Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

Kaspersky คาดการณ์ ภัย Cyber เตรียมบุกครึ่งปีหลัง เพิ่มความรุนแรงขึ้นมาก !!

เมื่อช่วงต้นปีนี้ทีมวิเคราะห์และวิจัยของแคสเปอร์สกี้ แลป (Global Research and Analysis Team – ทีม GReAT) ได้เปิดโปงขบวนการภัยคุกคามทางไซเบอร์หลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มล้วนมีความซับซ้อน ใช้ทูลและเทคนิคขั้นสูง ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายได้เป็นวงกว้าง

ซึ่งปัจจุบันทาง Kaspersky นั้นได้มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามาช่วยในการปกป้องเซิฟเวอร์ของคุณจากการบุกรุก โดยใช้วิธีการตรวจสอบการกระทำ (Action) ที่ผิดปกติ ก่อนที่จะเข้าไปตรวจสอบไฟล์ผิดปกติ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการตรวจจับ และเพิ่มประสิทธิภาพได้ดียิ่งกว่าเดิม

ภัยคุกคามต่าง ๆ ที่ Kaspersky ตรวจจับได้

  • Slingshot จัดเป็นภัยไซเบอร์ที่มีความซับซ้อน โดยตัวมัลแวร์จะทำการโจมตีปล่อยเชื้อใส่เหยื่อผ่านเราเตอร์ที่มีช่องโหว่ และทำงานอยู่ในเคอร์เนลโหมด (kernel mode) สามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ของเหยื่อได้อย่างสมบูรณ์
  • OlympicDestroyer เป็นมัลแวร์ที่ใช้เทคนิคสร้างความเข้าใจผิด (false flag) โดยฝังมาในเวิร์ม ล่อให้ตัวตรวจจับหลงทางพลาดเป้าหมายมัลแวร์ตัวจริง ดังที่เป็นข่าวใหญ่โตในช่วงโอลิมปิกฤดูหนาวที่เพิ่งผ่านมา
  • Sofacy หรือ APT28 หรือ Fancy Bear เป็นกลุ่มก่อการจารกรรมไซเบอร์ที่ออกปฏิบัติการก่อกวนยังองค์กรด้านการทหารและป้องกันประเทศ ด้านการทูต นอกเหนือไปจากเป้าหมายที่มักเกี่ยวโยงกับองค์การนาโต้
  • PlugX เป็นมัลแวร์เกี่ยวกับทูลในการทำรีโมทแอคเซส (RAT) เป็นที่รู้จักดี เมื่อเร็วๆ นี้ถูกตรวจพบในองค์กรด้านเวชภัณฑ์ที่เวียดนาม มุ่งหวังโจรกรรมสูตรยาที่มีค่ายิ่งและข้อมูลด้านธุรกิจ ประเทศไทยเองก็ถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในสามที่องค์กรธุรกิจด้านเวชภัณฑ์ถูกโจมตีมากที่สุด
  • Crouching Yeti เป็นกลุ่ม APT ใช้ภาษารัสเซียที่ถูกตามรอยมาตั้งแต่ปี 2010 เป้าหมายอยู่ที่ธุรกิจอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยมุ่งเน้นไปที่ด้านพลังงาน
  • ZooPark เป็นเคมเปญจารกรรมไซเบอร์ เหยื่อเป้าหมายคือผู้ที่ใช้แอนดรอยด์ดีไวซ์ในแถบประเทศตะวันออกกลาง อาศัยแพร่กระจายเชื้อร้ายผ่านทางเว็บไซต์ยอดนิยมที่มียอดผู้เข้าใช้งานสูง น่าจะเป็นเคมเปญที่มีรัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งหนุนหลัง เน้นโจมตีองค์กรการเมืองหรือนักรณรงค์ทางการเมืองในภูมิภาคนี้
  • Roaming Mantis เป็นแอนดรอยด์มัลแวร์ล่าสุด แพร่กระจายด้วยการจี้ปล้นระบบโดเมนเนม (DNS) และพุ่งเป้าหมายไปที่สมาร์ทโฟนส่วนมากในเอเชีย และยังคงออกอาละวาดก่อกวนอย่างต่อเนื่อง ออกแบบมาเพื่อโจรกรรมข้อมูลของผู้ใช้ จากนั้นเข้าควบคุมแอนดรอยด์ดีไวซ์นั้น ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์และเมษายนปี 2018 นักวิจัยได้ตรวจับมัลแวร์นี้ได้จาก 150 ยูสเซอร์เน็ตเวิร์ก เช่น เกาหลีใต้ บังคลาเทศ และญี่ปุ่น

ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจัยจากแคสเปอร์สกี้ แลปยังได้ค้นพบกิจกรรม APT จำนวนมากในแถบเอเชีย โดยรายงานต่างๆ ในไตรมาสแรกของแคสเปอร์สกี้ แลป ได้ระบุถึงปฏิบัติการภัยไซเบอร์ในภูมิภาคนี้มากกว่า 30% พบกิจกรรมที่ใช้เทคนิคใหม่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง เช่น StrongPity APT ที่ปล่อย Man-in-the-Middle (MiTM) ออกมาโจมตีเน็ตเวิร์กของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) หลายครั้ง และผู้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์ที่มากด้วยทักษะอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ Desert Falcons ได้วกกลับมาก่อกวนแอนดรอยด์ดีไวซ์ด้วยการปล่อยมัลแวร์ที่เคยใช้งานเมื่อปี 2014 นักวิจัยยังพบด้วยว่าหลายกลุ่มยังคงปล่อยเคมเปญเน้นเป้าหมายการโจมตีไปที่เราเตอร์และอุปกรณ์ที่ใช้กับเน็ตเวิร์ก ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันมาหลายปี เช่น Regin และ CloudAtlas เป็นต้น จากข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เราเตอร์จะยังคงเป็นเป้าหมายโจมตีอยู่เช่นนี้เพราะเป็นช่องทางเข้ายึดโครงสร้างระบบของเหยื่อได้อย่างดี

“ช่วงครึ่งแรกของปีพบกลุ่มคุกคามไซเบอร์ที่มีทักษะมีความซับซ้อนทางเทคนิคในระดับต่างๆ เกิดขึ้นใหม่หลายกลุ่ม แต่โดยรวมแล้ว กล่าวได้ว่า ต่างก็ใช้มัลแวร์ทูลที่มีอยู่แล้วทั่วไป ในขณะเดียวกัน กลับไม่พบความเคลื่อนไหวสำคัญใดจากกลุ่มดังๆ บางตัว ทำให้เราเชื่อว่าพวกนี้อาจจะกำลังคิดวางกลยุทธ์และจัดวางทีมใหม่เพื่อปฏิบัติการในอนาคต” วิเซนเต้ ดีแอซ นักวิจัยด้านความปลอดภัยอาวุโส ทีม GReAT แคสเปอร์สกี้ แลป กล่าว

คาดการณ์ช่วงครึ่งหลังของปี 2018

  1. มีการโจมตีซัพพลายเชนมากขึ้น แคสเปอร์สกี้ แลปตามแกะรอยกลุ่ม APT (advanced persistent threat) และปฏิบัติการของพวกนี้ได้ถึง 100 ครั้ง บางครั้งมีความซับซ้อนเหลือเชื่อ มีหลุมพรางมากมายที่ซ่อน zero-day exploits และ fileless attack tools พร้อมด้วยเทคนิคการแฮคแบบดั้งเดิม ที่ส่งต่อให้กับทีมที่เก่งเทคนิคเพื่อโจรกรรมข้อมูล เราจะเห็นว่ามีหลายกรณีที่แอคเตอร์พยายามเจาะเข้าเป้าหมายมาเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ อาจเป็นเพราะเป้าหมายที่ถูกโจมตีนั้นใช้ซอฟต์แวร์เพื่อความปลอดภัยอินเทอร์เน็ตที่แข็งแกร่ง จัดอบรมให้ความรู้พนักงาน จึงไม่ตกเป็นเหยื่อผ่านวิศวกรรมสังคม หรือปฏิบัติตามแนวทาง DSD TOP35 ลดความเสี่ยงจาก APT (Australian DSD TOP35 mitigation strategies) อย่างเคร่งครัด โดยทั่วไปแล้ว แอคเตอร์ที่จัดว่าอยู่ในขั้นสูงและมีความมุมานะจะไม่ยอมเลิกลาไปง่ายๆ แต่จะคอยตามแหย่หาจุดอ่อนอยู่จนกว่าจะหาทางเจาะเข้ามาได้

จากการประเมินของเราพบว่าการเข้าโจมตีซัพพลายเชนเพิ่มจำนวนขึ้น และเช่นกันในปี 2018 เราคาดว่าจะมีการใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนเพื่อเจาะเข้าระบบ รวมทั้งการเข้าโจมตีโดยตัวของมันเอง มีการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อสร้างโทรจัน ซึ่งพบได้ในบางภูมิภาคหรือบางกลุ่ม ก็จะกลายมาเป็นวิธีการที่พบได้ เฉกเช่นเดียวกับ เทคนิคบ่อน้ำ (waterhole) ที่เจาะจงเลือกไซต์อย่างแยบยล เพื่อล้วงลึกเจาะเข้ากล่องหัวใจสำคัญของเหยื่อเป้าหมายนั้นจะเป็นวิธีที่ต้องตาต้องใจผู้ร้ายไซเบอร์บางประเภทแน่นอน

  1. มีโมบายมัลแวร์ระดับไฮเอนด์เพิ่มขึ้น เนื่องจาก iOS เป็นระบบปฏิบัติการที่ไม่สามารถเข้าตรวจสอบได้ จึงค่อนข้างลำบากสำหรับยูสเซอร์ที่จะเช็คเครื่องว่าติดเชื้อหรือไม่ ขณะที่แอนดรอยด์ แม้จะพบช่องโหว่อยู่ไม่น้อย แต่มีโอกาสมากกว่าที่จะใช้โซลูชั่น เช่น Kaspersky AntiVirus for Android ในการตรวจสอบดีไวซ์

จากการประเมินพบว่า จำนวนโมบายมัลแวร์ที่มีอยู่จริงๆ นั้นน่าจะสูงกว่าจำนวนที่รายงานอยู่มาก เนื่องมาจากข้อบกพร่องที่มีอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ยิ่งทำให้การระบุชี้และกำจัดยากยิ่งขึ้น เราคาดว่า ในปี 2018 จะพบ APT มัลแวร์สำหรับโมบายเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากจำนวนการโจมตีที่เพิ่มขึ้น และมีพัฒนาการของเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อไล่ล่ามัลแวร์พวกนี้

  1. มีจุดอ่อนแบบ BeEF เพิ่มจำนวนขึ้นเพื่อคอยเก็บข้อมูล เนื่องจากระบบปฏิบัติการปัจจุบันให้ความสำคัญและใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยและบรรเทาความเสียหายที่มีศักยภาพดีขึ้น ทำให้สนนราคาของ zero-day exploits ได้ถีบตัวสูงขึ้นในช่วง 2016 และ 2017 เทคนิคการรวบรวมข้อมูลเหล่านี้สอดคล้องกับกลุ่ม APT เช่น Turla และ Sofacy และ Newsbeef (รู้จักในชื่อ Newscaster, Ajax hacking team หรือ ‘Charming Kitten’) และกลุ่ม APT อีกกลุ่มก็มีวิธีการรวมข้อมูลที่รู้จักกันดี เช่น Scanbox เมื่อพิจารณาวิธีการทำงานเหล่านี้ผนวกกับความจำเป็นในการป้องกันทูลที่มีราคาแพง คาดว่าการใช้ ทูลคิทในการเก็บข้อมูล เช่น ‘BeEF‘ จะเพิ่มจำนวนขึ้นในปี 2018 เพราะหลายกลุ่มได้หันมาประยุกต์ใช้หรือพัฒนาขึ้นมาใช้เอง
  2. การโจมตี UEFI และ BIOS อินเทอร์เฟซแบบ Unified Extensible Firmware Interface (UEFI) คือซอฟต์แวร์อินเทอร์เฟซที่เป็นตัวกลางระหว่างเฟิร์มแวร์และระบบปฏิบัติการบนเครื่องคอมพิวเตอร์ เกิดขึ้นเมื่อปี 2005 โดยพันธมิตรผู้พัฒนาฮาร์ดแวร์ซอฟต์แวร์ชั้นนำ รวมทั้งอินเทล ตอนนี้ล้ำหน้า BIOS มาตรฐานไปอย่างรวดเร็ว คุณสมบัติที่ทำให้ UEFI เป็นแพลตฟอร์มที่น่าสนใจนั้นกลับเปิดช่องโหว่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุค BIOS ก่อนหน้านี้ เช่น การรัน (run) โมดูล executable ที่ปรับแต่งได้เองนั้น เป็นการเปิดทางให้สร้างมัลแวร์ และ UEFI สามารถปล่อยกระจายได้โดยตรงก่อนที่จะถูกตรวจจับหรือสะกัดกั้นด้วยแอนตี้มัลแวร์โซลูชั่น หรือแม้แต่ตัวระบบปฏิบัติการจะได้ทันไหวตัวเสียอีก

มัลแวร์ UEFI มีไว้ซื้อขายนั้นเป็นที่รู้กันมาตั้งแต่ปี 2015 เมื่อ Hacking team UEFI modules ถูกเปิดโปง เป็นที่น่าแปลกใจว่าไม่ปรากฏมัลแวร์ UEFI น่าจะมาจากความยากที่จะตรวจจับ คาดว่าปี 2018 เราน่าจะได้พบมัลแวร์แบบ UEFI มากขึ้น

ปี 2018 คาดว่าการโจมตีทำลายล้างเช่นนี้จะเพิ่มจำนวนขึ้น เกาะกระแสภาพลักษณ์ในบทบาทของการเป็นสงครามไซเบอร์ (cyberwarfare)

  1. มี cryptography เวอร์ชั่นย่อยเพิ่มขึ้น ย้อนไปเมื่อปี 2013 สำนักข่าวรอยเตอร์สมีรายงานข่าวว่า NSA จ่ายเงินให้ RSA เป็นจำนวน 10 ล้านเหรียญเพื่อให้ใส่อัลกอริธึ่มช่องโหว่ลงในโปรดักส์เพื่อให้เป็นวิธีทำลายการเข้ารหัส แม้จะมีการค้นพบความเป็นไปได้ของการใช้แบคดอร์เมื่อปี 2007 แต่ก็ยังมีหลายบริษัท (รวมทั้งจูนิเปอร์) ที่ยังคงใช้ต่อไป แต่เป็นคอนสแตนท์เซ็ตที่ต่างออกไป ซึ่งเชื่อว่าจะปลอดภัย ในเชิงทฤษฎี พบว่าเรื่องนี้ทำให้แอคเตอร์ APT บางกลุ่มไม่พอใจและว่าจ้างให้ดำเนินการแฮคเข้าจูนิเปอร์ เปลี่ยนคอนสแตนท์มาเป็นเซ็ตที่ตนเองสามารถเข้าควบคุม และปลดรหัสการเชื่อมต่อแบบ VPN ได้

การกระทำเช่นนี้ถูกจับได้ และในเดือนกันยายนปี 2017 กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ cryptography จากหลายประเทศได้ร่วมกันกดดันให้ NSA ล้มเลิกความพยายามในการผลักดันให้อัลกอริธึ่มการเข้ารหัสตัวใหม่อีกสองตัวเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม

เมื่อเดือนตุลาคมปี 2017 รายงานข่าวพบข้อบกพร่องใน cryptographic library ที่ Infineon ใช้ในฮาร์ดแวร์ชิปสำหรับการสร้าง RSA primes แม้ข้อบกพร่องที่พบนี้จะดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่ก่อให้เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับความปลอดภัยของเทคโนโลยีเข้ารหัสที่ใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทการ์ด เน็ตเวิร์กไร้สาย หรือเว็บทราฟฟิกแบบเข้ารหัส ปี 2018 เราคาดว่าจะได้พบช่องโหว่ cryptographic ที่รุนแรงอันตรายกว่าเดิม และหวังว่าจะได้รับการแพทช์แก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขที่ตัวมาตรฐานเองหรือที่การติดตั้งใช้งาน

  1. ข้อมูลเฉพาะบุคคลในธุรกิจอีคอมเมิร์ซเผชิญวิกฤต หลายปีที่ผ่านมานั้น เราเผชิญวิกฤตเกี่ยวโยงกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล personally identifiable information (PII) และล่าสุดพบ Equifax ที่สะเทือนผู้คนชาวอเมริกันถึงกว่า 145.5 ล้านคน ทั้งปลอมแปลงหรือโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นปัญหาต่อเนื่องมายาวนาน แต่อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อข้อมูลพื้นฐานในการระบุตัวตนนั้นถูกเผยแพร่ทั่วไปจนไม่น่าวางใจอีกต่อไป? องค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานภาครัฐต้องเผชิญตัวเลือกระหว่างลดขนาดการทำงานด้วยอินเทอร์เน็ตที่แสนสะดวกสบาย หรือลดการใช้โซลูชั่นแบบมัลติแฟคเตอร์ ทางออกที่ดูน่าจะเป็นไปได้ เช่น ApplePay อาจจะเข้ามาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นอีกหนึ่งวิธีการยอดนิยมในการป้องกันข้อมูลส่วนตัวและธุรกรรมออนไลน์ และเราก็อาจจะได้เห็นการลดบทบาทการใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามาสร้างความทันสมัยรื้อความอุ้ยอ้ายในการทำงานและลดค่าใช้จ่ายปฏิบัติการลง
  2. มีการแฮคเข้าเราเตอร์และโมเด็มเพิ่มขึ้น ช่องโหว่ที่ถูกละเลยมองข้ามคือช่องโหว่ในเราเตอร์และโมเด็ม ซึ่งที่จริงแล้วมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานประจำวัน และโดยมากมักใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะของตัว ที่ไม่ถูกแพทช์หรือดูแล ท้ายที่สุด คอมพิวเตอร์จิ๋วเหล่านี้นับเป็นอุปกรณ์ต่อเชื่อมอินเทอร์เน็ตโดยการออกแบบ ดังนั้นจึงเป็นจุดเชื่อมโยงที่มีความอ่อนไหวเหมาะสำหรับที่ผู้ไม่ประสงค์ดีจะอาศัยเป็นช่องทางแฝงเข้ามาในเน็ตเวิร์กได้ ยิ่งไปกว่านั้น ในบางกรณี ผู้ร้ายสามารถปลอมแปลงตนเป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ทำให้มีทางที่จะแอบเข้าไปยังแอดเดรสอื่นที่ต่อเชื่อมอยู่ได้ ช่วงนี้เป็นช่วงเทคนิคการสร้างความเข้าใจผิดหรือลวงให้ผิดทาง (misdirection and false flags) กำลังเป็นที่สนใจนั้น การเข้าโจมตีดเราเตอร์ โมเด็มนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก หากทำการศึกษาวิจัยลงลึก จะได้พบข้อมูลที่น่าสนใจมากขึ้นอย่างแน่นอน
  3. ตัวกลางสำหรับความโกลาหลในวงโซเชียลมีเดีย สื่อสังคมโซเชียลมีบทบาทต่อความคิดเห็นต่างๆ ของผู้คนมากมายเกินกว่าที่เราเคยคาดคิด ไม่ว่าจะถูกนำมาใช้เพื่อเสี้ยมหรือก่อกระแส หลายคนก็เริ่มที่จะเรียกร้องให้มีการตรวจสอบยูสเซอร์และบอตที่ส่งอิทธิพลต่อกระแสสังคมหมู่มาก น่าเศร้าที่ว่าเน็ตเวิร์กเหล่านี้มิได้สนใจที่จะตรวจสอบกลุ่มผู้ใช้บอตของตน แม้จะชัดเจนถึงความไม่เหมาะสมของบางบอตส์ และนักวิจัยอิสระก็มีความสามารถติดตามแกะรอยได้ก็ตาม แต่ก็มิได้ดำเนินการใดๆ คาดว่าการกระทำเช่นนี้จะยังคงดำเนินต่อไป และเน็ตเวิร์กของบอตก็จะถูกใช้ประโยชน์กันมากขึ้นจากหลายฝ่ายเพื่อความประสงค์ทางการเมืองหรือการจูงใจ ส่งอิทธิพลทางความคิด ที่จะส่งผลต่อผู้ใช้โซเชียลมีเดีย และเริ่มมองหาทางเลือก นอกเหนือจากผู้ให้บริการปัจจุบัน ที่คอยมุ่งเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการคลิกของผู้คนเท่านั้น

คุณเบญจมาศ จุฑาพิพัฒน์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยของแคสเปอร์สกี้ แลป กล่าวว่า “ในปี 2018 เราคาดว่าแอคเตอร์ภัยไซเบอร์จะขยับระดับความแข็งแกร่ง งัดทูลใหม่ออกมาก่อกวน และส่งความรุนแรงเพิ่มขึ้น แนวทางหลักและทิศทางในแต่ละปีนั้น ไม่ควรที่จะแยกออกจากกัน ต่างต้องพึ่งพากันเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่กันและกัน เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนยูสเซอร์ที่ต้องเผชิญกับปัญหาภัยไซเบอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล เอ็นเทอร์ไพรซ์ หรือรัฐบาล สิ่งสำคัญคือการแชร์ข้อมูลเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับภัยไซเบอร์นั่นเอง”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

สะดวกขึ้น!! Pioneer เปิดตัว “จอทีวีติดรถยนต์” ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่าของผู้ขับขี่รุ่นใหม่

Published

on

บริษัท ไพโอเนียร์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดความบันเทิงติดรถยนต์ เปิดตัว “จอทีวีติดรถยนต์มัลติมีเดียรุ่นใหม่ CAR Infotainment  2019 ภายใต้คอนเซ็ปต์ Empowering Driving Experience ยกระดับประสบการณ์การการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน นำเทคโนโลยีการใช้งานแอปพลิเคชั่นระดับโลกมาไว้ใน AVH-Z Series เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่าของผู้ขับขี่รุ่นใหม่โดยฉพาะ

ในปีนี้ ไพโอเนียร์ เปิดตัว จอทีวีติดรถยนต์ระบบอินโฟเท็นเม้น ด้วยกัน 5 รุ่น ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีรูปทรงและขนาดหน้าจอที่แตกต่างกันไปตามแต่การใช้งาน โดยรุ่นเรือธงจะมีขนาดหน้าจอ 7 นิ้ว ได้แก่ รุ่น AVH-Z9250BT

  • ซึ่งจะมีหน้าจอแบบ Capacitive คมชัดเหมือนหน้าจอสมาร์ทโฟน
  • ฟีเจอร์ Wi-Fi Built-In ให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อ Android Smart Phone แบบไร้สายสามารถรับชม Video Streaming จากแอปพลิเคชั่นที่ท่านชื่นชอบ
  • ทำงานร่วมกับ Android Auto* และ Car Play แบบไร้สายได้ด้วย และ

ยังมีรุ่นพิเศษ DMH-ZS8250BT

  • ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 8 นิ้วเป็นครั้งแรก
  • มีการออกแบบมาให้เป็นเครื่องเล่นไร้กลไก อ่านแผ่นหรือสมาร์ทโฟน รีซีฟเวอร์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่ชื่นชอบการใช้งานแอปพลิเคชันผ่านโทรศัพท์มือถือภายในรถยนต์โดยเฉพาะ เช่น แอป Map แผนที่นำทาง หรือ Spotify เพื่อฟังเพลง

รุ่นท็อปฮิต AVH-Z5250BT ขนาด 2 DIN 6.8 นิ้ว และ รุ่น 1 DIN คือ AVH-X7250BT ขนาดหน้าจอ 7 นิ้ว และขนาด 6.2 นิ้ว รุ่น AVH-Z2250BT นำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าแก่ผู้ใช้งาน สะดวกสบายด้วยการเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิลเส้นเดียว สามารถใช้งานแอปชั้นนำอื่น ๆ ผ่านทาง Pioneer WebLink ที่มาพร้อมกับแป้นพิมพ์ภาษาไทย เพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาวิดีโอที่เก็บไว้ในสมาร์ทโฟนของตน หรือรับชมสดแบบ Video Streaming ได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น

และยังมีแอปท็อปฮิตที่ใช้งานในรถยนต์ อย่างแผนที่นำทางทั้งระบบ iOS และ Android เช่น Waze แอปแผนที่นำทาง และแสดงการจราจรแบบ Community-based รายใหญ่ที่สุดในโลก ให้ผู้ใช้งานแอพปดูแผนที่ และเส้นทางได้ง่ายขึ้น โดยสามารถเปิดแอป Waze นี้ได้จาก Pioneer WebLink สำหรับผู้ที่ใช้โทรศัพท์ Android และ iPhone ยังสามารถใช้งานแอปแผนที่นำทางยอดฮิตผ่านทาง Apple Car Play และ Android Auto ได้อีกด้วย

หน้าจอทีวีติดรถยนต์รุ่น Z – Series 2019 สามารถรองรับการเล่นไฟล์วีดีโอได้หลากหลายฟอร์แมทจาก USB ด้วยความละเอียดแบบ Full HD 1080 บนหน้าจอที่คมชัดถึง 1.2 ล้านพิกเซล True Color 24 บิท และไฟล์เพลงคุณภาพสูงถึงระดับ 192 KHz

***พิเศษสุด สำหรับผู้ที่ซื้อเครื่องเล่นพร้อมจอทีวีติดรถยนต์ AVH 2019 Z-Series รุ่นใหม่ตั้งแต่วันนี้ ถึง 6 เมษายน 2562 บริษัทฯจะขยายระยะเวลาในการรับประกันสินค้าจาก 1 ปีเป็น 2 ปี ให้บริการฟรีทั้งค่าแรงและค่าอะไหล่ เพื่อเป็นการตอกย้ำความมั่นใจและภาพลักษณ์ผู้นำความบันเทิงติดรถยนต์ในตลาด อีกทั้งจัดโปรโมชั่นพิเศษในงาน Bangkok Motor Show 2019 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ และจะมีกิจกรรมพิเศษอีกมากมาย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

“EOS RP” กล้อง Mirrorless ฟูลเฟรม หลากเทคโนโลยีเอื้อมือใหม่ พร้อมบอดี้น้ำหนักเบา 485 กรัม!

Published

on

ด้วยวัฎจักรของตลาดกล้องที่เปลี่ยนไปตลอดตามกระแสนิยม ในไตรมาสแรกของปี 2019 นี้ แบรนด์กล้องระดับโลกอย่าง Canon (แคนนอน) เลยเปิดตัว EOS RP กล้อง Mirrorless ฟูลเฟรม ที่จัดเต็มด้วยเทคโนโลยีใหม่พร้อมลดทอนน้ำหนักบอดี้จนตัวเครื่องเบาลงจนน่าใจหาย! ตอบโจทย์ความต้องการผู้ใช้งานหลากหลายกลุ่มแต่เจาะจงเป็นอย่างยิ่งกับผู้ใช้งานกล้องมือใหม่

จุดเด่นของ EOS RP

  • สามารถจับโฟกัสภาพได้ไวสุด 0.05 วินาที
  • ถ่ายในที่แสงน้อยได้ถึง EV-5 (ค่าความสว่าง – 5) และแม้ค่า F จะสูงก็ตาม
  • Digital Lens Optimizer ตัวกล้องจะปรับภาพรวมของภาพถ่ายให้เหมาะสมกับช่วงเลนส์

  • Eye Detection ระบบตรวจจับใบหน้าผ่านดวงตาของตัวแบบ ถูกอัปเกรดระยะการตรวจจับให้ไกลได้มากยิ่งเป็นระยะ Medium Shot (ประมาณครึ่งตัวของบุคคล) จากเดิมที่ได้มากสุดแค่ระยะ Portrait (ภาพถ่ายบุคคล) พร้อมซ้ำยังใช้คู่กับโหมดออโต้โฟกัส Servo และออโต้โฟกัสภาพยนตร์ได้

  • Creative Artist โหมดการปรับภาพถ่ายที่จะช่วยแนะนำเอฟเฟกต์ต่าง ๆ ที่เหมาะกับอารมณ์ หรือโทนของภาพ เช่น ความสว่าง แสงเข้ม และความอิ่มตัวของสี

  • โหมด Fv ที่สามารถตั้งค่า AE  (Auto Exposure) โดยอัตโนมัติและยืดหยุ่น อาทิ ความเร็วชัตเตอร์ การตั้งค่ารูรับแสงและความไวแสง ISO ได้อย่างรวดเร็ว

  • Focus Bracketing โหมดถ่ายภาพที่จะไล่ระนาบจุดโฟกัสภายในเฟรมของวัตถุเพื่อให้คมชัดทั่วทั้งภาพ (จากที่ปกติแล้วการถ่ายภาพแบบ Macro หรือการถ่ายภาพวัตถุในระยะใกล้ๆ Subject มักจะคมชัดเฉพาะตำแหน่งที่เราโฟกัสเท่านั้น)

สเปคโดยคร่าวของ EOS RP

  • น้ำหนักเฉพาะตัวเครื่องอยู่ที่ 485 กรัม
  • เซ็นเซอร์รับภาพ: CMOS ความละเอียดประมาณ 26 ล้านพิกเซล เต็มเฟรม (36.0 x 24.0 มม.)
  • พิกเซลที่บันทึกได้
    1. L (ใหญ่): ประมาณ 26.0 ล้านพิกเซล (6240 × 4160)
    2. M (ปานกลาง): ประมาณ 11.5 ล้านพิกเซล (4160 × 2768)
    3. S1 (เล็ก 1): ประมาณ 6.5 ล้านพิกเซล (3120 × 2080)
    4. S2 (เล็ก 2): ประมาณ 3.8 ล้านพิกเซล (2400 × 1600)
    5. RAW: ประมาณ 26.0 ล้านพิกเซล (6240 × 4160)
    6. C-RAW: ประมาณ 26.0 ล้านพิกเซล (6240 × 4160)
  • ระบบออโต้โฟกัส: Dual pixel CMOS AF, Contrast AF (สำหรับภาพเคลื่อนไหว 4Kบันทึก)
  • ช่วงความสว่างในการโฟกัส: (ภาพนิ่ง) EV –5 ถึง 18 (วิดีโอ) EV – 2.5 ถึง 18
  • ระบบถ่ายคร่อมโฟกัส (Focus Bracketing)
  • ความเร็วชัตเตอร์: 1/4000 วินาที ถึง 30 วินาที, Bulb, X-sync ความเร็ว 1/180 วินาที
  • ความไวแสง ISO: 100–40000 (เพิ่มทีละ 1/3- หรือ 1-stop ), L (ISO 50), H1 (ISO 51200) หรือ H2 (ISO 102400)
  • ขนาดการบันทึกภาพยนตร์: 4K (3840 × 2160), Full HD (1920 × 1080), HD (1280 × 720)
  • อัตราเฟรม:
    • Full HD / HD: 59.94p / 29.97p (พร้อม NTSC)
    • Full HD / HD: 50.00p / 25.00p (พร้อม PAL)
    • 4K: 23.98p (NTSC) / 25.00p (PAL)
  • ช่องมองภาพ (Viewfinder): OLED
  • ช่องเสียบดิจิทัล: HDMI, USB Type-C, ไมโครโฟนและหูฟังขนาด 3.5 มม.
  • เชื่อมต่อ Wifi ได้

นอกจากนี้ทางแคนนอน ยังจัดเซอร์ไพรส์เอาใจคนรักกล้องเปลี่ยนเลนส์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวเลนส์ RF พร้อมกันถึง 6 รุ่น ให้การถ่ายภาพสนุกยิ่งขึ้น ได้แก่

  • RF 85mm f1.2 L USM เลนส์ในฝันสำหรับภาพพอร์ตเทรต คมชัดทุกรายละเอียดถึงขอบภาพ
  • RF 85mm f1.2 L USM DS ด้วยเทคโนโลยี Defocus Smoothing (DS) ให้ภาพถ่ายละมุนสวยงาม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพพอร์ตเทรต
  • RF 24-70mm f2.8 L IS Nano USM เลนส์ซูมอเนกประสงค์คุณภาพสูง รูรับแสงกว้าง โฟกัสฉับไว ครอบคลุมทุกการถ่ายภาพ
  • RF 15-35mm f2.8 L IS Nano USM เลนส์ซูมมุมกว้างพิเศษ พร้อมระบบกันสั่นไหว ลงตัวเพื่องานถ่ายภาพสถาปัตยกรรม และวิวทิวทัศน์
  • RF 70-200mm f2.8 L IS SWC USM เลนส์ซูมช่วงยอดนิยมคุณภาพสูง ให้ภาพถ่ายคมชัด สีอิ่ม พัฒนามาให้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบาลง เพิ่มความคล่องตัวให้กับช่างภาพ
  • RF 24-240mm f4-6.3 IS Nano USM เลนส์ซูมอเนกประสงค์ ตัวเล็ก น้ำหนักเบา เหมาะสำหรับนักเดินทาง ถ่ายภาพได้หลากหลาย ตั้งแต่ภาพมุมกว้าง ไปจนถึงการซูมภาพระยะไกล

Canon EOS RP สนนราคาเริ่มต้นเฉพาะตัวเครื่องอยู่ที่ 48,990 บาท และตัวกล้องพร้อมเลนส์ RF 24-105L ราคา 88,690 บาท โดยทางแคนนอนแง้ม ๆ มาว่าจะตัวเครื่องนั้นจะวางจำหน่ายภายในอาทิตย์หน้านี้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

รวมราคา Samsung Galaxy S10 และ 10+ จากทุกค่ายมือถือลดสูงสุด 50 เปอร์เซ็นต์!

Published

on

เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ยังคงได้รับความนิยมในบ้านเรามาโดยตลอดอย่าง Samsung ที่คราวนี้ก็ได้ฤกษ์งามยามดีเปิดตัวสมาร์ตเรือธงรุ่นล่าสุด Galaxy S10 และ S10+ เรามาดูกันดีกว่าครับ ว่าแต่ละค่ายมือถือจะมีโปรโมชั่นอะไรเด็ด ๆ มามัดใจสาวกสมาร์ตโฟนแบรนด์นี้กันบ้าง!

ราคาเปิดตัว Samsung Galaxy S10

  • Samsung Galaxy S10e 6GB/128GB ราคา 26,900 บาท
  • Samsung Galaxy S10 8GB/128GB ราคา 31,900 บาท
  • Samsung Galaxy S10+ 8GB/128GB ราคา 35,900 บาท
  • Samsung Galaxy S10+ 8GB/512GB ราคา 44,900 บาท
  • Samsung Galaxy S10+ 12GB/1TB ราคา 55,900 บาท

จองถึง 4 มีนาคมและหากซื้อกับโอเปเรเตอร์ (ค่ายมือถือ) จะมีส่วนลดหรือบางช่องทางจะมีการเลือกอัปเกรดความจุได้ฟรี หรือเลือกรับ Galaxy Watch ได้ โดยจะขายจริงในวันที่ 8 มีนาคมนี้

ราคาพิเศษจาก AIS

ลูกค้าเอไอเอส สามารถสั่งจองเครื่องได้ทาง ais.co.th/samsungs10 ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม 2562 และสามารถเลือกชำระเงินเต็มจำนวนสำหรับการจัดส่งถึงบ้านหรือชำระเงินมัดจำจำนวน 2,000 บาท สำหรับการรับเครื่องที่ AIS Shop หรือร้านเทเลวิซที่ร่วมรายการ โดยรับเครื่องได้ตั้งแต่วันที่ 6 – 8 มีนาคม 2562 โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 50% เหลือเพียง 17,950 บาท (จากปกติ 35,900 บาท) เมื่อสั่งจอง Samsung Galaxy S10+ (128 GB) พร้อมสมัครแพ็กเกจ AIS HOT DEAL 1,299 บาทขึ้นไป และชำระค่าบริการล่วงหน้า 8,000 บาท สำหรับลูกค้าเอไอเอสรายเดือน ทั้งลูกค้าปัจจุบัน เปิดเบอร์ใหม่ หรือเปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือน เฉพาะช่วง Pre-Booking เท่านั้น และจะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเป็น
    • แถมยังได้รับชม NETFLIX ฟรีนาน 3 เดือน (มูลค่า 1,050 บาท) และคอนเทนท์ความบันเทิงระดับโลกอื่นๆ ผ่านแอปฯ AIS PLAY กับ PLAY PREMIUM, VIU และ HOOQ แบบไม่คิดค่าเน็ต นาน 6 เดือน มูลค่า 3,319 บาท
    • ประกันจอแตกนาน 1 ปี มูลค่า 6,500 บาท

  • ถ้าเป็นลูกค้าเอไอเอส เซเรเนดโกลด์และแพลทตินัมที่มีอายุใช้งาน 1 ปีขึ้นไปและใช้หรือสมัครแพ็กเกจขั้นต่ำ 899 บาท รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 16,000 บาท โดยไม่ต้องจ่ายค่าบริการล่วงหน้า พร้อมชมฟรี! NETFLIX นาน 3 เดือน มูลค่า 1,050 บาท เฉพาะช่วง Pre-Booking เท่านั้น

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่: AIS

ราคา Galaxy S10 จาก DTAC

โปรโมชั่นราคาพิเศษจากดีแทคสำหรับลูกค้าที่สั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม 2562 และพร้อมวางจำหน่ายพร้อมกันที่ศูนย์บริการดีแทค ทั่วประเทศ หรือ dtac online store เร็ว ๆ นี้ โดยรายละเอียดมีดังนี้

  • Samsung Galaxy S10 128GB จากปกติ 31,900 บาท ลดเหลือเพียง 15,900 บาทเมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,499 บาท
    • ลดเหลือเพียง 19,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,099 บาท
    • ลดเหลือเพียง 21,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 899 บาท
    • ลดเหลือเพียง 25,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 699 บาท
  • Samsung Galaxy S10+ 128GB จากปกติ 35,900 บาท ลดเหลือเพียง 17,950 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,499 บาท
    • ลดเหลือเพียง 21,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,099 บาท
    • ลดเหลือเพียง 25,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 899 บาท
    • ลดเหลือเพียง 29,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 699 บาท
  • Samsung Galaxy S10+ 512GB จากปกติ 44,900 บาท ลดเหลือเพียง 26,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,499 บาท
    • ลดเหลือเพียง 30,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,099 บาท
    • ลดเหลือเพียง 34,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 899 บาท
    • ลดเหลือเพียง 38,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 699 บาท
  • Samsung Galaxy S10+ 1TB จากปกติ 55,900 บาท
    • ลดเหลือเพียง 35,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,499 บาท
    • ลดเหลือเพียง 39,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,099 บาท
    • ลดเหลือเพียง 45,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 899 บาท
    • ลดเหลือเพียง 49,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 699 บาท
  • ลูกค้าดีแทค Blue Member และ Gold Member ที่มีอายุการใช้งาน 18 เดือนขึ้นไปรับสิทธิ์ซื้อเครื่องราคาพิเศษ พร้อมประกันจอแตก 1 ปี จากซัมซุง มูลค่า 6,500 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่: Dtac

ราคา Galaxy S10 จาก TrueMove H

เช่นเดียวกันกับทุกเจ้าที่จะสามารถสั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม 2562 โดยจะได้รับเครื่องตั้งแต่วันที่ 6 – 8 มีนาคม แต่ทางทรูจะมีราคาพิเศษนี้เฉพาะช่วงสั่งจองเท่านั้น

  • ลดค่าเครื่องสูงสุด 50% เมื่อสมัครแพ็คเกจและชำระค่าบริการล่วงหน้าตามกำหนด
  • จองแบบไม่ต้องชำระล่วงหน้า สำหรับลูกค้า True Blackcard ลดสูงสุด 14,000 บาท
  • ผ่อนค่าเครื่องแบบ 0% นานสูงสุด 24 เดือน
  • มีบริการแลกเก่าเลกใหม่ Easy Swap ร่วมกับบริการ Galaxy Butler (รับส่งเครื่องซ่อมฟรี, มีส่วนลดค่าอะไหล่ที่นอกเหนือจากประกัน ฯลฯ) สำหรับลูกค้า True Blackcard ที่จองเท่านั้น
  • ลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิมลดเพิ่ม 1,000 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่: Truemove H

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!