Connect with us

ข่าววงการถ่ายภาพ

เปิดตัว instax SHARE SP-3 พิมพ์รูปใหญ่กว่าเดิมบนฟิล์มสี่เหลี่ยม

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างดีกับเครื่องพิมพ์ตระกูล Instax Share ที่ Fujifilm ส่งลงตลาดมาแล้ว 2 รุ่น จนเหมือนจะหมดมุกแล้ว แต่เมื่อฟูจิเปิดตัวฟิล์ม instax Square ที่เป็นสีเหลี่ยมจัตุรัสใหญ่กว่าเดิม ก็ต้องมีเครื่องพิมพ์ตัวใหม่ที่พิมพ์ลงฟิล์มชนิดนี้ได้ วันนี้ฟูจิจึงเปิดตัว instax SHARE SP-3 ที่พิมพ์ภาพลงฟิล์มจัตุรัสได้

จุดเด่นของ instax SHARE SP-3 คือใช้ฟิล์ม Instax Square ขนาด 86 x 72 mm (ถ้านับส่วนที่เป็นภาพไม่รวมขอบกระดาษจะมีขนาดภาพ 62 x 62 mm) เป็นกระดาษพิมพ์ โดยพิมพ์ภาพที่ความละเอียด 800 x 800 px (318 dpi) ทำให้ได้ภาพที่สีสันสดใส มีความฟุ้งชวนมองแบบอนาล็อก ไม่เหมือน ZINK ที่ภาพจะคมๆ เป็นเม็ดๆ เส้นๆ ให้อารมณ์แบบดิจิทัลมากกว่า ซึ่งใช้เวลาพิมพ์แค่ 13 วินาที และรอพักหนึ่งก็ได้ภาพทันทีเหมือนโพลารอยด์

นอกจากนี้ตัวแอปที่สั่งงานยังมีความสามารถหลายอย่าง เช่นเพิ่มข้อความเข้าไปในรูป ทำภาพแบบ Collage หรือดึงข้อมูลจาก Social Media มาพิมพ์ลงในภาพ ซึ่งเครื่องพิมพ์กับสมาร์ทโฟนจะเชื่อมต่อกันด้วย Wifi เหมือนเครื่องรุ่นเดิม ซึ่งจริงๆ นับว่าเป็นข้อเสียเพราะใช้งานลำบากกว่าเชื่อมด้วย Bluetooth

แม้ว่า instax SHARE SP-3 จะดูน่าใช้มาก แต่ระบบโดยรวมแล้วแพงที่สุดในบรรดาเครื่องพิมพ์รูปแบบพกพาทั้งหมด เอาแค่ฟิล์ม instax Square อย่างถูกๆ ก็กล่องละ 400 กว่าบาทแล้ว (หารมาตกค่าฟิล์มใบละ 40 กว่าบาท) ส่วนตัวเครื่อง SP-3 ตั้งราคาในอเมริกาอยู่ที่ 6,700 บาท ซึ่งก็แพงกว่าเครื่องพิมพ์อื่นๆ เช่นกัน

ซึ่งถ้าฟูจิฟิล์มประเทศไทยประกาศราคาแล้ว เว็บแบไต๋จะนำเสนอให้ทราบกันอีกทีครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการถ่ายภาพ

เปิดตัว DJI OSMO Pocket กล้องจิ๋วพร้อมกันสั่นเทพคู่แข่ง GoPro

Published

on

DJI เจ้าแห่งโดรนและ Gimbal (ระบบกันสั่น) เปิดตัวกล้องจิ๋วน้องใหม่ในตระกูล OSMO อย่าง DJI OSMO Pocket ที่มีขนาดเล็กจนน่าตกใจ แต่มาพร้อม Gimbal 3 แกนที่ทำให้มั่นใจว่าแม้เราจะวิ่งถ่ายก็ยังได้ภาพที่ไม่สั่นไหวแน่นอน

DJI OSMO Pocket ใช้เซนเซอร์รับภาพขนาด 1/2.3 นิ้ว f/2.0 ให้มุมภาพกว้าง 80 องศา (เทียบกับ GoPro Hero ให้มุมภาพกว้างสุด 149 องศา) ซึ่งสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 4K 60 fps ที่ 100 Mbps ซึ่งก็น่าจะให้คุณภาพดีพอสำหรับเอาไปตัดต่อได้สบายๆ และยังสามารถปรับตั้งค่าแบบ Manual ได้ทั้งรูรับแสง, ISO, ความเร็วชัตเตอร์ แถมถ่าย RAW และวิดีโอแบบ D-Cinelike ได้ด้วย ส่วนแบตเตอรี่ใช้งานได้ 140 นาทีเมื่อถ่าย FullHD 30 fps และใช้เวลาชาร์จ 73 นาที

แน่นอนว่าเป็น DJI ก็ต้องมาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพหลากหลายคือ

  • FPV หรือโหมดมุมมองบุคคลที่ 1 เอาไว้สร้างวิดีโอที่ลื่นไหลเหมือนมองจากตานักแสดงในฉากที่ตื่นเต้น
  • ActiveTrack แพนกล้องติดตามวัตถุอัตโนมัติ
  • 3×3 Panorama ถ่าย 9 ภาพเพื่อนำมาต่อเป็นภาพใหญ๋โดยอัตโนมัติ
  • Motionlapse ถ่ายวิดีโอ timelapse แบบเคลื่อนกล้องได้
  • Nightshot ใช้ gimbal เป็นกันสั่นเพื่อถ่ายชัตเตอร์ 2-3 วิด้วยมือแบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องตอนกลางคืน
  • Story Mode แอปจะช่วยแนะนำการถ่ายวิดีโอให้กลายเป็นคลิปสนุกๆ ได้ง่ายๆ พร้อมใส่ลูกเล่นการเคลื่อนกล้องที่หลากหลาย

ซึ่ง DJI OSMO Pocket ทำงานคู่กับแอปตัวใหม่ชื่อว่า DJI Mimo ซึ่งใช้ตั้งแต่การ Activate อุปกรณ์จนถึงถ่ายทำและตัดต่อง่ายๆ

นอกจากนี้ DJI OSMO Pocket ยังมีอุปกรณ์เสริมอีกเพียบ เช่นหัวแปลง USB-C เป็นช่อง 3.5 mm สำหรับเสียบไมค์ (ใช่แล้ว ที่ตัวมันไม่มีช่อง 3.5 mm) หรืออแดปเตอร์เพิ่ม Wireless ให้เชื่อม Pocket กับสมาร์ทโฟนไร้สายได้ หรือแท่นชาร์จพกพา แล้วยังมีไม้เพิ่มความยาวและเป็นขาตั้ง รวมถึงเคสกันน้ำก็มีให้ใส่ด้วย

เมื่อเทียบกับ GoPro HERO

ถึง DJI OSMO Pocket จะใช้งานคล้ายกับ GoPro HERO แต่รูปแบบงานที่เหมาะกับ Pocket ก็ต่างจาก GoPro นะ คือ GoPro จะได้มุมกล้องกว้างกว่าเท่าตัว ทน เอาลงน้ำได้ ก็เหมาะสำหรับงานที่กล้องทั่วไปถ่ายไม่ได้ งานแอคชั่น หรือถ่ายภาพใต้น้ำ ซึ่งระบบป้องกันภาพสั่นไหวของ HERO 7 ก็ดีงามในระดับหนึ่งเลย

ส่วน Pocket ด้วยความที่เป็น Gimbal เต็มตัว ทำให้ถ่ายการเดิน หรือวิ่งได้นิ่งกว่า GoPro แน่ๆ แต่ด้วยความที่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวเยอะ ทำให้บอบบางกว่า GoPro HERO 7 ทำให้เหมาะกับกลุ่มบล็อกเกอร์ไลฟ์สไตล์ทั่วไปมากกว่า

DJI OSMO Pocket เปิดตัวที่ราคา $349 ส่วนราคาไทยน่าจะราว 13,500 บาท เริ่มขายจริง 15 ธันวาคม ซึ่งน่าจะขายในไทยเร็วๆ นี้เลย เพราะแบไต๋เราได้เครื่องมาแกะกล่องแล้ว!

อ้างอิง: DJI

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววงการถ่ายภาพ

จบหลังกล้องที่แท้ทรู Zeiss ZX1 กล้อง Full-frame Compact พร้อม Lightroom ในตัว

Published

on

Zeiss ก้าวไปอีกขั้นด้วยกล้องใหม่ Zeiss ZX1 ที่ใช้เซนเซอร์ 37.4 ล้านพิกเซลแบบ Full-frame มาพร้อมเลนส์ Zeiss Distagon F2 35 mm แบบถอดเปลี่ยนไม่ได้ พร้อมจอยักษ์ขนาด 4.3 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล ซึ่งจอใหญ่ขนาดนี้ก็สามารถใช้ระบบปฏิบัติการ Android พร้อมมีแอป Adobe Photoshop Lightroom CC เพื่อให้ผู้ใช้สามารถแต่งภาพอย่างโปรได้ในกล้องเลย ขุ่นพระ จบหลังกล้องที่แท้ทรู

สเปคของ Zeiss ZX1 นั้นประหลาดมาก มันเหมือนส่วนผสมระหว่างกล้องถ่ายรูปกับสมาร์ทโฟน คือกล้องตัวนี้ไม่มีช่องใส่การ์ดเพิ่ม แต่มีหน่วยความจำในตัวมา 512 GB ซึ่ง Zeiss บอกว่าสามารถเก็บภาพ RAW ได้ 6,800 รูป ส่วน JPEG ได้มากกว่า 50,000 รูป และสามารถโอนรูปเข้าแฟลชไดร์ฟหรือหน่วยความจำภายนอกผ่าน USB-C ในตัวกล้องได้เลย (ก็เป็น Android นี่เนอะ) นอกจากนี้กล้องยังมาพร้อม Wi-Fi และ Bluetooth ในตัว

มาดูสเปคที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพกันบ้าง ตัวเลนส์ 35 mm f/2 นั้นสามารถถ่ายภาพได้ใกล้สุด 30 cm แต่กล้องไม่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวใดๆ ทั้งนั้น ทำให้การถ่ายวิดีโอ 4K 30 fps อาจจะต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยให้ภาพไม่สั่น และในส่วนของช่องมองภาพเป็นจอ OLED ให้ความละเอียด 1920 x 1080 pixel กำลังขยาย 0.74x แต่น่าเสียดายว่า Zeiss ZX1 นั้นไม่มีแฟลชในตัว ต้องต่อแฟลชนอกผ่าน Hot-shoe อย่างเดียว

ที่น่าสนใจคือด้านหลังกล้องแทบไม่มีปุ่มอะไรเลย ใช้การควบคุมผ่านจอสัมผัสเป็นหลัก ก็ต้องรอดูรีวิวกันต่อไปว่ามันจะถ่ายภาพได้ดีแค่ไหน บอกตรงๆ แอดก็ไม่ค่อยเชื่อใจ Android ว่ามันจะเหมาะสำหรับการใช้กับกล้องถ่ายรูป มันอาจจะทำให้แบตหมดเร็วมากก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นกล้องที่แปลก สามารถแต่งภาพอย่างโปรได้ในกล้องเลย ซึ่งคุณภาพภาพก็น่าจะหายห่วงเพราะ Zeiss ทำเอง

ส่วนราคายังไม่ประกาศครับ เราเดาว่าอยู่หลักแสนบาทแน่นอน ซึ่งจะวางขายช่วงต้นปีหน้าครับ

อ้างอิง: DPreview

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววงการถ่ายภาพ

ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย GoPro HERO6 อัปเดตล่าสุดให้กันสั่นแย่กว่าเฟิร์มแวร์เก่า แล้ว HERO7 ก็ปรับให้ดีขึ้น

Published

on

หลังจาก GoPro HERO7 Black เปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยชูจุดเด่นว่าเป็นกล้อง GoPro ที่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวยอดเยี่ยมที่สุด ให้ภาพนิ่งเหมือนกับนั่งอยู่บนพรมวิเศษ ทำให้เราย้อนคิดถึงเมื่่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตอนที่เฟิร์มแวร์ 2.01 ของ GoPro HERO6 ออกมา (ตอนนี้ก็ยังเป็นรุ่นใหม่ที่สุดอยู่) ซึ่งได้รับเสียงบ่นจากผู้ใช้ว่าทำให้ประสิทธิภาพของระบบกันสั่นลดลงเมื่อเทียบกับเฟิร์มแวร์ 1.60 เดิม

ในบันทึกการเปลี่ยนแปลงของ Firmware 2.01 ของ GoPro HERO6 ระบุว่ามีการเปลี่ยนแปลงระบบป้องกันภาพสั่นไหวของวิดีโอใหม่ให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น และถ่ายวิดีโอกลางคืนดีขึ้น ซึ่งผลก็คือเวลาเดินถ่ายกลายเป็นมีการสั่นไหวแบบเห็นจังหวะเดิน ในขณะที่เฟิร์มแวร์ 1.60 จะให้ภาพที่นิ่งกว่าเหมือนใส่ Gimbal อยู่ ซึ่งลองดูจากวิดีโอข้างล่างนี้ได้เลย

และเมื่อ GoPro HERO7 ออกมาก็มีการปรับปรุงระบบป้องกันภาพสั่นไหวให้ได้ภาพนิ่งที่สุดอีกครั้ง (โดยที่ยังไม่แก้ปัญหากับ HERO6 เดิมเลย) ซึ่งถ้าเอา HERO6 ที่ใช้เฟิร์มแวร์ 2.01 ไปเทียบกับ HERO7 จะเห็นว่าระบบป้องกันภาพสั่นไหวนั้นแตกต่างกันมาก

แล้วถ้าเอา GoPro HERO6 ที่ใช้เฟิร์มแวร์ 1.60 ไปเทียบกับ GoPro HERO7 ล่ะ เราก็มีวิดีโอเปรียบเทียบจากช่อง TheEMPChannel (ช่องของคนไทยนี่แหละ) ก็จะเห็นว่าความสามารถในการป้องกันภาพสั่นไหวนั้นสู้กันได้เลย แม้จะไม่นิ่งเท่า HERO7 ตัวใหม่ แต่ก็ไม่ได้แตกต่างแบบเห็นได้ชัดเหมือนเหมือน HERO6 ที่ใช้เฟิร์มแวร์ 2.01

ก็ได้แต่คิดแล้วก็สงสัยต่อไป เอ๋ ทำไม GoPro ต้องดาวน์เกรดความสามารถในการป้องกันการสั่นไหวใน HERO6 นะ ส่วนใครที่มี HERO6 ที่ยังเป็นเฟิร์มแวร์เดิมอยู่ เราแนะนำว่าอย่าอัปเลยดีกว่าครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!