Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

FORCEPOINT เผย “ภัยคุกคามบนโลกอินเทอร์เน็ตปี 2018” พร้อมแนะวิธีป้องกัน

Forcepoint บริษัทผู้นำระดับโลกด้านการรักษาความปลอดภัยโลกไซเบอร์ เผยรายงานเกี่ยวกับการคาดการณ์ความปลอดภัยในปี 2018 ซึ่งเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีระดับ เมกะเทรนด์ ที่เปลี่ยนภาพรวมของเทคโนโลยีไปทั้งหมดจากบนเครื่องเพียงเครื่องเดียวกลายมาเป็นข้อมูลบนอากาศหรือที่เราเรียกกันว่า Cloud ซึ่งข้อมูลจะอยู่ในทุก ๆ ที่บนโลก การป้องกันจึงมีความท้าทายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ซึ่ง Forcepoint เป็นบริษัทแรก ๆ ที่ได้เสนอการป้องกันบนโลกของ Cloud ในไทย ซึ่ง Product นั้นได้ถูกรับรองโดยบริษัทนักวิเคราะห์ชั้นนำของโลกในด้านการป้องกันข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ

ทาง Forcepoint เชื่อว่าที่ผ่านมาระบบ Cybersecurity เป็นสิ่งที่เริ่มมีความล้าสมัย เพราะพฤติกรรมในปัจจุบันของผู้ใช้งาน Foecepoint จึงเน้นการป้องกันพฤติกรรมของคนแทนการป้องกันแค่เพียงข้อมูลเพียงอย่างเดียว เพราะถึงแม้จะสร้างกำแพงที่ใหญ่ แต่ถ้าข้อมูลนั้นถูกดึงออกมาจากกำแพงแล้วไปเก็บไว้ที่อื่นก็ไม่มีความหมาย โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญด้านธุรกิจและการทำธุรกรรมต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งที่ต้องปกป้องจาก malware และ ransomware ที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีความอันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ

มร.อเล็กซ์ ลิม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายขาย ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฝ่ายช่องทางการขายและพันธมิตรประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประเทศญี่ปุ่น

คุณฉัตรกุล โสภณางกูร ผู้จัดการฝ่ายขายประจำประเทศไทย บริษัท ฟอร์ซพอยต์

ซึ่ง Forcepoint ก็ได้คาดการณ์ 8 แนวโน้มสำหรับปี 2018 เอาไว้ดังต่อไปนี้

Privacy fight Back

สิ่งที่ Forcepoint คาดการณ์ไว้ว่า เมื่อก่อนจะมีเพียงกลุ่มองค์กรได้มีการตระหนักถึงการป้องกันข้อมูลที่รั่วไหล ซึ่งในปี 2018 เทรนด์ได้เปลี่ยนไปเป็นทางฝั่งของบุคคลแล้ว เช่นการมอบข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ที่สมัยก่อนเราไม่ได้สนใจเท่าไรนักว่าจะถูกรู้โดยใคร แต่ปัจจุบันเราจะเริ่มไม่ค่อยให้ข้อมูลส่วนตัวกับคนอื่นแม้จะได้รับ Gift Voucher ก็ตาม

Procrastinate now, Panic Later

ช่องโหว่ขององค์กรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้บริษัทเกิด Distrupt หรือถูกลดความน่าเชื่อถือจากต่างชาติได้หากเกิดการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ภายในบริษัท

Distruption of Thing

การเข้ามาของ IoT นั้นทำให้มีโอกาสถูกโจมตีโดย Ransomware ได้ ซึ่งจะมีโอกาศกลายเป็น Mass Disruption ที่โดนโจมตีแล้วกระทบต่อคนหมู่มากเช่น ไฟจราจร ลิฟต์ที่จะกลายเป็นอุปกรณ์ IoT ในอนาคต ถ้าถูกโจมตีก็อาจเกิดความเสียหายเป็นวงกว้างได้

The Rise of Cryptocurrency Hacks

เรียกได้ว่า Cryptocurrency คือเทรนด์ในโลกอนาคต ดังนั้นการโจมตีของ Ransomware คืออีก 1 แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นมากกว่าเดิมในปี 2018 ถ้าใครจำได้ PetYa คือ 1 ในการโจมตีที่หวังผลให้คนจ่ายเงินเป็น Bitcoin เพื่อปลดล็อค ซึ่งในปี 2018 นี้จะไม่เพียงแค่การโจมตีรายบุคคลแล้ว กลายเป็นการโจมตี Server เพื่อบังคับเครื่องลูกให้ช่วยขุด Bitcoin แทน รวมไปถึงการโจมตี Pool ที่เก็บเงิน Bitcoin เอาไว้เพื่อดึงเอาเงินมาแทนที่จะโจรกรรมธนาคารแล้วเพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่าและได้ผลตอบแทนที่สูงกว่ามาก

Data Aggregators

บริษัทที่มีการรวบรวมข้อมูลของแต่ละบุคคลในปัจจุบันจะไม่ได้เก็บข้อมูลแค่เพียงชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ แต่จะมีการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ว่า แต่ละคนชอบเข้าเว็บอะไร ชอบอ่านอะไร นำเอามาทำ Big Data Analytics ของแต่ละคน ปัญหาคือข้อมูลเหล่านี้มีโอกาสถูกโจรกรรมได้จากหลาย ๆ วิธีเพื่อดึงเอาข้อมูลเหล่านี้ออกมาได้

Cloud Security

ระบบการป้องกันข้อมูลบนคลาวน์นั้นเป็นสิ่งแรกที่ควรปกป้อง เพราะประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีการ Transfer ไปใช้งานระบบ Cloud ได้ไวที่สุดในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะสถาบันด้านการเงิน ซึ่งแน่นอนว่ามาพร้อมกับความเสี่ยงที่จะถูกโจรกรรมได้สูง โดยเฉพาะ User Admin ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก ๆ ถ้าเกิดโดนโจรกรรม User Password ระดับ Admin ทำให้ผู้โจรกรรมจะได้ข้อมูลทั้งหมดของบริษัทไปเลย

Encrypted by Default – Implication for All

ในปัจจุบันหลากหลายเว็บไซต์เริ่มมีการเข้ารหัสข้อมูลผ่านระบบ HTTPS แล้วซึ่งเป็นการเข้ารหัสก่อนส่งข้อมูลจากเราไปสู่เว็บไซต์ทำให้ดักข้อมูลไม่ได้ และยังมีระบบการตรวจสอบโดยใช้ระบบ MITM (Man in the Middle) เพื่อเช็คข้อมูลอีกครั้งก่อนส่งผ่านข้อมูลไป แต่ Malware ในปี 2018 จะฉลาดขึ้น โดยจะรู้ว่า MITM นั้นเป็นอะไร ต้องทำยังไงถึงสามารถผ่านเข้าไปได้

The Next Giant Leap

ปัจจุบันและอนาคตมีการใช้งานระบบ digital บนยุค Digital Transformation ซึ่งองค์กรจะต้องมีความเข้าใจในระบบ Security ที่มากขึ้นกว่าเดิม ไม่เพียงแค่ป้องกันการโจมตีของไวรัสหรือ malware เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการวิเคราะห์พฤติกรรมของคน UEBA (User Entity Behavior Analytics) ผ่านการนำ Big Data เข้ามา Adapt ใช้งานเพื่อควบคุมดูแลความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ซึ่งการคาดการณ์ทั้งหมดของ Forcepoint ในปี 2018 ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับบุคคลมากกว่าระบบความปลอดภัยปกติ ซึ่งถ้าเราสามารถบริหารความเสี่ยงได้ดีก็จะสามารถปกป้องข้อมูลอันมีค่าขององค์กรได้มากกว่าการรักษาความปลอดภัยบนระบบเพียงอย่างเดียวซึ่ง Forcepoint นั้นก็ได้มีการพัฒนาระบบ Cybersecurity ต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยควบคุมดูแลในส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัวลำโพงรุ่นใหม่ “BeoSound EDGE” จาก BANG & OLUFSEN ชูดีไซน์สุดหรูพร้อมเทคโนโลยีเด่นจัดเต็ม!

Published

on

อาร์ทีบีฯ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย Gadget พร้อมรุกผนึกกำลังเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท เอชดับบลิว เทรดดิ้ง จำกัด ผู้นำเข้าและดำเนินการร้าน Bang & Olufsen เปิดตัวนวัตกรรมลำโพงตั้งพื้น/แขวนผนังระดับพรีเมี่ยมรุ่นล่าสุด “BeoSound EDGE” โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ B&O ด้วยดีไซน์ใหม่ในรูปทรงเหรียญปอนด์ โดดเด่นอย่างมีสไตล์ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีใหม่สุดล้ำมากมายที่พัฒนาขึ้นสำหรับลำโพงโดยเฉพาะเป็นครั้งแรก ทั้ง Active Bass Port และระบบเสียงรอบทิศทาง ที่จะตอบสนองไลฟ์สไตล์คอเพลงยุคใหม่โดยเฉพาะ

BeoSound EDGE

BeoSound EDGE เป็นลำโพงไร้สายระดับพรีเมี่ยม ที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ในการฟังเพลง มาพร้อมกับแนวคิดการดีไซน์จากนักออกแบบชื่อดัง MICHAEL ANASTASSIADES ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากเหรียญหนึ่งปอนด์ของประเทศอังกฤษ ผสานเข้ากับเทคโนโลยี IoT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟังเพลงทั้งในเรื่องคุณภาพเสียง และการใช้งานที่ง่ายดายและสนุกสนานยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี Active Bass Port ลิขสิทธิ์เฉพาะของ Bang & Olufsen ที่เป็นระบบเพิ่ม – ลด เสียงเบสตามความดังของเพลง การทำงานคล้ายกับสปอยเลอร์ของรถสปอร์ต ที่เมื่อเสียงเพลงดังขึ้น และต้องการเบสมาก ก็จะเปิดตัวพอร์ทนี้เพื่อให้ความดังเบสออกมารองรับอย่างเหมาะสม ในขณะที่เมื่อเพลงเบาลง ก็จะสามารถปิดเพื่อไม่ให้เสียงเบสมีมากเกินจนกลบย่านกลางและสูง เหลือเพียงเสียงใส สะอาด ตามฉบับ B&O ได้เหมือนเดิม นอกจากนั้น BeoSound Edge ยังมาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 360 องศา มาพร้อมกับ Woofer 200 วัตต์สองตัว, Midrange 100 วัตต์สองตัว, และ Tweeter 100 อีกสองตัว ช่วยให้การขับเสียงเบสได้อย่างทรงพลังยิ่งขึ้น

โดยสามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่าน Bluetooth รวมไปถึงเชื่อมต่อผ่านแอปฯ BANG & Olufsen ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือจะเชื่อมต่อแบบ Streaming AirPlay และ Chromecast ก็ทำได้อย่างสะดวกสบายเช่นกัน โดยวางจำหน่ายในราคา 139,000 บาท ซึ่งเป็นราคามาตราฐานที่เท่ากันทั่วโลก

นอกจากนี้ยังมี Gadget สุดล้ำต่าง ๆ มากมายที่แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของ B&O ไม่ว่าจะเป็น Bang & Olufsen BeoVision Eclipse OLED TV ที่สามารถหมุนได้ 360 องศาก็ล้ำไม่แพ้กันเลยทีเดียว

ซึ่งการร่วมมือกันระหว่างสองบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน จะทำให้กลยุทธ์ในการขยายตลาดของแบรนด์ B&O ประสบความสำเร็จ และทั้งสองตั้งเป้าไว้ว่า จะเพิ่มยอดขายโดยรวมให้ได้ 200% ในปี 2020

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

กสทช. เปิดคืนใบอนุญาต “ดิจิทัลทีวี” อย่างเป็นทางการ – ประกาศแผนคลื่น 700 MHz

Published

on

By

ฐากร ตัณทสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. ได้กล่าวว่า กสทช. จะพิจารณาเรียกคืนคลื่นความถี่ 694-790 MHz ซึ่งตอนนี้ใช้โดยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล มาจัดสรรใหม่เพื่อรองรับบริการ 5G และนำเงินที่ได้จากการประมูลชดเชยธุรกิจทีวีดิจิทัล

ซึ่ง ..นที ศุกลรัตน์ ได้ทำร่างหลักเกณฑ์ทั้งการเยียวยาและการประมูลคลื่น 700 MHz เสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดกสทชในวันที่ 15 ที่ผ่านมา โดยต้องการ ชดเชยการเสียประโยชน์จากการใช้คลื่น 700 MHz ให้ผู้เกี่ยวข้องในด้านทีวีดิจิทัลดังนี้

  • ชดเชยทีวีดิจิทัลไม่ต้องจ่ายเงินค่างวดประมูล 2 งวดสุดท้ายที่เหลืออยู่
  • ชดเชยค่าเช่า MUX (เครื่องและเสาส่งสัญญาณ) และค่าเช่าสัญญาณดาวเทียมที่ช่องทีวีดิจิทัลต้องแบกรับภาระ
  • ผู้ประกอบการ MUX ได้รับเงินชดเชยการย้ายคลื่น หรือถูกเรียกคืนคลื่นบางส่วน
  • เงินสนับสนุนด้านทำ TV Rating

ส่งผลให้ผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิทัลไม่ต้องจ่าย 1.6 หมื่นล้านบาทจาก 2 งวดสุดท้ายของค่าประมูล และเปิดทางให้ คืนใบอนุญาต ได้

ทั้งนี้ยังไม่ลดตัวว่าจะมีการประมูลคลื่นความถี่ 700 MHz จำนวนกี่ใบ โดยจะต้องพิจารณาจาก ช่วงคือ ย่านรับ 703-738 MHz และ ย่านส่ง 758-793 MHz โดยมีจำนวนแบนด์วิดท์รวมทั้งสิ้น 2×35 MHz กำหนดระยะเวลาจ่ายเงิน 10 ปี 9 งวด

ส่วนระยะเวลาการขยายเครือข่าย และราคาเริ่มต้นประมูล ยังไม่มีข้อสรุป ต้องรอการทำงานของคณะทำงาน กสทช. ก่อน

อ้างอิง Positioningmag

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดราคา Asus ZenBook 13/14/15 โน้ตบุ๊กเครื่องเล็ก ตัวเบา แถมแรง เริ่มต้นไม่ถึงสามหมื่น

Published

on

Asus ZenBook ชุดใหม่ที่ออกมา 3 ขนาดหน้าจอคือ ZenBook 13 (UX333), ZenBook 14 (UX433) และ ZenBook 15 (UX533) เป็นหนึ่งในโน้ตบุ๊กที่น่าจับตาในปีนี้นะครับ เพราะมีขนาดเครื่องที่เล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอฃ

ดูรีวิว ZenBook 13 UX333 กัน

ที่ว่าขนาดเครื่องเล็กคือในรุ่น 13 นิ้วก็มีขนาดเครื่องแค่กระดาษ A4 มีน้ำหนักแค่ 1.19 กก. ส่วนรุ่น 14 นิ้วก็มีขนาดเครื่องเท่าโน้ตบุ๊กจอ 13 นิ้วทั่วไป แถมยังทำน้ำหนักได้เท่ากับรุ่น 13 นิ้วอีก (งงนะเนี่ย) และเช่นเดียวกันกับ ZenBook 15 ที่มีขนาดเท่าโน้ตบุ๊กจอ 14 นิ้ว แต่มีน้ำหนักที่ 1.67 กก. ครับ

ดีไซน์ของ ZenBook ตระกูลนี้น่าสนใจหลายอย่าง ความลับที่ทำให้เครื่องมีขนาดเล็กได้คือขอบจอขนาดเล็กที่ Asus เรียกว่า NanoEdge Display ให้พื้นที่หน้าจอ 95% ของพื้นที่ทั้งหมด แต่ยังสามารถเอากล้อง WebCam ไปอยู่เหนือจอได้ ทำให้การคุย Video Call ยังได้มุมภาพตามปกติ ไม่เหมือนโน้ตบุ๊กหลายๆ รุ่นที่เอา WebCam ไปอยู่ใต้จอเพื่อให้ขอบจบบาง แต่ก็ทำให้มุมที่กล้องเห็นกลายเป็นมุมเสยคางไป

ตัวคีย์บอร์ดก็มีไฟ Backlit เพื่อให้ใช้งานในที่มืดได้ นอกจากนี้ TouchPad ยังมาพร้อม NumberPad ที่กดปุ่มเพื่อเปิดแป้นตัวเลขออกมาให้ใช้ได้บน TouchPad เลย ก็เป็นการแก้ปัญหาโน้ตบุ๊กที่ไม่มีแป้นตัวเลขได้เป็นอย่างดี

ZenBook 13/14/15 นั้นมีให้เลือก 2 สีคือ สีน้ำเงิน Royal Blue และสีเงิน Icicle Silver ส่วน ZenBook 13 จะมีสีพิเศษที่จะนำเข้ามาจำหน่ายภายหลังคือสีแดง Burgundy Red ด้วย

ZenBook 13 สีแดง Burgundy

แต่ ZenBook ตระกูลใหม่นี้ไม่ได้บางเบาอย่างเดียว ประสิทธิภาพเครื่องก็แรงไม่น้อย สเปคเริ่มต้นคือ Intel Core i5-8265U, RAM 8 GB และ SSD แบบ PCI-E อีก 512 GB ซึ่งรองรับงานทั่วไปได้สบาย หรือใครจะใช้ในการตัดต่อวิดีโอหรือเล่นเกม ก็มีรุ่นที่มาพร้อม Core i7 พร้อมการ์ดจอ GeForce MX150 ให้เลือก หรือใน ZenBook 15 ก็จะมีรุ่นที่ใช้ GeForce 1050 Max-Q และแรม 16 GB ให้เลือกด้วย

ราคาของ ZenBook 13/14/15 นั้นน่าสนใจไม่น้อยคือ แต่ละสเปคนั้นมีราคาเท่ากันเลยทั้ง 3 ขนาดหน้าจอคือ

  • ZenBook 13/14 ที่ใช้ Core-i5 8265U พร้อม Intel UHD Graphic 620 ราคา 26,990 บาท
  • ZenBook 13/14/15 ที่ใช้ Core-i5 8265U พร้อม Nvidia GeForce MX150 ราคา 29,990 บาท
  • ZenBook 13/14/15 ที่ใช้ Core-i7 8565U พร้อม Nvidia GeForce MX150 ราคา 35,990 บาท
  • ZenBook 15 ที่ใช้ Core-i7 8565U พร้อมแรม 16 GB และ Nvidia GeForce 1050 Max-Q ราคา 45,990 บาท

เทียบสีสันและขนาดของ ZenBook 14 (ตัวสีน้ำเงิน) และ ZenBook 13

ซึ่งทุกรุ่นมาพร้อม Windows 10 ซองใส่เครื่องและหัวแปลง USB เป็น LAN ไม่ต้องซื้อเพิ่ม! ส่วน 100 คนแรกที่ซื้อ ZenBook 13 รับกระเป๋าดีไซน์พิเศษจาก Insomia by Vara ไปเลย และสำหรับทุกคนที่ซื้อ ZenBook 13/14/15 ถ่ายรูปคู่แล้วแชร์เฟซแบบ public แคปหน้าจอส่งให้ Asus ก็รับตั๋วหนัง IMAX ไปเลย 2 ใบ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!