เปิดตัว MG HS PHEV Plug-in Hybrid เคาะราคา 1.359 ล้านบาท

หลังจากที่ MG ได้เชิญ #beartai ร่วมสัมผัสและทดลองขับสั้น ๆ MG HS PHEV (Plug-in Hybrid) วันนี้ (27 ตุลาคม 2563) ทาง MG Sales Thailand ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมราคา 1,359,000 บาท

ขุมพลัง Plug-in Hybrid 284 แรงม้า

สำหรับขุมพลังของ MG HS PHEV เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร GDI Turbo 162 แรงม้า เชื่อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า แบบเสียบปลั๊กชาร์จ (Plug-in Hybrid) เมื่อรวมกันจะได้พละกำลังสูงสุด 284 แรงม้า แรงบิด 480 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ EDU II เชื่อมกับแบตเตอรี่ Lithium-ion แบบ 6 โมดุล ขนาด 16.6 กิโลวัตต์ สามารถขับใช้โหมดไฟฟ้าสูงสุด 65 กิโลเมตร

โดยตัวมอเตอร์ไฟฟ้าได้ใช้เทคโนโลยีแบบ Hairpin Design พร้อมระบบระบายความร้อนแบบ Coolant ลดการสูญเสียพลังงาน ให้สมรรถนะได้เต็มประสิทธิภาพและทนทาน ขณะที่แบตเตอรี่ได้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก American UL2580 และผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน IP67 ป้องกันน้ำและฝุ่น

ส่วนระบบกันสะเทือนของช่วงล่างแบบ Euro Tuning Suspension เสริมด้วยระบบช่วงล่างหน้าแบบ MacPherson Strut และช่วงล่างหลังแบบ Multi-link ที่มาพร้อมเหล็กกันโคลงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นเมื่อขับขี่บนทุกสภาพถนน

ภายนอกของ MG HS PHEV มาพร้อมการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ตามมาตรฐานยุโรป กระจังหน้าโครเมียม Stellar Magnetic Field ไฟหน้าแบบ LED พร้อมระบบเปิด-ปิด อัตโนมัติ ไฟเลี้ยวแบบ Sequential ไฟตัดหมอกแบบ LED ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว แบบ Thunder Wing Blade ไฟท้าย LED Space Sequential ที่แสดงผลแบบไล่ระดับ

ภายในของ MG HS PHEVมาพร้อมโทนสีภายในให้เลือก 2 แบบ คือ สีดำ และ สีขาวทูโทน Monaco Blue ใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วย วัสดุ Soft Touch เบาะหนังคู่หน้าแบบ Sport Bucket Seat ตกแต่งด้วยวัสดุ Alcantara เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง เพิ่มความเป็นส่วนตัวในห้องโดยสารด้วย NVH Luxury Silence Space เพิ่มฟิล์มกันเสียง และแผ่นซับเสียงภายในห้องโดยสาร ที่จะช่วยตัดเสียงรบกวนภายนอก พร้อมหลังคาซันรูฟที่เปิดกว้างแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) บนพื้นที่เกือบ 90% ของพื้นที่หลังคา มอบประสบการณ์ใหม่ในการ ขับขี่ด้วยจอแสดงผลอัจฉริยะ Full Virtual Dashboard ขนาด 12 นิ้ว และจอควบคุมกลางแบบทัชกรีนขนาด 10 นิ้ว ระบบเสียง BOSE 8.1 Sound System พร้อมสร้างบรรยากาศและสีสันให้กับการขับขี่ด้วย Interactive Ambient Light ที่สามารถปรับเฉดสีได้มากถึง 64 เฉดสี

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกฝั่ง Dual Zone พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ ระบบกรองอากาศ PM 2.5 ระบบกุญแจรีโมตอัจฉริยะ Smart Key พร้อมปุ่ม Push Start และฝากระโปรงท้ายระบบไฟฟ้าเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน

ชุดความปลอดภัย 25 ระบบ มาตรฐานยุโรป

ระบบความปลอดภัยมาพร้อมชุดความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป Advanced Synchronized Protection System  กว่า 25 ระบบ โดยแบ่งออกเป็นระบบความปลอดภัย เชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุที่ช่วยทั้งเรื่องระบบเบรก และช่วยรักษาเสถียรภาพในการขับขี่ จำนวน 14 ระบบ และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance System (ADAS) หรือระบบช่วยควบคุมการ ขับขี่ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ จำนวน 11 ระบบ 

สำหรับระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance System (ADAS) ถือเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระดับที่ 2 (Partial Automation) โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

กลุ่มระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา RDA (Rear Drive Assist)

  • ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
  • ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning)

กลุ่มระบบเตือนและควบคุมให้รถอยู่ในเลน LAS (Lane Assist System) 

  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning) 
  • ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถจะออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention) 
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist)

กลุ่มระบบที่ช่วยในการขับขี่ FDA (Front Drive Assist)

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าในขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
  • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-Beam Control)

นอกจากนี้ยังเสริมอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ    (Speed Sensing Door Lock) เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ ถุงลมนิรภัย 6 จุด กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ (3D Around View Monitor) และระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer

ราคาและการรับประกัน

สำหรับราคาของ MG HS PHEV จะอยู่ที่ 1,359,000 บาท มีสีตัวถังให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว Arctic White โดยมีสีภายในแบบ 2-Tone Monaco Blue ในขณะที่ตัวถังสีแดง Scarlet Red และสีดำ Black Knight จะมาพร้อมการตกแต่งภายในสีดำ พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และ รับประกันตัวรถ 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร สำหรับโปรโมชันพิเศษ รับประกันภัยชั้นหนึ่งฟรี  1 ปี และ MG Home Charger พร้อมค่าติดตั้งฟรี เฉพาะลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 และสามารถชมรถยนต์คันจริงได้ที่โชว์รูม MG ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส