาณมหาศาลที่บันทึกจากการขับขี่รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู โดยระบบ Open Mobility Cloud ของบีเอ็มดับเบิลยูได้เลือกใช้แพลตฟอร์ม ไมโครซอฟท์ อาซัวร์เป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาบริการอัจฉริยะ เพื่อส่งเสริมให้เกิดประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่มากมาย ที่ไม่เพียงเชื่อมโยงตัวรถเข้ากับสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคอนเทนต์และระบบเครือข่ายอีกมากมายจากภายนอก

กระบวนการปฏิรูปด้วยดิจิทัลกำลังผลักดันให้ทุกอุตสาหกรรมและทุกองค์กรทั่วโลกต่างต้องพลิกรูปแบบการทำธุรกิจเพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น เป็นที่คาดการณ์กันว่าในปี พ.ศ. 2563 รถยนต์ใหม่ในตลาดโลกกว่า 90% จะมาพร้อมกับคุณสมบัติการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์หรือโลกภายนอก ซึ่งทั้ง BMW ConnectedDrive และแพลตฟอร์ม Open Mobility Cloud ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ปูทางไปสู่ประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตนายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด

ระบบคลาวด์ ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ เป็นแพลตฟอร์มเปิดที่พร้อมรองรับการพัฒนาต่อยอดในทุกระดับ พร้อมมอบศักยภาพให้ผู้ผลิตรถยนต์ได้สร้างสรรค์บริการและคุณสมบัติอัจฉริยะอย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อเสริมให้รถยนต์สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านการขับขี่ที่แตกต่างกันไปในแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังเปิดประตูไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต โดยแพลตฟอร์ม ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ เป็นระบบคลาวด์ที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด ด้วยการรองรับมาตรฐานระดับโลกและระดับอุตสาหกรรมในด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลมากกว่า 70 มาตรฐาน

บริการใหม่ข้างต้นจาก BMW ConnectedDrive สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance จะมาพร้อมกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป โดยรุ่นที่รองรับประกอบด้วย บีเอ็มดับเบิลยู 330e บีเอ็มดับเบิลยู 530e และบีเอ็มดับเบิลยู 740Le ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ BMW.co.th

BMW ไทยสร้างสถิติยอดขายรถไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์

มร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยอัตราการเติบโตของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่สูงกว่าปีก่อนหน้ามากถึง 269% และในปีนี้ ตลาดรถยนต์ในเซกเมนต์ปลั๊กอินไฮบริดยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งเช่นกัน ด้วยยอดการส่งมอบที่เพิ่มขึ้นถึง 44% ในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 2561 ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ก็ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดขายในสี่เดือนแรกของปี ที่สูงเป็นประวัติการณ์กว่า 3,511 คัน หรือเพิ่มขึ้น 20% จากปีที่แล้ว ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยังสามารถทุบสถิติยอดการส่งมอบรถมอเตอร์ไซค์ที่ 690 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 50% จากช่วงเดียวกันของปี 2560

ในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจด้วยอัตราการเติบโตถึง 41.7% จากยอดการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริด 36,692 คันทั่วโลกในเดือนมกราคมถึงเมษายน 2561 โดยเฉพาะในประเทศจีน ที่ประสบความสำเร็จด้วยอัตราการเติบโตแบบปีต่อปีที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 646.7% ด้วยยอดการส่งมอบรวม 3,181 คันในสี่เดือนแรกของปี

โครงการ ChargeNow สร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้าทั่วไทย

นอกจากนี้ เพื่อรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และตอบรับแผนระยะยาวของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ที่ได้ตั้งเป้ายอดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในประเทศไทยไว้ 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรในโครงการ ChargeNow จึงได้เดินหน้าขยายเครือข่ายการให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะในโครงการ ChargeNow อย่างต่อเนื่อง

หลังจากที่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ทีผ่านมา ซึ่งในปัจจุบันมีสถานีให้บริการทั้งหมด 14 หัวจ่ายทั่วประเทศไทย และเตรียมติดตั้งเพิ่มอีก 36 หัวจ่าย ภายในปี 2561 ด้วยเป้าหมายที่จะติดตั้งให้ครบทั้งหมด 50 หัวจ่ายในโครงการ ChargeNow ภายในปีนี้ โดยวางแผนการติดตั้งสถานีทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และสถานีในภูมิภาค โดยเฉพาะในจังหวัดหลักทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อรวมกับสถานีอัดประจุไฟฟ้าอีก

50 แห่ง ณ ศูนย์บริการของผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จะมีสถานีอัดประจุไฟฟ้ารวมทั้งหมดถึง 100 แห่ง ภายในสิ้นปี 2561 นี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวยานยนต์

ลุยงาน BMW FLEET REVIEW 2018 ทดลองขับบีเอ็มดับเบิลยูหลากซีรี่ส์ พร้อมนวัตกรรม BMW ConnectedDrive

Published

on

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เปิดประสบการณ์การขับขี่ครั้งยิ่งใหญ่ ยกทัพยนตรกรรมพรีเมียมจากบีเอ็มดับเบิลยูจากหลายซีรี่ส์มาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ทีมงานแบไต๋ได้ทดลองขับครบทุกซีรี่ส์ตั้งแต่ตัวเล็กสุด ไปจนตัวท็อป ๆ บอกเลยว่ารถรุ่นใหม่นี้เครื่องแรงตอบสนองทีมงานเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังได้ทดสอบเทคโนโลยีใหม่ BMW ConnectedDrive ที่เชื่อมรถเข้ากับสมาร์ทโฟนได้อย่างดี

ประสบการณ์ขับขี่รถ BMW จากทีมงานแบไต๋

จากที่ทีมงานแบไต๋ได้เข้าร่วมสัมผัส BMW ทุกซีรีส์ที่มาจัดใชว์ในงานนั้น แต่ละซีรีส์ก็จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แตกต่างกันไป แต่ทุกรุ่นก็ยังแฝงความเป็นสปอร์ตครบถ้วน เพิ่มเติมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้นโดยเฉพาะ BMW ConnectedDrive ที่ตอบโจทย์กับผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

ทุกรุ่นมีสมรรถนะการขับขี่ที่จัดจ้าน ช่วงล่างหนึบตามสไตล์ BMW โดยเฉพาะรุ่น M SPORT ที่ออกแบบเซตช่วงล่างมาดีมาก ช่วงล่างเฟิร์มแน่นแต่ไม่กระด้าง พวงมาลัยคมควบคุมแม่นยำ ข้อสังเกตรุ่น 520d sport เมื่อเข้าโค้ง ยังมีอาการหวิวๆ บ้าง แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใด และทีมงานได้มีโอกาสลองขับ Slalom test ของเจ้าตัว M2 coupe ที่จะต้องขับซิกแซกผ่านไพล่อนเพื่อลอง Handling ที่ความเร็ว 60 กม./ชม (ในโหมด sport+) ถือว่าหนึบควบคุมง่าย เบรคสั่งได้ดั่งใจ ตัวนี้ถึงแม้จะเป็นตระกูล M น้องเล็ก แต่ก็จัดเต็มทุกการขับขี่ เรามาดูกันว่ามีรุ่นไหนบ้างที่มีให้ทดลองขับ

BMW 320d M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport  เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ส่งกำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรได้ภายใน 7.2 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

BMW 330e M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport  รุ่นนี้ประหยัดน้ำมันด้วยเทคโนโลยี iPerformance ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ขุมพลังเบนซิน 4 สูบ BMW TwinPower Turbo สามารถส่งกำลังสูงสุดที่ 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า พร้อมแรงบิด 290 นิวตันเมตร  ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ามอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 65 กิโลวัตต์ / 89 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ให้สมรรถนะที่พร้อมตอบสนองในเสี้ยววินาทีตามสไตล์ระบบส่งกำลังไฟฟ้า ทำงานประสานกันระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 8 จังหวะเพื่อให้ขับขี่ ได้สนุก ทันใจ

โดยสามารถเลือกขับขี่โดยใช้พลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ที่ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนโหมดไฮบริด บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรได้ในเวลาเพียง 6.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อใช้งานร่วมกัน เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าชุดนี้จะมอบกำลังสูงถึง 185 กิโลวัตต์ / 252 แรงม้า ทั้งยังประหยัดน้ำมันด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 55.6 กิโลเมตรต่อลิตรและลดระดับมลภาวะในการขับขี่อัตราการปล่อย CO2 ที่ 42 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น

BMW 430i Convertible M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พร้อมมอบกำลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์ / 252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 ที่ 147 กรัมต่อกิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.3 วินาที และเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

BMW 520d Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 520 Sport เครื่องยนต์ดีเซล BMW TwinPower Turbo 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ส่งกำลังสูงสุดที่ 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 7.5 วินาที เร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 สปีด มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 20 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 เพียง 132 กรัมต่อกิโลเมตร

BMW 530e M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุดถึง 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า มาพร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 290 นิวตันเมตร ในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 83 กิโลวัตต์ / 133 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 250 นิวตันเมตร เมื่อร่วมกัน เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะให้กำลังรวมสูงสุดถึง 185 กิโลวัตต์ / 252 แรงม้า และแรงบิดรวมสูงสุดกว่า 420 นิวตันเมตร ด้านอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 55.6 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อย CO2 ที่ 41 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้เวลาเพียง 6.2 วินาที และเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

BMW 630d GT M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 630d GT M Sport เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบที่เป็นหัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู เสริมกำลังด้วยเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ล้ำสมัย ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic มอบพละกำลังสูงสุดที่ 195 กิโลวัตต์ / 265 แรงม้า พร้อมให้แรงบิดสูงสุดที่ 620 นิวตันเมตร จึงเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 6.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 17.7 กิโลเมตรต่อลิตร และ 149 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น

X2 sDrive20i M Sport X

บีเอ็มดับเบิลยู X2 sDrive20i M Sport X เครื่องยนต์เบนซิน เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 192 แรงม้า ที่ 5,000-6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตรที่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที เมื่อจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ Steptronic คลัตช์คู่ 7 จังหวะ มีอัตราเร่ง 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 7.7 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 227 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมทั้ง หลังคากระจกแบบ Panorama สองส่วนหน้า เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า รวมถึงหน้าจอ Control Display ขนาด 8.8 นิ้ว ปุ่มควบคุม iDrive พร้อมระบบสัมผัส ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่ที่กระจกหน้าฝั่งคนขับ และวิทยุพร้อมการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth

X3 xDrive20d M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport มาพร้อมช่วงล่าง M Sport ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลทรงพลัง 4 สูบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic ให้กำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ส่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลา 8 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 213 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 17.6 กิโลเมตรต่อลิตร และระดับการปล่อย CO2 เฉลี่ยที่ 150 กรัมต่อกิโลเมตร ทั้งนี้ยังมีหน้าจอ 10.25 นิ้ว และระบบการสั่งงานอัจฉริยะ BMW Gesture Control เป็นทั้งระบบนำทางและระบบบันเทิงสื่อสาร ผ่านการเคลื่อนไหวของมือ หรือการสั่งงานด้วยเสียง

M2 Coupe


บีเอ็มดับเบิลยู M2 Coupe ออกแบบมาเพื่อการขับขี่แบบสปอร์ตโดยเฉพาะ มาพร้อมขุมกำลัง BMW M TwinPower Turbo 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 370 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดความเร็วสูงสุด 465 นิวตันเมตร ที่ 1,400 – 5,560 รอบต่อนาที มีอัตราเร่ง 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 4.3 วินาทีและมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ควมคุมด้วยเกียร์อัตโนมัติ M แบบคลัตช์คู่ 7 จังหวะตอบสนองการขับขี่แบบรถแข่ง

M4 Coupe

บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe โดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์ M ซึ่งซะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับรถยนต์สไตล์สปอร์ตตระกูล M ที่มีเครื่องยนต์เป็นหัวใจสำคัญ โดยเครื่องยนต์เบนซิน BMW M TwinPower Turbo 6 สูบในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 เทอร์โบคู่ กำลังสูงสุดถึง 431 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร ที่ 1,850-5,500 รอบต่อนาที มากกว่าแรงบิดสูงสุดของ M3 ประมาณ 40 % แต่สามารถลดอัตราสิ้นเปลืองพลังงานและอัตราการปล่อยมลพิษได้ถึง 25 % ที่เฉลี่ย 12.3 กิโลเมตรต่อลิตร ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ M แบบคลัทช์คู่ 7 จังหวะ และสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 4.1 วินาที ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบคลัชท์คู่ M 7 สปีด

รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด

การแสดงสถานะรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด

ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสถานะและระดับของแบตเตอรี่ ระยะทางที่คาดว่าจะแล่นได้ด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เหลืออยู่ และข้อมูลเกี่ยวกับการบำรุงรักษารถได้จากทุกที่ ทุกเวลา

การควบคุมการชาร์จพลังงานไฟฟ้าและระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารจากระยะไกล

ผู้ใช้งานสามารถเปิด/ปิดเครื่องปรับอากาศในห้องโดยสารได้ผ่านทางสมาร์ทโฟน หรือตั้งเวลาเปิด/ปิดล่วงหน้าให้ตรงกับเวลาที่ต้องการออกเดินทาง และหากรถยนต์เชื่อมต่ออยู่กับสถานีชาร์จ ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมการชาร์จด้วยการตั้งเวลาที่ต้องการได้ เพื่อเลือกให้ชาร์จไฟฟ้าในช่วง off peak หรือในช่วงเวลาที่มีความต้องการในการใช้ไฟฟ้าน้อยและมีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ

ระบบการนำทางที่สามารถค้นหาและนำทางไปยังสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดได้อีกด้วย

การประมวลและแสดงผลข้อมูลการขับขี่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ของแต่ละบุคคล
โดยวิเคราะห์รูปแบบการขับขี่และควบคุมรถยนต์บนท้องถนน

BMW ConnectedDrive

อีกหนึ่งบริการพื้นฐานของ BMW ConnectedDrive คือ Intelligent Emergency Call ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ติดต่อกับศูนย์บริการฉุกเฉินของบีเอ็มดับเบิลยูทางโทรศัพท์เพียงแค่กดปุ่ม SOS ซึ่งสามารถรองรับการบริการได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หรือในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ระบบเซ็นเซอร์การชนจะส่งสัญญาณแจ้งตำแหน่งพิกัดรถ หมายเลขตัวถัง ชนิดของการชน สถานะของถุงลมนิรภัย และเข็มขัดนิรภัย ไปยังศูนย์บริการโดยอัตโนมัติเพื่อการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ผู้ใช้งาน BMW ConnectedDrive สามารถเลือกเพิ่มบริการและแอพพลิเคชั่นตามความต้องการของตนได้ ผ่าน BMW ConnectedDrive Store Concierge Servicesที่สุดของการบริการกับผู้ช่วยส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมง ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูลทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นไดเรกทอรีเบอร์โทรศัพท์ สถานที่ที่น่าสนใจ เวลาเปิดทำการของสถาบันทางวัฒนธรรม ข้อมูลเที่ยวบิน การแนะนำร้านอาหาร โรงแรม ร้านขายยา สนามกอล์ฟ หรือธนาคารที่อยู่ใกล้ที่สุด โดยผู้ใช้งานสามารถโอนย้ายที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ไปยังระบบนำทางของรถได้โดยตรงพร้อมแสดงเส้นทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการผ่านระบบนำทางภายในรถในทันที ผ่านซิมการ์ดที่ถูกติดตั้งไว้ในรถยนต์

Apple CarPlay Supportเข้าถึงฟีเจอร์และแอพพลิเคชั่นโปรดใน iPhone จากรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านการเชื่อมต่อทาง Bluetooth ไม่ว่าจะฟังเพลง รับสายโทรศัพท์ หรือการใช้งานแผนที่ Apple Map, iMessage และแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ จาก iPhone ผ่านการสัมผัสหน้าจอ Control Display ระบบควบคุม iDrive หรือระบบสั่งการด้วยเสียง Siri

ระบบนำทางพร้อมข้อมูลการจราจรจาก Real-Time Traffic Information (RTTI) ที่สามารถแสดงข้อมูลสภาพการจราจรแบบนาทีต่อนาที เพื่อแนะนำเส้นทางไปยังจุดหมายที่รวดเร็วที่สุด พร้อมแสดงสภาพอากาศบนแต่ละเส้นทาง ผ่านทั้งระบบนำทางภายในรถและแอพพลิเคชั่น BMW Connected

Web Radio ฟังเพลงโปรดผ่านวิทยุออนไลน์กว่าหมื่นสถานีจากทั่วโลก หรือเลือกฟังเพลงจากสถานีวิทยุส่วนตัวบนอินเตอร์เน็ตอย่าง Spotify ได้อย่างง่ายดายผ่านการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน

BMW Online ติดตามข้อมูลข่าวสารและสภาพอากาศล่าสุดจาก RSS feed และข้อมูลสภาพอากาศประจำวันโดยละเอียด รวมถึงพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 4 วัน และยังมีบริการ Online Search ที่สามารถค้นหาตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่ต่าง ๆ และส่งข้อมูลไปยังระบบนำทางในรถโดยอัตโนมัติ

Remote Services เข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ของรถยนต์ เช่น ระยะทางหรือสถานะของหน้าต่างและประตูจากแอพพลิเคชั่น BMW Connected บนโทรศัพท์ หรือเว็บไซต์ BMW ConnectedDrive ซึ่งบริการนี้ยังสามารถควบคุมระบบปรับอากาศและระบบไฟจากระยะไกลได้เพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดมากยิ่งขึ้นในทุกที่และทุกเวลา ผู้ใช้งานยังสามารถเชื่อมต่อบริการBMW ConnectedDrive เข้ากับแอพพลิเคชั่น BMW Connected เพื่อใช้งานเทคโนโลยีล้ำสมัยของบีเอ็มดับเบิลยูได้อย่างเต็มประสิทธิภาพผ่านทาง iPhone หรือ Apple Watch ซึ่ง BMW Connected มาพร้อมบริการที่สามารถอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้งาน ได้แก่

BMW Connected Send To Car ส่งข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของจุดหมายปลายทางที่ค้นหาไว้ทางอินเตอร์เน็ตหรือสมาร์ทโฟน หรือข้อมูลนัดหมายการประชุมจากปฏิทิน ไปยังระบบนำทางในรถยนต์ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย

Time-To-Leave Notification

แอปพลิเคชั่น BMW Connected จะแจ้งเตือนเวลาที่ควรออกเดินทางผ่านทางสมาร์ทโฟน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานจะเดินทางถึงที่หมายได้ทันเวลา โดยระบบจะคำนวณเวลาในการเดินทางจากตำแหน่งของรถและสภาพการจราจรในช่วงเวลานั้นแสดงภาพพื้นที่โดยรอบของรถที่จอดอยู่ด้วยภาพสามมิติ โดยสามารถเลือกมุมมองต่าง ๆ ได้ผ่านทาง iPhone

สรุปราคารถ BMW

  • BMW​ 320d M Sport  ราคา 2,459,000 บาท
  • BMW 330e M Sport  ราคา 2,759,000 บาท
  • BMW 430i Convertible M Sport  ราคา 4,259,000 บาท
  • BMW 520d Sport  ราคา 3,439,000 บาท
  • BMW 530e M Sport  ราคา 3,939,000 บาท
  • BMW​ 630d GT M Sport  ราคา 4,739,000 บาท
  • BMW X2 sDrive20i M Sport X  ราคา 2,999,000 บาท
  • BMW X3 xDrive20d M Sport  ราคา 3,799,000 บาท
  • BMW M2 Coupe  ราคา 5,939,000 บาท
  • BMW M4 Coupe  ราคา 8,909,000 บาท

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวยานยนต์

เปิดตัว ALL NEW MG3 เติมเต็มทุกความสนุก “มองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง”

Published

on

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเปิดตัว ALL NEW MG3  แฮทช์แบ็คหลากสีสันสดใส มิติใหม่ของความสนุกด้วยเอกลักษณ์ของ ALL NEW MG3 ที่มาพร้อมนิยามใหม่ “WE ARE FUN” : มองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง” พร้อมปรับโฉมด้วยการออกแบบที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ สีสันโดนใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะที่จะเพิ่มประสบการณ์ขับขี่ของคุณให้สนุกทุกเส้นทาง

ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตคนรุ่นใหม่ ที่มองโลกให้สนุกกับทุกจังหวะของการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง ALL NEW MG3 จึงถูกออกแบบภายใต้แนวคิด บริท ไดนามิค (BRIT DYNAMIC) ทำให้สมรรถนะ การควบคุม การออกแบบ และ ความปลอดภัย ในการขับขี่สนุกยิ่งขึ้น ด้วยการผสานดีไซน์ เทคโนโลยี สีสัน ความสะดวกสบาย และความคล่องแคล่วเข้าด้วยกัน ทำให้เราออกไปเห็นโลกในมุมมองใหม่ๆ ทุกวัน

  • ALL NEW MG3 มาพร้อมกับระบบอัจฉริยะ i-SMART ที่สามารถรองรับการสั่งการได้ด้วยเสียงภาษาไทย
  • พร้อมกับการอัพเดทฟังก์ชันใหม่บนแผนที่นำทางที่สามารถแนะนำร้านอาหาร และที่พัก
  • เพิ่มความสนุกอีกขั้นกับระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ออนไลน์เพื่อความสนุกทุกจังหวะในการขับขี่
  • โดยภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางยังเพียบพร้อมไปด้วยฟังก์ชันที่สร้างความสะดวกสบาย
  • และระบบความปลอดภัย SYNCHRONIZE PROTECTION SYSTEM 8 ฟังก์ชัน ที่ครบครันยิ่งขึ้น

เริ่มต้นด้วยราคา

  • รุ่น C ที่ราคา 519,000 บาท
  • รุ่น D ราคา 549,000 บาท
  • รุ่น X ราคา 589,000 บาท
  • และรุ่น V ราคา 629,000 บาท

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยเสียงตอบรับที่ดีของ MG3 ด้วยยอดขายถึง 17,000 คัน การเปิดตัว ALL NEW MG3 โฉมใหม่ในวันนี้ เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ALL NEW MG3 ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากรถต้นแบบอย่าง เอ็มจี อี-โมชั่น (E-Motion) รวมถึงการนำนวัตกรรม เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ตเข้าไว้ด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่พร้อมตอบโจทย์กับความสนุกและล้ำสมัยพร้อมเป็นผู้นำเทรนด์ รองรับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ในอนาคตที่ต้องการการขับขี่สนุกและปลอดภัย โดยเราคาดการณ์ว่า ALL NEW MG 3 จะมียอดจำหน่ายที่ 10,000 คัน ในปี 2561”

ALL NEW MG3 อัพเกรดความสนุกสไตล์อังกฤษรูปลักษณ์ใหม่ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร ให้สอดคล้องความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความคล่องตัว

  • จึงมาพร้อมกับกระจังหน้าใหม่ที่โดดเด่นขึ้น
  • พร้อมไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ (Projector Headlamp)
  • เติมความสดใสด้วยสีสันแนว บริท ดูโอ้ คัลเลอร์ สไตลิ่ง (Brit Duo Colour Styling)
  • และช่วยเปิดมุมมองความสนุกให้กว้างขึ้นกับหลังคา ซันรูฟ (Sunroof) แบบปรับไฟฟ้า
  • และเสริมบุคลิกความสนุกให้โดดเด่นด้วยไฟท้ายแบบแอลอีดี ไลท์ไกด์ (LED Light Guide)
  • การออกแบบด้านข้างที่ปราดเปรียวที่มีเส้นสายชัดเจนพาดจากด้านหน้าไปจนถึงซุ้มล้อหลัง
  • และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ แบบ Bi-Colour ขนาด 16 นิ้ว  ที่โดดเด่นสะดุดตา
  • ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบที่มีสไตล์ดูหรูหราสปอร์ตพรีเมียมขึ้น
  • กว้างขวางนั่งสบายทั้งที่นั่งแถวหน้า และแถวหลัง
  • ผสานเส้นสายกับสีสันของเบาะโดยสารลายโมเดิร์นกราฟิก
  • เบาะที่นั่งหลังสามารถปรับพับแยกส่วนในการเก็บสัมภาระแบบ 60:40 สร้างความสะดวกสบายได้อย่างลงตัว
  • สนุกมากขึ้นกับจอระบบสัมผัส ขนาด 8 นิ้ว ที่ให้เทคโนโลยีเติมความสนุกในทุกเส้นทาง ด้วยฟังก์ชันที่ใช้งานได้หลากหลายทั้งฟังเพลง ดูหนัง ค้นหาโรงแรมและร้านอาหาร
  • พร้อมกล้องมองหลังขณะถอย และสัญญาณเตือนระยะถอยหลังที่ช่วยเติมเต็มความสนุกของเราได้เสมอ
  • ALL NEW MG3 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ DOHC VTi-TECH ขนาด 1.5 ลิตร
  • ให้พละกำลัง 112 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที
  • ผสานการทำงานด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติใหม่เพื่อตอบสนองทุกการขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ

โดย เอ็มจี ยังตระหนักถึงความสำคัญสูงสุดของระบบความปลอดภัยใน ALL NEW MG3 เช่นเดียวกับรถยนต์ เอ็มจี รุ่นอื่นๆ

  • ด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย USD (Ultimate Stiffness Design) พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้า
  • และมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระบบความปลอดภัยแบบ SYNCHRONIZE PROTECTION SYSTEM รวม 8 ฟังก์ชัน ที่ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย
    1. ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS(Anti-Lock Braking System)
    2. พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution)
    3. ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
    4. ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
    5. เข้าโค้งอย่างมั่นใจด้วยระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง  CBC (Curve Brake Control)
    6. ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
    7. ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
    8. และระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน MSR (Motor Control Slide Retainer)

นอกจากนี้ระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ i-SMART

  • มาพร้อมกับการอัพเดทฟังก์ชันใหม่บนแผนที่นำทางที่สามารถแนะนำร้านอาหาร และที่พัก
  • เพิ่มความสนุกอีกขั้นกับเสียงเพลงจากศิลปินค่ายต่างๆผ่านระบบออนไลน์ ที่รองรับการแสดงผลผ่านหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว
  • รองรับการเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ พร้อมช่องเชื่อมต่อยูเอสบี (USB)
  • และยังสามารถรวบรวมข้อมูลที่มีความสำคัญและแจ้งต่อผู้ขับได้ตลอดเวลา เช่น ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง สภาพการทำงานของแบตเตอรี่ ถุงลมนิรภัย และสถานะประตู ผ่านสมาร์ทโฟน
  • พร้อมกับช่วยบอกตำแหน่งรถยนต์และแจ้งเตือนการสตาร์ทเครื่องที่ผิดปกติซึ่งอาจเกิดจากการโจรกรรม ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกระดับ
  • สำหรับลูกค้า NEW MG ZS สามารถอัพเดทฟังก์ชันใหม่ในระบบ i-SMART ได้ฟรีเช่นกันที่โชว์รูม ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน เป็นต้นไป
  • ALL NEW MG3 ยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครันที่สุดรุ่นหนึ่งในรถระดับเดียวกัน
    • ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
    • แผงคอนโซลโมเดิร์นกราฟิก
    • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วาง สายโทรศัพท์ด้วยปลายนิ้วสัมผัส มาพร้อมกับกุญแจรีโมท

ทั้งนี้ ALL NEW MG3 มีสีให้เลือก ทั้งหมด 5 สี ได้แก่

  1. สีเหลืองทิวดอร์ เยลโล่ (Tudor Yellow)
  2. สีแดง รูบี เรด (Ruby Red)
  3. สีฟ้ามารีนา บลู (Marina Blue)
  4. สีขาวอาร์กติกไวท์ (Arctic White)
  5. และสีดำแบล็คไนท์ (Black Knight)  พร้อมกันนี้

ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ ALL NEW MG3

  • จะได้รับแพ็คเกจใช้งานระบบอัจฉริยะ i-SMART ฟรี เป็นระยะเวลา 5 ปี
  • และได้รับความอุ่นใจกับการบริการแพสชั่น เซอร์วิส (Passion Service) ด้วยการรับประกันคุณภาพนาน 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance)
  • และการให้คำแนะนำผ่านศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ 1267 (MG Call Centre 1267)
  • รวมไปถึงบริการเช็คระยะนอกสถานที่ (Mobile Services)

ผู้สนใจสามารถสัมผัส ALL NEW MG3 ได้ที่ผู้แทนจำหน่าย เอ็มจี ทั่วประเทศ หรือพบกันที่บูธ A02 ในงาน ฟาสต์ ออโต้โชว์ 2018 (FAST AUTOSHOW 2018) ในวันที่ 27 มิถุนายน ถึง 1 กรกฎาคมนี้ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา สามารถรับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.mgcars.com

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวยานยนต์

พาทัวร์เทคโนโลยีสุดล้ำที่บูธ Honda จากความฝันเพื่อการใช้ชีวิตที่ดี ในงาน Motor Show 2018

ในบูธ Honda ที่งาน Motor Show 2018 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ถึง 8 เมษายน 61 มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ทีมงานแบไต๋เจาะข้อมูลมาให้แล้ว

Published

on

(Advertorial)

เมื่อคิดถึงงาน Bangkok International Motor Show เรามักจะคิดถึงภาพพริตตี้สวยๆ และรถยนต์ราคาพิเศษนะครับ แต่เรื่องที่พวกเราชาวเทคโนโลยีพลาดไม่ได้เลยในงานนี้คือชมเทคโนโลยีล้ำยุคของยานยนต์ที่ค่ายรถยักษ์ใหญ่ของโลกขนมาให้ดูกัน ซึ่งวันนี้เราจะเจาะลึกกันที่บูธของ Honda ที่นำเทคโนโลยี Fuel Cell รถยนต์พลังไฮโดรเจน, UNI-CUB β พาหนะส่วนบุคคลแห่งอนาคต และรถเข็นอัจฉริยะ Honda RoboCas Concept มาโชว์กันในงานนี้ครับ ซึ่งเมื่อดูยานยนต์ล้ำยุคเหล่านี้จึงเข้าใจเลยว่าทำไมต้อง Honda: The Power Of Dreams

Honda Clarity Fuel Cell รถพลังงานไฮโดรเจน!

สิ่งแรกที่เราสนใจที่บูธ Honda ในงาน Motor Show 2018 ครั้งนี้คือ Honda Clarity Fuel Cell รถยนต์ที่ใช้พลังงานจากระบบแผงเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนหรือ Fuel Cell Stack ครับ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีฟิวเซลล์ตัวใหม่ มีขนาดเล็กกว่าฟิวเซลล์รุ่นเดิม 33% แต่จุพลังงานได้มากขึ้น 60% ข้อดีของระบบ Fuel Cell คือการเผาไหม้ไฮโดรเจนเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานนั้นไม่ทำให้เกิดไอเสียใดๆ จะมีเพียงน้ำสะอาดออกจากระบบเท่านั้น ตามสมการ 2H2 + O2 = 2H2O (ถ้าใครอ่านสมการนี้ไม่เข้าใจ ให้ไปถามนักเคมีอย่าง เฌอปราง BNK48 นะ)

นอกจากนี้ Honda Clarity Fuel Cell ยังถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูง เมื่อเติมไฮโดรเจนเต็มถังจะสามารถวิ่งได้สูงสุด 750 ก.ม. ซึ่งเป็นระยะทางไกลที่สุดเมื่อเทียบกับรถยนต์พลังงาน Fuel Cell อื่นๆ และไกลกว่ารถไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ที่จำหน่ายในปัจจุบันด้วย แต่ใช้เวลาเติมไฮโดรเจนแค่ 3 นาทีก็เต็มถัง พูดแล้วก็อยากขึ้นไปลองขับบ้าง แต่ในงานแค่เอามาโชว์อย่างเดียวนะครับ ไม่ได้มีให้จองหรือทดลองขับขี่ได้

ซึ่ง Honda Clarity Fuel Cell นี้เป็นหนึ่งในยานยนต์ตระกูล Honda Clarity หรือรถพลังงานทางเลือกจากฮอนด้าครับ ก็ตระกูลนี้มีอยู่ด้วยกัน 3 ตัวหลักคือๆ

  • Honda Clarity PLUG-IN Hybrid รถยนต์ลูกผสมระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งคำว่า Plug-in หมายความว่าเราสามารถเสียบปลั้กชาร์จแบตเตอรี่ในรถได้ และยังสามารถเติมน้ำมันเพื่อให้เครื่องยนต์ใช้ขับขี่ได้อีกด้วย โดย Honda Clarity PLUG-IN Hybrid สามารถขับขี่ในโหมดใช้มอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียวได้ไกล 100 กิโลเมตร และสามารถขับขี่ได้ไกลราว 547 กิโลเมตร เมื่อทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ครับ ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น เช่นขับขี่ในเมืองระยะทางสั้นๆ ก็ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าล้วนก็ได้ ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า หรือขับขี่ต่างจังหวัดระยะไกล ก็ให้มอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์ทำงานร่วมกัน ก็จะประหยัดน้ำมันมากขึ้นครับ
  • Honda Clarity Electric รถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วนของฮอนด้า ไม่ต้องเติมน้ำมัน ชาร์จไฟอย่างเดียว โดยให้กำลังสูงสุดที่ 161 แรงม้า
  • Honda Clarity Fuel Cell ก็คือรถพลังงานไฮโดรเจนที่เราพูดถึงนี้และเอามาโชว์ในไทยนี่แหละ

Honda RoboCas Concept เรื่องราวของรถคันนี้เริ่มต้นที่ไทย!

เดินถัดมาหน่อยจะเห็นยานยนต์ต้นแบบหน้าตาน่ารักนี้คือ Honda RoboCas Concept ครับ เป็นรถเข็นอัจฉริยะที่สามารถขับเคลื่อนตัวเองอัตโนมัติ มีแบตเตอรี่ในตัวเป็นพลังงาน นำทางด้วยระบบ GPS พร้อมเปิดหลังคาขึ้นมากางเป็นหน้าร้านเล็กๆ ได้ เก็บของไว้ภายในได้ แต่ที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นหน้าตาของ RoboCas ที่มีหน้าจอแสดงผลอยู่ด้านหน้า แสดงดวงตาสื่ออารมณ์และข้อมูลต่างๆ ซึ่งภายในรถมี AI เพื่อสังเกตสิ่งรอบตัว และนำเสนออามรณ์ต่างๆ ออกมา เพื่อให้ RoboCas สามารถเข้ากับสังคมของมนุษย์ได้อย่างน่าเอ็นดู

ที่บอกว่า Honda RoboCas Concept นั้นมีจุดเริ่มต้นที่ไทยเพราะว่าวิศวกรชาวญี่ปุ่นฮอนด้านั้นมาทำงานที่ประเทศไทย แถมชอบทานสตรีทฟู้ดเป็นพิเศษ เลยกลับไปออกแบบรถเข็นใหม่ให้ล้ำขึ้น เผื่อในอนาคตจะได้ช่วยพัฒนาการใช้ชีวิตของคนไทยได้ครับ

UNI-CUB β ยานพาหนะส่วนบุคคลแห่งอนาคต

เราว่าโซนของ UNI-CUB β นั้นเป็นโซนที่น่าสนุกที่สุดแล้วในบูธฮอนด้าปีนี้ครับ เพราะเราจะมีโอกาสได้ทดลองขับเจ้า UNI-CUB β ของจริง ที่บางคนอาจจะเห็นมาแล้วจาก MV เพลง I Won’t Let You Down ของวง OK Go แต่วันนี้เราได้ขับจริง มันน่าสนุกกว่านั่งดูเอ็มวีตั้งเยอะ

UNI-CUB β พัฒนาขึ้นมาจากแนวคิด “การกลมกลืนร่วมกับผู้คน” จึงทำให้ UNI-CUB β เป็นยานพาหนะที่ผู้ขับไม่ต้องใช้มือในการควบคุมทิศทาง อาศัยการขยับตัว เอียงตัวเพื่อให้รถเคลื่อนที่เท่านั้น ซึ่ง UNI-CUB β สามารถเคลื่อนที่ได้หลายทิศทาง ทั้งแนวตรง แนวข้างหรือแนวทะแยง ทำให้สามารถเดินทางท่ามกลางผู้คนได้อย่างกลมกลืนและปลอดภัย

รากฐานของการพัฒนา UNI-CUB β นั้นอิงมาจากความรู้จากการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ Asimo ของฮอนด้า จนได้ออกมาเป็นระบบปฎิบัติการ ROS หรือ Robot Operation System ที่สั่งงานอยู่เบื้องหลัง แถมยังมี API เพื่อควบคุม UNI-CUB β ในรูปแบบต่างๆ ได้ ทั้งการควบคุมจากระยะไกล หรือโปรแกรมเส้นทางเอาไว้ล่วงหน้า สำหรับการรับส่งแขกไปยังสถานที่ที่ต้องการ

สงสัยไหมว่าทำไม Honda ทุ่มเทพัฒนาเทคโนโลยีล้ำยุคขนาดนี้

ถ้าย้อนอ่านประวัติการก่อตั้งบริษัทฮอนด้าของคุณ โซอิจิโร ฮอนด้า จะพบว่าที่ฮอนด้าเติบโตมาถึงทุกวันนี้ และมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับโลกอนาคตนั้น เป็นพลังจากความฝันล้วนๆ

“ครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นรถยนต์ มันช่างเป็นสิ่งที่น่าประทับใจอย่างสุดพรรณนา…วันนั้นสิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าทำได้ คือ สูดดมเอากลิ่นอายของมันกลับบ้าน และตั้งใจว่าสักวันหนึ่ง…จะสร้างรถยนต์ด้วยตัวเองให้ได้”โซอิจิโร ฮอนด้า ผู้ก่อตั้งบริษัทฮอนด้า มอเตอร์ กล่าวไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง

เราคงคุ้นเคยกับสโลแกน The Power of Dreams ที่เป็นตัวแทนความฝันของฮอนด้าให้เติบโตขึ้นนับตั้งแต่ที่คุณฮอนด้าได้สร้างรถจักรยานที่มีเครื่องยนต์สำเร็จในปีพ.ศ. 2491 ตอนนี้ Honda กำลังมุ่งไปสู่ความฝันต่อไปใน Honda Vision 2030 ภาพอนาคตอีก 12 ปีต่อจากนี้ ที่มนุษย์และยานพาหนะจะเกื้อกูลส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งภาพความฝันของโลกที่สดใส มลภาวะจากยานพาหนะต่างๆ ลดลง ภาพความฝันที่ชีวิตของทุกคนจะปลอดภัยขึ้นจากเทคโนโลยีที่ดูแลทั้งชีวิตบนรถ และชีวิตบนท้องถนน รวมถึงความฝันของรถยนต์ไร้คนขับที่น่าจะเป็นจริงได้เร็วๆ นี้

จากความฝันที่ฮอนด้ามี สู่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ฮอนด้าพัฒนา เพื่ออนาคตจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้นไงครับ

เลี้ยวกลับมาหาปัจจุบัน Honda นำรถยนต์รุ่นปัจจุบันรุ่นไหนมาไฮไลท์ในงานมอเตอร์โชว์ปีนี้บ้าง

เราพามาดูเทคโนโลยีล้ำยุคของฮอนด้ามาหลายตัวนะครับ ที่นี้มาดูรถยนต์ปัจจุบันที่นำมาไฮไลท์ในงานปีนี้ และสามารถสั่งจองซื้อหากันได้เลย ตัวแรกเด่นสุดแล้วคือ Honda Civic Hatchback 5 ประตู สีแดงแรลลี่ ที่แบบเป็นสีแดงสด สวยโชติช่วงมาก คือหน้าตารถ Civic มันก็ดูล้ำอยู่แล้ว มาเจอสีแบบนี้อีกมันเท่มาก

Honda BR-V

และอีก 2 รุ่นที่น่าสนใจสำหรับคนรักรถแนวสปอร์ตคือ Honda BR-V Sport Package ชุดตกแต่งพิเศษที่ดูดุดันขึ้นไปอีก และ Honda Brio Amaze Black Sport Edition สีดำเข้ม ตกแต่งเส้นสายดูปราดเปรียว

Honda Brio Amaze

นอกจากรถ 3 รุ่นเด่นนี้แล้ว ทางฮอนด้าก็ได้นำรถรุ่นปัจจุบันรุ่นอื่นมาจัดแสดงให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับชม และสั่งจองกัน บอกได้เลยว่าต้องจับตามองฮอนด้ากันให้ดีจริงๆ ว่าฮอนด้าจะนำเทคโนโลยีอนาคต ล้ำๆ หลายๆอย่างมาลงกับรถรุ่นปัจจุบันแบบเต็มรูปแบบ เพื่อมาทำให้ตลาดยานยนต์บ้านเราคึกคักได้เมื่อไหร่ เรามารอลุ้นไปด้วยกันนะครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!