Connect with us

ข่าวยานยนต์

BMW เผยวิสัยทัศน์ยนตรกรรมไฟฟ้า พร้อมร่วมกับไมโครซอฟท์เพื่อพัฒนาการเชื่อมต่อ

BMW Group ประเทศไทย เปิดตัว BMW ConnectedDrive บริการและแอพพลิเคชั่นเพื่อการเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับ กับยานยนต์และโลกภายนอก โดยฟีเจอร์ล่าสุดนี้จะตอบโจทย์การใช้งานของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในตระกูล BMW iPerformance พร้อมแนะนำเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม Open Mobility Cloud ของบีเอ็มดับเบิลยู ร่วมกับระบบคลาวด์อัจฉริยะระดับโลก Microsoft Azure ที่ช่วยให้ BMW ConnectedDrive มอบประสบการณ์สะดวกสบายและความปลอดภัยระดับพรีเมียมอย่างเต็มประสิทธิภาพ

(ซ้าย) ดร. อเล็กซานเดอร์ คอเทช หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู i, มร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 

ปี พ.ศ. 2561 นั้นครบรอบ 20 ปีของ BMW ConnectedDrive โดยเรายังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวต่อไปในฐานะผู้บุกเบิกการให้บริการดิจิทัลสำหรับยนตรกรรมในระดับสากล บริการของเราคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้งาน ปัจจุบันแอพพลิเคชั่น BMW Connected มีผู้ใช้งานมากกว่า 2.3 ล้านคน และมีรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูกว่า 10 ล้านคันใน 45 ประเทศทั่วโลกที่มีการเชื่อมต่อด้วยฟีเจอร์ของระบบ BMW ConnectedDrive การเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่สำหรับ BMW ConnectedDrive ในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวหนึ่งในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยในประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ NUMBER ONE > NEXT ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ซึ่งมุ่งปูรากฐานอันแข็งแกร่งไปสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมในโลกดิจิทัลมร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

ด้วยบริการ BMW ConnectedDrive สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance ผู้ใช้งานจะสามารถควบคุมระบบต่างๆ ของรถได้จากระยะไกล อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับรถได้ผ่านแอพพลิเคชั่น BMW Connected บน iPhone โดยบริการใหม่สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอินไฮบริด ได้แก่

  • การแสดงสถานะรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสถานะและระดับของแบตเตอรี่ ระยะทางที่คาดว่าจะแล่นได้ด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เหลืออยู่ และข้อมูลเกี่ยวกับการบำรุงรักษารถได้จากทุกที่ ทุกเวลา
  • การควบคุมการชาร์จพลังงานไฟฟ้าและระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารจากระยะไกล ผู้ใช้งานสามารถเปิด/ปิดเครื่องปรับอากาศในห้องโดยสารได้ผ่านทางสมาร์ทโฟน หรือตั้งเวลาเปิด/ปิดล่วงหน้าให้ตรงกับเวลาที่ต้องการออกเดินทาง และหากรถยนต์เชื่อมต่ออยู่กับสถานีชาร์จ ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมการชาร์จด้วยการตั้งเวลาที่ต้องการได้ เพื่อเลือกให้ชาร์จไฟฟ้าในช่วง off peak หรือในช่วงเวลาที่มีความต้องการในการใช้ไฟฟ้าน้อยและมีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ
  • ระบบการนำทาง ที่สามารถค้นหาและนำทางไปยังสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดได้อีกด้วย
  • การประมวลและแสดงผลข้อมูลการขับขี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ของแต่ละบุคคล โดยวิเคราะห์รูปแบบการขับขี่และควบคุมรถยนต์บนท้องถนน

ในโอกาสนี้ ดร. อเล็กซานเดอร์ คอเทช หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู i ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ บีเอ็มดับเบิลยู i ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปด้วย

“ในการสร้างสรรค์ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่อยู่บนพื้นฐานแนวคิดของความยั่งยืน ซึ่งในขณะที่ความนิยมในยานยนต์ไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก และยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอีกมากในอนาคต บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จึงมีความมุ่งมั่นที่จะตอบรับความต้องการของผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพและฉับไว ด้วยการสร้างสายการประกอบรถยนต์ที่มีความยืดหยุ่นที่สุด โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ระบบไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ ระบบปลั๊กอินไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาป จะใช้สายการประกอบร่วมกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ว่าบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จะสามารถรองรับความต้องการในเรื่องของรุ่นรถยนต์และระบบขับเคลื่อนที่แตกต่างของผู้ขับขี่ได้ทุกที่ทุกเวลา”

ดร. อเล็กซานเดอร์ คอเทช หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู i

ภายในปี พ.ศ. 2568 บีเอ็มดับเบิลยู i จะมีรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 25 รุ่น ประกอบไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ถึง 12 รุ่น ขณะที่แบรนด์และสายผลิตภัณฑ์อื่นๆ ภายใต้ความดูแลของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ก็ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จต่อไป

Microsoft Azure พื้นฐานระบบคลาวด์ของ BMW ConnectedDrive

(ซ้าย) ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด,  มร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย, ดร. อเล็กซานเดอร์ คอเทช หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู i

ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ ระบบคลาวด์อัจฉริยะที่มาพร้อมความปลอดภัยระดับโลก ช่วยให้ BMW ConnectedDrive สามารถทำการวิเคราะห์และเรียนรู้จากข้อมูลปริมาณมหาศาลที่บันทึกจากการขับขี่รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู โดยระบบ Open Mobility Cloud ของบีเอ็มดับเบิลยูได้เลือกใช้แพลตฟอร์ม ไมโครซอฟท์ อาซัวร์เป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาบริการอัจฉริยะ เพื่อส่งเสริมให้เกิดประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่มากมาย ที่ไม่เพียงเชื่อมโยงตัวรถเข้ากับสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคอนเทนต์และระบบเครือข่ายอีกมากมายจากภายนอก

กระบวนการปฏิรูปด้วยดิจิทัลกำลังผลักดันให้ทุกอุตสาหกรรมและทุกองค์กรทั่วโลกต่างต้องพลิกรูปแบบการทำธุรกิจเพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น เป็นที่คาดการณ์กันว่าในปี พ.ศ. 2563 รถยนต์ใหม่ในตลาดโลกกว่า 90% จะมาพร้อมกับคุณสมบัติการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์หรือโลกภายนอก ซึ่งทั้ง BMW ConnectedDrive และแพลตฟอร์ม Open Mobility Cloud ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ปูทางไปสู่ประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตนายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด

ระบบคลาวด์ ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ เป็นแพลตฟอร์มเปิดที่พร้อมรองรับการพัฒนาต่อยอดในทุกระดับ พร้อมมอบศักยภาพให้ผู้ผลิตรถยนต์ได้สร้างสรรค์บริการและคุณสมบัติอัจฉริยะอย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อเสริมให้รถยนต์สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านการขับขี่ที่แตกต่างกันไปในแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังเปิดประตูไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต โดยแพลตฟอร์ม ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ เป็นระบบคลาวด์ที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด ด้วยการรองรับมาตรฐานระดับโลกและระดับอุตสาหกรรมในด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลมากกว่า 70 มาตรฐาน

บริการใหม่ข้างต้นจาก BMW ConnectedDrive สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance จะมาพร้อมกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป โดยรุ่นที่รองรับประกอบด้วย บีเอ็มดับเบิลยู 330e บีเอ็มดับเบิลยู 530e และบีเอ็มดับเบิลยู 740Le ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ BMW.co.th

BMW ไทยสร้างสถิติยอดขายรถไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์

มร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยอัตราการเติบโตของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่สูงกว่าปีก่อนหน้ามากถึง 269% และในปีนี้ ตลาดรถยนต์ในเซกเมนต์ปลั๊กอินไฮบริดยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งเช่นกัน ด้วยยอดการส่งมอบที่เพิ่มขึ้นถึง 44% ในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 2561 ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ก็ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดขายในสี่เดือนแรกของปี ที่สูงเป็นประวัติการณ์กว่า 3,511 คัน หรือเพิ่มขึ้น 20% จากปีที่แล้ว ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยังสามารถทุบสถิติยอดการส่งมอบรถมอเตอร์ไซค์ที่ 690 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 50% จากช่วงเดียวกันของปี 2560

ในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจด้วยอัตราการเติบโตถึง 41.7% จากยอดการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริด 36,692 คันทั่วโลกในเดือนมกราคมถึงเมษายน 2561 โดยเฉพาะในประเทศจีน ที่ประสบความสำเร็จด้วยอัตราการเติบโตแบบปีต่อปีที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 646.7% ด้วยยอดการส่งมอบรวม 3,181 คันในสี่เดือนแรกของปี

โครงการ ChargeNow สร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้าทั่วไทย

นอกจากนี้ เพื่อรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และตอบรับแผนระยะยาวของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ที่ได้ตั้งเป้ายอดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในประเทศไทยไว้ 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรในโครงการ ChargeNow จึงได้เดินหน้าขยายเครือข่ายการให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะในโครงการ ChargeNow อย่างต่อเนื่อง

หลังจากที่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ทีผ่านมา ซึ่งในปัจจุบันมีสถานีให้บริการทั้งหมด 14 หัวจ่ายทั่วประเทศไทย และเตรียมติดตั้งเพิ่มอีก 36 หัวจ่าย ภายในปี 2561 ด้วยเป้าหมายที่จะติดตั้งให้ครบทั้งหมด 50 หัวจ่ายในโครงการ ChargeNow ภายในปีนี้ โดยวางแผนการติดตั้งสถานีทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และสถานีในภูมิภาค โดยเฉพาะในจังหวัดหลักทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อรวมกับสถานีอัดประจุไฟฟ้าอีก

50 แห่ง ณ ศูนย์บริการของผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จะมีสถานีอัดประจุไฟฟ้ารวมทั้งหมดถึง 100 แห่ง ภายในสิ้นปี 2561 นี้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

feature

ยลโฉม Honda NSX รถสปอร์ตสุดเฟี้ยว พร้อมไฮไลท์รถรุ่นใหม่จาก Honda

Published

on

Honda ขนยานยนต์รุ่นใหม่เพียบ! ไปโชว์ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 หรือ The 35th Thailand International Motor Expo 2018 ณ บูทฮอนด้า (A14) อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ ซึ่งเราสรุปไฮไลท์เด็ดไว้ที่นี้แล้ว

Honda NSX Gen 2

Honda NSX (New Sports eXperience) รถสปอร์ตระดับตำนานของ Honda วางขายครั้งแรกในปี 1990 และขายยาวนานถึง 15 ปีจนถึงปี 2005 และนี่เป็นรุ่นล่าสุดที่นำมาโชว์ในงาน ซึ่ง Honda NSX รุ่นปัจจุบันเป็น Generation ที่ 2 ออกแบบในอเมริกา และผลิตที่ Honda Performance Manufacturing Center ใน Marysville, Ohio เริ่มจำหน่ายในปี 2016

จุดเด่นของ Honda NSX ตัวล่าสุดคือดีไซน์สปอร์ตใหม่หมดจด เป็นรถ coupé 2 ประตู หลายคนเห็นแล้วหลงรัก ล้ออัลลอยคู่หน้าขนาด 19 นิ้ว และล้ออัลลอยคู่หลังขนาด 20 นิ้ว และเป็นครั้งแรกของโลกที่ออกแบบตัวถังด้วยวัสดุอะลูมิเนียมอัลลอยที่มีน้ำหนักเบาแต่คงความแข็งแกร่ง โดยผู้ออกแบบคือ Michelle Christensen ดีไซเนอร์หญิงชาวอเมริกัน!

Honda NSX ใช้เครื่องยนต์ Hybrid ประกอบด้วยเครื่องยนต์ 3.5 L Twin-Turbocharged V6 (เครื่อง 6 สูบ) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 3 ตัว มอเตอร์ 2 ตัวอยู่ที่ล้อหน้า และ 1 ตัวอยู่ที่ล้อคู่หลัง พร้อมเกียร์ 9 สปีด ให้กำลังสูงสุด 573 แรงม้า เร่ง 0-100 km/h ใน 2.9 วินาที

ส่วนการขายในไทยนั้นยังไม่ระบุ ก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่าจะขายไหม

Honda Civic ปรับโฉม

ในงานนี้เรายังได้เห็น Honda Civic โฉม 2019 ด้วย ซึ่งถือเป็น Honda Civic รุ่นที่ 10 อยู่ แต่ปรับโฉมให้เฟี้ยวฟ้าวกว่าเดิม ถ่ายทอด DNA ความสปอร์ตมาจาก NSX รุ่นพี่ ขุมพลัง 2 ทางเลือก ด้วยเครื่องยนต์ ขนาด 1.5 ลิตร VTEC TURBO และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร i-VTEC พร้อมแนะนำสีน้ำเงินใหม่ บริลเลียน สปอร์ตตี้

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบอัจฉริยะ “ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง” (Honda SENSING) ซึ่งใส่มาเป็นมาตรฐาน ซึ่งประกอบไปด้วยหลายระบบหลักคือ

  • ACC ( Adaptive Cruise Control) ระบบ Cruise Control ที่อาศัยการทำงานของกล้องเรดาร์ตรวจจับรถยนต์คันข้างหน้า ช่วยลดหรือเพิ่มความเร็วตามสภาวะการจราจรได้เองอย่างเหมาะสม โดยที่คุณแทบจะไม่ต้องยุ่งกับแป้นเบรกหรือคันเร่งเลย เพราะรถจะชะลอความเร็วเองเมื่อพบรถคันหน้า และ เพิ่มความเร็วอย่างต่อเนื่องจนถึงตามที่คุณตั้งความเร็วเอาไว้ เมื่อทางสะดวก
  • LSF (Low-Speed Follow) ทำงานควบคู่กับ ACC เมื่อขับขี่ที่ความเร็วต่ำ ระบบจะช่วยปรับความเร็วให้รถเคลื่อนที่ตามรถคันหน้า รวมถึงเบรกและหยุดตามอัตโนมัติ ระบบจะเริ่มทำงานอีกครั้งเมื่อผู้ขับขี่กดปุ่มที่พวงมาลัยหรือเหยียบคันเร่ง
  • CMBS ( Collision Mitigation Braking System) ทำงานอาศัยการตรวจจับจากกล้องและชุดเรดาร์ ที่ติดตั้งหลังตราฮอนด้าบริเวณกระจังหน้า เพื่อตรวจสอบระยะห่างของรถยนต์ที่อยู่ด้านหน้า รถสวนทาง หรือคนเดินถนนที่อยู่ในระยะไม่ปลอดภัย ระบบจะประมวลผลเข้ากับความเร็วที่ใช้ในการขับขี่ขณะนั้น หากระบบตรวจพบว่ามีโอกาสเกิดการชนสูง ตัวระบบจะแสดงผลแจ้งเตือนผู้ขับขี่ ผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลและสัญญาณเสียง รวมทั้งการสั่นเตือนของพวงมาลัยในกรณีรถสวนทางด้วย แต่ถ้าหากผู้ขับขี่ยังไม่ตอบสนองหรืออยู่ในระยะที่เสี่ยงต่อการชน ระบบจะช่วยเสริมแรงเบรกให้อัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ
  • LKAS (Lane Keeping Assist System) ระบบช่วยตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ โดยระบบจะช่วยเพิ่มแรงหน่วงของพวงมาลัย ให้ผู้ขับควบคุมรถอยู่ในช่องทางปกติและลดอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับ
  • RDM (Road Departure Mitigation with Lane Departure Warning (LDM)) ระบบที่ใช้กล้องด้านหน้า ตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางจราจร หากพบว่ารถเบี่ยงออกนอกช่องทางโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่หน้าจอพร้อมสั่นเตือนของพวงมาลัย และถ้ารถเบี่ยงมากขึ้น ระบบจะช่วยหน่วงพวงมาลัย เพื่อให้รถกลับสู่ช่องทาง แต่ถ้าหากรถยังเบี่ยงออกจนอาจเกิดอุบัติเหตุ ระบบเบรกจะทำงานเพื่อชะลอความเร็ว (ในกรณีเส้นแบ่งถนนเป็นเส้นทึบ) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่รถจะออกนอกช่องทางจราจร
  • AHB – Auto High-Beam ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ เป็นระบบปรับไฟสูง-ต่ำ อัตโนมัติด้วยกล้อง โดยจะปรับเป็นไฟสูงเมื่อขับขี่ในที่มืด และจะปรับเป็นไฟต่ำเมื่อตรวจจับได้ว่ามีรถสวนทาง หรือรถยนต์ที่ด้านหน้า

Honda Accord รุ่นที่ 10

Honda Accord รุ่นซีดานแบบ 4 ประตู เพิ่งเปิดตัวในอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว วันนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย

Honda Accord รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบรุ่นใหม่ โดยรุ่นพื้นฐานจะเป็นเครื่องยนต์ 1.5 L และอีกรุ่นจะเป็นเครื่องยนต์ 2.0 L ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้เป็นเครื่องยนต์ VTEC 4 สูบ พร้อมระบบ Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) ใหม่ ซึ่งเป็นระบบ Full Hybrid เจเนอเรชั่นที่ 3 ด้วยความที่เป็นรถ Hybrid ใช้เครื่องยนต์ทำงานควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้มีสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและยังคงไว้ซึ่งอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบอัจฉริยะ “ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง” (Honda SENSING) อีกด้วย ซึ่งในครั้งนี้ นับเป็นการเผยโฉมในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในต้นปีหน้า

Honda CR-V

รถ SUV ยอดนิยม มาในปีนี้นำเสนอรูปแบบการจัดที่นั่งแบบ 2 แถว 5 ที่นั่ง ในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน โอ่โถ่ง นั่งสบายทั้งครอบครัว
นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมมากมายจากรถหรู ที่นำมาใช่ใน Honda CR-V ตัวล่าสุดนี้ เช่น

  • ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate) ที่แค่เตะไปใต้รถ กระโปรงท้ายก็เปิดแล้ว
  • ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI เป็นต้น ซึ่งมีให้ในทุกรุ่น

ส่วนใครที่ชอบแบบเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง ก็ยังมีให้เลือกทั้งในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินและรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล

ซึ่งเครื่องดีเซล เป็น i-DTEC DIESEL TURBO 1.6 ลิตร มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด เป็นระบบเกียร์ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) ส่วนเครื่องยนต์เบนซินเป็น DOHC i-VTEC 2.4 ลิตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ แบบ CVT

ใครที่ออกรถวันนี้ในงาน Motor Expo ก็มีสิทธิ์ร่วมลุ้นในแคมเปญ ออกรถวันนี้ ลุ้นฟรีอีกคัน

ฮอนด้ามอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ฮอนด้ารุ่นใดก็ได้ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 และรับรถยนต์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 แจกจริง จับจริง ทุกเดือน (เหลือรอบจับสลากรายชื่อผู้โชคดีอีก 2 ครั้งในเดือนธันวาคม 61 และมกราคม 62) ซึ่งคูปองที่เหลือจากการจับรางวัลในแต่ละเดือน จะถูกนำมารวมกันเพื่อจับรางวัลในเดือนถัดไป

นอกจากนี้ ฮอนด้ายังมอบข้อเสนอพิเศษที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ honda.co.th

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวยานยนต์

คนอยากใช้รถไฟฟ้ามีร้อง เปิดราคา Nissan LEAF ในไทย 1.99 ล้านบาท

Published

on

หลังจากที่ทีมงานเว็บแบไต๋ได้มีโอกาสขับรถ Nissan LEAF รุ่นที่ 2 ตัวล่าสุดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาในประเทศสิงคโปร์ พร้อมกำหนดการคร่าวๆ ว่านิสสันจะขาย Nissan LEAF ในไทยแน่นอนภายในปีนี้ ล่าสุดภายในงาน Moto Expo 2018 นิสสันได้ประกาศราคาของ LEAF ออกมาเรียบร้อย อยู่ที่ 1.99 ล้านบาท (2 ล้านทอนหมื่นเดียว) พร้อมเปิดให้จองภายในงาน Moto Expo ครั้งนี้

สาเหตุที่ Nissan LEAF ออกมาราคาเหยียบ 2 ล้านน่าจะเป็นเพราะนิสสันเลือกนำเข้ามาแบบ CBU หรือ Completely Built Up หรือรถประกอบสำเร็จจากต่างประเทศ ไม่มีการเดินสายการประกอบในประเทศไทย ทำให้ต้องเจอกำแพงภาษีที่สูงขึ้น ซึ่งก็ทำให้คนอยากใช้รถไฟฟ้าต้องคิดกันหนักหน่อยสำหรับ LEAF

โดยสเปคของ Nissan LEAF ที่จำหน่ายในประเทศไทยนั้นมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 40 kWh (KiloWatt per Hour) สามารถทำระยะทางสูงสุด 311 กิโลเมตร (ประมาณไป-กลับ กรุงเทพ-กาญจนบุรี) โดยสามารถชาร์จกับสถานีที่ใช้มาตรฐาน CHAdeMO ได้ความจุ 80% ใน 30 นาที ส่วนถ้าชาร์จกับไฟบ้านจะชาร์จเต็มใน 6-12 ชั่วโมง แล้วแต่ว่าชาร์จแบบความเร็วปกติ (3.6 kW) หรือความเร็วสูง (6.6 kW)

เครื่องยนต์ของ Nissan LEAF

ประสิทธิภาพของ Nissan LEAD นั้นใช้มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 150 แรงม้า สามารถเร่ง 0-100 กม./ชั่วโมงได้ภายใน 8.9 วินาที

ในส่วนของการรับประกันในไทย รับประกันตัวรถ 3 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร รับประกันแบตนาน 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร ส่วนระบบไฟฟ้าในรถรับประกัน 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวยานยนต์

งานวิจัยเผย รถยนต์ไร้คนขับสุดล้ำเหมาะจะเป็นสถานที่สำหรับมีเซ็กส์!

Published

on

รถยนต์ไร้คนขับหรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีการเดินทางของมนุษย์ใหม่ แต่ไม่เพียงเท่านี้ งานวิจัยพบว่ารถยนต์ไร้คนขับจะเป็นสถานที่สำหรับมีเซ็กส์มากขึ้นด้วย

รายงานจากงานวิจัยพบว่า 60% ของชาวอเมริกันนิยมมีเซ็กส์ในรถ การเข้ามาของรถยนต์ไร้คนขับจะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนมากขึ้น โดยเฉพาะการหลับนอนและการกินซึ่งผู้คนอาจจะใช้เวลากับการอยู่ในรถยนต์ไร้คนขับมากขึ้น ซึ่งนอกจากเรื่องกินแล้ว นักวิจัยยังตั้งคำถามว่า “แล้วเรื่องเซ็กส์ล่ะ?”

รถยนต์ไร้คนขับตอบโจทย์เรื่องการมีเซ็กส์ในระยะเวลาน้อยมากขึ้น อย่างการเข้าโรงแรมเพียง 1 ชั่วโมงเพื่อมีเซ็กส์นั้นอาจเปลี่ยนไปกลายเป็นมีเซ็กส์ในรถยนต์ไร้คนขับแทน รถที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอด จะหยุดเพียงเวลาไฟแดงเท่านั้น แถมมีคนขับ จึงยากที่จะตกเป็นที่สังเกต ทำให้ไม่ต้องเสียเงินเข้าโรงแรมอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้รถยนต์ไร้คนขับก็ยังไม่ได้ถูกนำออกมาใช้อย่างจริงจัง และกว่าจะถูกใช้อย่างแพร่หลายก็คาดว่าจะใช้เวลาถึงปี 2040 เลยทีเดียวครับ

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!