ตอนนี้เราอาจอยู่ในยุคที่พูดได้เต็มปากว่า AI กำลังครองโลกเป็นเรื่องจริง และพร้อมเข้าสู่เฟสของการขยายตัวเชิงอุตสาหกรรม ที่เปลี่ยนอดีตจากผู้ออกแบบชิป มาเป็นผู้ผลิตชิปอย่างสมบูรณ์แบบ และหากพูดถึงฐานการผลิตชิปที่สำคัญที่สุดของโลก คงหนีไม่พ้นภูมิภาคเอเชีย นี่คือที่มาของกองทุนเปิดใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่าง A-ASEMI (Atrackers Asia Semiconductor Fund) ที่มีกลุ่มประเทศที่ครองส่วนแบ่งการผลิตชิปโลกแบบเบ็ดเสร็จ อย่าง จีน, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน และเกาหลีใต้ รวมอยู่
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกนโยบาย ความเสี่ยง และความคุ้มค่า เพื่อให้เห็นภาพรวมของโอกาสการลงทุนที่กำลังจะมาถึงนี้
ทำไมต้อง “Asia Semiconductor” ยุทธศาสตร์ที่โลกขาดไม่ได้
แต่ก่อนจะพูดถึงรายละเอียดของกองทุน สงสัยไหมว่าทำไมต้องเป็น Asia Semiconductor นั่นเพราะในห่วงโซ่อุปทานโลก แม้สหรัฐฯ จะเป็นผู้นำด้านการออกแบบชิป แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ กว่า 80% ของกำลังการผลิตชิปทั่วโลกกระจุกตัวอยู่ในเอเชีย โดยมี 4 มหาอำนาจหลักเป็นฟันเฟืองสำคัญ
ไต้หวัน นำโดย TSMC ที่ครองส่วนแบ่งการผลิตชิปขั้นสูง (Advanced Nodes) มากที่สุดในโลก เรียกได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของ iPhone ไปจนถึงชิป AI ของ NVIDIA
เกาหลีใต้ ผู้นำด้านหน่วยความจำ (Memory Chips) อย่าง Samsung และ SK Hynix ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญใน Data Center ทั่วโลก
ญี่ปุ่น เชี่ยวชาญด้าน Chemicals & Materials และเครื่องจักรผลิตชิปที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เลียนแบบได้ยาก
จีน มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง (Self-sufficiency) และเป็นฐานการผลิตชิปสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์ IoT ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
เป็นที่มาของกองทุน A-ASEMI ที่เกิดจากการผนึกกำลังผ่าน 4 มหาอำนาจชิปแห่งเอเชีย
กองทุน A-ASEMI คืออะไร ?
กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส เอเชีย เซมิคอนดักเตอร์ (Atrackers Asia Semiconductor Fund) หรือ A-ASEMI เป็นกองทุนรวมประเภท Feeder Fund ซึ่งมีนโยบายลงทุนในกองทุนหลักเพียงกองเดียวคือ Global X Asia Semiconductor ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด (Asset Plus) มูลค่าโครงการอยู่ที่ 300 ล้านบาท
กองทุนจะลงทุนในกองทุนหลักโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV (มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนรวม) ซึ่งกองทุนหลักนี้จะถูกบริหารโดย Mirae Asset Global Investments (Hong Kong) ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าฮ่องกง (SFC) ซึ่งเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ IOSCO ทำให้มั่นใจได้ในเรื่องความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุน
ทำไมต้องเลือกลงทุนใน กองทุน A-ASEMI
ความพิเศษของ A-ASEMI อยู่ที่ดัชนีอ้างอิงอย่าง FactSet Asia Semiconductor Index ซึ่งมีเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นที่เข้มงวดตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Free Float Market Capitalization Weighted Index) แบบ Net Total Return โดยได้รับการออกแบบเพื่อสะท้อนผลการดำเนินงาน
ของบริษัทในภูมิภาคเอเชียที่มีรายได้ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 50 จากห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ หรือเป็นบริษัทที่มีตำแหน่งเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มธุรกิจนั้น ๆ
ทั้งนี้ ดัชนีจะคัดเลือกหลักทรัพย์จากบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่หรือจัดตั้งในประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่กำหนดในภูมิภาคเอเชียและจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่เข้าเกณฑ์ตามวิธีการจัดทำดัชนี
นอกจากนี้กองทุนยังมีการกระจายใน Semiconductor Supply Chain หลากหลายประเทศ และหลากหลาย Segment เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนแบบกระจุกตัวในประเทศใด หรือบริษัทใดมากจนเกินไป การลงทุนใน A-ASEMI ไม่ได้กระจุกตัวแค่ในประเทศเดียว แต่เป็นการกระจายความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
แต่ก็มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการลงทุน เนื่องจากเป็นการลงทุนกระจุกตัวในเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ จึงทำให้กองทุนมีความผันผวนสูงกว่ากองทุนดัชนีทั่วไปที่กระจายการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม
เปิดโผหุ้นระดับโลกในพอร์ต A-ASEMI
ความน่าสนใจของกองทุนนี้อยู่ที่การคัดสรรหุ้นที่มีอำนาจเหนือตลาดสูงมาก โดยตัวอย่างหุ้นที่กองทุนเข้าลงทุน อาทิ
SK Hynix ผู้นำตลาดชิปความเร็วสูงพิเศษ หรือ HBM (High Bandwidth Memory) โดยครองส่วนแบ่งตลาดโลกราว 60% ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่เสถียรและต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ทำให้ SK Hynix กลายเป็น Supplier หลักที่ NVIDIA และผู้ผลิต AI Accelerator รายใหญ่ทั่วโลกขาดไม่ได้ การเติบโตของ AI Server จึงส่งผลโดยตรงต่อกำไรของบริษัทนี้
Samsung Electronics ผู้นำโลกด้านชิปหน่วยความจำ (DRAM/NAND) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดธุรกิจมหาศาล ซึ่ง Samsung กำลังรุกหนักในตลาดหน่วยความจำ HBM (High Bandwidth Memory) เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาด AI Memory การมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและการลงทุนใน Segment ที่มี Margin สูง จะช่วยปรับโครงสร้างรายได้ให้มีคุณภาพและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
Advantest ในสงครามชิปไม่ว่าค่ายไหนจะชนะ Advantest คือผู้เก็บค่าธรรมเนียมจากทุกคน ถือเป็นผู้นำโลกด้านเครื่องมือทดสอบชิป (Testing Equipment) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อนออกสู่ตลาด ที่ทุกชิปบนโลกต้องผ่านการทดสอบ Advantest จึงได้ประโยชน์จากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ ทำให้รายได้มีความผันผวนน้อยกว่าผู้ผลิตชิปโดยตรง
เงื่อนไขการซื้อขาย
A-ASEMI ถูกออกแบบมาเพื่อลบภาพจำที่ว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทคต่างประเทศต้องใช้เงินจำนวนมาก
เงินลงทุนขั้นต่ำทั้งครั้งแรกและครั้งถัดไปเพียง 500 บาท เนื่องจากระดับความเสี่ยงอยู่ในระดับ 7 (เสี่ยงสูง) เพราะถือเป็นการลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียว (Sector Concentration)
A-ASEMI กลายเป็นที่จับตามอง ไม่ใช่แค่การลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วไป แต่คือการลงทุนในรากฐานของนวัตกรรมโลก เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในการสะสมสินทรัพย์เพื่อเติบโตไปกับเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ผู้ลงทุนควรจัดสรรสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสม เพื่อรับมือกับความผันผวนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก
สอบถามข้อมูลและรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ โทร 02 672 1111, ทางเว็บไซต์ที่ https://www.assetfund.co.th/home/fundfact-template01.aspx?id=257 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลจากตัวแทนการขายที่ท่านใช้บริการ
ผู้ลงทุน “โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”
กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก
กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
สนับสนุนโดย Asset Plus Fund Management













