ในปี 2025 เทรนด์สุขภาพและ Longevity ทำให้ตลาดแกดเจ็ตสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่ม Wearable ที่สวมใส่ได้ เติบโตอย่างมหาศาลและต่อเนื่อง แม้จะเป็นเรื่องดีที่คนหันมาดูแลตัวเอง แต่แกดเจ็ตเหล่านี้อาจกำลังก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่โดยที่เราไม่รู้ตัว
ปี 2050 ความต้องการอุปกรณ์สุขภาพอาจพุ่งสูง 2,000 ล้านชิ้น
งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) และมหาวิทยาลัยชิคาโก (The University of Chicago) พบข้อมูลที่น่ากังวลว่า ภายในปี 2050 ความต้องการอุปกรณ์สุขภาพเหล่านี้อาจพุ่งสูงถึง 2,000 ล้านชิ้น/ปี หรือเพิ่มขึ้นถึง 42 เท่าจากปัจจุบัน
ซึ่งทีมผู้วิจัยเตือนว่า หากเราไม่เปลี่ยนวิธีการผลิตตั้งแต่วันนี้ อุปกรณ์เหล่านี้อาจสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 1 ล้านตัน และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกกว่า 100 ล้านตันเลยทีเดียว

ตัวต้นเรื่องไม่ใช่พลาสติก
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือตัวการสำคัญไม่ใช่พลาสติกอย่างที่หลายคนคิด งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่าแผงวงจรที่เปรียบเสมือนสมองของอุปกรณ์ต่างหาก ที่เป็นต้นเหตุถึง 70% ของคาร์บอนฟุตพรินต์ทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากกระบวนการทำเหมืองและการผลิตที่ซับซ้อน
ทางออกมีเพียง 2 วิธี
นักวิจัยได้เสนอทางออกไว้ 2 วิธี คือ 1. การเปลี่ยนมาใช้ชิปที่ผลิตจากโลหะทั่วไป เช่น ทองแดง ทดแทนการใช้แร่หายากอย่างทองคำแทน และ 2. ออกแบบอุปกรณ์ให้เป็นแบบโมดูลาร์ แต่การออกแบบแบบโมดูลาร์คืออะไร ? ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ เลยคือการออกแบบให้ถอดประกอบและแยกชิ้นส่วนได้ เหมือนตัวต่อ LEGO
ปกติแล้วอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เช่น มือถือหรือนาฬิกา มักจะถูกผลิตแบบอัดกาวแน่น เชื่อมทุกอย่างติดกันเป็นชิ้นเดียว พอมีอะไรเสียแค่นิดเดียว เช่น แบตฯ เสื่อม หรือจอร้าว เราก็มักจะต้องทิ้งทั้งเครื่อง หรือซื้อใหม่เลย เพราะการจะแกะออกมาซ่อมเป็นอะไรที่ยากมาก

หนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัยกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “เมื่ออุปกรณ์เหล่านี้ถูกกระจายให้ผู้ใช้ได้ใช้งานกันทั่วโลก การตัดสินใจเรื่องดีไซน์เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลอย่างมหาศาล”
อย่างไรก็ดี แม้การคาดการณ์ว่าจะมีขยะล้นโลกในปี 2050 หรืออีก 24 ปีข้างหน้า ดูเหมือนเป็นเวลาที่ยาวนานพอสมควร แต่นี่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้น ว่าในอนาคตเราอาจจะต้องเผชิญกับสิ่งที่เราคาดไม่ถึง และสายเกินกว่าจะแก้ไขก็ได้













