Connect with us

ข่าวยานยนต์

งานวิจัยเผย รถยนต์ไร้คนขับสุดล้ำเหมาะจะเป็นสถานที่สำหรับมีเซ็กส์!

รถยนต์ไร้คนขับหรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีการเดินทางของมนุษย์ใหม่ แต่ไม่เพียงเท่านี้ งานวิจัยพบว่ารถยนต์ไร้คนขับจะเป็นสถานที่สำหรับมีเซ็กส์มากขึ้นด้วย

รายงานจากงานวิจัยพบว่า 60% ของชาวอเมริกันนิยมมีเซ็กส์ในรถ การเข้ามาของรถยนต์ไร้คนขับจะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนมากขึ้น โดยเฉพาะการหลับนอนและการกินซึ่งผู้คนอาจจะใช้เวลากับการอยู่ในรถยนต์ไร้คนขับมากขึ้น ซึ่งนอกจากเรื่องกินแล้ว นักวิจัยยังตั้งคำถามว่า “แล้วเรื่องเซ็กส์ล่ะ?”

รถยนต์ไร้คนขับตอบโจทย์เรื่องการมีเซ็กส์ในระยะเวลาน้อยมากขึ้น อย่างการเข้าโรงแรมเพียง 1 ชั่วโมงเพื่อมีเซ็กส์นั้นอาจเปลี่ยนไปกลายเป็นมีเซ็กส์ในรถยนต์ไร้คนขับแทน รถที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอด จะหยุดเพียงเวลาไฟแดงเท่านั้น แถมมีคนขับ จึงยากที่จะตกเป็นที่สังเกต ทำให้ไม่ต้องเสียเงินเข้าโรงแรมอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้รถยนต์ไร้คนขับก็ยังไม่ได้ถูกนำออกมาใช้อย่างจริงจัง และกว่าจะถูกใช้อย่างแพร่หลายก็คาดว่าจะใช้เวลาถึงปี 2040 เลยทีเดียวครับ

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

feature

ยลโฉม Honda NSX รถสปอร์ตสุดเฟี้ยว พร้อมไฮไลท์รถรุ่นใหม่จาก Honda

Published

on

Honda ขนยานยนต์รุ่นใหม่เพียบ! ไปโชว์ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 หรือ The 35th Thailand International Motor Expo 2018 ณ บูทฮอนด้า (A14) อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ ซึ่งเราสรุปไฮไลท์เด็ดไว้ที่นี้แล้ว

Honda NSX Gen 2

Honda NSX (New Sports eXperience) รถสปอร์ตระดับตำนานของ Honda วางขายครั้งแรกในปี 1990 และขายยาวนานถึง 15 ปีจนถึงปี 2005 และนี่เป็นรุ่นล่าสุดที่นำมาโชว์ในงาน ซึ่ง Honda NSX รุ่นปัจจุบันเป็น Generation ที่ 2 ออกแบบในอเมริกา และผลิตที่ Honda Performance Manufacturing Center ใน Marysville, Ohio เริ่มจำหน่ายในปี 2016

จุดเด่นของ Honda NSX ตัวล่าสุดคือดีไซน์สปอร์ตใหม่หมดจด เป็นรถ coupé 2 ประตู หลายคนเห็นแล้วหลงรัก ล้ออัลลอยคู่หน้าขนาด 19 นิ้ว และล้ออัลลอยคู่หลังขนาด 20 นิ้ว และเป็นครั้งแรกของโลกที่ออกแบบตัวถังด้วยวัสดุอะลูมิเนียมอัลลอยที่มีน้ำหนักเบาแต่คงความแข็งแกร่ง โดยผู้ออกแบบคือ Michelle Christensen ดีไซเนอร์หญิงชาวอเมริกัน!

Honda NSX ใช้เครื่องยนต์ Hybrid ประกอบด้วยเครื่องยนต์ 3.5 L Twin-Turbocharged V6 (เครื่อง 6 สูบ) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 3 ตัว มอเตอร์ 2 ตัวอยู่ที่ล้อหน้า และ 1 ตัวอยู่ที่ล้อคู่หลัง พร้อมเกียร์ 9 สปีด ให้กำลังสูงสุด 573 แรงม้า เร่ง 0-100 km/h ใน 2.9 วินาที

ส่วนการขายในไทยนั้นยังไม่ระบุ ก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่าจะขายไหม

Honda Civic ปรับโฉม

ในงานนี้เรายังได้เห็น Honda Civic โฉม 2019 ด้วย ซึ่งถือเป็น Honda Civic รุ่นที่ 10 อยู่ แต่ปรับโฉมให้เฟี้ยวฟ้าวกว่าเดิม ถ่ายทอด DNA ความสปอร์ตมาจาก NSX รุ่นพี่ ขุมพลัง 2 ทางเลือก ด้วยเครื่องยนต์ ขนาด 1.5 ลิตร VTEC TURBO และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร i-VTEC พร้อมแนะนำสีน้ำเงินใหม่ บริลเลียน สปอร์ตตี้

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบอัจฉริยะ “ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง” (Honda SENSING) ซึ่งใส่มาเป็นมาตรฐาน ซึ่งประกอบไปด้วยหลายระบบหลักคือ

  • ACC ( Adaptive Cruise Control) ระบบ Cruise Control ที่อาศัยการทำงานของกล้องเรดาร์ตรวจจับรถยนต์คันข้างหน้า ช่วยลดหรือเพิ่มความเร็วตามสภาวะการจราจรได้เองอย่างเหมาะสม โดยที่คุณแทบจะไม่ต้องยุ่งกับแป้นเบรกหรือคันเร่งเลย เพราะรถจะชะลอความเร็วเองเมื่อพบรถคันหน้า และ เพิ่มความเร็วอย่างต่อเนื่องจนถึงตามที่คุณตั้งความเร็วเอาไว้ เมื่อทางสะดวก
  • LSF (Low-Speed Follow) ทำงานควบคู่กับ ACC เมื่อขับขี่ที่ความเร็วต่ำ ระบบจะช่วยปรับความเร็วให้รถเคลื่อนที่ตามรถคันหน้า รวมถึงเบรกและหยุดตามอัตโนมัติ ระบบจะเริ่มทำงานอีกครั้งเมื่อผู้ขับขี่กดปุ่มที่พวงมาลัยหรือเหยียบคันเร่ง
  • CMBS ( Collision Mitigation Braking System) ทำงานอาศัยการตรวจจับจากกล้องและชุดเรดาร์ ที่ติดตั้งหลังตราฮอนด้าบริเวณกระจังหน้า เพื่อตรวจสอบระยะห่างของรถยนต์ที่อยู่ด้านหน้า รถสวนทาง หรือคนเดินถนนที่อยู่ในระยะไม่ปลอดภัย ระบบจะประมวลผลเข้ากับความเร็วที่ใช้ในการขับขี่ขณะนั้น หากระบบตรวจพบว่ามีโอกาสเกิดการชนสูง ตัวระบบจะแสดงผลแจ้งเตือนผู้ขับขี่ ผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลและสัญญาณเสียง รวมทั้งการสั่นเตือนของพวงมาลัยในกรณีรถสวนทางด้วย แต่ถ้าหากผู้ขับขี่ยังไม่ตอบสนองหรืออยู่ในระยะที่เสี่ยงต่อการชน ระบบจะช่วยเสริมแรงเบรกให้อัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ
  • LKAS (Lane Keeping Assist System) ระบบช่วยตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ โดยระบบจะช่วยเพิ่มแรงหน่วงของพวงมาลัย ให้ผู้ขับควบคุมรถอยู่ในช่องทางปกติและลดอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับ
  • RDM (Road Departure Mitigation with Lane Departure Warning (LDM)) ระบบที่ใช้กล้องด้านหน้า ตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางจราจร หากพบว่ารถเบี่ยงออกนอกช่องทางโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่หน้าจอพร้อมสั่นเตือนของพวงมาลัย และถ้ารถเบี่ยงมากขึ้น ระบบจะช่วยหน่วงพวงมาลัย เพื่อให้รถกลับสู่ช่องทาง แต่ถ้าหากรถยังเบี่ยงออกจนอาจเกิดอุบัติเหตุ ระบบเบรกจะทำงานเพื่อชะลอความเร็ว (ในกรณีเส้นแบ่งถนนเป็นเส้นทึบ) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่รถจะออกนอกช่องทางจราจร
  • AHB – Auto High-Beam ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ เป็นระบบปรับไฟสูง-ต่ำ อัตโนมัติด้วยกล้อง โดยจะปรับเป็นไฟสูงเมื่อขับขี่ในที่มืด และจะปรับเป็นไฟต่ำเมื่อตรวจจับได้ว่ามีรถสวนทาง หรือรถยนต์ที่ด้านหน้า

Honda Accord รุ่นที่ 10

Honda Accord รุ่นซีดานแบบ 4 ประตู เพิ่งเปิดตัวในอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว วันนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย

Honda Accord รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบรุ่นใหม่ โดยรุ่นพื้นฐานจะเป็นเครื่องยนต์ 1.5 L และอีกรุ่นจะเป็นเครื่องยนต์ 2.0 L ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้เป็นเครื่องยนต์ VTEC 4 สูบ พร้อมระบบ Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) ใหม่ ซึ่งเป็นระบบ Full Hybrid เจเนอเรชั่นที่ 3 ด้วยความที่เป็นรถ Hybrid ใช้เครื่องยนต์ทำงานควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้มีสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและยังคงไว้ซึ่งอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบอัจฉริยะ “ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง” (Honda SENSING) อีกด้วย ซึ่งในครั้งนี้ นับเป็นการเผยโฉมในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในต้นปีหน้า

Honda CR-V

รถ SUV ยอดนิยม มาในปีนี้นำเสนอรูปแบบการจัดที่นั่งแบบ 2 แถว 5 ที่นั่ง ในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน โอ่โถ่ง นั่งสบายทั้งครอบครัว
นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมมากมายจากรถหรู ที่นำมาใช่ใน Honda CR-V ตัวล่าสุดนี้ เช่น

  • ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate) ที่แค่เตะไปใต้รถ กระโปรงท้ายก็เปิดแล้ว
  • ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI เป็นต้น ซึ่งมีให้ในทุกรุ่น

ส่วนใครที่ชอบแบบเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง ก็ยังมีให้เลือกทั้งในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินและรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล

ซึ่งเครื่องดีเซล เป็น i-DTEC DIESEL TURBO 1.6 ลิตร มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด เป็นระบบเกียร์ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) ส่วนเครื่องยนต์เบนซินเป็น DOHC i-VTEC 2.4 ลิตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ แบบ CVT

ใครที่ออกรถวันนี้ในงาน Motor Expo ก็มีสิทธิ์ร่วมลุ้นในแคมเปญ ออกรถวันนี้ ลุ้นฟรีอีกคัน

ฮอนด้ามอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ฮอนด้ารุ่นใดก็ได้ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 และรับรถยนต์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 แจกจริง จับจริง ทุกเดือน (เหลือรอบจับสลากรายชื่อผู้โชคดีอีก 2 ครั้งในเดือนธันวาคม 61 และมกราคม 62) ซึ่งคูปองที่เหลือจากการจับรางวัลในแต่ละเดือน จะถูกนำมารวมกันเพื่อจับรางวัลในเดือนถัดไป

นอกจากนี้ ฮอนด้ายังมอบข้อเสนอพิเศษที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ honda.co.th

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวยานยนต์

คนอยากใช้รถไฟฟ้ามีร้อง เปิดราคา Nissan LEAF ในไทย 1.99 ล้านบาท

Published

on

หลังจากที่ทีมงานเว็บแบไต๋ได้มีโอกาสขับรถ Nissan LEAF รุ่นที่ 2 ตัวล่าสุดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาในประเทศสิงคโปร์ พร้อมกำหนดการคร่าวๆ ว่านิสสันจะขาย Nissan LEAF ในไทยแน่นอนภายในปีนี้ ล่าสุดภายในงาน Moto Expo 2018 นิสสันได้ประกาศราคาของ LEAF ออกมาเรียบร้อย อยู่ที่ 1.99 ล้านบาท (2 ล้านทอนหมื่นเดียว) พร้อมเปิดให้จองภายในงาน Moto Expo ครั้งนี้

สาเหตุที่ Nissan LEAF ออกมาราคาเหยียบ 2 ล้านน่าจะเป็นเพราะนิสสันเลือกนำเข้ามาแบบ CBU หรือ Completely Built Up หรือรถประกอบสำเร็จจากต่างประเทศ ไม่มีการเดินสายการประกอบในประเทศไทย ทำให้ต้องเจอกำแพงภาษีที่สูงขึ้น ซึ่งก็ทำให้คนอยากใช้รถไฟฟ้าต้องคิดกันหนักหน่อยสำหรับ LEAF

โดยสเปคของ Nissan LEAF ที่จำหน่ายในประเทศไทยนั้นมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 40 kWh (KiloWatt per Hour) สามารถทำระยะทางสูงสุด 311 กิโลเมตร (ประมาณไป-กลับ กรุงเทพ-กาญจนบุรี) โดยสามารถชาร์จกับสถานีที่ใช้มาตรฐาน CHAdeMO ได้ความจุ 80% ใน 30 นาที ส่วนถ้าชาร์จกับไฟบ้านจะชาร์จเต็มใน 6-12 ชั่วโมง แล้วแต่ว่าชาร์จแบบความเร็วปกติ (3.6 kW) หรือความเร็วสูง (6.6 kW)

เครื่องยนต์ของ Nissan LEAF

ประสิทธิภาพของ Nissan LEAD นั้นใช้มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 150 แรงม้า สามารถเร่ง 0-100 กม./ชั่วโมงได้ภายใน 8.9 วินาที

ในส่วนของการรับประกันในไทย รับประกันตัวรถ 3 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร รับประกันแบตนาน 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร ส่วนระบบไฟฟ้าในรถรับประกัน 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวยานยนต์

MG โชว์นวัตกรรมในรถยนต์รุ่นล่าสุดทั้ง MG 3 และ MG ZS ในงาน MG Expo 2018 ที่เซนทรัลเวิร์ล

Published

on

ใครที่สนใจรถยนต์ MG เรามีงาน MG Expo จัดที่ลานอีเดน ชั้น 1 Central World ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายนนะครับ ซึ่งภายในงานนี้เอ็มจียกเอารถยนต์รุ่นล่าสุด ทั้ง New MG 3 และ MG ZS ที่เป็นรถ SUV ในราคาต่ำกว่าล้าน (มากๆ) มาโชว์พร้อมให้ Test-drive ในงาน และมีโซนสาธิตระบบอัจฉริยะ i-SMART ที่สั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยได้อีกด้วย นอกจากนี้ในงานวันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายนยังมีมินิคอนเสิร์ตจาก โรส-ศิรินทิพย์ และในวันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายนก็มีมินิคอนเสิร์ตจาก กัน The Star ด้วย

MG Expo 2018 ครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ของเอ็มจี คือ “ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ หรือ i-SMART” ภายใต้แนวคิด “Greeting Tomorrow” โดยผู้เข้าชมงานจะได้รับรู้ถึงความล้ำสมัยของระบบ i-SMART ผ่านการนำเสนอและกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ที่บริษัทฯ ได้จัดเตรียมไว้ อีกทั้งยังสามารถทดลองใช้งานระบบดังกล่าวด้วยตนเอง ซึ่งผมมั่นใจว่าการจัดงานในครั้งนี้จะช่วยสร้างกระแสและสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการดำเนินงานของเอ็มจีที่มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ๆ ที่ล้ำสมัย รวมถึงความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมอัจฉริยะ (Smart Car) ของเอ็มจีได้เป็นอย่างดี นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์
รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

MG เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา เอ็มจีได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ทั้งการลงทุนเพื่อการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศ  ซึ่งเมื่อเริ่มขายในไทย MG ก็มีโรงงานพร้อมรองรับทันที หลังจากนั้นก็ขยายโรงงานไปที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช ที่ชลบุรี เป็นฐานการผลิตรถ MG พวงมาลัยขวาส่งไปทั่วโลก นอกจากนี้ยังขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุม และการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้รถยนต์ MG มาพร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอโดยหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความโดดเด่นและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า คือ “ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART”

i-SMART เปลี่ยนรถให้ฉลาดขึ้น

สำหรับระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART สามารถยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์เอ็มจี ใน 3 แกนหลักๆ คือด้านการสั่งการ หรือ SMART Command ด้านการเชื่อมต่อ หรือSMART Connect และด้านการตรวจเช็ครถหรือ SMART Check

SMART COMMAND – สั่งการทุกฟังก์ชันอย่างแม่นยำ

ระบบ i-SMART รองรับการสั่งการควบคุมการทำงานในรถยนต์เอ็มจีด้วยเสียงภาษาไทยช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย เพียงแค่พูด “ฮัลโหล เอ็มจี” (Hello MG) เพื่อเริ่มต้นสั่งการฟังก์ชันต่างๆ อาทิ โทรออกเพียง ค้นหาจุดสนใจ เปิด-ปิดหรือเปลี่ยนเพลง ควบคุมระบบปรับอากาศ รวมไปถึงเปิด-ปิดซันรูฟและหน้าต่างฝั่งคนขับ นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมหรือสั่งการระบบต่างๆ ผ่านหน้าจอภายในรถ อาทิ โทรออก – รับสายจากจอทัชสกรีนในกรณีฉุกเฉินซึ่งโทรฟรีได้ 50 นาทีต่อเดือน ใช้ระบบ i – CALL ติดต่อ MG CALL CENTRE เพื่อสอบถามข้อมูลและขอรับจุดสนใจ (Point Of Interest) ด้วยปุ่มลัดบนพวงมาลัย หรือเลือกสั่งการบนสมาร์ทโฟนผ่าน MG Mobile Application เพื่อสั่งสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดเครื่องปรับอากาศ

SMART CONNECT เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ให้สนุกได้ไม่รู้จบ

ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์เข้ากับการใช้งานรถยนต์เอ็มจีผ่านระบบ i-SMART ทั้งฟังเพลงฮิตจากทั่วโลกได้มากกว่า 1 ล้านเพลงผ่านระบบไลฟ์สตรีมจาก TRUE Online Music ค้นหาร้านอาหารยอดนิยมหรือที่พักระหว่างเดินทางผ่าน FOOD & TRAVEL GUIDE จาก WONGNAI และ AGODA สามารถเชื่อมต่อแอพลิเคชั่นต่างๆในระบบแอนดรอยด์ บนสมาร์ทโฟนเข้ากับรถผ่านเทคโนโลยี MG LINK หรือค้นหาเส้นทางผ่าน Smart Navigation ซึ่งแสดงผลการจราจรแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถอัพเกรดระบบได้เองผ่านออนไลน์ (OTA upgrade system)

SMART CHECK – ขับขี่ปลอดภัยเมื่อความมั่นใจอยู่ในมือ

ระบบ i-SMART มาพร้อมฟังก์ชันที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถตรวจเช็คการทำงานของรถยนต์เอ็มจีได้ง่ายๆ เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบความผิดปกติและแจ้งสถานะการทำงานของรถ (Remote vehicle diagnosis) อาทิ เครื่องยนต์ ลมยาง ระบบเบรก ถุงลมนิรภัย และการล็อกประตู หรือใช้คำสั่งล็อกหรือปลดล็อกประตู (Remote vehicle control) รวมทั้งค้นหารถโดยกำหนดให้รถเปิดไฟหน้าไฟท้ายหรือใช้เสียงแตรผ่านการตั้งค่า (Find my Car) และตรวจสอบตำแหน่งของรถพร้อมบอกเส้นทางไปยังรถยนต์ และสามารถกำหนดขอบเขตการใช้รถได้ตั้งแต่ 500 ม. ถึง 10 กม. ซึ่งระบบจะแจ้งเตือนเมื่อรถเข้าออกในขอบเขตที่กำหนดไว้

“จากการสำรวจการใช้งานระบบ i-SMART พบว่าการใช้งานคำสั่งเสียงที่ลูกค้านิยมมากที่สุดคือสั่งการระบบนำทาง ระบบปรับอากาศ และสั่งการโทรออก ในขณะที่การใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือนั้นส่วนใหญ่จะเน้นเพื่อตรวจสอบสถานะของรถ สั่งการเปิดระบบเครื่องปรับอากาศ และสั่งล็อกหรือปลดล็อกประตู” นายพงษ์ศักดิ์กล่าว

สำหรับระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์หลักของเอสเอไอซี คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเอ็มจี ในด้านการพัฒนารถยนต์แห่งอนาคตให้มีความเป็นอัจฉริยะ (Intelligent) และการพัฒนาเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตและระบบการเชื่อมต่อภายในรถยนต์ (Internet Car) โดยเป็นระบบปฏิบัติการที่ให้ทั้งความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และการเชื่อมต่อที่อัจฉริยะ

MG มองภาพการพัฒนาหลักของบริษัท 4 เรื่องคือ

  1. Intelligent รถเป็น Smart Car มากขึ้น
  2. Internet การเชื่อมต่อรถกับอินเทอร์เน็ต
  3. New Energy รถพลังงานทางเลือกหรือ EV
  4. Car Sharing เช่นมีรถจอดไว้ในเมือง ให้เปิดใช้งานผ่านแอปได้

ซึ่งตอนนี้เรื่อง Intelligent และ Internet เป็นเรื่องที่บริษัททำได้เรียบร้อยแล้ว และกำลังก้าวเข้าสู่การพัฒนารถที่ใช้พลังงานทางเลือก และระบบ Car Sharing ต่อไป

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!