Connect with us

ข่าววงการถ่ายภาพ

เปิดราคา Sony RX100 VI กล้องจิ๋วคุณภาพสูง ซูมกว้าง 24 – 200 mm ในราคา 38,990 บาท

กล้องตระกูล Sony RX100 นั้นสร้างชื่อให้โซนี่ได้มากมายนะครับ ด้วยการเป็นกล้องคอมแพคขนาดแค่ฝ่ามือ แต่ให้คุณภาพภาพระดับน้องๆ กล้อง Mirrorless ด้วยเซนเซอร์ขนาดใหญ่ 1 นิ้วที่ติดตั้งมาในตัว ซึ่งตอนนี้ Sony RX100 ก็ออกมาถึงรุ่นที่ 6 แล้ว โดยจุดเด่นของ RX100 VI (อาร์เอ็กซ์ 100 มาร์คซิกซ์) คือเปลี่ยนชุดเลนส์ใหม่ให้มีช่วงกว้างขึ้นเป็น 24 – 200 mm f/2.8 – 4.5 หรือเลนส์ซูม 8.3 เท่า จากเดิมที่ใช้เลนส์ 24 – 70 mm f/1.8 – 2.8 ซูม 3 เท่ามาหลายรุ่น นอกจากนี้ยังเพิ่มหน้าจอแบบสัมผัสเข้ามาด้วย โดยตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 38,990 บาท ซึ่งเท่าราคาเปิดตัวของ RX100 V เมื่อ 2 ปีก่อน

จุดเด่นของ Sony RX100 VI

โดยจุดเด่นของกล้อง RX100 VI ยังคงรักษาคอนเซ็ปท์การดีไซน์ที่เล็กกะทัดรัดเพื่อให้เหมาะต่อการพกพาในสไตล์กล้องคอมแพ็คท์ แต่ให้ประสิทธิภาพการถ่ายภาพคุณภาพสูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยเลนส์ ZEISS Vario-Sonnar T* ที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุด 24-200mm f2.8-4.5 ซึ่งให้พลังซูมสูงในการถ่ายภาพได้ไกลยิ่งขึ้น เพื่อเอาใจผู้รักการถ่ายภาพที่ต้องการคุณภาพของภาพในระดับมืออาชีพอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังมีเซ็นเซอร์รับภาพแบบ Stacked 20.1 MP Exmor RS CMOS ขนาด 1 นิ้ว พร้อมความไวชัตเตอร์สูงสุดถึง 1/32,000 วินาที ช่วยให้ถ่ายภาพวัตถุเคลื่อนที่ได้ไวกว่าเซ็นเซอร์ทั่วไปและให้ความเงียบในการถ่ายทุกโหมดอีกด้วย รวมถึงชิปประมวลผลภาพ BIONZ X ที่พัฒนาให้ขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้ผู้ใช้สามารถจับภาพได้อย่างรวดเร็วชัดเจน พร้อมกับ Front-end LSI และระบบกันสั่น Optical Steady Shot ภายในเลนส์ที่กันสั่นได้ถึง 4 สต็อป ทั้งยังถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น

Sony RX100 VI มาพร้อมกับระบบโฟกัสภาพแบบ Phase Detection ที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 315 จุด รวมถึงมีระบบโฟกัสภาพติดตามดวงตา Eye AF ที่มีประสิทธิภาพทำงานดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม 2 เท่า และยังสามารถล็อกโฟกัสได้รวดเร็วที่สุดในโลกภายใน 0.03 วินาทีเท่านั้น ทำให้สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้อย่างรวดเร็วถึง 24 ภาพต่อวินาที และถ่ายภาพต่อเนื่องได้ถึง 233 ภาพเลยทีเดียว

ในส่วนของการถ่ายวิดีโอก็รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K HDR แบบ full pixel readout ทั้งยังรองรับ 8-bit Hybrid Log Gamma ที่ช่วยในการถ่ายภาพวิดีโอแบบ HDR และสามารถอัดวิดีโอแบบซูเปอร์สโลว์โมชั่นได้ที่ 240, 480 และ 960 fps. แต่ก็ยังไม่มีช่องเสียบไมค์ 3.5 mm และหูฟังในรุ่นนี้นะ

ขณะที่ตัวกล้องมาพร้อมจอแสดงผลแบบสัมผัส XGA OLED Tru-Finder ความละเอียด 2.35 ล้านพิกเซล สามารถพับได้ 90 องศา ช่วยให้มองเห็นภาพได้คมชัดสมจริงและเซลฟี่ตัวเองได้สะดวกยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังรองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลายผ่าน Wi-Fi, NFC และ Bluetooth เพื่อโอนถ่ายข้อมูล แชร์ภาพและวิดีโอได้ทันที

การเปิดตัวกล้อง RX100 VI ของโซนี่ในครั้งนี้ จะเป็นการตอบโจทย์ให้แก่ผู้ที่กำลังมองหากล้องพรีเมียมคอมแพ็คท์คุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติครบครัน แบบกล้องตัวเดียวพกพาท่องเที่ยวได้ทั่วโลก ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และความคล่องตัวในการใช้งานถ่ายภาพทั้งแบบภาพนิ่ง และวิดีโอ เหมาะมากสำหรับลูกค้าที่ชอบเดินทาง ท่องเที่ยว ถ่ายรูปสวย ๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องของการแบกพกอุปกรณ์ไปมากมาย รวมทั้งลูกค้า vlogger ที่ชอบบันทึกเรื่องราวต่างๆในรูปแบบของวิดีโอ RX100 VI คือกล้องระดับพรีเมียมคอมแพ็คท์รุ่นใหม่ล่าสุดที่จะเข้ามาเสริมทัพกล้องในกลุ่ม RX100 series เพิ่มเติมขึ้นจากรุ่น RX100 III, RX100 IV และ RX100 V ที่ยังคงจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันนี้ เพื่อเป็นทางเลือกที่หลากหลายสำหรับลูกค้าในการเลือกกล้องคู่ใจคุณภาพสูงให้ลงตัวกับการใช้งานมากที่สุด และโซนี่มั่นใจว่ากล้อง RX100 VI จะพลิกโฉมไลฟสไตล์ของนักเดินทางที่ชื่นชอบท่องเที่ยวถ่ายรูปให้มีสีสัน สนุกสนาน และคล่องตัวยิ่งกว่าเดิมลีลนา เพียรพิริยะ
ผู้จัดการแผนกการตลาดผลิตภัณฑ์ดิจิตอลอิมเมจจิ้ง บ. โซนี่ ไทย จ.ก.

ราคาและวันวางจำหน่าย Sony RX100 VI

กล้อง RX100 VI จะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน ศกนี้ ในราคา 38,990 บาท แถม SD Card แบบ Hi-Speed ความจุ 64GB รุ่น SF-64UX มูลค่า 1,790 บาท พร้อมด้วยกระเป๋าแจ็กเก็ตเคสรุ่น LCJ-RXF มูลค่า 2,590 บาท (มีจำนวนจำกัด) รวมทั้งโปรโมชั่นสุดพิเศษผ่อน 0% นาน 10 เดือน

สำหรับผู้สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์ถ่ายภาพที่เหนือระดับของกล้อง RX100 VI ที่โชว์รูม โซนี่ สโตร์ทุกสาขา และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

ตัวอย่างภาพจาก Sony RX100 VI

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการถ่ายภาพ

เปิดตัว Sony a6400 กล้องระดับกลางที่โฟกัสตามจิกยิ่งกว่าเมีย

Published

on

กล้องดิจิตอลของ Sony นั้นขึ้นชื่อเรื่องระบบโฟกัสมาตลอดนะครับ ก็ตั้งแต่ Sony a6000 แล้วที่ระบบโฟกัสเร็วมาก ล่าสุดโซนี่ก็เปิดตัวกล้องระดับกลางตัวใหม่คือ Sony 6400 ที่เป็นรุ่นอัปเกรดของ Sony a6300 ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2016 ครับ

จุดเด่นของ Sony a6400 คือโปรเซสเซอร์และระบบโฟกัสที่พัฒนาต่อจากโมดูลที่อยู่ใน Sony A9 กล้องตัวท็อปเรื่องความเร็วของโซนี่ ซึ่งแม้ Sony a6400 มีจุดโฟกัสแบบ phase-detection และแบบ Contrast-detection 425 จุดกระจายอยู่ทั่วเซนเซอร์รับภาพ (อยู่บนพื้นที่ 84% ของทั้งหมด) เท่ากับรุ่น a6300 เดิม แต่หน่วยประมวลผลที่เร็วขึ้นก็ทำให้โฟกัสดวงตาได้อย่างแม่นยำ (Real-time Eye AF) ซึ่งเมื่อติดตามดวงตาไม่ได้ก็จะติดตามใบหน้า และติดตามวัตถุต่อแทน (Real-time Tracking) ซึ่งเห็นผลมากในการถ่ายวิดีโอที่โฟกัสจะไม่หลุดจากวัตถุที่ต้องการไปง่ายๆ ซึ่งโซนี่เคลมว่าโฟกัสได้ไวภายใน 0.02 วินาที แถมในอนาคตยังจะมีอัปเกรดซอฟต์แวร์ในกล้องให้โฟกัสติดตามตาของสัตว์เลี้ยงได้ด้วย

นอกจากนี้ยังปรับปรุงจอด้านหลังให้เป็นจอสัมผัสและสามารถยกขึ้น 180 องศาสำหรับการถ่าย Selfie ได้ ซึ่งก็เป็นกล้องตระกูล a6000 รุ่นแรกที่ที่สามารถยกจอขึ้นถ่าย Selfie แบบนี้ได้ ทำให้ถูกใจสาย Vlog แน่นอน ที่จะยกกล้องมาถ่ายวิดีโอตัวเองได้ง่ายขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้มีแต่ Sony a5100 ที่ยกจอหลังแบบนี้ได้ แต่ตัวนี้ไม่สามารถถ่าย 4K ได้ และเสียบไมค์ก็ไม่ได้ ทำให้จะใช้ก็ติดขัด

และยังปรับปรุงเรื่องคุณภาพภาพให้ดีขึ้น ขยายช่วง ISO เป็น 100 – 32,000 และบูสท์ได้ถึง ISO 102,800 (รุ่นเดิมได้ 100 – 25,600 และบูสท์ได้ 51,200) ปรับปรุงคุณภาพสีผิวให้ดีขึ้น เพิ่มฟังก์ชั่น Timelapse ลงไปในกล้องด้วย (ใน a6500 ไม่มี Timelapse ส่วน a6300 ลงแอปเพิ่ม Timelapse ได้)

ส่วนสเปคที่ยังเหมือนรุ่น a6300 คือ ถ่ายรูปต่อเนื่องสูงสุดได้ 11 fps ถ่ายวิดีโอ 4K แบบใช้พื้นที่ทั้งเซนเซอร์ ไม่ได้ครอปบางส่วนของเซนเซอร์มาใช้ ขนาดและความละเอียดของหน้าจอหลังและ EVF เท่าเดิม แบตเตอรี่ตัวเดิม ดีไซน์กล้องคล้ายๆ เดิม ยังไม่ได้เปลี่ยนแบตเตอรี่เป็นก้อนใหญ่ขึ้นที่จุมากขึ้นครับ แต่ตามสเปกนั้นถ่ายได้ 410 ภาพต่อการชาร์จ 1 ครั้ง สูงทึ่สุดในกลุ่ม a6500 และ a6300 แล้ว

แต่ Sony a6400 ก็ยังถือว่าเป็นกล้องระดับรองจาก a6500 ตัวท็อปในกลุ่มเซนเซอร์ขนาด APS-C จากโซนี่นะครับ โดย a6400 ยังไม่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวในตัวกล้องเหมือน a6500 จะใช้ได้เพียงระบบป้องกันการสั่นไหวที่อยู่ในเลนส์เท่านั้น

ส่วนราคาเปิดตัวในต่างประเทศที่ $900 (~29,500 บาท) สำหรับบอดี้อย่างเดียว ส่วนชุดพร้อมเลนส์ 16-50 mm f/3.5-5.6 อยู่ที่ $1000 (~32,500 บาท) ส่วนชุดพร้อมเลนส์ 18-135 mm f/3.5-5.6 อยู่ที่ $1300 (42,500 บาท) ซึ่งเป็นราคาเปิดตัวที่ถูกกว่า Sony a6300 ครับ ก็รอลุ้นราคาไทยกันต่อไป

อ้างอิง DPreview

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววงการถ่ายภาพ

เปิดตัว DJI OSMO Pocket กล้องจิ๋วพร้อมกันสั่นเทพคู่แข่ง GoPro

Published

on

DJI เจ้าแห่งโดรนและ Gimbal (ระบบกันสั่น) เปิดตัวกล้องจิ๋วน้องใหม่ในตระกูล OSMO อย่าง DJI OSMO Pocket ที่มีขนาดเล็กจนน่าตกใจ แต่มาพร้อม Gimbal 3 แกนที่ทำให้มั่นใจว่าแม้เราจะวิ่งถ่ายก็ยังได้ภาพที่ไม่สั่นไหวแน่นอน

DJI OSMO Pocket ใช้เซนเซอร์รับภาพขนาด 1/2.3 นิ้ว f/2.0 ให้มุมภาพกว้าง 80 องศา (เทียบกับ GoPro Hero ให้มุมภาพกว้างสุด 149 องศา) ซึ่งสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 4K 60 fps ที่ 100 Mbps ซึ่งก็น่าจะให้คุณภาพดีพอสำหรับเอาไปตัดต่อได้สบายๆ และยังสามารถปรับตั้งค่าแบบ Manual ได้ทั้งรูรับแสง, ISO, ความเร็วชัตเตอร์ แถมถ่าย RAW และวิดีโอแบบ D-Cinelike ได้ด้วย ส่วนแบตเตอรี่ใช้งานได้ 140 นาทีเมื่อถ่าย FullHD 30 fps และใช้เวลาชาร์จ 73 นาที

แน่นอนว่าเป็น DJI ก็ต้องมาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพหลากหลายคือ

  • FPV หรือโหมดมุมมองบุคคลที่ 1 เอาไว้สร้างวิดีโอที่ลื่นไหลเหมือนมองจากตานักแสดงในฉากที่ตื่นเต้น
  • ActiveTrack แพนกล้องติดตามวัตถุอัตโนมัติ
  • 3×3 Panorama ถ่าย 9 ภาพเพื่อนำมาต่อเป็นภาพใหญ๋โดยอัตโนมัติ
  • Motionlapse ถ่ายวิดีโอ timelapse แบบเคลื่อนกล้องได้
  • Nightshot ใช้ gimbal เป็นกันสั่นเพื่อถ่ายชัตเตอร์ 2-3 วิด้วยมือแบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องตอนกลางคืน
  • Story Mode แอปจะช่วยแนะนำการถ่ายวิดีโอให้กลายเป็นคลิปสนุกๆ ได้ง่ายๆ พร้อมใส่ลูกเล่นการเคลื่อนกล้องที่หลากหลาย

ซึ่ง DJI OSMO Pocket ทำงานคู่กับแอปตัวใหม่ชื่อว่า DJI Mimo ซึ่งใช้ตั้งแต่การ Activate อุปกรณ์จนถึงถ่ายทำและตัดต่อง่ายๆ

นอกจากนี้ DJI OSMO Pocket ยังมีอุปกรณ์เสริมอีกเพียบ เช่นหัวแปลง USB-C เป็นช่อง 3.5 mm สำหรับเสียบไมค์ (ใช่แล้ว ที่ตัวมันไม่มีช่อง 3.5 mm) หรืออแดปเตอร์เพิ่ม Wireless ให้เชื่อม Pocket กับสมาร์ทโฟนไร้สายได้ หรือแท่นชาร์จพกพา แล้วยังมีไม้เพิ่มความยาวและเป็นขาตั้ง รวมถึงเคสกันน้ำก็มีให้ใส่ด้วย

เมื่อเทียบกับ GoPro HERO

ถึง DJI OSMO Pocket จะใช้งานคล้ายกับ GoPro HERO แต่รูปแบบงานที่เหมาะกับ Pocket ก็ต่างจาก GoPro นะ คือ GoPro จะได้มุมกล้องกว้างกว่าเท่าตัว ทน เอาลงน้ำได้ ก็เหมาะสำหรับงานที่กล้องทั่วไปถ่ายไม่ได้ งานแอคชั่น หรือถ่ายภาพใต้น้ำ ซึ่งระบบป้องกันภาพสั่นไหวของ HERO 7 ก็ดีงามในระดับหนึ่งเลย

ส่วน Pocket ด้วยความที่เป็น Gimbal เต็มตัว ทำให้ถ่ายการเดิน หรือวิ่งได้นิ่งกว่า GoPro แน่ๆ แต่ด้วยความที่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวเยอะ ทำให้บอบบางกว่า GoPro HERO 7 ทำให้เหมาะกับกลุ่มบล็อกเกอร์ไลฟ์สไตล์ทั่วไปมากกว่า

DJI OSMO Pocket เปิดตัวที่ราคา $349 ส่วนราคาไทยน่าจะราว 13,500 บาท เริ่มขายจริง 15 ธันวาคม ซึ่งน่าจะขายในไทยเร็วๆ นี้เลย เพราะแบไต๋เราได้เครื่องมาแกะกล่องแล้ว!

อ้างอิง: DJI

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววงการถ่ายภาพ

จบหลังกล้องที่แท้ทรู Zeiss ZX1 กล้อง Full-frame Compact พร้อม Lightroom ในตัว

Published

on

Zeiss ก้าวไปอีกขั้นด้วยกล้องใหม่ Zeiss ZX1 ที่ใช้เซนเซอร์ 37.4 ล้านพิกเซลแบบ Full-frame มาพร้อมเลนส์ Zeiss Distagon F2 35 mm แบบถอดเปลี่ยนไม่ได้ พร้อมจอยักษ์ขนาด 4.3 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล ซึ่งจอใหญ่ขนาดนี้ก็สามารถใช้ระบบปฏิบัติการ Android พร้อมมีแอป Adobe Photoshop Lightroom CC เพื่อให้ผู้ใช้สามารถแต่งภาพอย่างโปรได้ในกล้องเลย ขุ่นพระ จบหลังกล้องที่แท้ทรู

สเปคของ Zeiss ZX1 นั้นประหลาดมาก มันเหมือนส่วนผสมระหว่างกล้องถ่ายรูปกับสมาร์ทโฟน คือกล้องตัวนี้ไม่มีช่องใส่การ์ดเพิ่ม แต่มีหน่วยความจำในตัวมา 512 GB ซึ่ง Zeiss บอกว่าสามารถเก็บภาพ RAW ได้ 6,800 รูป ส่วน JPEG ได้มากกว่า 50,000 รูป และสามารถโอนรูปเข้าแฟลชไดร์ฟหรือหน่วยความจำภายนอกผ่าน USB-C ในตัวกล้องได้เลย (ก็เป็น Android นี่เนอะ) นอกจากนี้กล้องยังมาพร้อม Wi-Fi และ Bluetooth ในตัว

มาดูสเปคที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพกันบ้าง ตัวเลนส์ 35 mm f/2 นั้นสามารถถ่ายภาพได้ใกล้สุด 30 cm แต่กล้องไม่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวใดๆ ทั้งนั้น ทำให้การถ่ายวิดีโอ 4K 30 fps อาจจะต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยให้ภาพไม่สั่น และในส่วนของช่องมองภาพเป็นจอ OLED ให้ความละเอียด 1920 x 1080 pixel กำลังขยาย 0.74x แต่น่าเสียดายว่า Zeiss ZX1 นั้นไม่มีแฟลชในตัว ต้องต่อแฟลชนอกผ่าน Hot-shoe อย่างเดียว

ที่น่าสนใจคือด้านหลังกล้องแทบไม่มีปุ่มอะไรเลย ใช้การควบคุมผ่านจอสัมผัสเป็นหลัก ก็ต้องรอดูรีวิวกันต่อไปว่ามันจะถ่ายภาพได้ดีแค่ไหน บอกตรงๆ แอดก็ไม่ค่อยเชื่อใจ Android ว่ามันจะเหมาะสำหรับการใช้กับกล้องถ่ายรูป มันอาจจะทำให้แบตหมดเร็วมากก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นกล้องที่แปลก สามารถแต่งภาพอย่างโปรได้ในกล้องเลย ซึ่งคุณภาพภาพก็น่าจะหายห่วงเพราะ Zeiss ทำเอง

ส่วนราคายังไม่ประกาศครับ เราเดาว่าอยู่หลักแสนบาทแน่นอน ซึ่งจะวางขายช่วงต้นปีหน้าครับ

อ้างอิง: DPreview

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!