Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

LINE เผยวิสัยทัศน์ปี 2017 สู่การเป็น MOBILE PORTAL เต็มรูปแบบ

Published

on

LINE ผู้นำด้าน Platform แชทบนมือถือยอดนิยมระดับโลก เผยตัวเลขความสำเร็จพร้อมประกาศวิสัยทัศน์ปี 2017 ก้าวสู่การเป็น “Mobile Portal” หรือระบบการเชื่อมต่อเข้ากับทุกสิ่งโดยเน้นการให้บริการที่ครอบคลุมทั้ง 4 ด้านดังนี้

  • ด้านการติดต่อสื่อสาร (Communication)
  • ด้านคอนเทนต์ (Content)
  • ด้านบริการ (Services)
  • ด้านบริการ (Commerce)

คุณอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย

ซึ่งปัจจุบันทุก ๆ คนต่างก็ใช้มือถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันกันไปแล้ว และแอปแรก ๆ ที่เราโหลดนั้นก็คงไม่พ้นแอปฯ แชทเจ้าประจำอย่าง LINE ซึ่งทางคุณอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย กล่าวไว้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสำคัญมาก ๆ สำหรับ LINE ซึ่งทั่วโลกมีผู้ใช้งานทั้งสิ้นกว่า 216 ล้านคน และประเทศไทนก็เป็นอันดับ 2 ของจำนวนผู้ใช้งานทั้งหมด และปัจจุบันก็มี Mascot ต่าง ๆ ออกมามากมาย ซึ่งในงานนี้เขาก็ได้พามาทั้งหมด 4 ตัวคือ Cony, Brown, Choco และ Pangyo ซึ่งเป็นแพนด้า Mascot ตัวล่าสุดนั่นเอง

ซึ่งในปีที่ผ่านมาทาง LINE ก็ได้ตั้งเป้าเอาไว้และทำได้สำเร็จไปแล้วเช่น

  • LINE TV สร้างการเติบโตด้วยยอดรับชมที่สูงขึ้นกว่า 136% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาและมีซีรี่ส์ต่าง ๆ ชื่อดังออกมาเป็นกระแสในโซเชียลมากมายเช่น บันทึกของตุ๊ด เป็นต้น
  • LINE MAN บริการน้องใหม่ซึ่งประกอบไปด้วยบริการสั่งซื้ออาหารและของสะดวกซื้อ รวมไปถึงบริการรับส่งพัสดุต่าง ๆ ที่เปิดตัวไปเมื่อพฤษภาคมปี 2559 ที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีผู้ใช้งานแล้วสูงถึง 400,000 คนพร้อมจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมแล้วกว่า 20,000 ร้าน ซึ่งเข้าสู่อันดับ 1 บริการส่งอาหารภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปีเต็ม
  • LINE GAME ครองอันดับ 1 ในตลาดเกมมือถือของไทยด้วยเกมที่ฮิตติดลมบนอย่าง เกมเศรษฐี หรือ LINE Cookie Run สร้างเสียงหัวเราะและความสนุกสนานให้ผู้เล่นได้ทุกเพศทุกวัย
  • LINE STICKERS ได้รับความนิยมมาก ๆ ด้วยจำนวนยอดดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 500 ล้าน Set ซึ่งบ่งบอกถึงความนิยมการใช้สติกเกอร์บอกความรู้สึกของคนไทยได้เป็นอย่างดี

ซึ่งเขาก็ได้พูดถึงการใช้งานแอปที่น้อยลงเรื่อย ๆ ในปัจจุบันเมื่อเทียบกับยุคแรกเริ่มของ Smartphone ซึ่งเฉลี่ยเพียง 32 แอปเท่านั้นที่ถูกโหลดจากจำนวนแอปบน Store กว่า 2.2 – 2.6 ล้านแอป เนื่องจากพื้นที่ในเครื่องที่ไม่ค่อยจะเพียงพอต่อการใช้งานในปัจจุบัน รวมไปถึงหลาย ๆ แอปนั้นไม่ตอบโจทย์การใช้งาน ดังนั้น LINE ก็จะเป็น 1 ในตัวกลางที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องโหลดแอปอื่น ๆ เพิ่มลงไปให้เปลืองพื้นที่ โดยจะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็น Portal หรือแหล่งรวมรวมทุกสิ่งอย่างเข้ามาไว้ด้วยกันทั้งหมดจนเรียกได้ว่า แค่เข้าแอป LINE ก็สามารถทำได้ทุกอย่างที่คุณต้องการดังนี้

ด้านการติดต่อสื่อสาร (Communication)

จากผลสำรวจของ Nielsen พบว่าคนไทยใช้เวลาเฉลี่ยกว่า 234 นาทีต่อคนต่อวันในดูมือถือเพื่อทำงาน ติดต่อสื่อสารหรือพูดคุยกับคนอื่น ซึ่งกว่า 70 นาทีนั้นคือผู้ที่ใช้งานแอป LINE ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่ง LINE ก็จะพยายามหาสิ่งต่าง ๆ เข้ามาเพื่อตอบโจทย์ให้ผู้ใช้งานอยากใช้งานบนแอป LINE มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีการพัฒนาบริการต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ Lifestyle ของผู้ใช้งานทุกคนอยู่ตลอดเวลา

ด้านคอนเทนต์ (Content)

เรียกได้ว่าสื่อ ณ ปัจจุบันได้ถูกย้ายฐานจาก TV มาสู่ดิจิทัลหรือ Online มากขึ้นเรื่อย ๆ LINE TV จึงถือได้ว่าเป็นอีก 1 สถานที่ ที่ช่วนยให้ผู้ผลิตรายการ Content ต่าง ๆ ดี ๆ มากมายสามารถเติบโตไปพร้อม ๆ กันได้อย่างยั่งยืน โดย LINE TV ก็จะมี Content ต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมผู้ใช้งานไม่ว่าจะเป็นด้านกีฬา ความสวยงาม( Beauty) ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากละคร, เพลง, การ์ตูน และการถ่ายทอดสด (LIVE) นั่นเอง โดยปีนี้จะเริ่มมีการจับมือกับพันธมิตรช่องดัง ๆ เพื่อผลิต Content พิเศษสุด Exclusive บน LINE TV ขึ้นมาอีกด้วย

รวมไปถึงด้านการข่าว LINE ก็มีบริการ LINE Today ซึ่งเป็นบริการกระจายข่าวที่จะมีข่าวเด่น ๆ ทุกวันให้กับผู้อ่านได้ติดตามอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาโดยเป็นข่าวจาก Partner ต่าง ๆ มากมายซึ่งแน่นอนว่า 1 ในนั้นคือแบไต๋เรานั่นเอง (หรือจะติดตามผ่านช่องทาง @beartai ก็ได้เช่นกันนะครับ อิอิ)

ด้านบริการ (Services)

LINE ก็ได้แนะนำในส่วนของ Chatbot ซึ่งเป็นอีก 1 Feature หลักที่จะช่วยให้คุณสามารถบริหารจัดการ LINE Official ของคุณได้อย่างง่ายดายและช่วยให้ลูกค้าของคุณโต้ตอบกับคุณได้เพื่อเพิ่มยอดขายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งปัจจุบัน Chatbot นั้นสามารถทำได้แทบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหาร ดูหุ้น เช็คยอดบัตรเครดิต เรียก Uber หรือแม้แต่การเช็คสินค้า(ผ่านทาง Lazada) ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย

 

ด้านการขายสินค้าและบริการ (Commerce)

เรียกได้ว่าปัจจุบันการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทาง E-commerce ในประเทศไทยยังคงมีสัดส่วนที่ไม่โตมากเพียง 3.8% ของมูลค่าการค้าปลีกทั้งหมด LINE จึงอยากเชื่อมบริการบนโลก Offline เข้ากับโลก Online ให้กับคุณซึ่งเป็นบริการในรูปแบบ O2O (Offline to Online) โดยมีการนำเสนอ Beacon ที่จะช่วยให้ลูกค้าที่เดินเข้ามาในบริเวณร้านของเราสามารถรับ Promotion หรือรับแจ้งกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไปใน LINE ได้โดยผ่าน Bluetooth ซึ่งเขาก็ได้ทดสอบให้ดูโดยการแสดงหน้าจอผู้เข้าร่วมในงาน รวมไปถึงตรวจสอบคนที่เข้าไปถ่ายรูปหรืออยู่ใกล้กับเหล่า Mascot ได้อีกด้วย

รวมไปถึงบริการ LINE MAN ซึ่งเป็นบริการช่วยในการส่งพัสดุหรือสินค้าที่ถูกปรับเปลี่ยนจากบริการสั่งซื้ออาหารและของสะดวกซื้อไปสู่บริการรับส่งพัสดุเต็มรูปแบบ โดยการจับมือกับ Alpha ซึ่งเป็น 1 ในผู้ให้บริการนี้อยู่แล้วในปัจจุบันเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งานนั่นเอง

ในฐานะที่ LINE เป็นผู้นำด้าน Platform มือถือและเป้าหมายการเป็น Mobile Portal นั้น พวกเขาก็จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนา Services ต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระบบ Digital Economy ของประเทศไทยต่อไป

…แล้วคุณล่ะ พร้อมจะเปลี่ยนหรือยัง?

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

เครื่องฟอกอากาศ LG PuriCare จาก LG ให้คุณสร้างอากาศบริสุทธิ์ภายในบ้าน ได้ทุกที่ ทุกเวลา

Published

on

จากมลภาวะอากาศในปัจจุบันทั้งนอกบ้านและในบ้านส่งผลต่อสุขภาวะของคนไทย ซึ่งมีแนวโน้มของการเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะภูมิแพ้ การสร้างอากาศบริสุทธิ์ภายในบ้านให้แก่สมาชิกทุกคนในครอบครัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสามารถทำได้อย่างง่ายดายด้วยนวัตกรรมล่าสุดของ เครื่องฟอกอากาศ LG PuriCare (แอลจี เพียวริแคร์) ที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการมอบอากาศบริสุทธิ์ภายในบ้านหรืออาคาร สามารถขจัดสารมลพิษที่มองไม่เห็น จากระบบฟอกอากาศอย่างสมบูรณ์ถึง 6 ขั้นตอน นอกจากจะสามารถกรองอากาศภายในบ้านได้โดยรอบ 360 องศา และยังสามารถควบคุมการใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลาแม้จะอยู่นอกบ้านด้วยแอปพลิเคชัน Smart ThinQ™

เครื่องฟอกอากาศ LG PuriCare

  • โดดเด่นด้วยระบบการฟอกอากาศถึง 6 ขั้นตอน
  • พร้อมศักยภาพของสมาร์ท เซ็นเซอร์ จึงดูดและกรองฝุ่น รวมถึงสารปนเปื้อนในอากาศต่าง ๆ ที่มีโมเลกุลขนาดเล็กได้อย่างหมดจด
    • ไม่ว่าจะเป็นสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ หรือแม้กระทั่งแก๊สและสารที่มีกลิ่นและอาจเป็นอันตราย
  • พร้อมการกระจายลมในรัศมีได้มากถึง 7.5 เมตร
  • และตัวเครื่องทรงกลมที่มี Clean Booster จะทำการยกตัวขึ้นและหมุนเพื่อกระจายอากาศบริสุทธิ์สู่ทั่วทุกมุมห้อง

คุณนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นของแอลจีในการพัฒนานวัตกรรมสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง ตามสโลแกน Life’s Good

เครื่องฟอกอากาศ LG PuriCare จึงมาพร้อม  Smart ThinQ™ แอปพลิเคชันเฉพาะจากแอลจีที่ช่วยให้การใช้งานสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • การตรวจสอบคุณภาพอากาศภายในบ้าน
  • การสั่งงานเปิด-ปิด ในขณะเดินทางกลับบ้าน เพื่อให้มั่นใจว่าสมาชิกในครอบครัวจะได้รับอากาศบริสุทธิ์สะอาดทันทีที่ถึงบ้าน”
  • อีกคุณสมบัติอันโดดเด่นของแอลจี เพียวริแคร์ คือ ระบบกรองอากาศภายในตัวเครื่องที่ทำงานแยกกันอย่างอิสระ ตัวเครื่องส่วนล่างจึงมอบอากาศบริสุทธิ์ให้แก่ลูกน้อยวัยคลานได้อย่างทั่วถึง
  • เครื่องฟอกอากาศ แอลจี เพียวริแคร์ รุ่น AS95GDWV0 จำหน่ายในราคา 54,900 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลแอลจี 0-2878-5757 หรือสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.lg.com/th 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

B&O เปิดตัวหูฟัง Earset และลำโพง Beoplay P6 มาพร้อมคอนเซ็ปท์ “Mysound – My Space”

Published

on

RTB Technology ผู้นำเทรนด์ฟังคุณภาพสูง ที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบเสียงเพลงที่มีรายละเอียดความคมชัดสูงพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นทันสมัย ด้วยการจับมือกับ สตูดิโอเซเว่น ภายใต้ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด(มหาชน) ผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้าไอทีรายใหญ่ของไทย เปิดตัวสุดยอดนวัตกรรมหูฟังและลำโพงพร้อมกัน 2 รุ่นใหม่ “Earset” และ “Beoplay P6” ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปท์ My Sound – My Space เพื่อรุกสร้างปรากฎการณ์ใหม่ของการฟังเพลงไปอีกขั้น หลังประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการเปิดตัว “B&O by Bang & Olufsen” เมื่อปีที่ผ่านมา และสร้างยอดขายเติบโตอย่างรวดเร็ว มั่นใจด้วยคุณภาพเสียงมาตรฐาน ผสมผสานกับการดีไซน์เรียบหรู ร่วมสมัยตามสไตล์เดนมาร์ก และช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง สินค้าใหม่ทั้งสองรุ่นสามารถเพิ่มยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 30% ในสิ้นปีนี้

B&O Earset

B&O Earset

สำหรับหูฟังรุ่น Earset เป็นหูฟังแบบไร้สายรุ่นที่มีความสวยงามคลาสสิคที่สุด เนื่องจากได้แรงบันดาลใจจากการออกแบบหูฟังบีแอนด์โอรุ่นแรกๆ ซึ่งคือ Bang & Olufsen A8 ตั้งแต่ปี 2543 และได้พัฒนาต่อเนื่องมาจนกระทั่งวันนี้ บีแอนด์โอ จึงนำดีไซน์หูฟังที่เป็นต้นแบบหูฟังแบบเกี่ยวหูที่เป็นอมตะ และร่วมสมัย มาใส่เทคโนโลยีไร้สายที่ทันสมัยที่สุด พร้อมด้วยวัสดุเกรดพรีเมียม เพื่อให้แฟนพันธุ์แท้ตัวจริงของบีแอนด์โอ ได้สัมผัสหูฟังดีไซน์คลาสสิคที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิตอลได้ นอกจากหูฟัง Earset จะมาพร้อม Digital Equalizers ผ่านทางแอปพลิเคชั่น Beoplay แล้ว ยังสามารถคุยโทรศัพท์และการควบคุมการเล่นเพลงได้อย่างง่ายดายตามต้องการ

This slideshow requires JavaScript.

ขณะที่ตัวหูฟังที่ทำจาก Anodized Aluminium เพิ่มความคลาสสิก และแข็งแกร่งได้อย่างลงตัว พร้อมกับยางชนิดอ่อนนุ่มอย่างดี เพื่อให้สวมใส่สบาย แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 5 ชั่วโมง มีให้เลือก 2 สี คือ สี White และ Graphite Brown ในราคา 12,900 บาท

B&O Play 6

Beoplay P6

สำหรับ Beoplay P6 เป็นลำโพงบลูทูธไร้สายที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันสำหรับคอเพลงที่หลงใหลในดีไซน์และต้องการฟังเพลงในบ้านและยังสามารถพกพาไปนอกบ้านได้อย่างโดดเด่นทุกที่ทุกเวลา ด้วยสไตล์การออกแบบที่คลาสสิคแต่ยังคงความทันสมัยสวยงามเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับลำโพงใด ๆ ทั้งยังมาพร้อมกับ B&O Signature Sound ที่ให้รายละเอียดของเสียงทรงพลังสุดคมชัดด้วยกำลังขับ 215 วัตต์ และเบสที่นุ่มนวลชัดใส พร้อมการออกแบบตะแกรงเสียงให้สามารถขับเสียงออกได้ 360 องศา ทำให้ผู้ใช้สามารถได้ยินเสียงเต็มที่ไม่ว่าจะข้างหน้าหรือข้างหลัง ขณะที่ตัวเครื่องผลิตจากวัสดุคุณภาพชั้นเยี่ยม โดยตัวลำโพงทำจากอะลูมีเนียม ให้ความสวยงามและแข็งแรงไปพร้อมกัน ส่วนสายหิ้วทำจากหนังแท้ให้ความเรียบหรู

This slideshow requires JavaScript.

นอกจากนี้ Beoplay P6 ยังมาพร้อมการออกแบบปุ่มกดที่ใช้เพียงสัมผัสเดียว แต่สามารถควบคุมลำโพงได้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น เล่น-หยุด เพลง รับ-วางสายโทรศัพท์ แถมยังเรียกใช้ผู้ช่วยเสียง Voice Assistant หรือฟังก์ชั่นใหม่อย่าง ToneTouch ที่เป็นการกำหนด Equalizer Preset ล่วงหน้าในปุ่มเดียว ทำให้เรียกใช้งานได้ง่าย โดยมาพร้อมแบตเตอรี่สำหรับการใช้งานไร้สายได้ยาวนานถึง 16 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง มีให้เลือก 2 สี คือ Black และ Natural ในราคา 16,900 บาท

RTB เน้นรุกตลาด Mobile Lifestyle ต่อไป

ดร.บรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด กล่าวถึงทิศทางการทำตลาดอุปกรณ์เสริม หรือ โมบาย ไลฟ์สไตล์ (Mobile Lifestyle) ในไตรมาส 3 ว่า อาร์ทีบีฯ มีแผนต่อยอดขยายฐานคนรักเสียงเพลงให้ครอบคลุมทุกเซ็กเม้นต์ที่กำลังเติบโตและเติมเต็มความต้องการของลูกค้าให้ครอบคลุมทุกระดับยิ่งขึ้น ด้วยการรุกต่อยอดความสำเร็จแบรนด์เครื่องเสียงระดับไฮเอนด์จากประเทศเดนมาร์ก “บี แอนด์ โอ” (B&O) หรือ Bang & Olufsen ที่อาร์ ที บีฯ เพิ่งเปิดเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และได้กระแสการตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการฟังเพลงคุณภาพสูงและชื่นชอบในดีไซน์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปีนี้ อาร์ทีบีฯ จึงได้จับมือกับ สตูดิโอเซเว่น ภายใต้ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้าไอทีรายใหญ่ของไทยเปิดตัวนวัตกรรมหูฟังและลำโพง 2 รุ่นใหม่ล่าสุด Earset และ Beoplay P6 เข้ามาทำตลาดเพิ่มขึ้น

“สิ่งที่ยืนยันถึงความสำเร็จของแบรนด์บี แอนด์ โอ (B&O) สะท้อนได้จากยอดขายที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Beoplay E8 ส่งผลให้แบรนด์ บี แอนด์ โอ ในประเทศไทยเป็นที่รู้จักของคอเพลงและเติบโตอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เปิดตัวได้เพียง 1 ปีเท่านั้น โดยมียอดขายประมาณ 70 ล้านบาท ประกอบกับการที่อาร์ทีบีฯ มีความแข็งแกร่งของช่องทางการจำหน่ายที่ครอบคลุมและครบทุกพาร์ทเนอร์ โดยปัจจุบันมีจุดจำหน่าย 50 แห่ง และจะขยายเพิ่มเป็น 70 แห่งในสิ้นปีนี้ ตลอดจนแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมหูฟังและลำโพงคุณภาพสูง ที่มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์มากขึ้น เพราะสะท้อนเอกลักษณ์ของผู้ใช้งาน จึงเป็นปัจจัยให้ บี แอนด์ โอ(B&O) ได้รับการตอบรับที่ดีจากคอเพลงมาอย่างต่อเนื่อง”

ดร.บรรพต กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางการผลักดันแบรนด์บี แอนด์ โอ ในปีนี้ว่า อาร์ทีบีฯ จะเดินหน้าขยายการรับรู้ ด้วยการมุ่งสร้างให้ผู้บริโภคได้มีประสบการณ์กับสินค้าทั้งในแง่ของคุณภาพเสียง และวัสดุพรีเมียมที่ใช้มากขึ้น โดยการขยายพื้นที่กับพาร์ทเนอร์ ทำ shop in shop ของ บีแอนด์โอให้มากขึ้น เพื่อตอกย้ำจุดเด่นของแบรนด์และสินค้า และในปีนี้เราจะเพิ่มโปรดักส์ไลน์ใหม่ๆ ที่บีแอนด์โอมีอยู่ เพื่อตอบสนองเทรนด์ของสมาร์ทโฮมที่กำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศเป็นอย่างมาก

คุณวิมลมาลย์ วัฒนสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว Earset และ Beoplay P6 ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำการออกแบบที่เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภค ของแบรนด์บี แอนด์ โอ (B&O) กับกลุ่มคนรักเสียงเพลงคุณภาพและหลงใหลในดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบของตัวสินค้า หรือการสื่อสารทางการตลาดต่าง ๆ ช่วยต่อยอดความน่าหลงใหลของแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้นอย่างแน่นอน

ด้านนางสาว ณัฐนันท์ กีรติกรยศนันท์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “COM7 เราคือ บริษัทที่ทำธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอที & Gadget ภายใต้ชื่อ brand Banana & Studio 7 ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ เราจะเห็นว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการพัฒนาเทคโนโลยีของสินค้าไอที และ Gadget อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับ lifestyle ยุค Digital โดยเฉพาะ Gadget ในหมวดของ Premium Music ที่ COM7 เล็งเห็นถึงการพัฒนาของเทคโนโลยี และรูปแบบของสินค้า และการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่อง และเพื่อจะรองรับการขาย บริษัทฯ ได้ทำการคัดสรรช่องทาง และปรับรูปแบบร้านค้าให้ดูทันสมัยและพรีเมี่ยมมากขึ้น ทั้งร้านค้าในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด หัวเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะโลเคชั่นสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ อย่างเช่นที่ศูนย์การค้าเอ็มควอเทีย เป็นต้น

โดยครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ได้ร่วมมือกับบริษัทอาร์ ที บี ซึ่งเป็น Distributor ที่มีศักยภาพ ในการพัฒนาแบรนด์ต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย และยังเป็นคู่ค้าที่ดีต่อกันมาเกือบ 10 ปี ซึ่ง 1 ในแบรนด์ ที่เติบโตเร็วมาก ในระยะ 1 ปี ที่ผ่านมา ก็คือแบรนด์ B&O เพราะทั้งคุณภาพในด้านของเสียง และวัสดุ รวมถึงดีไซน์ที่เรียบง่าย โดดเด่นและร่วมสมัย และยังมีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 50 ปี จึงทำให้ทาง Com7 กับบริษัท อาร์ทีบีฯ มีความยินดี ในการเปิดตัวสินค้าสองรุ่นใหม่นี้ เพื่อส่งเสริมและต่อยอดความสำเร็จของบริษัท ภายใต้ ร้าน Studio7 ในการขายสินค้าที่มีคุณภาพในระดับพรีเมียมให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

‘มิว สเปซ’ ได้รับสิทธิ์ในการใช้คลื่นความถี่ดาวเทียม ครอบคลุม 6 ประเทศในอาเซียน

Published

on

บริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจการให้บริการดาวเทียมและกิจการอวกาศของไทย ประกาศการได้รับสิทธิ์ในการใช้คลื่นความถี่ดาวเทียมครอบคลุม 6 ประเทศในอาเซียน มีความพร้อมและจะเริ่มเสนอให้บริการสัญญาณผ่านดาวเทียมให้แก่ภาครัฐ ผู้ประกอบการโทรคมนาคม รวมถึงภาคธุรกิจต่างๆ ในพื้นที่ภูมิภาคอาเซียน และประเทศไทยเร็วๆ นี้

มิว สเปซ ได้รับสิทธิ์ในการใช้คลื่นความถี่ดาวเทียม ณ ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม 50.5 องศาตะวันออก ซึ่งเมื่อ มิว สเปซ ส่งดาวเทียมขึ้นไปในตำแหน่งดังกล่าว จะทำให้มีคลื่นความถี่ดาวเทียมที่สามารถให้บริการได้ครอบคลุมพื้นที่ประเทศกัมพูชา ลาว มาเลเซีย พม่า เวียดนาม รวมถึงประเทศไทยได้ โดยก่อนหน้านี้ คลื่นความถี่ที่ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม 50.5 องศาตะวันออกดังกล่าวนั้น มีการใช้งานโดยบริษัท New Skies Satellites หรือ NSS บริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท SES บริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำระดับโลกทางด้านดาวเทียม โดยที่ มิว สเปซ วางแผนเช่าคลื่นความถี่ดาวเทียมที่วงตำแหน่งโคจรดังกล่าวเป็นระยะเวลา 15 ปี และจะต่อระยะเวลาการเช่าออกไปอีก 15 ปี

วรายุทธ เย็นบำรุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด

นายวรายุทธ เย็นบำรุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันอัตราการการเติบโตของฐานผู้บริโภคในธุรกิจการให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและสัญญาณมือถือในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มสูงขึ้น โดย มิว สเปซ มีความพร้อมที่จะให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว อีกทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เช่น โปรแกรมดิจิตอลแอปพลิเคชั่น เทคโนโลยี 5G ไอโอที (IoT) รวมถึงดาวเทียม ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและสัญญาณมือถือ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น”

จากข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) ประชากรทั้งหมดในประเทศกัมพูชา ลาว มาเลเซีย พม่า เวียดนาม และไทย มีจำนวนทั้งสิ้น 269 ล้านคน โดยที่ 42% ของจำนวนประชากรดังกล่าว หรือประมาณ 113 ล้านคน เป็นผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต และมีการลงทะเบียนใช้งานโทรศัพท์มือถือถึง 359 ล้านเลขหมาย ซึ่งเมื่อพิจารณาตัวเลขจากรายงานดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการใช้งานโทรศัพท์มือถือนั้นมีจำนวนมากกว่าจำนวนประชากรโดยรวมของทั้ง 6 ประเทศเสียอีก สำหรับในประเทศไทยมีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือถึง 120 ล้านเลขหมาย ซึ่งเป็นจำนวนเกือบสองเท่าของจำนวนประชากร 69 ล้านคนในประเทศ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีอัตราผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในด้านส่วนแบ่งการตลาดของการใช้บริการอินเทอร์เน็ตไม่ได้ก้าวตามไปด้วย มีเพียงแค่ 48% ของประชากรไทย หรือเพียง 33 ล้านคนเท่านั้น ที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

ดังนั้น เพื่อสนับสนุนความต้องการของตลาด บริษัทกำลังพัฒนานวัตกรรมการให้บริการทางด้านดาวเทียม และริเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านไอโอที (IoT) โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้งานเป็นหลัก มิว สเปซ ไม่หยุดยั้งในการมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำของสังคม โดยในเดือนตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา มิว สเปซ ได้ลงนามร่วมกับบริษัท SES โดยมีเป้าหมายเพื่อให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและสัญญาณมือถือผ่านดาวเทียมในพื้นที่ชนบทห่างไกลของประเทศไทย ทั้งนี้ ภายใต้สัญญาความร่วมมือดังกล่าว ทาง มิว สเปซ จะเป็นผู้ให้บริการสัญญาณผ่านทางดาวเทียม SES-8 ซึ่งเป็นดาวเทียมสัญชาติลักเซมเบิร์ก และดาวเทียม SES-12

“ในวันนี้ มิว สเปซ มีความพร้อมที่จะให้บริการสัญญาณดาวเทียมในประเทศไทยทันที เหลือเพียงแต่รอขั้นตอนการอนุมัติจากภาครัฐเท่านั้น และผมเชื่อว่า มิว สเปซ จะได้รับไฟเขียวในการให้บริการดาวเทียมจากทางภาครัฐในเร็ววันนี้ เช่นเดียวกับที่ มิว สเปซ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจอุตสาหกรรมทางด้านดาวเทียมและอวกาศของภูมิภาคอย่างเต็มตัวแล้ว และนอกจากนี้การได้มาซึ่งสิทธิในการใช้งานในตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม 50.5 องศาตะวันออกของเรานั้น ไมได้มีความสำคัญเพียงในแง่การให้บริการดาวเทียมของ มิว สเปซ เท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อประเทศไทยในประเด็นเรื่องสิทธิในการใช้งานจากเอกสารข่ายงานดาวเทียมในตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมอีกด้วย โดยถือเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิของประเทศไทยที่ตำแหน่งวงโคจรดังกล่าวที่จะหมดอายุลงในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้” นายวรายุทธกล่าวเพิ่มเติม

กราฟิกจำลองตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม 50.5 องศาตะวันออก ที่ทาง ‘มิว สเปซ’ ได้รับสิทธิ์ในการใช้คลื่นความถี่ดาวเทียม

มิว สเปซ เป็นสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียม ก่อตั้งเมื่อกลางปี 2560 โดยมีเป้าหมายต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ด้วยการนำดาวเทียมมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการสร้างระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในพื้นที่ห่างไกล และการนำมาปรับใช้กับสื่อสารในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการรองรับ IoT และ Smart Cities ปัจจุบัน มิว สเปซ เป็นสตาร์ตอัพอวกาศแห่งแรกของไทยที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม (แบบมีโครงข่ายดาวเทียมเป็นของตนเอง) จากสำนักงานจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นระยะเวลา 15 ปี

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!