Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

รัฐ-เอกชน ผนึกกำลัง เปิดมหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์แห่งปี “BIDC 2017”

Published

on

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA ร่วมกับ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP และ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB พร้อมกับ 5 สมาคมทางด้านดิจิทัลคอนเทนต์ไทย ประกอบด้วย สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) , สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย (DCAT) , สมาคมอีเลิร์นนิงแห่งประเทศไทย (e-LAT) , สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชันและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA) และ สมาคมธุรกิจบางกอกเอซีเอ็มซิกกราฟ (BASA) เปิดมหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์แห่งปี BIDC 2017” ปรับยุทธศาสตร์โฟกัส B2B หวังกระตุ้นเม็ดเงินและหนุนการส่งออกของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยให้เติบโตยิ่งขึ้น พร้อมจัดแสดงผลงานจากบริษัททางด้านดิจิทัลชั้นนำของไทยทั้งด้าน Animation Game E-learning Computer Graphics และ Visual Effect การจับคู่เจรจาทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการไทยและเทศ นอกจากนี้ยังจะได้พบกับผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลระดับโลก ที่พร้อมใจกันตบเท้าเข้าร่วมงานและถ่ายทอดความรู้กันอย่างคับคั่ง

DEPA ดันดิจิทัลคอนเทนต์เป็นกลไกหลักในยุทธศาสตร์ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

คุณมีธรรม ณ ระนอง รักษาการผู้เชี่ยวชาญพิเศษปฎิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า DEPA มีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลเทคโนโลยีในมิติต่าง ๆ และหนึ่งในภารกิจสำคัญคือ การพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ในเชิง ยุทธศาสาตร์การพัฒนาประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลรอบด้านได้อย่างสมบูรณ์ โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัลที่สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 และแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการพัฒนาบุคลากร การเข้าหาแหล่งเงินทุน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเสริมศักยภาพทำให้ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยให้แข็งแกร่ง เป็นที่ยอมรับ และสามารถการสร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้

ล่าสุดเปิดมหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ Bangkok International Digital Content Festival 2017” (BIDC 2017) ด้วยแนวคิด Digital Wonderland” ความมหัศจรรย์ของดิจิทัลคอนเทนต์ ที่เทคโนโลยีใหม่ๆ จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศของทุกๆ อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรม จัดต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 4 และใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมฯ เพื่อแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการทางด้านดิจิทัลของไทยด้าน Animation Game E-learning Computer Graphics และ Visual Effect ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในศักยภาพจากนานาประเทศ โดยในปีนี้ได้ปรับกลยุทธ์ในการจัดงานโฟกัส Business to Business (B2B) ในสัดส่วนที่มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งแตกต่างจาก 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์มีการขยายตัวและเติบโต และมีบทบาทต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น ซึ่งภาครัฐให้การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการทั้งในการจัดงานที่ดึงนานาชาติเข้าร่วม เพื่อจะได้พบปะ เจรจาทางธุรกิจและตระหนักถึงศักยภาพดิจิทัลคอนเทนต์ไทยที่พร้อมจะเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคอาเซียน ด้วยความพร้อมทางด้านฝีมือ บุคลากรและการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง นอกจากนี้ผลการสำรวจพบว่าในปี 2558 มีมูลค่าตลาดรวมสูงกว่า 12,000 ล้านบาท และมีข้อมูลการส่งออกคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,500 ล้านบาท

ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างเช่น ก้านกล้วย ของกลุ่มบริษัท กันตนา แอนนิเมชั่น สตูดิโอ จำกัด และยังมีของ กลุ่มบริษัทวิธิตา แอนิเมชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายการ์ตูนขายหัวเราะ ตัวการ์ตูนปังปอนด์และหนูหิ่น ส่วนกลุ่มเกม ได้นำเกมมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นส่วนหนึ่งของการทำตลาดของแบรนด์สินค้าหรือบริการ โดยใช้ความสามารถในการสร้างประสบการณ์ที่สนุกหรือเสมือนจริงจากการสร้างเกมมาช่วยเหลือภาคธุรกิจอื่นๆ เช่น การใช้เทคโนโลยี VR เข้ามาสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมแฟชั่นการให้ลูกค้าได้สัมผัสบรรยากาศที่พักจริง และในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ สามารถชมบ้านตัวอย่างผ่านออนไลน์ เป็นต้น ทางด้าน e-LAT ซึ่งสนับสนุนนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น การเรียนรู้ด้านกฏหมายผ่านสื่อ e-Learning ทางด้าน TACGA ที่นำแอนิเมชันทั้ง Feature Films, TV Series, Short Animation ที่เป็นการ์ตูนของไทยละผลิตผลงานให้กับต่างประเทศ เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Final Fantasy และ XV: Kingsglaives เป็นต้น ซึ่งทุกกลุ่มประสบผลสำเร็จเป็นที่รู้จักของตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดทางธุรกิจด้วยคุณมีธรรม ณ ระนอง กล่าว

กรมส่งเสริมฯ เปิดโต๊ะเจรจาดันดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่อินเตอร์

คุณวรรณภรณ์ เกตุทัต รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) คือส่วนสำคัญของงาน Bangkok International Digital Content Festival 2017” ที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยโดยเฉพาะตลาดส่งออกซึ่งจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์นโยบายของรัฐบาลและการจัดงาน BIDC 2017 ปีนี้ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการใหม่ ๆ ได้จับคู่ธุรกิจกับบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ จีน และเกาหลี รวมกว่า 40 ราย เช่น CARTOON NETWORK STUDIOS จากประเทศสหรัฐอเมริกา CCTV ANIMATION CO จากประเทศจีน MIXI INC (XFLAG STUDIO) จากประเทศญี่ปุ่น และบริษัทในประเทศไทยอีก 60 รายเข้าร่วมกิจกรรม และงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ Japan External Trade Organization (JETRO) ที่ได้เชิญวิทยากรจากประเทศญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงจาก TV Tokyo Communications Corporation มาร่วมสัมมนาในครั้งนี้ด้วย ซึ่งการดำเนินกิจกรรมในส่วนนี้จะเป็นอีกกลไกสำคัญหนึ่งในการผลักดันการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

กลุ่มอุตสาหกรรมฯ พร้อมดันเป็นไทยเป็นฮับ

คุณธิดารัธ ธนภรรคภวิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) และ ผู้แทนสมาคมผู้จัดงานฯ กล่าวว่า การจัดงาน Bangkok International Digital Content Festival 2017” เกิดจากการผนึกกำลังของภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางด้านดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียนและมีเป้าหมายขยายสู่ระดับโลก รวมถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมดิจิทัลมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับบทบาทของกลุ่มสมาคมได้ดำเนินการสนับสนุน ช่วยเหลือด้านธุรกิจการค้าและการพัฒนาสินค้าแก่สมาชิก รวมถึงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นตัวกลางระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการในการเชื่อมโยงทั้งสองส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยเติบโต สอดรับกับนโยบายประเทศที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมดิจิทัลเป็นหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศโดยเฉพาะตลาดส่งออกดิจิทัล คอนเทนต์

TCEB โชว์ศักยภาพประเทศจัดเมกะอีเว้นท์คับคั่ง

คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะทำงาน Bangkok Entertainment Fest 2017 และประธานกรรมการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) กล่าวว่า “Bangkok International Digital Content Festival 2017” หนึ่งในงานภายใต้ Bangkok Entertainment Fest 2017 นับเป็นการแสดงศักยภาพความพร้อมของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของประเทศไทยที่จะเผยแพร่ให้ต่างประเทศได้รับรู้และเข้ามาร่วมทำธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย TCEB ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทในการจัดประชุมและนิทรรศการระดับประเทศ รวมถึงการพัฒนาเมกะอีเวนท์ขนาดใหญ่ของประเทศ เชื่อมั่นว่าการผนึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนและกระตุ้นให้อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยเติบโตยิ่งขึ้น เนื่องจากในงานนี้มีการรวมตัวของผู้ประกอบการชั้นนำมาจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งนี้มั่นใจว่าประเทศไทยจะก้าวเป็นผู้นำ การจัดงานระดับโลกสำคัญๆ อีกมากมาย

คุณมีธรรม ณ ระนอง รักษาการผู้เชี่ยวชาญพิเศษปฎิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวเสริมปิดท้ายว่า ในงาน Bangkok International Digital Content Festival 2017” ครั้งนี้ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 24 มีนาคม 2560 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้

  • การแสดงศักยภาพและผลงานทางด้านดิจิทัลของผู้ประกอบการไทย พร้อมการมอบรางวัลในสาขา ต่าง ๆ BIDC Awards 2017” ให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่มีผลงานโดดเด่นในรอบปี เพื่อเป็นต้นแบบในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยและดิจิทัล กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดความสำเร็จในอนาคต
  • กิจกรรมการเจรจาธุรกิจ กับผู้ประกอบการรายสำคัญในธุรกิจดิจิทัลจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ จีนและเกาหลี รวมกว่า 40 ราย เข้าร่วมการเจรจาธุรกิจกับนักธุรกิจไทย 60 ราย
  • งานสัมมนาและประชุมเชิงปฏิบิตการ (Seminar & Workshop) รวมกว่า 20 หัวข้อ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลก

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

“ไทยจับมืออาลีบาบากรุ๊ป” ร่วมขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0

Published

on

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี , ท่านลวี่ เจี้ยน เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และ นายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริหารกลุ่มอาลีบาบา พร้อมด้วยรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจของไทย ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ของ ไทยกับบริษัทในเครืออาลีบาบากรุ๊ป เพื่อส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยภายใต้ ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 โดยมีความร่วมมือในหลากหลายมิติ อาทิ

  • การส่งเสริม SMEs ทุกระดับเข้าสู่อีคอมเมิร์ซ
  • การพัฒนาของดาวเด่นหรือ Talents ของไทยในด้านดิจิทัล
  • การยกระดับระบบโลจิสติกส์โดยอาศัยเทคโนโลยีชั้นนำของอาลีบาบา
  • และการส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านระบบดิจิทัล

รัฐบาลไทย แสดงความตั้งใจที่จะร่วมมือกับ อาลีบาบา โดยทำหนังสือแสดงเจตจำนงร่วมกันเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2559 และพิธีการในวันนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการประกาศความร่วมมือดังกล่าวที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดผลงานที่เป็นรูปธรรมระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยและบริษัทในเครืออาลีบาบากรุ๊ปที่มีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และผลักดันให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ในเวทีโลกผ่านนวัตกรรมด้านดิจิทัลต่าง ๆ ได้

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า “อาลีบาบา ได้ทำการศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคและตัดสินใจที่จะลงทุนสร้าง ดิจิทัลฮับ (Smart Digital Hub) ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในนโยบายประเทศไทย 4.0 และอนาคตที่สดใสของเศรษฐกิจไทย โดยดิจิทัลฮับที่จะสร้างขึ้นนี้ นับเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยง SMEs ไทยในทุกระดับ ทุกท้องถิ่น รวมถึง กลุ่ม OTOP และ กลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงตลาดจีนและตลาดโลก ความร่วมมือกับอาลีบาบาที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อ SMEs และเกษตรกรของไทย ซึ่งจะขยายไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมอื่นๆ ในขณะเดียวกันยังจะเป็นแรงเสริมขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยด้วย”

นายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มอาลีบาบา กล่าวว่า “จีน กำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยการขยายตัวของกำลังซื้อของคนชั้นกลางที่มีจำนวนมากกว่า 300 ล้านคนในปัจจุบัน ประกอบกับนโยบายเปิดการค้าเสรีของจีน คงไม่มีเวลาที่ดีกว่านี้อีกแล้ว ที่ประเทศต่าง ๆ จะใช้โอกาสนี้ในการส่งสินค้าไปยังตลาดจีน ที่สำคัญคือผลิตผลทางการเกษตรของไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ทุเรียน หรือผลไม้ต่าง ๆ ล้วนเป็นสินค้าที่ชาวจีนชื่นชอบ” ทั้งนี้ แจ็ค หม่า ยังกล่าวต่อด้วยว่า “ด้วยจุดแข็งในเรื่องผู้คนและวัฒนธรรมของไทย ประกอบกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ทำให้เรามั่นใจในอนาคตและศักยภาพการเติบโตของไทย ทั้งนี้ กลุ่มอาลีบาบายืนยันที่จะเป็นพันธมิตรในระยะยาวกับประเทศไทยในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โลกดิจิทัล”

ทั้งนี้ความร่วมมือในโครงการหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ประกอบด้วย

โครงการจัดตั้งศูนย์ Smart Digital Hub ใน พื้นที่อีอีซีเพื่อส่งเสริมการค้ากับจีนและกลุ่ม CLMV

โครงการลงทุนจัดตั้งศูนย์ Smart Digital Hub ในพื้นที่ EEC นี้จะอาศัยเทคโนโลยีระดับโลกของอาลีบาบาในด้านการประมวลข้อมูลโลจิสติกส์ ผ่าน ไช่เหนี่ยว (Cainiao Network) ซึ่งเป็นธุรกิจด้านโลจิสติกส์ของอาลีบาบา เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีน การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) และไปยังที่อื่นทั่วโลก มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานกับกรมศุลกากรในการยกระดับพิธีการทางศุลกากรให้เป็นระบบดิจิทัลด้วย ซึ่งการตั้งศูนย์ Smart Digital Hub นี้ จะเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมวิจัยพัฒนาดิจิทัล ซึ่งสำนักงาน EEC จะเชื่อมประสาน Smart Digital Hub กับ เขตนวัตกรรมดิจิทัล หรือดิจิทัลพาร์ค (EECd) และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ด้วย ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถทำพิธีวางศิลาฤกษ์ในการก่อสร้าง Smart Digital Hub ได้ภายในปี พ.ศ. 2561 และคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2562 ต่อไป

โครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลอีคอมเมิร์ซสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย

อาลีบาบา ได้เสนอให้วิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา หรือ Alibaba Business School (ABS) ซึ่งเป็นสถาบันพัฒนาบุคลากรของอาลีบาบา ที่ตั้งอยู่ที่เมืองหางโจว ร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซของ SMEs ไทยทุกกลุ่มทั่วประเทศ รวมถึง SMEs ในชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย โดยเน้นให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจ ได้เรียนรู้และเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีไทยให้สามารถเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์  และเข้าถึงตลาดจีนที่มีผู้บริโภคอยู่ไม่น้อยกว่า 500 ล้านคน รวมถึงตลาดในภูมิภาคและตลาดสากลได้ตามลำดับ (Regional and Global Value Chain) โดยอาลีบาบาจะจัดทีมงานร่วมลงพื้นที่กับทีมงานของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยอาศัยเครือข่าย ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (ITC) ในระดับภาคและจังหวัดของกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยงานภูมิภาคของกระทรวงพาณิชย์ทั่วประเทศ

  • โครงการอบรมพัฒนาดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent)

นอกจากการส่งเสริมธุรกิจ SMEs ผ่านอีคอมเมิร์ซแล้ว Alibaba Business School ยังจะร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการพัฒนากลุ่มคนเก่งหรือดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent) ในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาหลายหลักสูตร โดยเปิดโอกาส ให้นักศึกษา นักวิจัย อาจารย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐไปร่วมเข้าโครงการฝึกอบรมพัฒนาในด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งสร้างเครือข่าย (Networking) กับ ดาวเด่น หรือ Talents ทั่วโลกที่ประเทศจีน

การเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บนเว็บไซต์ Tmall.com

ภายในงาน กระทรวงพาณิชย์ และ อาลีบาบา ยังได้ร่วมกันเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บน เว็บไซต์ Tmall.com ซึ่งเป็นเว็บซื้อขายออนไลน์ระดับโลกที่เน้นร้านค้าแบรนด์ชั้นนำหรือร้านค้าตัวแทนที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยผลักดันยอดขายผลิตผลทางการเกษตรเริ่มต้นจากข้าว และขยายผลไปถึงผลไม้ต่าง ๆ ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียน ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีนเป็นอย่างยิ่ง กระทรวงพาณิชย์และอาลีบาบาจะร่วมกันผลักดันการส่งออกข้าวไทยและผลิตผลทางการเกษตรของไทย โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกหรือ Insight ในเรื่องตลาดผู้บริโภคที่อาลีบาบามีความเชี่ยวชาญ

โครงการความร่วมมือด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวดิจิทัล

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะร่วมมือกับ อาลีบาบา และ ฟลิกกี้ (Fliggy) บริษัทด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำของจีน ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวดิจิทัลและผู้ประกอบการการท่องเที่ยวรายย่อยในไทย โดย Fliggy คู่ร่วมลงนามกับ ททท. จะใช้ประสบการณ์และเทคโนโลยีที่ชาญฉลาดจัดทำ Thailand Tourism Platform ให้กับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกในด้านการท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น คู่มือไกด์ออนไลน์ ระบบจำหน่ายตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันในการเจียระไนแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจซึ่งเปรียบเสมือนอัญมณีที่ถูกซ่อนเร้นให้ส่องประกายเตะตานักท่องเที่ยวชาวจีน

ทั้งนี้ Fliggy และ Ant Financial ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินการ ระบบขำระเงิน Alipay ในเครือของอาลีบาบาอยู่ในระหว่างการเจรจากับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของรัฐบาล เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลแบบครบวงจรต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย เริ่มตั้งแต่กระบวนการทางวีซ่า บริการหลังเดินทางแบบดิจิทัล ด้วยการคืนเงินภาษีนักท่องเที่ยวผ่านระบบ Alipay ซึ่งความร่วมมือกันในด้านการท่องเที่ยวนี้ คาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน และยังช่วยเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยได้มากยิ่งขึ้น

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

Amazon เอาใจนักช็อปทั่วโลก ซื้อของผ่านแอปฯด้วยเงินบาทได้แล้ว

Published

on

Amazon เปิดตัวประสบการณ์การช็อปปิ้งระหว่างประเทศบนแอปฯช็อปปิ้งของ Amazon (Amazon Shopping App) ทำให้ลูกค้าต่างชาติในประเทศไทยสามารถค้นหาและะสั่งซื้อสินค้าจากกว่า 45 ล้านรายการที่สามารถจัดส่งจากประเทศสหรัฐอเมริกาไปยังประเทศของตนได้ ประสบการณ์นี้มีให้บริการทั้งบน เบราว์เซอร์ และ บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ใน แอปพลิเคชัน Amazon Shopping App สำหรับทั้ง ระบบ iOS และ Android ประสบการณ์การช็อปปิ้งระหว่างประเทศจะมีให้บริการช็อปปิ้งใน 5 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ สเปน จีนเยอรมัน และโปรตุเกส ที่ใช้ในบราซิล โดยลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้จาก 25 สกุลเงินรวมทั้งเงินบาท ทำให้ลูกค้าในประเทศไทยสามารถใช้บริการ Amazon และเลือกซื้อสินค้าในสกุลเงินท้องถิ่นของตนได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ลูกค้าสามารถเลือกจากตัวเลือกการจัดส่งที่แตกต่างกัน และความเร็วในการจัดส่งขึ้นอยู่กับความเร็วที่ลูกค้าต้องการ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม ไปที่ www.amazon.com/international-shopping-help.

Samir Kumar รองประธานฝ่ายการส่งออกและการขยายตัวของ Amazon กล่าว “เรามักจะสร้างนวัตกรรมโดยนึกถึงลูกค้าของเรา และการเปิดตัวในวันนี้ เราตั้งใจจะทำให้ประสบ การณ์การช็อปปิ้งบนโทรศัพท์มือถือดียิ่งขึ้นและสะดวกสบายยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับลูกค้าของเราที่อาศัยอยู่นอกสหรัฐฯ” “ลูกค้าได้ร้องขอวิธีง่าย ๆ ในการค้นหาและซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสามารถจัดส่งได้เท่านั้นกับเรา ซึ่งประสบการณ์การ ช็อปปิ้งระหว่างประเทศ (International Shopping experience) ช่วยแก้ปัญหาความต้องการของลูกค้าในด้านนี้ และทำให้การค้นหาร้านค้าและการจัดส่งผลิตภัณฑ์กว่า 45 ล้านรายการไปยังกว่าร้อยประเทศทั่วโลกเป็นไปได้ ”

ในขั้นเริ่มต้นลูกค้าสามารถดาวน์โหลดแอปฯ Amazon Shopping ฟรีได้จาก Apple App Store หรือ Google Play Store เพื่อเปิดประสบการณ์ International Shopping โดยทันทีโดยอ้างอิงจากตำแหน่งของพวกเขา ลูกค้าที่มีแอปฯ Amazon Shopping อยู่แล้วจะต้องเข้าสู่การตั้งค่าภายในแอปฯ โดยเลือก “ประเทศ & ภาษา” และเลือก “International Shopping หรือ การช็อปปิ้งระหว่างประเทศ” ในตัวเลือกประเทศ ลูกค้าสามารถตั้งค่าภาษาและสกุลเงินตามใจชอบเพื่อเพลิดเพลินกับประสบการณ์การช็อปปิ้งที่กำหนดได้เอง และสามารถเปลี่ยนตำแหน่งของพวกเขาได้ตลอดเวลาเพื่อเลือกดูผลิตภัณฑ์ที่สามารถถูกจัดส่งไปยังสถานที่เลือกไว้

ประสบการณ์การช็อปปิ้งระหว่างประเทศจะแสดงค่าใช้จ่าย ค่าจัดส่ง และค่าประมาณการการนำเข้าสินค้า ไว้อย่างชัดเจน โดย Amazon ได้ร่วมมือกับบริษัทจัดส่งสินค้าเพื่อช่วยดูเรื่องพิธีการศุลกากรในนามของลูกค้าแล้ว ดังนั้นลูกค้าจึงไม่ต้องกังวลเรื่องเหตุการณ์ไม่คาดฝันในระหว่างที่สั่งซื้อหรือระหว่างจัดส่ง ลูกค้าจะสามารถค้นหาและซื้อสินค้าในหลายหมวดเช่น หมวดอิเล็กทรอนิคส์ หนังสือ เสื้อผ้า รองเท้า ของเล่น และอื่น ๆ อีกมากมาย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม เข้าไปดูที www.amazon.com/global

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

“M” ผู้ช่วยอัจฉริยะใหม่จาก Facebook ยกระดับการใช้แอปฯ Messenger ให้สนุกโดยไม่สะดุด

Published

on

“M” ผู้ช่วยอัจฉริยะบน แอปพลิเคชั่น Messenger ซึ่งพัฒนาโดย เอไอ หรือ ปัญญาประดิษฐ์ พร้อมใช้งานแล้ววันนี้ในประเทศไทย หลังจากเริ่มให้บริการเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนเมษายน 2560  โดย “M” ให้คำแนะนำในแชท เสนอทางเลือกต่าง ๆ พร้อมแนะนำเนื้อหาและฟีเจอร์ที่จะช่วยเติมเต็มบทสนทนาและเสริมสร้างประสิทธิ ภาพการใช้แอปพลิเคชั่นเพื่อการสื่อสารและการจัดการในชีวิตประจำวัน

บริการคำแนะนำจาก M จะปรากฏขึ้น เมื่อตรวจพบข้อความในแชทที่เกี่ยวข้องกับฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น

  • การส่งสติ๊กเกอร์ : “M” จะแนะนำสติ๊กเกอร์ที่เหมาะกับเรื่องที่คุยกันอยู่ เช่น “ขอบคุณ” หรือ “ลาก่อน”
  • การแชร์ตำแหน่งที่อยู่ : เมื่อคู่สนทนาถามว่า “คุณอยู่ที่ไหน” หรือเมื่อคุณพูดว่า “กำลังไป” “M” จะแนะนำให้คุณแชร์ตำแหน่งปัจจุบันผ่านแชทได้
  • อวยพรวันเกิด : สำหรับการแชทแบบเดี่ยว “M” จะแนะนำผู้ใช้ส่งสติ๊กเกอร์ เพื่ออวยพรวันเกิดคู่สนทนาได้
  • การโทรผ่านเสียงและวิดีโอ (Voice และ Video Call) : สำหรับการแชททั้งแบบเดี่ยวและแบบกลุ่ม ถ้า “M” ตรวจพบว่ามีผู้ต้องการคุยผ่านเสียงหรือวิดีโอ เช่น “ต้องการโทรหาฉันไหม” “M” จะแนะนำให้ผู้ใช้เริ่มทำการคุยผ่านเสียงหรือวิดีโอ
  • การสร้างโพล : (สำหรับการแชทแบบกลุ่มเท่านั้น) ผู้ใช้สามารถสร้างโพล และเปิดโหวตในการแชทแบบกลุ่มได้อย่างง่ายดาย

ผู้ใช้ในไทยสามารถสัมผัสประสบการณ์จาก “M” ได้ง่าย ๆ เพียงแค่คุยกับเพื่อนในแชทแบบเดี่ยวหรือแบบกลุ่มตามปกติ เมื่อมีบทสนทนาที่เกี่ยวข้อง โลโก้ “M” จะปรากฏขึ้นพร้อมคำแนะนำและทางเลือกต่างๆ

นอกจากนี้ “M” ยังบันทึกไว้ว่าคุณชอบละไม่ชอบอะไร ยิ่งคุณใช้บริการบ่อย “M” จะยิ่งสามารถช่วยคุณได้มากขึ้น ทั้งนี้คุณสามารถเลือกที่จะไม่ใช้หรือยกเลิกคำแนะนำได้ถ้ารู้สึกว่าสิ่งที่แนะนำไม่เป็นประโยชน์ และหากคุณไม่ต้องการใช้บริการฟีเจอร์นี้ ก็สามารถปิดได้ง่าย ๆ เพียงเข้าไปที่การตั้งค่า

หวังว่าบริการการให้คำแนะนำจาก “M” จะยกระดับประสบการณ์ให้ชาวไทย ในการใช้ แอปพลิเคชั่น Messenger ได้สะดวก ไร้รอยต่อและเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!