Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

“ธ.ไทยพาณิชย์” จับมือ “รพ.สมิติเวช” เปิดตัว “The FIRST Lounge & SCB Investment Center ” เจาะกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง

Published

on

“ธนาคารไทยพาณิชย์” เดินหน้าทำตลาดกลุ่มลูกค้าเวลธ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจับมือกับ “โรงพยาบาลสมิติเวช” สร้างมิติใหม่ให้ทั้ง 2 วงการ พัฒนาความร่วมมือ 3 ด้านในการยกระดับบริการด้านสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “The FIRST Prestige Health & Wealth Experience” ได้แก่ “เดอะ เฟิร์ส เลานจ์ แอนด์ เอสซีบี อินเวสเม้นต์ เซ็นเตอร์” (THE FIRST LOUNGE & SCB INVESTMENT CENTER) พื้นที่รับรองรูปแบบใหม่ที่ถูกออกแบบและตกแต่งในสไตล์กลาสเฮ้าส์แห่งแรกในประเทศไทย ชูจุดเด่น “เอสซีบี อินเวสต์เม้นต์ เซ็นเตอร์” (SCB Investment Center) ศูนย์รวมความรู้ และให้คำแนะนำด้านการบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคลรูปแบบใหม่ เพื่อเจาะลูกค้ากลุ่ม FIRST class ของโรงพยาบาลสมิติเวช และ กลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง หรือ SCB Wealth ที่เป็นสมาชิก “SCB PRIVATE BANKING” และ “SCB FIRST” 

แอปพลิเคชัน “สมิติเวช พลัส” (Samitivej Plus)”

พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิ้ง เปิดตัวระบบ “สมิติเวช ฟาสต์เพย์” (Samitivej FastPay) ระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องรอคิวเพื่อชำระเงินที่เคาน์เตอร์อีกต่อไป และ แอปพลิเคชัน “สมิติเวช พลัส” (Samitivej Plus)” ดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงข้อมูลการให้บริการสุขภาพออนไลน์ครบวงจร ซึ่ง ดิจิทัล เวนเจอร์ส บริษัทพัฒนานวัตกรรมทางการเงินในเครือของธนาคารฯ ได้ร่วมพัฒนากับสมิติเวชในส่วนของการออกแบบการใช้งานแอปพลิเคชัน (User Experience) และการชำระเงินออนไลน์ มุ่งเปลี่ยนประสบการณ์ด้านสุขภาพแบบเดิมสู่ประสบการณ์สุขภาพดิจิทัลเฮลธ์ (Digital Health) ที่ล้ำสมัย เชื่อมโยงการบริการทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลแบบ Exclusive VIP One-stop service เพื่อตอบสนองทุกความต้องการด้านสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และการเงินแก่ผู้ใช้บริการ คาดว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยต่อยอดให้ธนาคารสามารถก้าวสู่การเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาด Wealth Bankin

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า “หลังจากที่ธนาคารได้ประกาศแนวทางการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์กลับหัวตีลังกา (Going Upside Down) เพื่อมุ่งสู่วิสัยทัศน์ของการเป็น “ธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด” (The Most Admired Bank) ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และบริการ เพื่อผลักดันให้ไทยพาณิชย์กลายเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Bank as a platform) ที่สามารถเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเงินที่ดีขึ้น และตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมที่สุด

“สมิติเวช ฟาสต์เพย์” (Samitivej FastPay)

“แผนการดำเนินงานของธนาคารไทยพาณิชย์ต่อจากนี้จะมุ่งเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้ลูกค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม หรือที่เรียกว่า Digital Experience เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มโอกาสในการสร้างความผูกพันกับลูกค้า (Customer Engagement) ในอนาคต รวมถึงการรุกธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญขององค์กร ธนาคารจึงได้ร่วมมือกับ “โรงพยาบาลสมิติเวช” พันธมิตรทางธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่น และให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ทั้งด้าน การแพทย์ และบริการ ด้วยนวัตกรรมอันทันสมัยเพื่อให้คนไข้มีสุขภาพที่ดีขึ้น สอดคล้องกับแนวทางของไทยพาณิชย์ที่ต้องการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มร่วมกับพันธมิตร รวมถึงการสร้างระบบนิเวศ หรือ Ecosystem ในโรงพยาบาล ที่ครอบคลุมทุกแง่มุมและตอบโจทย์บริการทั้งด้านสุขภาพและการเงินร่วมกันอย่างแข็งแกร่ง โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ นับเป็นการสร้างมิติใหม่ให้กับทั้ง แวดวงสุขภาพและการเงินของประเทศ”

“เดอะ เฟิร์ส เลานจ์ แอนด์ เอสซีบี อินเวสเม้นเซ็นเตอร์” (THE FIRST LOUNGE & SCB Investment Center)

“เป้าหมายความร่วมมือในครั้งนี้ ธนาคารต้องการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ รวมถึงดูแลกลุ่มลูกค้าเวลธ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญของไทยพาณิชย์ ผ่านการนำเสนอนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการต่าง ๆ ที่สร้างสรรค์ เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์บริการด้านไลฟ์สไตล์การเงินให้แก่ลูกค้า อีกทั้งการร่วมมือกับสมิติเวชยังเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของธนาคารที่จะไม่เป็นเพียงแค่ธนาคารอีกต่อไป แต่เป็นองค์กรที่นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนาความแข็งแกร่งให้กับพันธมิตรทางธุรกิจ เสริมขีดความสามารถ และโอกาสใหม่ๆ ให้กับองค์กร ยกระดับมาตรฐานการให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดในการเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลเป็นหลักภายในปี 2563 อย่างแท้จริง และคาดว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ธนาคารก้าวสู่การเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาด Wealth Banking

นพ.ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช และโรงพยาบาลบีเอ็นเอช กล่าวว่า “โรงพยาบาลสมิติเวช ดำเนินการให้บริการมานานกว่า 39 ปี ภายใต้ปรัชญา “ดูแลคนไข้ด้วยหัวใจ” โดยเราไม่เคยหยุดนิ่งในการมอบบริการและนำนวัตกรรมทั้งด้านการแพทย์ และการบริการมาใช้ในสมิติเวช เพื่อดูแลรักษาคนไข้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและได้รับบริการด้านสุขภาพที่ได้มาตรฐาน โดยปัจจุบันสมิติเวชได้นำเทคโนโลยีล้ำสมัย และเครื่องมือที่ทันสมัยมาใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วย ซึ่งเรามุ่งเน้นให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อก้าวไปสู่วิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำโรงพยาบาลระดับแนวหน้าของประเทศไทย ล่าสุดสมิติเวชได้วางแนวทางการดำเนินธุรกิจในการก้าวสู่ปีที่ 40 ภายใต้แนวคิด “เราไม่อยากให้ใครป่วย” เน้นอยากให้ทุกคนมีสุขภาพดี จึงพัฒนานวัตกรรมที่สามารถค้นหาโรคในตัวคุณและเตรียมตัววางแผนก่อนเกิดโรคในอนาคต อาทิ

นายอาทิตย์ นันทวิทยา และ นพ.ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร

  • Precision Medicine ที่เน้นการดูแลวินิจฉัยถึงระดับพันธุกรรม (ยีน) สามารถรู้เท่าทันโรคที่จะเกิดในอนาคตเฉพาะบุคคล การร่วมมือทางการแพทย์กับต่างประเทศ อาทิ
    • โรงพยาบาลซาโน ญี่ปุ่น ใช้เทคโนโลยีค้นหาและล่วงรู้การเกิดโรคมะเร็งลำไส้และกระเพาะอาหารได้ล่วงหน้า
  • และการร่วมมือกับ Oregon Health & Science University (OHSU) และ Doernbecher Children’s Hospital ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน The Best Children’s Hospitals ในสหรัฐอเมริกา เข้ามาแลกเปลี่ยนเทคนิคการดูแลผู้ป่วยเด็ก ทั้งด้านการรักษาและการป้องกันการเกิดโรค ตั้งแต่ทารกแรกเกิดจนถึงเด็กโต เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต
  • สมิติเวชยังมีโปรแกรม  Divine คือ นวัตกรรมในการยกระดับสุขภาพให้ถึงจุดที่ดีที่สุดในตัวคุณ เป็นโปรแกรมเฉพาะบุคคลเพื่อการดูแลแบบรู้เท่าทันโรค ด้วยการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำหน้า Precision Medicine ตรวจลึกถึงระดับยีน และนำมาวิเคราะห์เป็นโปรแกรมการดูแลในแบบเฉพาะบุคคล (Personal Health MappingTM) โดยมีทีมแพทย์เป็นเทรนเนอร์ด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด
  • ในโปรแกรมนี้ สามารถตรวจพันธุกรรม เพื่อหาความเสี่ยงต่อโรคร้ายต่าง ๆ มากมาย รวมถึงการตรวจเทโลเมียร์หาความยาวของปลายโครโมโซม ที่จะรู้ถึงอายุเซลล์ภายในร่างกายอย่างแท้จริง
  • และความสัมพันธ์กับการเกิดโรคร้ายต่าง ๆ เพื่อการดูแลคุณก่อนเกิดโรคร้ายแรง นอกจากนี้เราได้พัฒนาซอฟต์แวร์ Total Health Solution โดยจะมีโปรแกรมแนะนำการตรวจเชิงป้องกันที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ เป็นการเตรียมวางแผนไม่ให้เกิดโรคได้ รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง “โรงพยาบาลสมิติเวช” และ “ธนาคารไทยพาณิชย์” ในการยกระดับการดูแลผู้ใช้บริการของโรงพยาบาล ด้วยการมอบประสบการณ์ใหม่เพื่อความพึงพอใจสูงสุด รวมถึงยังได้พัฒนาบริการในด้านต่างๆ เพื่อดูแลสุขภาพลูกค้าอย่างไร้ขีดจำกัดตลอด 24 ชั่วโมง”

นายอาทิตย์ นันทวิทยา และ นพ.ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร

“นอกจากนี้สมิติเวชยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมอบประสบการณ์การบริการด้านสุขภาพในยุคดิจิทัล 4.0 จึงได้ร่วมมือกับ “ดิจิทัล เวนเจอร์ส” บริษัทในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ พัฒนาระบบการให้บริการที่ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้บริการ ได้แก่

  • “สมิติเวช ฟาสต์เพย์” (Samitivej FastPay) ระบบการชำระเงินที่ให้ความสะดวก และรวดเร็วในการจ่ายเงิน และ
  • แอปพลิเคชัน “สมิติเวช พลัส” (Samitivej Plus) โดยแอปฯ ดังกล่าวจะเป็นเสมือนผู้ช่วยด้านสุขภาพ ที่ให้ข้อมูลครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเดินทางเข้าใช้บริการ (Pre Hospital) ระหว่างใช้บริการที่โรงพยาบาล (Hospital) จนถึงหลังจากกลับบ้านเพื่อพักฟื้นหรือดูแลตัวเอง (Post Hospital) เบื้องต้นได้
  • นำร่องใช้ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท , โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ และ โรงพยาบาลเด็ก สมิติเวชก่อนและคาดว่าจะนำแอปพลิเคชัน ดังกล่าวไปใช้กับทุกโรงพยาบาลในเครือที่มีอยู่ 7 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้ เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์พิเศษเฉพาะผู้รับบริการอย่างแท้จริง”

นายอรพงศ์ เทียนเงิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกั

ด้าน นายอรพงศ์ เทียนเงิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า “ความเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัลทำให้เกิดโอกาสใหม่ๆ ในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการยกระดับคุณภาพและบริการเพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจหลาหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มสุขภาพ ดิจิทัล เวนเจอร์ส จึงได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลสมิติเวชในการพัฒนาดิจิทัลโซลูชั่นทางการเงินภายใต้ชื่อ Samitivej FastPay ช่องทางการชำระเงินรูปแบบใหม่ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบายและความรวดเร็วในการชำระเงินมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

  1. การชำระเงินด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดที่จุด FastPay Station ซึ่งระบบนี้ได้เชื่อมต่อกับระบบบิลของโรงพยาบาลทำให้ผู้ใช้บริการเห็นค่าใช้จ่ายและสแกนเพื่อชำระเงินได้ทันที และ
  2. การชำระเงินด้วยบัตรเครดิตผ่านแอปพลิเคชัน Samitivej Plus โดยเราได้เปิดให้ผู้ใช้ได้ทดลองการชำระเงินทั้งสองรูปแบบที่ สมิติเวช สุขุมวิท และ ศรีนครินทร์
  3. ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีจำนวนธุรกรรมผ่าน Samitivej FastPay กว่า 1,157 ธุรกรรม หรือเฉลี่ย 50 ธุรกรรมต่อวัน และลูกค้าให้คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยสูงถึง 4.75 จากคะแนนรวม 5 นอกจากนี้ผู้ที่ชำระเงินผ่าน Samitivej FastPay จะได้รับส่วนลด 10% และได้รับส่วนลดพิเศษเพิ่มเติมหากชำระเงินผ่านบัตรเครดิตของธนาคารไทยพาณิชย์

ความร่วมมือระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ และ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช ในการเปลี่ยนประสบการณ์สุขภาพดิจิทัลรูปแบบใหม่ หรือ ดิจิทัลเฮลธ์ ครอบคลุม 3 เรื่องหลัก ดังนี้

  1. “เดอะ เฟิร์ส เลานจ์ แอนด์ เอสซีบี อินเวสเม้นเซ็นเตอร์” (THE FIRST LOUNGE & SCB Investment Center) พื้นที่รับรองรูปแบบพิเศษแห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “The FIRST Prestige Health & Wealth Experience” ที่ถูกออกแบบ ในสไตล์กลาสเฮ้าส์ เพื่อมอบประสบการณ์บริการแบบ Exclusive VIP One-stop service ให้แก่ลูกค้า FIRST Class ของโรงพยาบาลสมิติเวช และลูกค้าเวลธ์ของธนาคารไทยพาณิชย์ที่เป็นสมาชิก “SCB PRIVATE BANKING” และ “SCB FIRST” ที่มาใช้บริการ ณ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท โดยภายในจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่
    1. 1) โซนรับรองพิเศษด้านสุขภาพแบบครบวงจร พื้นที่หลักบริเวณด้านหน้าของเลานจ์ ซึ่งจะบริการต้อนรับและดูแลแบบ VIP ด้วยเจ้าหน้าที่ดูแลเฉพาะบุคคลเพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วให้กับท่าน อาทิ การนัดหมายแพทย์ การพบแพทย์ การจ่ายเงิน และการรอรับยา พร้อมมีมุม Exclusive Healthy Snack Bar ไว้บริการลูกค้าให้ได้ใช้เป็นที่พักผ่อนระหว่างรอรับบริการด้านสุขภาพ พร้อมอาหารว่างและเครื่องดื่มสุขภาพจากร้านดัง Divana Signature Café
    2. 2) โซน SCB Investment Center ศูนย์บริหารความมั่งคั่งที่รวมความรู้และการให้คำแนะนำด้านการลงทุนและบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคลเพื่อมอบเอกสิทธิ์ไลฟ์สไตล์ทางการเงินแบบครบวงจรให้แก่ลูกค้าที่เป็นสมาชิก โดย “SCB Investment Center” แห่งนี้ ถือเป็น Touch point ล่าสุดที่ธนาคารเปิดให้บริการกับลูกค้าเวลธ์ และเป็นแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของโรงพยาบาล ปัจจุบันธนาคารเปิดให้บริการ “SCB Investment Center” รวมทั้งหมด 7 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนที่จะเปิดให้บริการรวม 60 แห่งในโลเคชั่นสำคัญๆ
    3. 3) โซนเอาท์ดอร์ พื้นที่เปิดโล่งสำหรับรองรับการจัดกิจกรรมพิเศษต่างๆ ที่จะจัดให้กับสมาชิกคนสำคัญ อาทิ กิจกรรมดนตรีในสวน (Music in the garden) เพื่อสร้างความผ่อนคลายเวลามาใช้บริการด้านสุขภาพที่สมิติเวช กิจกรรมสนทนาพูดคุย หรือเวิร์คช้อปต่าง ๆ อาทิ เรื่องสุขภาพ และ การลงทุน เป็นต้น โดยพื้นที่รับรองแห่งนี้จะเป็นช่องทางการให้บริการครบวงจรตอบโจทย์สุขภาพและการเงิน ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลูกค้าเดินเข้ามาใช้บริการจนกระทั่งออกจากเลานจ์นี้ไป
  2. Samitivej Plus แอปพลิเคชันที่จะช่วยเปลี่ยนประสบการณ์ด้านสุขภาพแบบเดิม ๆ ให้เป็นประสบการณ์สุขภาพดิจิทัลล้ำสมัย  ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านสุขภาพให้แก่ผู้ใช้บริการได้อย่างครบวงจร โดยแอปพลิเคชันดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงผู้ใช้บริการเป็นหลัก (User Experience)
    1. ตั้งแต่การดูข้อมูลแพทย์และนัดหมายแพทย์ออนไลน์ (Online Appointment) การแจ้งคิวเรียลไทม์ผ่านแอป (My Queue) การชำระเงินออนไลน์ (Payment) หรือดูข้อมูลสุขภาพ รายการยา
    2. .และประวัติการรักษาย้อนหลัง (My History) พร้อมด้วยฟังก์ชั่นอื่น ๆ เช่น ติดต่อหรือเรียกรถโรงพยาบาลได้ทันที อุ่นใจเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน หรือรับส่วนลด และโปรโมชั่นของโรงพยาบาลสมิติเวช เป็นต้น
  3. Samitivej FastPay คือ ประสบการณ์ใหม่ของการชำระเงินที่ให้ความสะดวก และรวดเร็ว ช่วยประหยัดเวลาในการรอคิวชำระเงินผ่านช่องทางปกติ เนื่องจากผู้ใช้บริการสามารถชำระเงินได้ด้วยตัวเองง่าย ๆ ด้วย
    1. 1) การสแกนคิวอาร์โค้ด ณ จุด FastPay Station หรือ
    2. 2) ชำระเงินด้วยบัตรเครดิตผ่านแอป Samitivej Plus และสามารถนำใบเสร็จรับเงินที่ได้รับทางอีเมลไปรับยาได้ทันที

“เดอะ เฟิร์ส เลานจ์ แอนด์ เอสซีบี อินเวสเม้นเซ็นเตอร์” (THE FIRST LOUNGE & SCB Investment Center)

โดยผู้ใช้บริการที่ชำระเงินผ่าน 2 ช่องทางนี้จะได้รับส่วนลด 10% สำหรับค่ายา ค่า X-Ray และ Lab ตามเงื่อนไขของโรงพยาบาล และได้รับส่วนลดพิเศษเพิ่มเติมหากชำระเงินผ่านบัตรเครดิตของธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 2561

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการไอที

AIS ชำระค่าประมูลงวดที่ 1 ในความถี่ 1800 MHz แล้ว

Published

on

By

บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือ AIS หลังจากชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz (1740-1745 MHz คู่กับ 1835-1840 MHz) จำนวน 1 ใบอนุญาต วันนี้คุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ CEO ของ AIS ก็ได้เข้าไปที่กสทช. เพื่อชำระเงินค่าประมูลงวดแรก จำนวน 6,693,385,000 บาท

โดยที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2555 – 2561 AIS ได้รับใบอนุญาตคลื่นความถี่ ตั้งแต่การประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz มูลค่า 14,625 ล้านบาท ,คลื่น 1800 MHz (ชุดแรก) มูลค่า 40,987 ล้านบาท ,คลื่น 900 MHz มูลค่า 75,654 ล้านบาท ซึ่งคุณสมชัยเล่าให้ฟังผ่านเฟซบุ๊กว่า AIS ได้ชำระเงินให้ตรงตามกำหนดเสมอ เพราะเข้าใจดีว่าเงินเหล่านี้จะไปพัฒนาประเทศต่อไป

ปัจจุบันทาง AIS มีคลื่นอยู่ในมือดังนี้

  • 2100 MHz
  • 1800 MHz (ชุดแรก)
  • 1800 MHz (ชุดสอง)
  • 900 MHz
  • 2100 อีกชุด (โรมมิ่งกับ TOT)

ให้บริการครอบคลุมทั้งในระบบ 2G, 3G และ 4G

วันจันทร์หน้า AWN (AIS) จะได้รับใบอนุญาตและพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กันยายนนี้

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

กลับมาอีกครั้งและยิ่งใหญ่เช่นเดิมกับ “RetailEX ASEAN 2018” งานแสดงสินค้าและบริการเพื่อธุรกิจค้าปลีก

Published

on

งาน RetailEX ASEAN 2018 งานแสดงสินค้า นวัตกรรม และการประชุมนานาชาติ เพื่อธุรกิจค้าปลีกครบวงจร พร้อมจัดเสวนาหัวข้อพิเศษ อาทิ

  • จุดขายของการค้าออนไลน์,
  • วิธีการใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการสำรวจเทรนด์ตลาด เป็นต้น

จากผู้ทรงคุณวุฒิในวงการการค้านำโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย, เซ็นทรัล, เดอะ มอลล์, KFC, DHL, Unilever, และ ลอรีอัล เป็นต้น โดยงาน RetailEX ASEAN 2018 ถือได้ว่าเป็นจุดนัดหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างธุรกิจที่ผู้ค้าปลีกพลาดไม่ได้ ทั้งงานจัดแสดงนวัตกรรมครบวงจรเพื่อผู้ค้าปลีก และงานสัมมนาเพื่อการต่อยอดธุรกิจอีกมากมาย สามารถเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่…วันที่ 19 – 21 กันยายน 2561 ณ อาคาร 3 และ 4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

งาน RetailEX ASEAN 2018 จัดโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ แคลเรียน อีเว้นท์ และบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด และได้รับความสนับสนุนจาก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB  เพื่อรวบรวมผู้ประกอบการจากด้านต่าง ๆ อาทิ

  • การบริการ นวัตกรรม และสินค้า
  • รวมถึงการสัมมนาร่วมพูดคุยให้ความรู้เกี่ยวกับตลาดและเทคโนโลยีสำหรับผู้ค้าปลีก โดยผู้ทรงคุณวุฒิหลายแขนง เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่อยู่ในธุรกิจการค้าปลีก
  • ตลอดทั้งสามวันไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมชมงาน

ด้วยช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายและก้าวหน้า ทั้งในส่วนของออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมาก ธุรกิจการค้าปลีกจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับการตลาดในยุคใหม่  งาน RetailEX ASEAN 2018 มุ่งมั่นในการยกระดับธุรกิจการค้าปลีกในไทย พร้อมนำเสนอไฮไลท์ภายในงานที่พลาดไม่ได้ ได้แก่

  • โชว์เคสแนวคิดการออกแบบร้านค้าใหม่ล่าสุด เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า
  • การแสดงเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและสิ่งอำนวยความสะดวกแบบบริการตนเอง อาทิ
    • บูธถ่ายรูป (Photo Booths)
    • ตู้ชาร์จโทรศัพท์มือถือ
    • อุปกรณ์ซักรีดแบบดูแลตัวเอง
    • ทั้งยังมีการเปิดตัวรางวัลใหม่ล่าสุดเพื่อยกย่องผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกที่ดีที่สุดในอาเซียน
    • และโปรแกรมบริการจับคู่เจรจาธุรกิจ ที่จะมีบริการผู้ช่วยส่วนตัวในการติดต่อระหว่างผู้ซื้อระดับภูมิภาคและท้องถิ่น กับผู้จัดแสดงสินค้าและผู้สนับสนุนการจัดงาน
    • นอกจากนี้ยังมีโซนใหม่ภายในงานรีเทลเอ็กซ์ ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพโซน กับ RetailEX Elevator Pitch ที่จะให้ 10 โครงการสตาร์ทอัพ ได้มีเวลา 2 นาทีในการนำเสนอไอเดียให้แก่นักลงทุนชั้นนำ 10 ราย

งาน RetailEX ASEAN ยังคงเป็นงานแสดงสินค้าสำหรับธุรกิจการค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้ร่วมแสดงสินค้ากว่า 70 แบรนด์ และผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 4,000 ราย ซึ่งงาน RetailEX ASEAN สามารถตอบสนองการพัฒนา และเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจค้าปลีกในภูมิภาคได้อย่างครบวงจร

มั่นใจว่า การจัดงานครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ยังสอดคล้องกับพันธกิจของ สสปน.ในการใช้งานแสดงสินค้าและการประชุมเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และพันธมิตรต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นเวทีแสดงสินค้าสำคัญของอาเซียน ดังนั้นสสปน.จึงจัดให้มีแคมเปญสนับสนุนทั้งผู้จัดงานแสดงสินค้า ผู้เข้าร่วมงาน และผู้เข้าชมงาน ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับรีเทลเอ็กซ์ อาเซียน 2018อย่างแน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัว “Nokia 6.1 Plus” สมาร์ทโฟนจอใหญ่ไร้ขอบ พร้อมสมรรถนะอัดแน่นเพื่อผู้ใช้งาน

Published

on

เอชเอ็มดี โกลบอล เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนแบรนด์โนเกีย ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟน Nokia 6.1 Plus ที่จะทำให้คุณดูโดดเด่นด้วยความสามารถในการทำหน้าที่เป็นเสมือนผู้ช่วยในการสร้างคอนเทนต์ของคุณ Nokia 6.1 Plus เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Android One

โนเกีย มุ่งมั่นเดินหน้าทำการตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้เรามุ่งเน้นในการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับระดับโลก เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้แก่ลูกค้าของโนเกีย อาทิ

  • การส่งสมาร์ทโฟนโนเกียเข้าร่วมโปรแกรม Android One จาก Google เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานเพียวแอนดรอยด์ ที่รวดเร็ว ปลอดภัย และอัปเดตก่อนใคร
  • นอกจากนั้นยังร่วมมือกับพันธมิตรอื่น ๆ ในการจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง
  • และการขยายช่องทางในการจัดจำหน่ายไปยังออนไลน์โดยได้ร่วมมือกับ Shopee และ JD Central เพื่อเปิด Nokia Official Shop บนแพล็ตฟอร์มออนไลน์
  • สำหรับช่องทางในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ยังคงมุ่งเน้นการชูจุดเด่นของผลิตภัณฑ์โนเกียที่มีความสามารถในการใช้งานที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่ชื่นชอบการบอกเล่าเรื่องราวหรือสร้างคอนเทนต์ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยช่องทางในการสื่อสารยังคงทำควบคู่ไปทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

Nokia 6.1 Plus

  • โดดเด่นด้วยหน้าจอไร้ขอบและประสิทธิภาพในการใช้งาน
  • มอบประสบการณ์การใช้งาน แบบเต็มจอในขนาดที่จับถนัดมือ ด้วยสัดส่วนแสดงผล 19:9 บนหน้าจอ 5.8 นิ้ว
  • จอแสดงผลแบบ Full HD+ พร้อมค่า Color Gamut 96%
  • มาพร้อมกระจก Gorilla® Glass จาก Corning® ทรงโค้ง
  • และใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 636 รุ่นใหม่ล่าสุด สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่จาก Qualcomm ซึ่งประมวลผลได้รวดเร็วกว่ารุ่นที่แล้วถึง 40% ทำให้สามารถเล่นเกมและใช้งานสตรีมได้แบบไม่มีสะดุด
  • ระบบการใช้งานแบตเตอรี่ที่ทรงประสิทธิภาพ ทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับการฟังเพลง และรับชมวิดีโอได้ยาวนานขึ้นด้วย ด้วยฮาร์ดแวร์สมรรถนะสูงกับ USB Type-C ที่รองรับระบบ Fast Charging

  • กล้องหลังคู่16/5 MP ช่วยเก็บรายละเอียดภาพให้มีความคมชัดเหนือระดับ และโหมด HDR ช่วยทำให้ภาพมีชีวิตชีวาด้วยสีสัน เด่นชัดในทุกรายละเอียด
  • และเทคโนโลยี Depth Sensor ทำให้คุณสามารถถ่ายภาพได้ราวกับมืออาชีพ เมื่อใช้ Bokeh Effect ซึ่งสามารถปรับแก้ให้สวยงามยิ่งขึ้นในภายหลังได้
  • และเก็บภาพเซลฟี่ความละเอียดสูงได้ด้วยกล้องหน้า 16 MP พร้อมโหมด Bothie ที่ทำให้ถ่ายภาพจากกล้องหน้า และกล้องหลังได้พร้อมกัน มีเทคโนโลยี AI ช่วยปรับภาพให้สวยงามขึ้นโดยอัตโนมัติเป็นครั้งแรกในโลก
  • ยังสามารถแชร์ภาพ Bothie จากทั้งสองฝั่งของกล้อง ลงในโซเดียลมีเดีย ผ่านการสตรีมแบบสด ๆ ได้ โดยใช้ฟีเจอร์ Dual-Sight
  • และยังมีระบบปรับปรุงภาพอัตโนมัติ ที่ทำให้เรื่องราวของคุณมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น ด้วยฟิลเตอร์สนุก ๆ สติกเกอร์หน้ากาก และภาพสามมิติ เสริมด้วยระบบแสงสำหรับถ่ายภาพ Portrait
  • ระบบปฏิบัติการ Android Oreo™ ทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดต่าง ๆ ได้ทันที เช่น Google Lens, Picture-in-Picture และ Google Play Instant
  • และ Nokia 6.1 Plus ยังพร้อมสำหรับการใช้งานบนระบบปฏิบัติการ Android Pie อีกด้วย
  • มี 3 สีให้เลือกได้แก่ สีดำ (Gloss Black) , สีขาว (Gloss White) , สีน้ำเงินเข้ม (Gloss Midnight Blue)

ระบบปฏิบัติการเพียวแอนดรอยด์จาก Android One ออกแบบโดย Google ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ทันสมัย ปลอดภัย ให้กับผู้ใช้งานทุกคน ทำให้ Nokia 6.1 Plus ได้รับการการอัปเดตอยู่เสมอ มีทุกเดือนตลอดเวลาสามปี และการรับประกันว่าจะมีการอัปเดตระบบปฏิบัติการทันทีที่มีการเปิดให้ใช้งานตลอดเวลาสองปี

และคุณจะได้รับพื้นที่เก็บข้อมูลและแบตเตอรี่สำหรับใช้งานเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากแอปที่ติดตั้งมากับเครื่องนั้นมีจำนวนน้อย นอกจากนั้นคุณยังจะได้ใช้บริการใหม่ล่าสุดจาก Google ที่เป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยก่อนใครเสมอ เช่น Google Assistant และ Google Photos พร้อมพื้นที่เก็บข้อมูลภาพความละเอียดสูงแบบไม่จำกัดและไม่มีค่าใช้จ่าย

การจัดจำหน่าย

เริ่มจัดจำหน่ายภายในเดือนกันยายน ในราคา 8,990 บาท ที่ตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือโนเกียทั่วประเทศ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!