Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

เดลต้า(ประเทศไทย) ฉลองครบ 30 ปี พร้อมปรับเป้าหมายใหม่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ฉลองครบรอบ 30 ปี พร้อมปรับเป้าหมายใหม่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา เดลต้าก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้รับรางวัลมากมายด้านนวัตกรรมและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2560 เป็นต้นมา เดลต้า ประเทศไทย ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจเป็นสามด้านด้วยกัน ได้แก่ พาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และ โครงสร้างพื้นฐาน

ด้วยความก้าวหน้าของเดลต้าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการทางเทคโนโลยีทั้งธุรกิจและสังคม เดลต้าจึงมุ่งมั่นสร้างการเติบโตทางธุรกิจบนพื้นฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน โซลูชั่นต่างๆ ของเดลต้าเป็นที่ต้องการสูงจากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอินเดีย ออสเตรเลีย และประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเดลต้าในอนาคต

ปัจจุบันจุดเด่นและความสนใจที่หลากหลายของเดลต้าช่วยเสริมสร้างความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีในประเทศไทยได้อย่างชัดเจน จากการที่เดลต้าให้ความสำคัญกับโซลูชั่นต่าง ๆ ซึ่งตอบสนองความต้องการที่เป็นกระแสหลักของโลก (เมกะเทรนด์) ได้แก่ ระบบอัตโนมัติสำหรับอุตสาหกรรม , ดาต้าเซ็นเตอร์ , ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) , พลังงานหมุนเวียน และ ระบบจัดเก็บพลังงาน ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับค่านิยมของเดลต้า ประเทศไทย ในการสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ดำรงรักษาชื่อเสียงในฐานะบริษัทข้ามชาติที่มีความคิดก้าวหน้า และมั่นใจได้ว่าผู้ถือหุ้นจะได้รับผลตอบแทนที่ดีในอนาคต

นายเซีย เชน เยน ประธานบริหารบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เดลต้าอยู่ในสถานะที่จะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยธุรกิจและโลกของเราให้ดำเนินงานอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีประสิทธิภาพ โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเดลต้าได้ปรับตัวให้ทันต่อการนำทรัพยากรของเดลต้าสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสร้างผลกระทบให้ได้มากที่สุด”

ระบบอุตสาหกรรมอัตโนมัติ : นวัตกรรมระดับโลกสำหรับภูมิภาค

  • แง่มุมที่สำคัญอีกประการสำหรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 คือ อุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนโรงงานต่าง ๆ จากเดิมที่อาศัยการใช้แรงงานไปเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงเครื่องจักรอัจฉริยะต่างๆ ที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพ เดลต้า ประเทศไทย เป็นผู้นำด้านระบบอุตสาหกรรมอัตโนมัติมาอย่างยาวนาน โดยมีผลิตภัณฑ์ทุกประเภทในสายการผลิต เช่น ชุดเฟืองแพลนเนตตารี่เพิ่มความเร็วรอบ และอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนที่ รวมถึงระบบควบคุมที่ซับซ้อน และระบบเครื่องจักรที่ปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ หรือ human machine interfaces (HMI) ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 เดลต้า ประเทศไทย ได้ขยายธุรกิจระบบอุตสาหกรรมอัตโนมัติอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศออสเตรเลีย และประเทศอินเดีย
  • หนึ่งในโซลูชั่นระดับโลกของเดลต้า ได้แก่ สายการผลิตอัจฉริยะแบบมัลติทาสกิ้งที่มีความยืดหยุ่นสูง เป็นระบบบูรณาการที่สามารถผลิตผลิตภัณฑ์หลายรายการได้อย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในองค์ประกอบเฉพาะของระบบนี้คือ หุ่นยนต์ข้อต่อแบบหกแกน DRV ซีรีส์ ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วยรางวัล iF Design Award ปีพ.ศ. 2561

ระบบดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ : กระดูกสันหลังหลักของชีวิตยุคดิจิทัล

  • ขณะที่ประเทศไทยเปลี่ยนจากเศรษฐกิจบนพื้นฐานอุตสาหกรรมหนักไปสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ดาต้าเซ็นเตอร์จึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อภาคธุรกิจ คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud computing) , อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่งหรือ IoT (Internet of Things) , อินเทอร์เน็ตบนมือถือ และการรวบรวมบิ้กดาต้า ทำให้ธุรกิจสมัยใหม่ต้องลงข้อมูลในดาต้าเซ็นเตอร์ ในการบริหารจัดการข้อมูลสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่มากมาย  เพื่อให้ธุรกิจจำนวนมากสามารถจัดการกับความท้าทายนี้ได้ เดลต้า ประเทศไทย ได้ออกแบบโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานระบบดาต้าเซ็นเตอร์ (InfraSuite) โดยศูนย์รวมข้อมูลบิ๊กดาต้าเหล่านี้ ครอบคลุมถึงระบบบริหารงานครบถ้วนสมบูรณ์ของเดลต้า ระบบบริหารจัดการพลังงาน ระบบทำความเย็น แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และระบบการบริหารจัดการ
  • ดาต้าเซ็นเตอร์โซลูชั่นของเดลต้าออกแบบมาเพื่อปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกับหลากหลายประเภทธุรกิจ ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ทรงประสิทธิภาพ ใช้พลังงานน้อย และปรับเปลี่ยนขนาดได้ตามความต้องการทางธุรกิจและพื้นที่ เดลต้า ยังคอยให้การดูแลอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเบื้องต้น การออกแบบเพื่อติดตั้งรวมถึงการบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง

การชาร์จประจุยานยนต์ไฟฟ้า : บุกเบิกอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

  • ยานยนต์ไฟฟ้า ผู้นำแห่งเศรษฐกิจสีเขียวรูปแบบใหม่ของเอเชีย และรัฐบาลไทยคาดหวังว่าจะมียานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ 1.2 ล้านคัน ภายในปีพ.ศ. 2579 เพื่อสนับสนุนแผนโยบายนี้จึงจำเป็นต้องมีสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้ารองรับเป็นจำนวนมาก ซึ่งเดลต้าอยู่ในสถานภาพที่พิเศษกว่าผู้อื่นที่สามารถจัดให้บริการติดตั้งสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า ยกระดับความเชี่ยวชาญในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการแปลงและจัดการพลังงาน เพื่อสร้างเครื่องชาร์จแบบไฟฟ้ากระแสตรง (DC) และไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ที่ใช้ทั้งระบบภาพสัญลักษณ์สื่อสารกับผู้ใช้ผ่านเว็บไซต์ หรือ Graphical User Interface (GUI) และแอปพลิเคชันสำหรับสมาร์ทโฟนในการติดตั้ง การใช้งาน และการบำรุงรักษาเพื่อลดความยุ่งยาก
  • เมื่อต้นปีนี้ เดลต้าเปิดตัวอุปกรณ์ชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบชุดในประเทศอินเดีย และจะเปิดโรงงานผลิตในปีพ.ศ. 2562 เดลต้ายังวางแผนที่จะขยายงานด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยได้ร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวงในกรุงเทพมหานคร และสถาบันยานยนต์ในบางปู เพื่อให้บริการโซลูชั่นสำหรับการชาร์จประจุไฟยานยนต์ไฟฟ้า
  • ในปีนี้ เดลต้าเข้าร่วมกับสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ในฐานะหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์ไฟฟ้า ที่สามารถจัดหาโซลูชั่นการชาร์จประจุไฟยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบการสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของประเทศ การเป็นสมาชิกของเดลต้าเป็นผลมาจากความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้านยานยนต์ชั้นนำของรัฐบาลไทย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกำหนดรูปแบบการชาร์จประจุไฟยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

โซลูชั่นพลังงานหมุนเวียน : กุญแจสำคัญในการต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน

  • เดลต้า ประเทศไทย ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจังกับพลังงานสีเขียวและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เดลต้าได้รับคัดเลือกจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับหุ้นยั่งยืนเป็นเวลาต่อเนื่องถึง 3 ปี (พ.ศ. 2558-2560) และยังเป็นหนึ่งใน 21 บริษัทที่มีมูลค่าตลาดหลักทรัพย์สูงกว่าล้านล้านบาท ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์แปลงไฟจากโซลาร์เซลล์ (PV) ของเดลต้า ครอบคลุมความต้องการด้านพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดตั้งแต่หลังคาที่อยู่อาศัยไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม โดยผลิตภัณฑ์นี้ประกอบไปด้วยโมเดล M30A และ M50A รุ่นใหม่ ที่มีขนาดกะทัดรัด และน้ำหนักเบา
  • ปัจจุบันสำนักงานของเดลต้าในประเทศไทย ได้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แล้ว รวมทั้งสิ้น 4 เมกะวัตต์ เดลต้าจะติดตั้งระบบจัดเก็บพลังงาน (ESS) ขนาด 500 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง (kWh) ที่สำนักงานใหญ่ในบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อใช้ในการวิจัยความยั่งยืนต่อไป พร้อมแผนการที่จะขยายขอบเขตสู่ตลาดที่กำลังเติบโตต่อไปในอนาคต

ระบบจัดเก็บพลังงาน : เปิดตัวเทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงานสู่ภูมิภาคสำหรับอนาคต

  • รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เพิ่มความพยายามปรับปรุงอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยระบบไฟฟ้าแรงดันต่ำหรือระบบไมโครกริด (Micro Grid) กลายเป็นโซลูชั่นยอดนิยม เพื่อการทำงานแบบต่อเนื่องและจัดหาพลังงานแก่พื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เดลต้าได้ยกระดับระบบจัดเก็บพลังงาน (ESS) เพื่อให้ตรงกับความต้องการด้านพลังงาน เมื่อปริมาณไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟแบบกริดอยู่ในระดับต่ำมากหรือนำพลังงานที่ผลิตได้ไปเก็บไว้ในช่วงเวลาการใช้งานต่ำสำหรับช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟสูงสุด สำหรับกริดที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบจัดเก็บพลังงานของเดลต้า สามารถจัดเก็บพลังงานจากแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวัน และระบบกริดจะทำงานในช่วงกลางคืน พลังงานที่เก็บไว้นี้สามารถนำมาใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพในการจ่ายไฟเมื่อขายพลังงานแสงอาทิตย์นี้ให้กับระบบกริดหรือเมื่อใช้พลังงานโดยตรง ข้อได้เปรียบจากการเพิ่มประสิทธิภาพกำลังไฟฟ้าที่เชื่อถือได้ และให้ปริมาณไฟฟ้าสูงสุด มีส่วนช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค ทำให้ระบบจัดเก็บพลังงานของเดลต้ากลายเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วภูมิภาค
  • ระบบจัดเก็บพลังงานแบบบูรณาการของเดลต้าประกอบด้วย ระบบปรับอาการสองทิศทาง , อุปกรณ์แบตเตอรี่ , ระบบควบคุม และ ระบบการจัดการแบบคลาวด์ เพื่อให้บริการการจัดเก็บพลังงานครอบคลุมสำหรับการใช้งานในที่พักอาศัย การใช้งานเชิงพาณิชย์และระบบสาธารณูปโภค โดยแบตเตอรี่ลิเธียมไออนของเดลต้าครอบคลุมเซลล์ โมดูลขนาด 24V แล 48V ตู้จัดเก็บ และคอนเทนเนอร์สำหรับความต้องการที่หลากหลาย และเนื่องจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หวังที่จะพัฒนาเป็นตลาดหลักสำหรับระบบไมโครกริด เดลต้าจึงอยู่ในฐานะผู้บุกเบิกด้านระบบการจัดเก็บพลังงานในภูมิภาคนี้ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อระบบกริดในอนาคต
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการมือถือ

Samsung มีโปรโมชั่น ซื้อ Galaxy S9/S9+ ออนไลน์ แถมฟรี! Portable SSD 1TB

Published

on

By

Samsung ได้โฆษณาผ่านทางเว็บไซต์ Shop Online ของตัวเอง และโฆษณาตามเว็บไซต์ต่างๆ ว่ามีโปรโมชั่น

“ซื้อ Samsung Galaxy S9/S9+ ผ่านร้าน Shop Online ของซัมซุง จะแถม SSD แบบ External (พกพา) ความจุ 1TB!”

ซึ่งจะหมดเขตในวันที่ 31 มกราคม 2562 นี้ โดนสามารถสั่งซื้อได้ที่ https://shop.samsung.com/th/offer/s9promo

แต่ไม่รู้ของจะหมดก่อนหรือไม่ รีบๆ กันนะครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

ภาครัฐฯ จับมือ Creden ทำระบบยืนยันเอกสารออนไลน์ที่ปลอมแปลงไม่ได้ 100%

Published

on

หลังจากที่ทางภาครัฐฯ ได้ประกาศ #เลิกสำเนา แล้วไม่นาน วันนี้หน่วยงานรัฐฯ ก็ประกาศข่าวดีอีกเรื่องในด้านการผลักดันประเทศสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการจับมือสตาร์ทอัพสัญชาติไทย บริษัท ครีเดน เอเชีย จำกัด (Creden) ผู้สร้างระบบใช้เอกสารและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Document &Signature) เพื่อผลักดันและส่งเสริมทุกภาคส่วน ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติ สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยมีกรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ร่วมลงนามข้อตกลงในครั้งนี้

สิ่งที่ Creden ทำคือ ให้คุณเข้ามาทำการลงทะเบียนข้อมูลส่วนบุคคล + หน้าของผู้ยืนยันตัวตน เพื่อสร้างเอกสารสำหรับลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ภายใน 1 นาที และสามารถนำไปใช้กับเอกสารราชการต่าง ๆ ได้อย่างแน่นอน โดยจุดสำคัญของระบบนี้คือการมีส่วนช่วยในด้านลดการใช้กระดาษลงอย่างมาก และยังสามารถเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินการ โดยนำเอาเอกสารที่เข้าสู่ระบบแล้ว เมื่อส่งเอกสารให้กับผู้มีอำนาจได้ตลอดทุกที่ ทุกเวลา สามารถเซ็นต์เอกสารผ่านมือถือหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ได้ทันที และข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บอยู่บน Blockchain จึงมั่นใจได้ว่าไม่ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน และระบบทุกอย่างได้รับมาตรฐานจาก ETDA จึงแน่ใจได้ว่าเอกสารทั้งหมดที่ดำเนินการผ่าน Creden จะสามารถนำไปใช้กับภาครัฐฯ ที่รองรับได้ทั้งหมด พร้อมประทับรับรองเวลาอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรับรองการมีอยู่ของเอกสาร ณ เวลานั้น ๆ อีกด้วย

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า “ในวันนี้ผมมีความยินดีที่ได้เห็นบริษัทสตาร์ทอัพของคนไทยอย่าง บริษัท ครีเดน เอเชีย จำกัด ซึ่งได้ริเริ่มธุรกิจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลโดยให้บริการสร้างเอกสารและลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ทางออนไลน์ ซึ่งบริการดังกล่าวนับเป็นบริการที่มีความสำคัญสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ รวมถึงนโยบาย Thailand 4.0 ในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะระบบราชการต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงานใหม่ ต้องปรับตัวเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล (Digitalization) นำเทคโนโลยีที่มีมาบูรณาการและช่วยอํานวยความสะดวกให้ประชาชน ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายการลดการใช้กระดาษในองค์กร ตามมติคณะรัฐมนตรี จะช่วยให้ลดปริมาณขยะ ลดค่าใช้จ่ายโดยรวมของภาครัฐ สร้างความสะดวกในการทำงานยิ่งขึ้น

คุณ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท ครีเดน เอเชีย จำกัด กล่าวว่า “การลงนามบันทึกข้อตกลงในครังนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ ครีเดน ในการร่วมมือกับภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้ทุกภาคส่วน หันมาตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ในองค์กร การให้บริการประชาชน และเตรียมความพร้อมให้กับภาคธุรกิจสามารถแข่งขันกับต่างประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรม

โดยบริการของครีเดนนั้นจะสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการระบุตัวตน (Identification) และ พิสูจน์ตัวตน (Verification) ด้วยระบบการยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (eKYC) และระบบการจัดการเอกสารและลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้จริงตามกฎหมาย ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไปสามารถใช้บริการของครีเดนในการทำธุรกรรมออนไลน์ได้

ซึ่งครีเดนได้มีการร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการประทับรับรองเวลาเพื่อยืนยันว่าเอกสารมีความถูกต้อง การทำประทับเวลาจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้เอกสารว่าเป็นเอกสารจริงที่มีตัวตน ณ เวลาประทับ  และบริษัท ครีเดน เอเชีย จำกัด ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล เป็นต้น ในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ใช้เอกสารและลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ในการขอรับบริการกับหน่วยงานต่างๆ ข้างต้น

ภายในงานมีการเสวนาในหัวข้อ “ก้าวสำคัญของภาครัฐสู่ยุคดิจิทัล” โดยมีตัวแทนหน่วยงานจากภาครัฐที่ร่วม     ลงนามความร่วมมือดังกล่าว อาทิ คุณภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล รศ.นพ.ประยุทธ ศิริวงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล และผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)  ได้ร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเกี่ยวกับการนำระบบเอกสารและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่องค์กรและประชาชนเพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างยั่งยืน

ครีเดนเป็นผู้ให้บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (eKYC) ระบบจัดการเอกสารและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Document &Signature) และระบบประเมินความสามารถทางการเงิน (Credit Scoring) โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตน (eKYC) เพื่อระบุตัวตน (Identification) และพิสูจน์ตัวตน (Verification) ของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง โดยเป็นการตรวจสอบความถูกต้องกับหน่วยงานรัฐ ตามประกาศข้อเสนอแนะมาตรฐานฯ แนวทางการใช้ดิจิทัลไอดีสำหรับประเทศไทย
  2. ระบบจัดการเอกสารและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Document &Signature) เป็นการจัดทำและลงลายมือชื่อเอกสารที่อยู่ในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือแสดงตนเป็นเจ้าของของข้อความและรวมถึงการยอมรับในข้อความหรือข้อมูลในอิเล็กทรอนิกส์ด้วย เป็นตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
  3. ระบบประเมินความสามารถทางการเงิน (Credit Scoring) เป็นระบบในการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงขององค์กร หรือบุคคลทั่วไป จากข้อมูลที่มี เช่น งบการเงิน ความเกี่ยวข้องของผู้บริหาร เป็นต้น

สำหรับใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ https://creden.co/ เพื่อทดสอบระบบได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่ายครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

อิริคสันเผยข้อมูล 10 พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิตอลที่จะเกิดขึ้นในปี 2019

Published

on

สำหรับยุคปัจจุบันที่อินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกคนต้องใช้ โดยเฉพาะโลกของเราที่กำลังเริ่มก้าวสู่เทคโนโลยี 5G วันนี้อีริคสันได้เผยข้อมูล Ericsson Mobility Report: ในชื่อ The Power of 5G ขุมกำลังเทคโนโลยีใหม่ของอินเตอร์เน็ตยุค “5G” ว่าในปี 2019 นี้จะมีพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างไรบ้าง โดยถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ

Mobile Subscription

เผยว่าทั่วโลกมีผู้ Subscription อยู่ที่ 7.9 พันล้านคน และมี 5.7 พันล้านเป็น Mobile Broadband Subscriptions ซึ่งจริง ประชากรโลกมีอยู่แค่ 7.3 พันล้าน ซึ่งเรียกได้ว่าจำนวนผู้ใช้มือถือเกิน 100% แล้วเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งประเทศจีนเป็น 1 ในผู้นำด้านการเติบโต สูงที่สุดในโลก Q3 2018 เติบโตถึง 37 ล้าน Subscription

ข้อมูลประเทศไทยคือ ณ ปี 2018 ระบบ LTE เติบโตสูงกว่า 3G ไปแล้ว ส่วน 2G ผู้ใช้งานก็เริ่มลดน้อยลงเรื่อย ๆ สาเหตุที่เติบโตเพราะมือถือมีราคาถูกลง และมีคุณภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ รวมไปถึงแอปฯ บนมือถือที่ออกมารองรับตอบโจทย์ผู้ใช้งานนั่นเอง

Mobile Data traffic

การเติบโตของผู้ใช้งาน Data เรียกได้ว่าเป็นเชิง Exponential อย่างก้าวกระโดดกว่า 79% ต่อปี โดยแบ่งออกเป็นผู้ใช้งานกว่า 60% รับชมวิดีโอผ่าน Social Media ต่าง ๆและคาดว่าในปี 2024 จะมีการใช้งานกว่า 74% ของ Data เป็นการรับชมวิดีโอ และจะมีปริมาณการใช้ Data สูงขึ้นกว่าเดิมมาก และคาดว่าในปี 2024 จะมีปริมาณการใช้ data สูงถึง 21 GB ต่อเดือนเลยทีเดียว ซึ่งในปี 2018 ที่ผ่านมา ด้านอเมริกาเหนือมีอัตราการเจริญเติบโตในการบริโภคข้อมูลสูงที่สุด

ส่วนด้านประเทศไทยมีข้อมูลด้านการใช้งานว่า แต่ละคนจะมีการใช้อินเตอร์เน็ตกับแอปฯ อะไรที่มีปริมาณการใช้ Data สูงที่สุด (ไม่นับจำนวนผู้ใช้งาน) ซึ่ง 5 อันดับแรกคือ

  1. HTV แอปฯ ดูวิดีโอคอนเทนต์ของ True
  2. YouTube แอปฯ รับชมวิดีโอคอนเทนต์ชื่อดัง
  3. TrueID แอปฯ ที่รวบรวมเอาคอนเทนต์ต่าง ๆ มารวมกัน และคาดว่าจะเติบโตขึ้นอีกในอนาคต
  4. Facebook แอปฯ Social Media อันดับ 1 ของโลก
  5. LINE แอปฯ Social Media ที่คนไทยชอบใช้เป็นอันดับต้น ๆ

5G & Cellular IoT

คาดว่าด้าน IoT ประเทศที่จะเป็นผู้นำในด้านนี้คือประเทศฝั่ง เอเชียตะวันออกเช่น จีน เกาหลีและญี่ปุ่น ที่มีเทคโนโลยี NB-IoT และเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายที่ออกมารองรับ โดยคาดการณ์ว่า การเติบโตต่อปี 27% จะเติบโตไปถึงระดับ 4.1 พันล้านตัว โดยแบ่งออกเป็น NB-IoT ที่เน้นการเชื่อมต่อแบบอยู่กับที่ และ Cat-M1 ที่เน้นการติดกับสิ่งที่เคลื่อนที่เช่น รถ SmartCar เป็นต้น

ผลสำรวจล่าสุดจากรายงานประจำปีได้ทำการวิเคราะห์และประเมินเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้บริโภคและคาดการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีในอนาคต รวมไปถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทคโนโลยีเสมือน (VR), 5G และระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ผลจากรายงานบ่งชี้ว่าเทคโนโลยีอิสระและการทำนายอารมณ์จะเป็นเทคโนโลยีที่มาแรงและจะมีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์ในอนาคตอันใกล้นี้

เผย 10 แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิตัล ปี 2562 และในอนาคต

  1. เครื่องรับรู้อัจริยะ กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ใช้งานแอปพลิเคชันส์ผู้ช่วยส่วนตัวคิดว่าภายในอีก 3 ปีข้างหน้า อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีจะสามารถรับรู้และเข้าใจถึงอารมณ์ของผู้ใช้ได้ (ปัจจุบันคือ Alexa หรือ Google Home) และจะแนะนำการดำเนินชีวิตของเราได้
  2. ผู้ตอบโต้ที่ชาญฉลาด กว่า 65 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ใช้งานแอปฯ ผู้ช่วยส่วนตัวคิดว่าอุปกรณ์อัจฉริยะจะสามารถโต้เถียงได้เสมือนเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า
  3. แอพพลิเคชั่นส์สอดแนม กว่า 45 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคคิดว่าแอปฯ จะเก็บข้อมูลของผู้ใช้ แม้กระทั่งตอนไม่ได้เปิดใช้แอปก็ตาม
  4. บังคับให้ตอบตกลง ผู้บริโภคจำนวน 51 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกรำคาญที่จะต้องตอบตกลงเพื่อยืนยันสิทธิ์ให้แอปฯ เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวตลอดเวลา
  5. ทักษะทางอินเตอร์เน็ต กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งาน AR หรือ VR ต้องการใช้แอปฯ ที่สามารถนำมาใช้งานในชีวิตประจำวันได้ เช่น โปรแกรมสอนทำอาหาร หรือซ่อมแซมสิ่งของต่าง ๆ ผ่านเทคโนโลยีโลกเสมือน
  6. การบริโภคแค่เพียงปลายนิ้ว ผู้ที่ใช้งานแอปฯ ต้องการที่จะใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการตรวจสอบของใช้ภายในบ้าน และจะมีระบบจ่ายบิล รวมทั้งซื้อของใช้ภายในบ้านแบบอัตโนมัติได้
  7. ผู้ช่วยในการตัดสินใจ ผู้บริโภคจำนวน 31 เปอร์เซ็นต์ เริ่มมีความเชื่อ AI มากกว่าความคิดของตัวเองเช่น การเดินทางก็เชื่อ Google Maps มากกว่าการดูเส้นทางด้วยตัวเอง เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีอัตโนมัติเข้ามาแทนที่การตัดสินใจในชีวิตประจำวันของมนุษย์ไปหมดแล้ว
  8. รักษ์โลก ผู้บริโภคจำนวน 39 เปอร์เซ็นต์ ต้องการใช้นาฬิการักษ์โลกที่สามารถวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาในแต่ละวันได้
  9. ฝาแฝดดิจิตัล ผู้ใช้งาน AR หรือ VR จำนวน 48 เปอร์เซ็นต์ ต้องการมีฝาแฝดเสมือนจริงที่เหมือนกับตัวเขาแบบชนิดที่แยกไม่ออก เพื่อที่พวกเขาจะสามารถแยกกันอยู่สองที่ได้ในเวลาเดียวกัน และช่วยตัดสินใจแทนเราได้
  10. ชุมชน 5G ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่า 5G จะทำให้อุปกรณ์ IoT เชื่อมต่อกันได้ดีกว่า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน หรือสมาร์ทมิเตอร์ในอุปกรณ์สาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นต้น

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเทคโนโลยีในอนาคตว่าเป็นภัยคุกคามหรือเป็นโอกาส ดร.เพอร์นิลล่า โจนส์สัน หัวหน้างานห้องปฎิบัติการวิเคราะห์ผลสำรวจผู้บริโภคและอุตสาหกรรมของอีริคสัน กล่าวว่า “เราได้เข้าสู่ยุคที่มนุษย์สามารถมีปฏิสัมพันธ์และทำงานร่วมกับเครื่องจักรกลอัจฉริยะแล้ว ทุกวันนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่อนาคต ยังมีอุปกรณ์ทางด้านเทคโนโลยีอีกมากมายหลายอย่างที่จะถูกพัฒนาขึ้น และอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น เราสามารถกำหนดได้ด้วยมือของเราเอง”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!