Connect with us

ข่าววงการถ่ายภาพ

Fujifilm เปิดตัว X-T100 กล้องรุ่นเล็กพร้อม EVF ในราคาเบาๆ

Published

on

Fujifilm รุกตลาดกล้อง Mirrorless สำหรับผู้เริ่มต้นมากขึ้น โดยส่ง X-T100 กล้องทรง DSLR รุ่นเล็กที่สุดลงตลาด โดยจุดเด่นของกล้องรุ่นนี้คือมาพร้อม EVF หรือช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมจุดโฟกัสแบบ Phase focus อีก 91 จุด ในราคาที่ไม่ต้องคิดหนัก

 

สเปกของ Fuji X-T100 นั้นใกล้เคียงกับ Fuji X-A5 กล้อง Mirrorless รุ่นเล็กของฟูจิที่เปิดตัวมาเมื่อต้นปีมาก พูดง่ายๆ ว่าคือเอาไส้ในของ X-A5 มาใส่ในบอดี้แบบ DSLR ที่มีช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งน่าจะถูกใจผู้ใช้อีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการกล้องราคาเบาๆ แต่ได้ EVF ด้วย (โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายที่ต้องการกล้องที่ดูแมนกว่า X-A5)

สเปกของ Fujifilm X-T100

  • เซนเซอร์รับภาพขนาด APS-C ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล โดยเป็นแบบ Bayer ไม่ใช่ X-Trans CMOS
  • จุดโฟกัสแบบ Phase Detect 91 จุด สามารถติดตามวัตถุเคลื่อนที่ได้
  • หน้าจอสัมผัสขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 1.04 ล้านพิกเซล สามารถพับมาถ่าย Selfie ได้
  • สามารถเลือกโหมดสีเลียนแบบฟิล์มของฟูจิได้ 8 แบบ
  • ช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ความละเอียด 2.36 ล้านพิกเซล ให้ขนาดภาพ 0.93 เท่า
  • ความเร็วชัตเตอร์ 30 – 1/32000 วินาที
  • ความไวแสง ISO 100 – 51,200
  • สามารถถ่ายวิดีโอ 4K ได้ที่ 15 fps
  • มีช่องเสียบไมโครโฟน แต่ไม่มีช่องเสียบหูฟัง
  • สามารถส่งภาพผ่าน Bluetooth ที่ถ่ายเสร็จปุ๊บวิ่งเข้ามือถือทันทีโดยไม่ต้องเลือก
  • น้ำหนัก 448 กรัม
  • (สเปกเดียวกับ Fuji X-A5 ทุกอย่าง ยกเว้นช่องมองภาพ)

Fujifilm X-T100 มีให้เลือก 3 สีคือ Dark Silver, Black และ Champagne Gold (และมีสีน้ำตาลเป็นสีพิเศษ) โดยเริ่มขาย 22 มิถุนายนนี้ และตั้งราคาเปิดตัวไว้ดังนี้

กล้องอย่างเดียว

  • สี Dark Silver 22,990 บาท
  • สีดำและ Champagne Gold 21,990 บาท

กล้องพร้อมเลนส์คิท 15 – 45 mm

  • สี Dark Silver 26,990 บาท
  • สีดำและ Champagne Gold 25,990 บาท

กล้องพร้อมเลนส์คิท 15 – 45 mm และเครื่องพิมพ์ Fujifilm Instax Share SP-3

  • สี Dark Silver 29,990 บาท
    สีดำและ Champagne Gold 28,990 บาท

กล้อง X-T100 สีน้ำตาล เป็นสีพิเศษ ขายที่ Big Camera เท่านั้น

  • พร้อมเลนส์คิท 26,990 บาท
  • เลนส์คิทพร้อม SP-3 29,990 บาท
  • พร้อมเลนส์ XF 23 f/2 30,990 บาท

สำหรับการโปรโมท X-T100 ในไทย ฟูจิได้ใช้บริการของวง Potato และวี-วิโอเลต เพื่อนำเสนอแคมเปญ “Find your Wonderside พบอีกด้านที่วันเดอร์” โดยทำเป็น Music Marketing ผ่านเพลง “เพียงพอ” ของวง Potato ที่ขับร้องโดย วี-วิโอเลต ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางท่องเที่ยวค้นหาสิ่งใหม่ๆ ไปพร้อมกับการถ่ายภาพ

การเพิ่มผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Entry Level (X-T100 และ X-A5) ที่วางราคาในช่วง 25,000 – 30,000 บาท (ที่แต่ก่อนไม่มีกล้องในราคานึ้) และการประชาสัมพันธ์แบบ Below the line เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ทำให้ฟูจิหวังเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มกล้อง Mirrorless เป็น 50% ในส่วนของมูลค่า ซึ่งตอนนี้บริษัทมีกล้อง Mirrorless ครบทุกกลุ่มในตลาดแล้ว รวมถึง Mid Level (X-E3, X-T20) และกลุ่ม Professional Level (X-Pro2, X-T2, GFX)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการถ่ายภาพ

จบหลังกล้องที่แท้ทรู Zeiss ZX1 กล้อง Full-frame Compact พร้อม Lightroom ในตัว

Published

on

Zeiss ก้าวไปอีกขั้นด้วยกล้องใหม่ Zeiss ZX1 ที่ใช้เซนเซอร์ 37.4 ล้านพิกเซลแบบ Full-frame มาพร้อมเลนส์ Zeiss Distagon F2 35 mm แบบถอดเปลี่ยนไม่ได้ พร้อมจอยักษ์ขนาด 4.3 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล ซึ่งจอใหญ่ขนาดนี้ก็สามารถใช้ระบบปฏิบัติการ Android พร้อมมีแอป Adobe Photoshop Lightroom CC เพื่อให้ผู้ใช้สามารถแต่งภาพอย่างโปรได้ในกล้องเลย ขุ่นพระ จบหลังกล้องที่แท้ทรู

สเปคของ Zeiss ZX1 นั้นประหลาดมาก มันเหมือนส่วนผสมระหว่างกล้องถ่ายรูปกับสมาร์ทโฟน คือกล้องตัวนี้ไม่มีช่องใส่การ์ดเพิ่ม แต่มีหน่วยความจำในตัวมา 512 GB ซึ่ง Zeiss บอกว่าสามารถเก็บภาพ RAW ได้ 6,800 รูป ส่วน JPEG ได้มากกว่า 50,000 รูป และสามารถโอนรูปเข้าแฟลชไดร์ฟหรือหน่วยความจำภายนอกผ่าน USB-C ในตัวกล้องได้เลย (ก็เป็น Android นี่เนอะ) นอกจากนี้กล้องยังมาพร้อม Wi-Fi และ Bluetooth ในตัว

มาดูสเปคที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพกันบ้าง ตัวเลนส์ 35 mm f/2 นั้นสามารถถ่ายภาพได้ใกล้สุด 30 cm แต่กล้องไม่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวใดๆ ทั้งนั้น ทำให้การถ่ายวิดีโอ 4K 30 fps อาจจะต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยให้ภาพไม่สั่น และในส่วนของช่องมองภาพเป็นจอ OLED ให้ความละเอียด 1920 x 1080 pixel กำลังขยาย 0.74x แต่น่าเสียดายว่า Zeiss ZX1 นั้นไม่มีแฟลชในตัว ต้องต่อแฟลชนอกผ่าน Hot-shoe อย่างเดียว

ที่น่าสนใจคือด้านหลังกล้องแทบไม่มีปุ่มอะไรเลย ใช้การควบคุมผ่านจอสัมผัสเป็นหลัก ก็ต้องรอดูรีวิวกันต่อไปว่ามันจะถ่ายภาพได้ดีแค่ไหน บอกตรงๆ แอดก็ไม่ค่อยเชื่อใจ Android ว่ามันจะเหมาะสำหรับการใช้กับกล้องถ่ายรูป มันอาจจะทำให้แบตหมดเร็วมากก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นกล้องที่แปลก สามารถแต่งภาพอย่างโปรได้ในกล้องเลย ซึ่งคุณภาพภาพก็น่าจะหายห่วงเพราะ Zeiss ทำเอง

ส่วนราคายังไม่ประกาศครับ เราเดาว่าอยู่หลักแสนบาทแน่นอน ซึ่งจะวางขายช่วงต้นปีหน้าครับ

อ้างอิง: DPreview

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววงการถ่ายภาพ

ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย GoPro HERO6 อัปเดตล่าสุดให้กันสั่นแย่กว่าเฟิร์มแวร์เก่า แล้ว HERO7 ก็ปรับให้ดีขึ้น

Published

on

หลังจาก GoPro HERO7 Black เปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยชูจุดเด่นว่าเป็นกล้อง GoPro ที่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวยอดเยี่ยมที่สุด ให้ภาพนิ่งเหมือนกับนั่งอยู่บนพรมวิเศษ ทำให้เราย้อนคิดถึงเมื่่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตอนที่เฟิร์มแวร์ 2.01 ของ GoPro HERO6 ออกมา (ตอนนี้ก็ยังเป็นรุ่นใหม่ที่สุดอยู่) ซึ่งได้รับเสียงบ่นจากผู้ใช้ว่าทำให้ประสิทธิภาพของระบบกันสั่นลดลงเมื่อเทียบกับเฟิร์มแวร์ 1.60 เดิม

ในบันทึกการเปลี่ยนแปลงของ Firmware 2.01 ของ GoPro HERO6 ระบุว่ามีการเปลี่ยนแปลงระบบป้องกันภาพสั่นไหวของวิดีโอใหม่ให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น และถ่ายวิดีโอกลางคืนดีขึ้น ซึ่งผลก็คือเวลาเดินถ่ายกลายเป็นมีการสั่นไหวแบบเห็นจังหวะเดิน ในขณะที่เฟิร์มแวร์ 1.60 จะให้ภาพที่นิ่งกว่าเหมือนใส่ Gimbal อยู่ ซึ่งลองดูจากวิดีโอข้างล่างนี้ได้เลย

และเมื่อ GoPro HERO7 ออกมาก็มีการปรับปรุงระบบป้องกันภาพสั่นไหวให้ได้ภาพนิ่งที่สุดอีกครั้ง (โดยที่ยังไม่แก้ปัญหากับ HERO6 เดิมเลย) ซึ่งถ้าเอา HERO6 ที่ใช้เฟิร์มแวร์ 2.01 ไปเทียบกับ HERO7 จะเห็นว่าระบบป้องกันภาพสั่นไหวนั้นแตกต่างกันมาก

แล้วถ้าเอา GoPro HERO6 ที่ใช้เฟิร์มแวร์ 1.60 ไปเทียบกับ GoPro HERO7 ล่ะ เราก็มีวิดีโอเปรียบเทียบจากช่อง TheEMPChannel (ช่องของคนไทยนี่แหละ) ก็จะเห็นว่าความสามารถในการป้องกันภาพสั่นไหวนั้นสู้กันได้เลย แม้จะไม่นิ่งเท่า HERO7 ตัวใหม่ แต่ก็ไม่ได้แตกต่างแบบเห็นได้ชัดเหมือนเหมือน HERO6 ที่ใช้เฟิร์มแวร์ 2.01

ก็ได้แต่คิดแล้วก็สงสัยต่อไป เอ๋ ทำไม GoPro ต้องดาวน์เกรดความสามารถในการป้องกันการสั่นไหวใน HERO6 นะ ส่วนใครที่มี HERO6 ที่ยังเป็นเฟิร์มแวร์เดิมอยู่ เราแนะนำว่าอย่าอัปเลยดีกว่าครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววงการถ่ายภาพ

เผยโฉม Ricoh GR III เมื่อตำนานกล้องเล็กคุณภาพโคตรดีกลับมาแล้ว!

Published

on

รูปเดียวของ Ricoh GR III ที่เรามีตอนนี้

หลังจากปล่อยให้แฟนๆ ของ Ricoh GR รอกล้องรุ่นใหม่มานานกว่า 3 ปี ในที่สุดริโกก็เผยโฉม Ricoh GR III ที่กำลังพัฒนาอยู่ โดยพัฒนาไปจาก GR II ในหลายจุด โดยเฉพาะจุดที่แฟนๆ ต้องการมากที่สุดคือเปลี่ยนเซนเซอร์ใหม่ เพิ่มระบบป้องกันภาพสั่นไหว 3 แกนที่เซนเซอร์ลงไป ปรับปรุงเลนส์ใหม่ให้เหมาะกับเซนเซอร์ใหม่ มีระยะมาโครสั้นลงไปอีก ระบบโฟกัสแบบ Phase Detection ทำให้โฟกัสรวดเร็วขึ้น และหน้าจอสัมผัสด้วย

Ricoh GR 3 ก็ยังคงเป็นกล้อง Premium Compact เหมือนต้นตระกูลของมันครับ แต่กลับมาคราวนี้ตัวเล็กลงกว่าเดิม เหลือขนาดแค่ 109.4 × 61.9 × 33.2mm (GR II มีขนาด 117 x 63 x 35 mm) ซึ่งนึกภาพตามง่ายๆ ก็กล้องขนาดเท่าฝ่ามือ สามารถพกใส่กระเป๋ากางเกงได้ แต่มาพร้อมเซนเซอร์ขนาด APS-C ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล และเลนส์เทียบเท่า 28 mm f/2.8 ที่ซูมไม่ได้ เน้นเดินเข้าหาตัวแบบเพื่อถ่ายภาพตาม DNA กล้องสตรีทของมัน ซึ่งความเล็กและคุณภาพภาพนิ่งที่เกินตัวของมัน ทำให้ Ricoh GR มีแฟนๆ อยู่ทั่วโลกครับ เพราะมันแทบจะไม่มีคู่แข่งโดยตรงเลย ตระกูล Sony RX100 ก็เซนเซอร์เล็กกว่านี้เยอะ คุณภาพภาพสู้กันไม่ได้ หรือตระกูล Fuji X100 ก็ตัวใหญ่และหนักกว่านี้มาก ไม่สามารถพกติดกระเป๋าได้ทุกวันอย่าง GR ตอนนี้จะมีแค่ Fuji XF10 เท่านั้นที่เป็นคู่แข่งโดยตรง

สรุปสเปคของ Ricoh GR III

  • เซนเซอร์ขนาด APS-C ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว 3 แกน ที่สามารถจำลองการทำงานของฟิลเตอร์ Anti aliasing ได้ และระบบป้องกันฝุ่นติดเซนเซอร์
  • ระบบโฟกัสแบบ Phase detection ทำให้โฟกัสได้รวดเร็วกว่ารุ่นเดิม
  • เลนส์ 18.3 mm (ความยาวโฟกัสเทียบเท่า 28 mm) f/2.8 โดยเป็นเลนส์ทางยาวโฟกัสเดี่ยว ซูมไม่ได้ ระยะมาโครที่ 6 ซม. ใกล้กว่าของเดิมที่ 10 ซม.
  • ถ่ายวิดีโอได้ 1080p 60 fps
  • หน้าจอสัมผัสขนาด 3 นิ้ว
  • น้ำหนักรวมแบตเตอรี่ 257 กรัม
  • มี Hot-shoe ต่อแฟลชนอกได้ แต่ไม่มีแฟลชในตัวกล้องแล้ว (ก็แลกมาด้วยขนาดกล้องที่เล็กลงนะ)
  • หน่วยความจำภายใน 2 GB (เยอะมาก)
  • ใช้พอร์ต USB-C เชื่อมต่อ ชาร์จกล้อง และต่อภาพออกทีวี
  • รายละเอียดต่างๆ ยังออกมาไม่ครบ เพราะกล้องกำลังพัฒนาอยู่ ส่วนกำหนดวางขายอยู่ต้นปี 2019

Ricoh GR นั้นกำเนิดมาตั้งแต่ 1996 ในฐานะกล้องฟิล์มขนาดเล็กที่ใช้เลนส์คุณภาพสูงครับ ซึ่งก็สร้างชื่อมาตั้งแต่ยุคฟิล์มด้วยความคมของเลนส์ที่คมตั้งแต่กลางภาพยันขอบภาพ และการควบคุมที่เข้าถึงฟังก์ชั่นต่างๆ ได้รวดเร็ว (โดยเฉพาะใน GR ยุคดิจิตอลตัวหลังๆ) ทำให้ถูกใจช่างภาพสายสตรีทมาก เพราะสามารถกำหนดระยะโฟกัสรอไว้ก่อน แล้วเดินเข้าไปถ่ายภาพในระยะที่คาดว่าภาพจะชัดได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาหาโฟกัสอีก

ในฐานะที่แอดเป็นแฟน Ricoh GR มาขนาดนี้ เราต้องตามหา Ricoh GR 3 มารีวิวแน่นอน

อ้างอิง: Ricoh

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!