Connect with us

ข่าววิทยาการ

Mercedes-Benz Business Direction 2020 เผยทิศทางใหม่ เน้น “พลังงานสะอาด” ลดวิกฤติ PM 2.5

เมอซิเดส เบนซ์ ประกาศทิศทางปี 2020 เผยผลประกอบการประจำปี 2562 เป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดรถหรูประเทศไทย 19 ปีติด ด้วยยอดจำหน่ายมากกว่า 15,000 คันจากเครือข่ายผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการที่แข็งแกร่งทั่วประเทศ

ซึ่งปัจจุบันปัญหาเรื่องสุขภาพและฝุ่นละอองในประเทศไทยถือว่าอยู่ในช่วงวิกฤติ ซึ่งทั้งหมดนี้ภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถช่วยได้ เพราะเราทุกคนนั่งอยู่บนรถยนต์อย่างน้อยปีละ 207 ชั่วโมง ซึ่งรถยนต์แต่ละคันก็ปล่อยฝุ่นควัน PM2.5 ออกสู่อากาศมากน้อยแตกต่างกัน แต่ถ้าเราทุกคนเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ก็จะมีส่วนช่วยเหลือโลกของเราได้อย่างยิ่ง ซึ่งทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้จะเน้นไปที่รถยนต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มตัว โดยเปิดตัว 2 รุ่นภายในงานดังนี้

Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic

เมอร์เซเดส-เบนซ์ GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic คือรถยนต์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดขนาดกลาง มาพร้อมเทคโนโลยีภายในและดีไซน์แบบเอสยูวีที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมตอบสนองการใช้ชีวิตของคุณได้อย่างลงตัวในทุก ๆ ด้าน ด้วยเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 211 แรงม้า และจากมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า รวมเป็นกำลังสูงสุด 320 แรงม้า พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ แบบ 9G-TRONIC ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นและยังช่วยประหยัดการใช้พลังงานได้มากถึง 6.5%

เมอร์เซเดส-เบนซ์ GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic ยังมาพร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes”ซึ่งสามารถประมวลผลประโยคที่ใกล้เคียงกับคำสั่งทั่วไปได้ และระบบปรับรูปแบบการขับขี่ (DYNAMIC SELECT) ที่เปลี่ยนจากการปรับโหมดขับขี่ผ่านพวงมาลัย มาเป็นการปรับโหมดการขับขี่ผ่านหน้าจอแสดงผลที่สามารถตอบสนองการขับขี่ได้ตามใจเรา ไม่ว่าจะเป็นโหมด ECO, Comfort, Sport, Sport , Individual โดยที่ระบบจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ในส่วนต่าง ๆ อาทิ ระบบส่งกำลัง ระบบบังคับเลี้ยวหรือโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ เป็นต้น

วางจำหน่ายในราคา 3,749,000 บาท

และยังเปิดตัว GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic ที่มาพร้อมหน้าจอแสดงผลดิจิทัลเต็มรูปแบบที่มีการแสดงผลแบบ “Classic”, “Progressive” และ “Sporty” ทำให้คุณตัดสินใจเลือกข้อมูลสำคัญและประเภทการแสดงผลข้อมูลดังกล่าวได้ผ่านจอแสดงผล ขนาด 31.2 ซม. ถ่ายทอดภาพที่คมชัด และสามารถเห็นได้ชัดเจนในทุกสภาพแสง

พร้อมตอบสนองทุกการเคลื่อนไหวของคุณ ด้วยระบบ MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience ที่ทำงานร่วมกันกับแผงคอนโทรล และหน้าจอดิจิทัลที่จะแสดงระบบการนำทางได้แบบเต็มหน้าจอ และพร้อมอำนวยความสะดวกสบายให้คุณได้อย่างสูงสุด รวมไปถึงระบบเสียงรอบทิศทาง Burmerster ที่เปลี่ยนให้เพลงโปรดของคุณกลายเป็นประสบการณ์ความบันเทิงระดับโลก

วางจำหน่ายในราคา 4,090,000 บาท

Mercedes-Benz GLB-200 Progressive

Mercedes-Benz GLB-200 Progressive เป็นรถยนต์ที่มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐาน ติดตั้งไฟหน้าแบบ LED high-performance หรือเลือกเป็นไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ที่สามารถปรับองศาไฟให้เข้ากับสภาพการขับขี่ได้อย่างลงตัว ภายในห้องโดยสารติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนท์ MBUX รองรับคำสั่งเสียง Hey Mercedes พร้อมระบบนำทางและเมมโมรี่แบบฮาร์ดดิสก์ สามารถแสดงข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์ได้อีกด้วย

ด้านขุมพลังมีให้เลือกตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบความจุ 1.3 ลิตร ในรุ่น GLB 200 มีกำลังสูงสุด 163 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร และเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร และนอกจากนี้ยังมาพร้อม Mercedes-GLB ในตลาดยุโรปถูกติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ได้แก่ ระบบช่วยประคองรถให้อยู่ในเลน Active Lane Keeping Assist และระบบป้องกันการชนด้านหน้า Active Brake Assist เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

โดยลูกค้ายังสามารถติดตั้งแพ็คเกจ Driving Assistance ที่เพิ่มระบบความปลอดภัยอื่น ๆ เพิ่มเติมได้อีกด้วย

 

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

ปี 2562 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลก เพราะเราสามารถทำยอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยเราส่งมอบรถยนต์ทั้งหมด 2,339,562 คัน ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทฯ สำหรับยอดขายใน 1 ปี ขณะเดียวกัน แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจในตลาดโลกจะอยู่ในช่วงชะลอตัวและส่งผลกระทบโดยตรง ต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ ทว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเล็งเห็นความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เอสยูวีระดับลักชัวรี นั่นจึงเป็นที่มาให้เราเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อแนะนำรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์เอสยูวีออกมาเพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าทั้งในตลาดโลกและในตลาดไทยต่อเนื่องในปี 2563 นี้ ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเป็นผู้นำอันดับ 1 ในเซกเมนต์ลักชัวรีในหลายประเทศโดยประเทศ รวมทั้ง เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน เบลเยียม สวิสเซอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ประเทศไทย เวียดนาม สิงคโปร์ แคนาดา และ แอฟริกาใต้

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในปีนี้ จากเทรนด์ความต้องการรถยนต์ของผู้บริโภคทั้งในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกและในประเทศไทย เราพบว่าความต้องการในรถยนต์ไฟฟ้านั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเหตุผลหนึ่งมาจากสภาวะอากาศที่แย่ลงโดยเฉพาะการมีฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการคมนาคม ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการในรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย เป็นผู้นำตลาดอันดับต้น ๆ ของโลกที่มีสัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ Plug-in Hybrid สูงประมาณ 25% ของยอดจำหน่ายทั้งหมดในประเทศไทย จึงเล็งเห็นว่าการรณรงค์ให้ทุกคนหันมาใช้รถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นน่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้องสำหรับเมอซิเดส เบนซ์ ในปี 2020 นี้และอนาคตมร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น