Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัว GoPro Hero 6 ในไทย เผยรู้ดีผู้ใช้กลุ่มหนึ่งเลิกใช้เพราะใช้ไฟล์ยาก

หลังจากที่ GoPro Hero 6 เริ่มขายในไทยมาสักพัก วันนี้บริษัท เมนทาแกรม จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิต GoPro รายเดียวในไทยก็ได้จัดงานเปิดตัว GoPro รุ่นล่าสุดนี้อย่างเป็นทางการ

Published

on

หลังจากที่ GoPro Hero 6 เริ่มขายในไทยมาสักพัก วันนี้บริษัท เมนทาแกรม จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิต GoPro รายเดียวในไทยก็ได้จัดงานเปิดตัว GoPro รุ่นล่าสุดนี้อย่างเป็นทางการ

แม้ว่า GoPro Hero 6 จะมีหน้าตาเหมือน Hero 5 แต่ GoPro ก็ได้พัฒนาความสามารถใหม่หลายอย่างเพื่อให้โกโปรตัวล่าสุดถูกใจผู้ใช้ระดับ Prosumer มากขึ้นคือ

  • ชิปประมวลผลตัวใหม่อย่าง GP1 ที่ GoPro พัฒนาขึ้นมาเอง ทำให้จัดการสีสันของวิดีโอได้ดีขึ้น (สีของ Hero 6 นั้นป็อปกว่า Hero 5 มาก) และจัดการ Dynamic range ของภาพได้ดีขึ้น
  • รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K60 และ 1080p240
  • รองรับ Wifi 5 GHz ทำให้ส่งภาพและไฟล์วิดีโอไปยังสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ได้เร็วกว่าเดิม 3 เท่า
  • ปรับปรุงระบบป้องกันการสั่นไหวใหม่ ทำให้เป็นกล้อง GoPro ที่ถ่ายวิดีโอนิ่งที่สุดตอนนี้
  • สั่งงานด้วยจอสัมผัส และสามารถสั่งซูมได้จากจอด้านหลังเลย
  • กันน้ำลึก 10 เมตร
  • ควบคุมด้วยเสียงได้ 10 ภาษา (แน่นอนว่าไม่มีภาษาไทย)
  • โดย GoPro Hero 6 เปิดตัวในไทยด้วยราคา 18,500 บาท

แคมเปญ MyGoProMoment กระตุ้นคนใช้แอป Quik

พร้อมกันนี้ GoPro ได้จัดแคมเปญ MyGoProMoment โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ GoPro ทุกรุ่นแชร์วิดีโอที่ตัดต่อด้วยแอป Quik ของ GoPro (ดาวน์โหลดฟรีได้ทั้ง iOS และ Android) ผ่าน Facebook หรือ Instagram โดยติดแท็ก #MyGoProMoment, #GoProThailand พร้อมแท็กเพจ GoProThailand เพื่อลุ้นรับรางวัล GoPro Hero 6 Black Edition จำนวน 6 รางวัล และผู้แชร์วิดีโอโปรโมทแคมเปญนี้ก็มีสิทธิ์ลุ้น GoPro Hero 6 อีก 1 รางวัล รวมมูลค่าของรางวัลทั้งหมด 129,500 บาท

สามารถร่วมแคมเปญได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 17 ธันวาคม และประกาศผลวันที่ 22 ธันวาคมทางเพจ GoProThailand และในปีหน้า GoPro จะแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่คือ GoPro Fusion ซึ่งเป็นกล้อง 360 องศา เจาะกลุ่ม VT ต่อไป

คุยกับผู้บริหาร

ในงานเปิดตัว GoPro Hero 6 ทีมงานเว็บแบไต๋ได้พูดคุยกับคุณณัฐพล ปัทมพงศ์ กรรมผู้จัดการบริษัท เมนทาแกรม จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย GoPro รายเดียวในไทยถึงประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจ

คุณณัฐพล ปัทมพงศ์ กรรมผู้จัดการบริษัท เมนทาแกรม จำกัด

คู่แข่งของ GoPro หลักๆ มีแค่ Sony

คุณณัฐพลบอกว่าตอนนี้คู่แข่งจริงๆ ของ GoPro มีแค่ Sony ที่เพิ่งเปิดตัว Sony RX0 ออกมา แต่ก็มองว่าไม่ได้อยู่ในตลาดเดียวกัน เพราะ GoPro เป็น Action Cam ที่ใช้กับไลฟ์สไตล์ต่างๆ ได้ ส่วน RX0 นั้นเป็นกล้องมืออาชีพขนาดเล็กที่มีราคาสูงกว่า และลักษณะการใช้งานก็ต่างจาก GoPro

ศึกภายในเหนื่อยกว่าศึกภายนอก

ที่ผ่านมา Mentagram ยืนนโยบายราคาเดียว และหลีกเลี่ยงการลดราคาของ GoPro มาตลอด จะเน้นไปที่ของแถม หรือพรีเมี่ยมต่างๆ กับตัวสินค้ามากกว่า เพื่อให้ GoPro เป็นแบรนด์ที่มีคุณค่า แต่ก็มีผู้ค้าจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ค้าออนไลน์แข่งกันตัดราคาสินค้า (ในขณะที่ GoPro และเมนทาแกรมลงทุนโปรโมทแบรนด์ให้แข็งแกร่ง มีต้นทุนมากมาย แต่ผู้ค้ากลับยอมลดกำไรเพื่อให้ขายดีขึ้น ซึ่งส่งผลเสียกับภาพของ GoPro โดยรวม) ซึ่งเมนทาแกรมก็ต้องจัดการปัญหานี้ให้ได้ เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับพาร์ทเนอร์ที่ร่วมสร้างตลาดกันมา

แบรนด์ GoPro กลับมาโฟกัสที่ความคูลอีกครั้ง

ประเด็นหนึ่งในการสัมภาษณ์ที่น่าสนใจคือ แม้ว่าที่ผ่านมา GoPro Hero จะเน้นว่าเป็น Action Cam ที่สามารถใช้ในไลฟ์สไตล์ทั่วไป เช่นเอาไปเที่ยวหรือถ่ายภาพครอบครัว เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างมากขึ้น แต่ก็ยังต้องทำให้ภาพลักษณ์ของ GoPro ยังคลู เป็นแบรนด์ที่ภาพลักษณ์ดูดีอยู่ดี Mentagram เลยกลับมาโฟกัสการทำตลาดร่วมกับร้านค้าหรือแบรนด์เฉพาะทางมากขึ้น เช่นทำตลาดกับแบรนด์รถยนต์ มอเตอร์ไซค์หรู เพื่อสร้างความแตกต่างจากแบรนด์อื่นในตลาด

แต่ GoPro ก็ไม่ทิ้งตลาดสำหรับคนทั่วไป โดยที่ผ่านมาก็ขยายจำนวนร้านค้าไปทั่วประเทศมากขึ้น เช่นร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีหลายสาขาในห้างสรรพสินค้าเป็นต้น

สู้ศึกคนซื้อแล้วเลิกใช้ด้วย Training Center

คุณณัฐพลเล่าให้ฟังว่า รู้ดีว่ามีผู้ใช้กลุ่มหนึ่งที่ซื้อ GoPro แล้วเลิกใช้ไป เพราะรูปแบบการใช้ GoPro นั้นยุ่งยากกว่ากล้องสมาร์ทโฟนที่แค่ถ่ายเสร็จก็แชร์ได้แล้ว แม้ว่าที่ผ่านมา GoPro จะสามารถโอนภาพและวิดีโอไร้สายไปสมาร์ทโฟนได้ และพัฒนาแอปเสริมอย่าง Quik ที่ทำให้ตัดต่อและแชร์วิดีโอได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม แต่ผู้ใช้ส่วนหนึ่งก็ยังใช้ไม่เป็นอยู่ดี ปีนี้เลยเริ่มตั้ง Training Center โดยเริ่มที่แรกกับ Jaymart ที่สยามพารากอน

ใน Training Center จะช่วยแนะนำผู้ใช้ถึงวิธีใช้ GoPro ที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ พร้อมแนะนำการทำงานกับโปรแกรมและแอปต่างๆ ของ GoPro เพื่อให้วิดีโอที่ออกมาดูดีและง่ายที่สุด โดย GoPro Training Center มีแผนที่จะขยายไปทั่วประเทศเพื่อรองรับผู้ใช้ต่อไป

ยอดขาย GoPro คิดเป็น 80% ของยอดขาย Mentagram

ปัจจุบันเมนทาแกรมมีสินค้าหลากหลายแบรนด์ ในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ เช่นหูฟัง กล้องติดหน้ารถ หมวกกันน็อก Bluetooth Tracker ซึ่งรวมแล้วเมนทาแกรมมีรายได้ปีที่แล้วประมาณ 650 ล้านบาท (ส่วนปีนี้คาดว่าจะได้ที่ 800 ล้านบาท) แต่สินค้าที่เป็นพระเอกตลอดมาของบริษัทคือ GoPro ที่ครองสัดส่วนรายได้บริษัท 80%

โดยเมื่อ GoPro Hero 6 ออกมา ก็คาดว่าจะมียอดขายราว 25 – 30% ของโกโปรทั้งหมด เพราะเป็นโกโปรที่เจาะตลาด Prosumer จึงไม่ได้เน้นยอดขายมาก กลุ่มผู้ใช้ทั่วไปก็ยังเหมาะกับ GoPro Hero 5 ที่ยังคงจำหน่ายและมีราคาถูกกว่าอยู่ดี

พี่เจก็มาร่วมงานเปิดตัว

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

เตรียมรับสังคมผู้สูงอายุ! ชมอุปกรณ์ Smart Home จาก PZent Technology เปลี่ยนบ้านให้สะดวกและปลอดภัย

Published

on

พาชมบูธ PZent Technology โชว์อุปกรณ์ Smart Home ในงาน Intercare Asia 2018

PZent Technology

แบไต๋ลุยงาน Intercare Asia 2018 International Expo for Healthcare & Wellness งานแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยี สินค้าและบริการด้านสุขภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ดีกว่าจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยงานนี้จัดขึ้นที่ ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 12 – 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเราจะไปพาชมอุปกรณ์ Smart Home สุดล้ำ จาก PZent Technology ในโซน Home Care and Equipment กัน

PZent Technology

PZent Technology

เป็นบริษัทที่จำหน่ายอุปกรณ์เทคโนโลยีเกี่ยวกับบ้าน และที่พักอาศัย ด้วยการศึกษาค้นคว้าจากผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี (R&D) จนได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำต่าง ๆ โดยภายในงานนี้ PZent ได้คัดอุปกรณ์ดูแลความปลอดภัยในบ้านที่เป็นอุปกรณ์ IoT ทั้งหมดมาจัดแสดง เหมาะกับบ้านที่ต้องการความสะดวกสบาย เพราะอุปกรณ์ทั้งหมดสามารถสั่งงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ที่ทำให้เราสามารถดูแลผู้สูงอายุที่บ้านได้อย่างใกล้ชิดผ่านกล้อง โดยอุปกรณ์ทั้งหมดจะทำงานควบคู่กัน และมีการแจ้งเตือนเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น เพื่อการช่วยเหลือที่ทันท่วงที อีกทั้งใช้ทำงานแทนรีโมตด้วยการสั่งงานผ่านแอปได้เช่นเดียวกัน รวมถึงตั้งค่าให้ควบคุมอุปกรณ์ทั้งหมดในครั้งเดียวได้ ไม่หมดเท่านี้ยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกของ PZent Technology อีกมากมาย อาทิ

Smart Station

Smart Station

อุปกรณ์สำคัญเป็นศูนย์กลางการทำงานของระบบ Smart Home สามารถสั่งงานอุปกรณ์ได้กว่า 500 ตัว ทำงานได้ระยะกว้าง 200 เมตร สั่งงานด้วยเสียง AI เชื่อมต่ออุปกรณ์ทุกชิ้นเข้าด้วยกันผ่านระบบ Wifi

Spot (Universal Remote Controller)

อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แทนรีโมตทั้งหมด ควบคุมอุปกรณ์ที่ใช้รีโมตทั้งหมด สั่งงานด้วยการกระจายสัญญาณอินฟราเรทโดยที่ไม่ต้องชี้รีโมตไปที่เครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้สามารถสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ผ่านแอปได้โดยไม่ต้องนั่งจำรีโมตเลย

 

Cube Clicker / Door-Window Sensor

Cube Clicker

อุปกรณ์อัจฉริยะที่เราสามารถใช้สั่งงานเปิด-ปิดอุปกรณ์ IoT ทั้งหมดในบ้านได้เพียงการกดปุ่มคลิกเดียว (แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นานกว่า 24 เดือน) เช่น คลิกเดียวปิดไฟทั้งห้อง หรือคลิกเดียวปิดหลอดไฟทั้งบ้านยกเว้นไฟทางเดิน สามารถตั้งค่าได้หลายแบบเลยทีเดียว

Door / Window Sensor

เซนเซอร์สำหรับตรวจจับการเปิด-ปิดประตู หรือหน้าต่าง สามารถทำงานควบคู่กับอุปกรณ์ IoT อื่น ๆ ได้ เช่น เมื่อปิดหน้าต่างให้เปิดไฟ หรือเมื่อเปิดประตูให้เปิดไฟ ไม่ต้องกลัวคลำหาสวิตช์ไฟไม่เจอเลยครับ

Wireless Camera

Wireless Camera

กล้องวงจรปิดความละเอียด 1080P หมุนซ้ายขวาได้ 270 องศา ขึ้นลงได้ 120 องศา บันทึกภาพนิ่งได้ มี Night Mode สามารถดูภาพได้แบบ Real-Time พร้อมบันทึกวิดีโอลง Micro SD Card มี Motion Detection จับความเคลื่อนไหวแล้วบันทึกภาพทันที หรือบันทึกภาพตามการตั้งค่า เช่น ทุกครั้งที่มีการเปิดประตู และสามารถทำงานควบคู่กับอุปกรณ์อื่นได้

Environmental Sensor / Motion Sensor

Environmental Sensor

เครื่องตรวจจับอุณหภูมิ ความชื้น และแสงสว่างในบ้าน สามารถแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุผิดปกติได้ และทำงานควบคู่กับอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น เปิดเครื่องฟอกอากาศ หรือปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศอัตโนมัติได้ ร้อนปุ๊ป เปิดแอร์ปั๊ป

Motion Sensor

เซนเซอร์จับความเคลื่อนไหว จำแนกเวลากลางวัน กลางคืนได้ เนื่องจากเป็นแค่ตัวจับความเคลื่อนไหว จึงต้องทำงานควบคู่กับอุปกรณ์อื่น เช่น แจ้งเตือนเมื่อมีคนเดินผ่านห้องเก็บของไปที่แอป เปิดไฟหรือบันทึกภาพเมื่อมีการเคลื่อนไหวผ่านประตูหน้าบ้าน เปิดไฟเมื่อเดินขึ้นบันได หรือปิดไฟเมื่อไม่มีการเคลื่อนไหวในพื้นที่เป็นเวลานาน

Smart Switch

Smart Switch

สวิตซ์ไฟอัจฉริยะที่สามารถตั้งเวลาเปิด-ปิดอัตโนมัติได้ สั่งงานผ่านแอปพลิเคชันได้ ควบคุมการใช้งานได้แม้ไม่ได้อยู่ที่บ้าน (ไปต่างจังหวัดก็ตั้งเปิดปิดไฟในบ้านได้เหมือนมีคนอยู่บ้าน ป้องกันโจรได้ระดับนึงเลย)

Smart Curtain Switch

ที่ช่วยให้เราสะดวกยิ่งขึ้นในการเปิด-ปิดผ้าม่าน ด้วยการสั่งงานผ่านแอป การสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Siri และ Google Home โดยสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่นได้ เช่น เปิดม่านเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ทำงานร่วมกับ Cube Environmental Sensor

Intercare Asia 2018 International Expo for Healthcare & Wellness

ทั้งนี้ภายในงาน Intercare Asia 2018 International Expo for Healthcare & Wellness ระหว่างวันที่ 12 – 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ยังมีสินค้าและบริการอีกมากมายโดยแบ่งพื้นที่จัดงานออกเป็น 5 โซน ได้แก่

  1. Home Care and Equipment : อุปกรณ์และเครื่องมือในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการ เช่น วีลแชร์ วอร์คเกอร์ อุปกรณ์ในการอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน
  2. Rehabilitation : อุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับการดูแลช่วยเหลือและปกป้องผู้สูงอายุ เช่น หุ่นยนต์ผู้ช่วย ลิฟต์สำหรับเคลื่อนย้าย และ Power Suits หรือชุดช่วยพยุงน้ำหนักในการเคลื่อนไหว
  3. Medical Tourism : การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น สปา ฟิตเนส และสถานบริการนวดแผนไทย
  4. Service : สินค้าและบริการทั่วไปสำหรับผู้สูงอายุ เช่น การออมเงิน บริการรถรับส่ง ประกันชีวิต เป็นต้น และ
  5. Nutritional Food : ผลิตภัณฑ์อาหารเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เช่น เจลลี่สำหรับผู้สูงอายุ อาหารเสริมอัดเม็ด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีงานสัมมนาให้ความรู้จากวิทยากรที่มีชื่อเสียง ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันรวมถึงการต่อยอดทางธุรกิจสำหรับผู้สูงอายุ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

เจาะเงื่อนไข (ที่ว่าเป็นกฎใหม่ของ) LINE การเข้าถึงข้อมูลห้องแชทคืออะไร ไลน์แอบอ่านแชทเราได้ไหม

Published

on

กลายเป็นประเด็นที่มีผู้ส่งต่อเยอะมากในไลน์ เมื่อมีวิดีโอบอกว่า LINE สามารถดึงข้อมูลรวมถึงข้อความสนทนาต่างๆ ในห้องแชทของเราได้ ซึ่งสามารถเข้าไปแก้ไขได้ด้วยการปิด “การเข้าถึงข้อมูลห้องแชท” หรือ “Chat Infomation” ซึ่งประเด็นนี้ทางไลน์ยืนยันว่าไม่มีการเข้าไปอ่านข้อความ รูปภาพหรือวิดีโอที่ส่งกันไปมาในห้องแชท รวมถึงการโทรหาระหว่างกันอย่างแน่นอน! เพราะฉะนั้นผู้ใช้ไม่ต้องกลัว

แต่ข้อสงสัยต่อไปของเราคือ LINE ดึงข้อมูลอะไรจากผู้ใช้บ้าง

เมื่อดูจากข้อมูลที่ไลน์ให้มา ถ้าเราอนุญาตให้ไลน์เก็บข้อมูลห้องแชท ไลน์จะเข้าไปเก็บข้อมูลการใช้งานดังต่อไปนี้

  • สำหรับการแชทกับเพื่อนทั่วไป ไลน์จะเก็บข้อมูลการใช้สติกเกอร์ อิโมจิ เอฟเฟ็กต์ รวมถึงฟิลเตอร์ต่างๆ (ไลน์จึงบอกได้ไงว่าสติกเกอร์อะไรเป็นสติกเกอร์ยอดนิยมที่คนใช้มากที่สุด และวิเคราะห์อารมณ์ของผู้ใช้ได้) แต่ไม่เก็บเนื้อหาการสนทนารวมถึงรูปภาพและวิดีโอ
  • รายละเอียดการใช้งาน เช่นใครคือบุคคลที่ติดต่อ, วันเวลาในการติดต่อ, สถานะการอ่านข้อความ, รูปแบบข้อมูล, ข้อความที่ถูกยกเลิก และการกดเข้าลิงก์ต่างๆ
  • เนื้อหาที่โพสต์ใน Timeline และถ้าหากตั้งความเป็นส่วนตัวเป็น Myself Only จะเก็บเฉพาะข้อมูลวันเวลาที่โพสต์ รูปแบบของเนื้อหา สติกเกอร์ในช่องความเห็น และเวลาที่มีการดูโพสต์
  • การสื่อสารกับบัญชีทางการ (Official Account) ต่างๆ (คุยกับช่องของแบรนด์ต่างๆ นะถึงจะดึงข้อมูลพวกนี้ ถ้าคุยกับเพื่อนจะไม่ดึงไป) ซึ่งจะดึงคำไปวิเคราะห์การใช้, รูปและวิดีโอที่ส่งเข้าไป ซึ่งรวมถึง metadata พวกการตั้งค่ากล้อง วันเวลาที่ถ่ายรูป จะดึงไปวิเคราะห์ด้วย รวมถึงการใช้งานสติกเกอร์ และสถานที่
  • รายละเอียดการใช้งานเบราว์เซอร์ รวมถึงการบันทึกและแชร์ในไลน์
  • เมื่อกดดูเว็บผ่านไลน์ ก็จะบันทึกว่ากดอ่านจากห้องแชท หรืออ่านจากที่ไหนในแอปไลน์
  • ข้อมูลนี้อาจแชร์ไปถึงบริษัทอื่นๆ ที่ทำงานกับไลน์ด้วย

ซึ่งไลน์ให้เหตุผลการดึงข้อมูลเหล่านี้ว่า จะนำไปใช้ป้องกันการใช้งานที่ไม่เหมาะสม จึงเก็บข้อมูลการเข้าถึงลิงก์ต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ว่าลิงก์ไหนที่ไม่ปลอดภัย มีไวรัสหรือภัยอันตราย และใช้พัฒนาคุณภาพของบริการต่อไป คือนำไปรวมเป็น Big Data แล้วใช้ Machine Learning วิเคราะห์การใช้งานของผู้ใช้ ซึ่งอาจมีการวิเคราะห์ข้อความจากโพสต์ที่เปิดสาธารณะบน Timeline แบบไม่ระบุตัวคนโพสต์ เพื่อปรับปรุงการให้บริการ

นอกจากนี้ข้อมูลของผู้ใช้จะนำไปวิเคราะห์เพื่อแสดงโฆษณาในเครือข่ายของไลน์ได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น (ต้องเข้าใจนะว่า ถึงเราจะปิดไม่ให้ไลน์ดึงข้อมูลส่วนนี้ไป โฆษณาในไลน์ก็ยังมีอยู่ดีไม่ได้หายไปไหน แต่จะเป็นโฆษณาที่ขึ้นสุ่ม ไม่ได้วิเคราะห์เรื่องที่เราน่าจะชอบมาแสดง) และวิเคราะห์การใช้สติกเกอร์เพื่อนำเสนอสติกเกอร์อื่นๆ ที่เราน่าจะสนใจออกมา

ซึ่งถ้าใครอ่านแล้วอยากช่วยไลน์ให้บริการดีขึ้น นำเสนอบริการและโฆษณาที่ตรงใจเรามากขึ้น ก็เปิดใช้ Chat infomation นี้ต่อไปครับ แต่ถ้าใครอ่านแล้วไม่สบายใจ ก็ยกเลิกไม่ให้ไลน์เก็บข้อมูลได้โดยเข้าไปที่ Settings -> Privacy -> Provide Usage data -> Chat Information แล้วเอาติ๊กออกไปครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

Xiaomi พร้อมขาย Mi Air Purifier 2S, Mi Laptop Air 13.3” และ Mi Robot Vacuum ในไทยแล้ว!

Published

on

หลังจากให้ผู้ใช้ชาวไทยรอคอยว่าอุปกรณ์ชุด Mi Ecosystem ตัวเจ๋งๆ จะพร้อมขายในไทยเมื่อไหร่ ล่าสุด เสียวหมี่ ก็ได้เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศ Mi Air Purifier 2S, โน้ตบุ๊กสุดบาง Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว และหุ่นยนต์ทำความสะอาด Mi Robot Vacuum ในไทยอย่างเป็นทางการแล้ว

เครื่องฟอกอากาศไซส์มินิ ประสิทธิภาพสูง Mi Air Purifier 2S

Mi Air Purifier 2S เป็นเครื่องฟอกอากาศในขนาดกะทัดรัด มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับอนุภาคด้วยเลเซอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทราบถึงคุณภาพอากาศ อุณหภูมิห้องและความชื้นของสภาพแวดล้อมโดยรอบในแบบเรียลไทม์บนหน้าจอ OLED ในส่วนฐานของตัวเครื่องมีช่องเพื่อรองรับการกรองอากาศจำนวนกว่า 943 ช่อง ในขณะที่ด้านบนจะมีใบพัดที่มีประสิทธิภาพต่อการช่วยระบายอากาศที่สะอาดขึ้นสู่ด้านบน เพื่อให้สามารถตรวจจับคุณภาพอากาศในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

Mi Air Purifier 2S มีเซ็นเซอร์ตรวจจับอนุภาคด้วยเลเซอร์ที่สามารถวัดอนุภาคอากาศขนาดเล็กถึง PM2.5 และขนาด 0.3 ไมครอน นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมการทำงานได้จากระยะไกลโดยใช้แอปพลิเคชั่น Mi Home ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหรือปิดเครื่อง ดูข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เปลี่ยนโหมดการทำงาน (Auto, Sleep และ High Speed) ติดตามการใช้งานของตัวกรอง ตลอดจนตั้งค่าตัวเลือกอัตโนมัติผ่านทางแอปพลิเคชั่นอีกด้วย

Mi Air Purifier 2S พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วที่ Mi store, ร้านค้า IT และเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ ในราคา 5,990 บาท

โน้ตบุ๊กสุดเรียบ Mi Laptop Air 13.3”

Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว นับเป็นแล็ปท็อปอีกรุ่นหนึ่งที่มอบความบางและเบาเป็นพิเศษ ที่มาพร้อมการ์ดจอแยกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และรองรับการขยายฮาร์ดไดรฟ์ แบบ SSD ในตัวเครื่องสีเทาเข้มและเป็นโลหะทั้งชิ้นด้วยดีไซน์สไตล์ Minimalist ด้วยความหนาเพียง 14.8 มม. และหนักเพียง 1.3 กก. ทั้งยังโดดเด่นด้วยหน่วยประมวลผล Intel 8th Generation Kaby Lake-Refresh Core i5-8250U แบบ quad-core ที่มีอัตราความเร็วสูงสุดที่ 3.4GHz พร้อม 8GB DRR4 RAM จึงช่วยให้การทำงานมีความราบรื่นแม้ในระหว่างการใช้งานหนัก เช่น การแต่งภาพ และเล่นไฟล์วิดีโอ

นอกจากนี้ Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว ยังมาพร้อมกับ การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX150 ที่มี 2GB GDDR5 VRAM ซึ่งแทบจะไม่พบในแล็ปท็อปขนาดที่บางเบาเช่นนี้ และด้วยความจุของ SSD PCle ที่มากถึง 256GB จึงยิ่งช่วยให้การทำงานมีความรวดเร็วมากกว่ากว่าไดร์ฟ SATA ที่นิยมใช้ในแล็ปท็อปทั่วไปถึง 3 เท่า

Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วที่ Mi store, IT City, Advice และร้านค้า IT ชั้นนำ ในราคา 35,990 บาท

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น Mi Robot Vacuum

Mi Robot Vacuum เป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดสุดชาญฉลาดที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถประหยัดเวลาและพลังงานในการทำความสะอาดบ้านได้ในทุกวัน โดยใช้กลไกการทำงานของ LDS (Laser Distance Sensor) และ SLAM (Simultaneous Lacalization and Mapping) ซึ่งช่วยให้ Mi Robot Vacuum สามารถสร้างแผนที่ของสิ่งแวดล้อมโดยรอบเพื่อคำนวณหาเส้นทางเพื่อการทำความสะอาดได้ดี ทั้งยังสามารถสแกนสภาพแวดล้อมได้แบบ 360 องศา สูงสุดถึง 1,800 ครั้งต่อวินาที และทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์อื่นๆ เพื่อการสร้างแผนที่ห้องนั้นๆ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง SLAM (Simultaneous Localization and Mapping) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการจัดตำแหน่งที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในยานพาหนะที่ไม่มีคนขับและยานพาหนะสำรวจ โดยข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นนี้จะถูกส่งไปยังหน่วยประมวลผลทั้งสามตัวเพื่อคำนวณเส้นทางการทำความสะอาดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อช่วยลดเวลาในการทำความสะอาดและให้ผลการทำความสะอาดที่ดีที่สุด

Mi Robot Vacuum พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วที่ Mi Store และร้านค้า IT ชั้นนำ ในราคา 12,990 บาท

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!