Connect with us

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

Toshiba รุกหนักครึ่งปีหลัง 2018 เปิดตัวสินค้าใหม่ 34 รุ่น หวังรายได้โต 2 ดิจิต

Published

on

นายโตชิโระ อิชิวาตาริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไลฟ์สไตล์ โปรดักส์ แอนด์ เซอร์วิส คอร์ปอเรชัน (TLSC) ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า “โตชิบา ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดี ภายใต้มาตรฐานการดีไซน์และการผลิตจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นด้านคุณภาพชีวิตและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค  จากการรวมกันของ TLSC และ Midea Group เรามุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับกับความต้องการของตลาดโลก (Global Market) มากยิ่งขึ้น ขยายกลุ่มสินค้าให้หลากหลาย

TLSC ยังยืนยันเจตนารมณ์เดิมที่จะลงทุนในประเทศไทย ทั้งในแง่เป็นฐานการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการขายและการทำตลาด  และโตชิบาจะยังคงเติบโต ยั่งยืน และก้าวไปด้วยกันกับคนไทย เรามุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพตามมาตรฐานญี่ปุ่น  และคำนึงถึงไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ทั้งนี้ เพื่อนำสิ่งที่ดีสู่ชีวิตคนไทย ตามสโลแกนโตชิบา

นายไบรอัน จ้าว ประธาน บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เผยว่า “สำหรับตลาดในประเทศไทย  ภาพรวมเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน อยู่ในช่วงฟื้นตัว และมีแนวโน้มดีขึ้น โดยคาดว่าปีนี้จะเติบโตสูงถึง 4.1% ซึ่งถือว่าเติบโตสูงสุดตั้งแต่ปี 2555  ส่วนค่า GDP หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ก็เพิ่มสูงขึ้นถึง 4.8% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ถึงแนวโน้มในเชิงบวกว่าธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจะดีขึ้น

  • สำหรับไตรมาสแรกของปี 2561 ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านยังคงทรงตัวที่อัตราการเติบโต 0.2% เนื่องจากสภาพอากาศ ส่งผลกระทบต่อยอดขายกลุ่มเครื่องปรับอากาศ มีผลติดลบ 9%  อย่างไรก็ตาม เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก ยังมีการเติบโตสูงขึ้นถึง 7% ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าอนาคตจะเป็นไปในเชิงบวก
  • สำหรับผลประกอบการของโตชิบาในครึ่งปีแรก ภาพรวมยอดขายโตชิบา โตขึ้นถึงกว่า 20%  เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน ในส่วนของการเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก โตชิบาเผยโฉมสินค้าใหม่มากถึง 8 หมวดหมู่ รวม 32 รุ่น ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาร่วมกันระหว่างโตชิบาและไมเดีย และจากการลอนช์สินค้าดังกล่าว จึงเป็นที่มาของยอดขายที่เติบโตสูงขึ้น
  • สำหรับแผนการตลาดครึ่งปีหลัโตชิบายังคงใช้ความได้เปรียบจากการรวมกันของ 3 ประเทศ ได้แก่ สินค้าคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่น // ความรวดเร็วในการผลิตและการพัฒนาจากประเทศจีน และ ประสบการณ์การทำตลาดอันยาวนานจากประเทศไทย เปิดตัวคอนเซปต์ A New Chapter Beyond All Limits เพื่อตอกย้ำโตชิบายุคใหม่ ที่จะก้าวทะยานไปข้างหน้าอย่างไร้ขีดจำกัด โดยคาดหวังจะเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า Top 3 ในประเทศไทย ภายใน 3 ปี และต้องเติบโตอย่างน้อย 2 ดิจิตขึ้นไป  เราวางแผนที่จะขยายธุรกิจของเราให้เติบโตยิ่งขึ้น จากการที่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มมากมาย โดยในครึ่งปีหลัง แผนเปิดตัวสินค้าใหม่เพิ่มอีก 8 หมวดหมู่ 34 รุ่น

นายฮิโรยูกิ ทากาเสะ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและทีวี กล่าวเสริมว่า “จากข้อมูลเดือนมกราคมถึงเมษายน 2561 ที่ผ่านมา มูลค่าการตลาดสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย เติบโตขึ้น 0.2%

  • โดยสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นเยอะได้แก่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก (SDA – Small Domestic Appliances) ซึ่งมีสัดส่วนการตลาด 31%
  • ในขณะที่เครื่องปรับอากาศ 32%
  • ตู้เย็น 19% และเครื่องซักผ้า 18%
  • ส่วนการเติบโตสินค้ากลุ่มความเย็นและกลุ่มซักผ้า เติบโต 4%
  • ในขณะที่เครื่องปรับอากาศ ติดลบ 9%
  • ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เติบโตสูงถึง 7.1% โดยเครื่องทำน้ำอุ่นโตถึง 31% และไมโครเวฟ 15%
  • ส่วนผลประกอบการของโตชิบาในครึ่งปีแรก ยอดขายโตชิบาโตถึงกว่า 20% โดยมาจาก ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ และ เครื่องทำน้ำอุ่นที่เติบโตถึง 38%, 35%, 189% และ 146% ตามลำดับ ส่วนเครื่องปรับอากาศ เติบโตเพียง 1%
  • ส่วนแผนการตลาดครึ่งปีหลัง บริษัทฯ มีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 34 รุ่น  ทั้งกลุ่มตู้เย็น เครื่องซักผ้า หม้อหุงข้าว เครื่องปั่นน้ำผลไม้ และเครื่องทำน้ำอุ่น เพื่อมาเติมเต็มช่องว่างของสินค้าที่โตชิบาขาดหายไป และถือเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้หลากหลายและครบถ้วนยิ่งขึ้น

นายบุนยรัตน์ ไตรสิริสมบัติ  ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน กล่าวเสริมว่า “ในครึ่งปีหลังนี้  โตชิบาจะเปิดตัวสินค้ามากมาย โดยเฉพาะตู้เย็นและเครื่องซักผ้า ที่จะมาขยาย Market Share ของโตชิบาให้กว้างขึ้น ทั้งตลาดพรีเมียมและตลาดแมส สำหรับสินค้ากลุ่มตู้เย็น โตชิบาเป็นที่ 1 ในเรื่องตู้เย็นประตูเดียวมาตลอดหลายปีต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีตู้เย็น 2 ประตู และตู้เย็นมินิบาร์ แต่ในปีนี้ เราจะมาครบไลน์อัพ เติมเต็มช่องว่างเค้กก้อนใหญ่ในส่วนของตู้เย็นมัลติดอร์ (Multi Doors) และ ตู้เย็นไซด์บายไซด์ (Side By Side) ที่มีมูลค่าการตลาดถึงหนึ่งพันล้านบาท โดยมีแผนออกสินค้าในไตรมาส 4 ส่วนในไตรมาส 3 เราส่งตู้เย็น 1 ประตูรุ่นใหม่ FIT ที่ปรับโฉมใหม่ เพื่อยังคงรักษาความเป็นผู้นำเบอร์ 1 ในตู้เย็น 1 ประตู ด้วยส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเกือบ 30%

ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ โตชิบาจะใส่ใจเรื่องความต้องการของลูกค้า รวมถึงดูเทรนด์ผู้บริโภคเป็นหลัก เฉกเช่นการพัฒนาตู้เย็น  ที่ผู้หญิงทำงานนอกบ้านมากขึ้น เวลามีจำกัด ดังนั้นการซื้อของกินของใช้ในแต่ละครั้งจึงมาก และเมื่อต้องเก็บมาก เราจึงออกแบบตู้เย็นให้ใหญ่ขึ้น รวมถึงต้องเก็บรักษาความสดได้ยาวนาน  และต้องออกแบบตู้เย็นให้จัดสรรของกินแต่ละประเภทให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม จึงเป็นที่มาของการเกิดตู้เย็นไซด์บายไซด์ และมัลติดอร์

  • ตู้เย็นมัลติดอร์ โดดเด่นด้วย 3 Cycle Real Inverter มาพร้อมระบบทำความเย็น  3 Cooling กระจายความเย็นได้ทั่วถึง และระบบการกำจัดกลิ่นชั้นยอด นอกจากนี้ยังแบ่งช่องต่างๆ ในตู้เย็นได้มากถึง 26 ช่อง เพื่อให้คุณเลือกแช่ได้ตามใจ
  • ส่วนตลาดเครื่องซักผ้า เราตั้งเป้าเติบโต 50% โดยขยายไลน์อัพเพิ่ม ด้วยการเปิดตัวเครื่องซักผ้า 2 ถังสำหรับจับตลาดกลางถึงล่าง และเพิ่มเครื่องซักผ้าฝาหน้า และ 2 in 1 เครื่องซักอบผ้าฝาหน้า เพื่อจับกลุ่มคอนโด และตลาดกลางถึงบน ซึ่งใน 2 ตลาดดังกล่าว มีมูลค่าการตลาดสูงถึง 6,000 ล้านบาท ซึ่งจะมาช่วยเติมเต็มมาร์เก็ตแชร์ของกลุ่มเครื่องซักผ้าของโตชิบามากขึ้น
  • ในไตรมาส 3 นี้ โตชิบามีแผนเปิดตัวเครื่องซักผ้า 2 ถัง ซึ่งมาด้วยดีไซน์ที่สวยหรู ตัวถังกันสนิม พร้อมจุดเด่นท่อเติมน้ำแบบคู่ ที่ทำให้การซักและการปั่นสะดวก สะอาดยิ่งขึ้น  มีให้เลือกมากถึง 4 ความจุ คือ 7.5 กก. 8.5 กก. 11 กก. และ 13 กก. เพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย
  • สำหรับเครื่องซักผ้าฝาหน้า หรือ Front Load จะมาด้วยเทคโนโลยี Great Wave ที่ช่วยให้ผ้าสะอาดโดยไม่ต้องใช้น้ำร้อน จึงทำให้ประหยัดไฟ ประหยัดเวลา รวมถึงช่วยปกป้องสีสันของเสื้อผ้าให้อยู่ยาวนานยิ่งขึ้น มาพร้อม 3 ความจุให้เลือก คือ 7.5 กก. 8.5 กก. และ 9.5 กก.
  • ส่วนตัวไฮไลท์ เป็นเครื่องซักอบฝาหน้า ที่มีความจุทั้งซักและอบที่เท่ากัน  เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งมีให้เลือก 2 ความจุ คือ 10/10 กก. และ 8/8 กก. ซึ่งแพลนวางขายในไตรมาส 4

นายชาตรี พลสอนดา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก กล่าวว่า “ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาไม่สูงมาก มีความต้องการใช้ต่อเนื่อง และด้วยความที่สินค้ามีหลากหลาย จึงตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้แตกต่างกัน  สำหรับแบรนด์โตชิบา เราตั้งเป้าขึ้นเป็น Top 3 ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กภายใน 3 ปี โดยในครึ่งปีแรก เห็นผลชัดเจนว่าเราเติบโตมากในกลุ่มสินค้ากลุ่มไมโครเวฟ ซึ่งโตขึ้นถึง 189% จากการที่เราเปิดตัวไมโครเวฟใหม่ 7 รุ่นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา  นอกจากนี้ยังมีเครื่องทำน้ำอุ่น ซึ่งโตขึ้นถึง 146% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้ใน ไตรมาสที่ 3 นี้ เราแพลนออกเครื่องทำน้ำอุ่นใหม่อีก 8 รุ่น เพื่อเตรียมรับหน้าหนาวที่จะมาถึงในปลายปีนี้ สำหรับตลาดหม้อหุงข้าว เราตั้งใจขยายตลาดระดับกลางถึงล่าง โดยส่งหม้อหุงข้าวประเภท Jar Type หรือหม้ออุ่นทิพย์ดีไซน์ใหม่ สดใส และทันสมัยกว่าเดิม มีให้เลือก 2 ความจุ 5 รุ่น 3 ดีไซน์  มากไปกว่านั้น โตชิบากำลังขยายไลน์สินค้ากลุ่มเครื่องปั่นน้ำผลไม้เพิ่ม ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงเช่นกัน เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน และคนใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น เครื่องปั่นน้ำผลไม้ของโตชิบา มาด้วยเทคโนโลยี Off Center ที่ช่วยให้น้ำผลไม้ปั่นละเอียดยิ่งขึ้น”

นางสาวธัญปภัสส์ อริยะวรวัฒน์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด กล่าวเสริมว่า “นอกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อตลาดแล้ว ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยโดยตรงจากกลุ่มผู้บริโภคด้วย อย่างแนวโน้มหรือเทรนด์ เรื่องความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ซึ่งแนวโน้มดังกล่าว จะส่งผลต่อการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องความสะดวกสบาย  คุณภาพและเทคโนโลยี ดีไซน์ของสินค้า ที่อาจนับได้ว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน รวมถึงการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ อย่างเรื่องการประหยัดเวลา นอกจากนี้ ปัจจัยอื่นๆ ยังรวมถึงการรักษ์โลก ประหยัดพลังงาน และการรักสุขภาพ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของโตชิบา จึงถูกออกแบบมา โดยคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นปัจจัยหลัก เพื่อให้แน่ใจว่า เราจะ    “นำสิ่งที่ดี มาสู่ชีวิต” ให้กับผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง”

  • สำหรับกิจกรรมการตลาดในครึ่งปีแรก อัตราส่วนการลงทุน จะมุ่งเน้นที่ การสร้างแบรนด์ สร้างภาพลักษณ์ และการจดจำต่อสาธารณชน ซึ่งรวมไปถึง ณ จุดขาย การส่งเสริมการขาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากยิ่งขึ้น และนอกจากการลงทุนข้างต้นแล้ว ทางบริษัทยังให้ความสำคัญกับ พนักงานขาย  อีกด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์จะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคได้มากที่สุด นอกเหนือจากการจัดจำหน่าย สินค้า ที่มีคุณภาพ หลากหลาย และแข่งขันได้
  • ส่วนแผนการตลาดครึ่งปีหลัง จะเน้นเรื่อง 4P ได้แก่
    • สินค้า อย่างเรื่องการเพิ่มไลน์สินค้า การอัพเกรดสินค้าให้มีคุณภาพและทันสมัยยิ่งขึ้น
    • การขยายช่องทางการขาย ช่องทางการจัดจำหน่าย ให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
    • แพลนปรับโฉมร้านค้าให้ดูทันสมัย และสวยงามยิ่งขึ้น แผนการสื่อสารและการตลาดงบกว่า 12% เพื่อการลงทุนด้านโฆษณาและส่งเสริมการขาย ทั้ง Above the line และ Below the line เพื่อสร้างการรับรู้ และความเชื่อมั่นในตราสินค้า ทั้งนี้ ภาพรวมการตลาดจะผ่านการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะ Online & Social Media เป็นหลัก โดยเน้นเรื่อง Digital Marketing,  Localized Marketing
    • การทำกิจกรรมส่งเสริมการขายให้เหมาะกับกลุ่มสินค้า ฤดูกาล และพื้นที่การขาย โดยจะมีแคมเปญออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ
      • แคมเปญรับหน้าฝน แคมเปญฉลองวันเกิด แคมเปญรับปีใหม่
      • หรือแม้แต่การทำ Road Show และ Work Shop ไปยังกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้สินค้า
      • และสุดท้าย เรายังคงให้ความสำคัญกับ พนักงานขาย ที่ไม่ได้ต้องการให้เป็นตัวแทนขายสินค้า แต่เขาคือที่ปรึกษาส่วนตัว (Personal Consultant)  เราจึงมีแผนพัฒนาบุคลากรให้ความรู้และฝึกอบรมทั้งในส่วนการขาย การสร้างประสบการณ์การใช้งาน การเป็นเลขาส่วนตัว รวมถึงการให้คำแนะนำหลังการขายด้วย

นางกนิษฐ เมืองกระจ่าง ประธานกรรมการบริหารบริษัท กล่าวเสริมว่า “นอกจากบริษัทฯ จะเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และแผนการตลาดต่าง ๆ ตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว  บริษัทฯ ยังได้มีแผนการพัฒนาระบบสารสนเทศ ระบบงานบริการหลังการขาย ระบบการบริหารทรัพยากรบุคคล และระบบต่างๆ เพื่อเตรียมรองรับการเติบโตในอนาคต นอกจากนี้ขอให้เชื่อมั่นในโตชิบา เรายังคงเป็นแบรนด์ที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้ถือหุ้นคนไทย เรายังเชื่อมั่นในโตชิบา และในการรวมพลังของเรา 3 ประเทศ จะนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดี ที่รวดเร็ว และเติบโตอย่างยั่งยืน และที่สำคัญ เรายังคงมุ่งเน้นนโยบายด้านส่งเสริมกิจกรรมที่ดีเพื่อสังคม (CSR – Corporate Social Responsibility) เช่นที่ผ่านมา  โตชิบาจะต้องเป็นตัวอย่างของบริษัทที่มีธรรมาภิบาลของสังคมไทย เป็นบริษัทที่ไม่ได้เน้นเพียงเรื่องการขายและการบริการเท่านั้น แต่ต้องเป็นบริษัทที่รับผิดชอบต่อท่านผู้แทนจำหน่าย ต่อสังคม ต่อคนรุ่นต่อไป ต่อประเทศชาติที่รักของพวกเราทุกคน และจะ “มุ่งมั่น …นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต”

แสดงความคิดเห็น

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

New Nokia 3.1 สมาร์ทโฟนดีไซน์สวย ตัวเครื่องโดดเด่น พร้อมวางจำหน่ายในไทยแล้ว!!!

Published

on

เอชเอ็มดี โกลบอล เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนแบรนด์โนเกียทั่วโลก ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด New Nokia 3.1 พร้อมวางจำหน่ายในราคาเพียง 4,990 บาท

ดีไซน์โดดเด่น

  • New Nokia 3.1 เลือกสรรวัสดุอย่างประณีต ให้กลมกลืนกับดีไซน์ที่โดดเด่น เพิ่มความแข็งแกร่งด้วยกรอบโลหะที่ทำจากอโนไดซ์ และหน้าจอแก้วแกะสลัก ส่วนผสมอันลงตัวของงานดีไซน์ที่สวยงาม และตัวเครื่องที่จับถนัดมือด้วยโลหะที่ละเอียดอ่อนแต่โดดเด่น ตัดขอบด้วยเพชรแบบคู่ทำให้ได้ผิวสัมผัสสวยหรู
  • New Nokia 3.1 ออกแบบมาให้มีคุณภาพตามแบบฉบับมาตรฐานของโนเกียสมาร์ทโฟน มาพร้อม Android One และยังได้รับการรับรองจาก Google ให้เป็นสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดในกลุ่มสมาร์ทโฟนระดับเดียวกัน ในด้านของ ฮาร์ดแวร์ หรือ ซอฟต์แวร์
  • New Nokia 3.1 สมาร์ทโฟนหน้าจอ 18:9 จอแสดงผลใหญ่กว่าเดิม เหมาะสำหรับการใช้งานด้วยมือเดียว หน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียด HD+ ครอบด้วยกระจกกันรอยป้องกันแรงกระแทก 2.5D curved Corning® Gorilla® Glass 3 ให้คุณมั่นใจในความคงทนและสวยงาม

การใช้งานแบบพรีเมียม

  • New Nokia 3.1 มีหน่วยประมวลผล MediaTek 6750 Octa-Core ที่เร็วกว่าเดิม มีความสามารถที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนถึง 50% ตอบสนองการใช้งานที่รวดเร็ว
  • มาพร้อมกับกล้องหลังแบบออโต้โฟกัสความละเอียด 13 MG
  • New Nokia 3.1 ให้คุณเก็บภาพความประทับใจด้วยกล้องหน้าแบบมุมกว้าง (Wide-angle) ตอบโจทย์การใช้งาน เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเซลฟี่
  • ระบบเซ็นเซอร์แบบครบวงจรที่สามารถใช้งานแอปพลิเคชันล่าสุดได้อย่างลื่นไหล หรือ แอปพลิเคชันที่มี AR อย่าง Pokémon Go ได้ง่ายดาย
  • เล่นเกมส์ได้เพลิน พร้อมเก็บรายละเอียดของเกมส์ได้อย่างครบถ้วน แสดงภาพแบบ Panoramic Imaging และ ฟีเจอร์การปลดล็อคด้วยใบหน้า

คุณธนเดช ช่วงแก้ววิเศษ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล กล่าวว่า “ที่ผ่านมาโนเกีย 3 ได้รับการต้อนรับ และกระแสตอบรับที่ดีจากแฟนชาวไทย วันนี้ New Nokia 3.1 พร้อมที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการใช้งานที่ดีที่สุดจาก Android One ที่พร้อมอัพเดทอย่างสม่ำเสมอให้แก่ลูกค้า”

ระบบปฏิบัติการ Android One ที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพปลอดภัย ทันสมัยอยู่เสมอ

  • New Nokia 3.1 หนึ่งในสมาร์ทโฟนที่เข้าร่วมโปรแกรม Android One ออกแบบโดย Google ให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และทันสมัย
  • มีหน่วยความจำสูงและแบตเตอรี่ที่ยาวนาน
  • มีนวัตกรรม AI Powered จาก Google ที่ช่วยให้คุณอัพเดทอยู่เสมอ
  • มีโปรแกรมตรวจสอบความปลอดภัย 3 ปี และการอัพเดท OS 2ปี ตามข้อเสนอจาก Android One ทำให้ New Nokia 3.1 กลายมาเป็นสมาร์ทโฟนที่ปลอดภัย และเป็นสมาร์ทโฟนที่ทันสมัยอยู่เสมอด้วยบริการล่าสุดจาก Google เช่น Google Assistant และ Google Photos ที่ให้พื้นที่ในการจัดเก็บรูปของคุณแบบอันลิมิเต็ด

Android Oreo™ ทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับฟีเจอร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Google Assistant , Google Lens , Picture-in-Picture สำหรับการใช้งานหลากหลายในเวลาเดียวกัน , Android Instant แอปพลิเคชัน ให้คุณใช้งานแอปพลิเคชันได้อย่างลื่นไหล , อีโมจิใหม่ล่าสุด 60 แบบ และ ฟีเจอร์การใช้งานแบตเตอรี่แบบเต็มประสิทธิภาพ เพื่อลดการใช้งานของแอปพลิเคชั่นที่ไม่จำเป็น และยังมาพร้อมกับ Android P ด้วย

New Nokia 3.1 มีให้เลือก 2 สีได้แก่ สี Black/Chrome และ White/Iron มีหน่วยความจำ RAM 2GB ความจุ 16GB พร้อมวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ทุกสาขาทั่วประเทศ ในราคาเพียง 4,990 บาท

พิเศษสุดสำหรับลูกค้าที่ซื้อ New Nokia 3.1 ตั้งแต่วันนี้ “รับฟรี” อินเตอร์แนชั่นแนลพาวเวอร์แบงค์ ลิมิเต็ดอิดิชั่นมูลค่า 590 บาท

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

Chevron จับมือ 4 อุตสาหกรรมหลักของประเทศ สร้างแรงงานอาชีวะรับความต้องการอุตสาหกรรม 4.0

Published

on

Chevron Enjoy Science ร่วมมือ 4 อุตสาหกรรมหลักยานยนต์และชิ้นส่วนพลังงานแปรรูปอาหาร และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ชูโมเดล 2S “เพิ่ม STEM – เติม SKILLs” สร้างทักษะแรงงานอาชีวะให้เท่าทันเทคโนโลยี และตอบโจทย์ความต้องการอุตสาหกรรม 4.0

พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวในงานเสวนาอาชีวะ 4.0 ศักยภาพแห่งอนาคตที่จัดโดยโครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ว่านโยบายสำคัญของรัฐบาลคือ การเร่งผลิตและพัฒนากำลังคนสาขาอาชีวะให้มีทักษะยุคดิจิทัลตรงตามความต้องการ ป้อนผู้ประกอบการที่ต้องยกระดับกระบวนการผลิตสู่ระบบออโตเมชั่นในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า เพราะความต้องการช่างเทคนิคมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ดังนั้นหากปล่อยให้ภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการพัฒนาคน ฝ่ายเดียวคงไม่สามารถสำเร็จได้เร็ววัน ภาคการศึกษาที่เป็นผู้พัฒนาคน ควรจับมือภาคอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ใช้คน เพื่อขับเคลื่อนพัฒนาแรงงานในทิศทางที่ถูกต้องร่วมกัน ด้วยโมเดล 3 ประสาน ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัย โดยมีภาคเอกชนเป็นกองหนุนสำคัญ

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ การพัฒนาทักษะอาชีพ หรือ Technical Vocational Education and Training (TVET) ซึ่งเป็นการศึกษาทั้งในและนอกระบบที่มุ่งเน้นการลงมือทำจริง ทำให้แรงงานมีทักษะ สามารถประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ทันที นับเป็นเรื่องดีที่วันนี้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันนำรูปแบบ TVET มาเสริมสร้างการพัฒนาทักษะอาชีพให้กับแรงงาน จนเริ่มปรากฏผลสัมฤทธิ์ที่จะนำไปสู่การพัฒนาคนอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาแรงงานอาชีวะนั้นถือว่ามีความคืบหน้าไปด้วยดี โดยในปีการศึกษา 2561 มีสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพทั่วประเทศเพิ่มเป็น 39.70% และสายสามัญ 60.30% ซึ่ง สอศ. กำลังเร่งสร้างความเข้าใจและแรงจูงใจเพื่อเพิ่มผู้เรียนสายอาชีพมากขึ้นให้ได้สัดส่วน 50% ตามนโยบายของรัฐบาล

ขณะที่การพัฒนาเชิงคุณภาพได้ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคอุตสาหกรรม รวมถึงโครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคตในการร่วมกันพัฒนาทักษะนักเรียนอาชีวะอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค นอกจากนี้ได้ผนึกความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ลงนาม MOU เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้ตรงความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี โดยมุ่งเน้นการผลิตบุคลากรอาชีวศึกษาเพื่อป้อน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ S-Curve และยังร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศที่เชี่ยวชาญต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ สอศ. เชื่อมั่นว่าจะสามารถนำไปสู่การพัฒนาเด็กอาชีวะที่มีคุณภาพและมีศักยภาพตอบโจทย์ต้องการภาคอุตสาหกรรม คือ สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็น และสร้างนวัตกรรมได้ 

ขณะที่ นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นการเร่งพัฒนาช่างเทคนิคให้มีทักษะฝีมือเพื่อจะเท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถือเป็นโจทย์สำคัญของโครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ที่ทำงานร่วมกับ 7 องค์กรภาครัฐ ตามแนวนโยบายรัฐร่วมเอกชนเพราะนอกจากช่วยตอบโจทย์ความต้องการแรงงานของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยต่อสายตานักลงทุน

หัวใจสำคัญในการผลิตช่างเทคนิคที่มีศักยภาพ คือ การเพิ่มและเติม 2S (STEM + SKILLs) หมายถึง การเพิ่มองค์ความรู้ด้านสะเต็ม และเติมทักษะวิชาชีพให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่แก่ครูอาชีวะเพื่อนำไปถ่ายทอดและผลิตช่างเทคนิครุ่นใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องมีตรรกะการคิด คำนวณ วิเคราะห์ และสื่อสารได้หลายภาษา รวมถึงมีภาวะผู้นำและทักษะการเข้าสังคม ควบคู่ทักษะการควบคุมเครื่องจักรกลสมัยใหม่

นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการสถาบันคีนันแห่งเอเซียกล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการพัฒนาช่างเทคนิคของโครงการฯ จะเป็นการเพิ่ม STEM และเติม SKILLs ควบคู่กับการจัดตั้ง ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ” (TVET Hub) ในแต่ละพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรพื้นฐาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และปรับรูปแบบการสอนครูอาชีวะ โดยประสานความร่วมมือภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิดโดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ผลิตช่างเทคนิคที่มีทักษะตรงความต้องการให้กลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve ซึ่งโครงการพุ่งเป้าใน 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน พลังงาน แปรรูปอาหาร และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ โดยคาดหวังว่าจะทำให้ช่างเทคนิคมีส่วนช่วยยกระดับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เชื่อมสู่ออโตเมติก โรโบติก ให้กับกลุ่มเอสเอ็มอีแต่ละพื้นที่ 

อย่างไรก็ตามปัจจุบันโครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ด้วยการยกระดับการศึกษาสาขาสะเต็มในระดับสามัญและอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ได้ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 4 และกิจกรรมด้านอาชีวศึกษาที่สอดรับตามแนวนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะ TVET Hub ได้จัดตั้งขึ้นแล้ว 5 แห่งจากเป้าหมาย 6 แห่งทั่วประเทศ  ถือว่ามีความสำเร็จต่อเนื่องในทุกพื้นที่ มีผู้ได้รับประโยชน์แล้วกว่า 110,000  คน ทั้งคาดหวังว่า TVET Hub ที่จัดตั้งขึ้น จะเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมสร้างอาชีวะพันธุ์ใหม่ให้สำเร็จตามเป้าหมายภาครัฐได้อย่างแท้จริง

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

CAT ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายโทรคมนาคมมาตรฐานสากล…สู่ผู้ให้บริการดิจิทัลครบวงจร

Published

on

ดร.ดนันท์  สุภัทรพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เปิดเผยถึงการปรับเปลี่ยนบทบาทของ CAT จากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่สามารถให้บริการได้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศและระหว่างประเทศด้วยมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาเป็น Digital Service Provider หรือผู้ให้บริการด้านดิจิทัลครบวงจรว่า “CAT ได้ต่อยอดจากศักยภาพและจุดแข็งที่มีอยู่เดิมเพื่อร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศไทยในภาคส่วนต่าง ๆ ให้สามารถนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาตอบโจทย์การพัฒนาภารกิจให้มีประสิทธิภาพและสะดวกรวดเร็วเพิ่มขึ้น สะดวกรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้งบประมาณหรือมีต้นทุนที่ลดลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนไทยแลนด์ 4.0

CAT มีความมั่นใจในคุณภาพบริการของเราที่มีการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องในหลากหลายด้าน โดยล่าสุดสถานีเคเบิลใต้น้ำทั้ง 4 แห่งได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001:2015  ทั้งนี้ CAT ได้ผ่านการประเมินมาตรฐาน ISO ในหลากหลายบริการ เช่น

  • ศูนย์ Security Operation Center
  • สถานีดาวเทียมนนทบุรี
  • ศูนย์ดาต้าเซนเตอร์
  • CAT Contact Center 1322
  • นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Frost & Sullivan Thailand Excellence Awards จาก บริษัท ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาและวิจัยระดับโลกมาอย่างต่อเนื่องในการให้บริการด้าน IT Security Service, Cloud, Smart City  ซึ่งนับเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งที่เราสามารถพัฒนาและรักษามาตรฐานการให้บริการได้อย่างหลากหลายและต่อเนื่องมาโดยตลอด”

สำหรับบทบาทใหม่ในการเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลครบวงจรนั้น  CAT ต่อยอดจากจุดแข็งต่าง ๆ ขององค์กรในฐานะที่เป็นหน่วยงานด้านการสื่อสารของชาติที่จะต้องเตรียมพร้อมและรองรับการนำเทคโนโลยีที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลง ใหม่มาให้บริการทันกับความต้องการทั้งของภาครัฐและเอกชนที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพนอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่มีอยู่แล้ว

ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการวงจรสื่อสารทั้งในประเทศและระหว่างประเทศในรูปแบบต่าง ๆ บริการอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เชื่อมโยงถึงกันได้แล้ว  CAT ยังได้ให้บริการที่จะเติมเต็มให้หน่วยงานภาครัฐมีความพร้อมในการให้บริการกับประชาชนมากขึ้น เช่น

  • โครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ซึ่งได้สำเร็จดำเนินการให้กับจังหวัดภูเก็ตแล้วเสร็จด้วยการวางโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูง Free Wi-Fi 1.000 จุด และอุปกรณ์ Beacon 2,000 จุด
  • รวมทั้งการนำโครงข่ายสื่อสารไร้สาย LoRaWan (Long Range Wide Area Network) มาให้บริการ IoT ครอบคลุมพื้นที่ใช้งานของประชาชนทั่วจังหวัดภูเก็ต พร้อมจัดทำแอปพลิเคชัน Smart Phuket 4.0 ซึ่งทำให้ทั้งประชาชนในจังหวัดภูเก็ตและนักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกและเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ
  • และมีโครงสร้างโทรคมนาคมพื้นฐานที่พร้อมจะรองรับการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาจังหวัดต่อไปในอนาคต และเป็นต้นแบบในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ
  • นอกจากนี้ยังมีบริการ Big Data Sandbox สำหรับทดลองวิเคราะห์ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ผ่านคลาวด์ ที่ CAT ได้นำเสนอหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อการนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็วและสะดวกมากขึ้น

CAT พร้อมให้บริการแอปพลิเคชันในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการร่วมมือกับพันธมิตรในภาคเอกชนเพื่อเป็นการสนับสนุนและสร้างสรรค์บริการใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วและเกิดประโยชน์กับภาพรวมในการพัฒนาประเทศที่ทุกภาคส่วนต้องก้าวเดินไปด้วยกันโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้มากขึ้น

“สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือความเชื่อมั่น และเชื่อถือของบริการหลากหลายรูปแบบที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยียังได้นำภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีลักษณะการโจมตีที่ซับซ้อนและรุนแรงตามมาด้วย  ซึ่งเราตระหนักว่ามีอันตรายและก่อผลเสียได้อย่างมากมาย เช่น การสูญเสียข้อมูลสำคัญ ความเชื่อมั่น ฯลฯ เราจึงพยายามเน้นย้ำในการให้ความรู้และการป้องกันในทุกมิติ ผ่านศูนย์ปฏิบัติการ Security Operation Center (SOC) ที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเฝ้าระวังภัยคุกคามระบบเครือข่าย และพร้อมตอบสนองต่อทุกเหตุการณ์อย่างทันท่วงทีตลอด 24 ชั่วโมง CAT จึงมั่นใจว่าเราจะสามารถให้บริการและดูแลทั้งหน่วยงานภาครัฐ/เอกชนที่ต้องการปรับเปลี่ยนและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าแน่นอน”

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!