ช่องแคบสำคัญในการขนส่งพลังงานส่อแวววิกฤตอีกครั้ง หลังก่อนหน้านี้ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ที่ถูกปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2026 และทำให้การขนส่งพลังงานและน้ำมันเป็นอัมพาต ส่งผลให้น้ำมันขาดแคลน และปัญหาด้านราคา ล่าสุดช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) มีสัญญาณไม่ดีและอาจจะถูกปิดลงเช่นเดียวกัน สืบเนื่องจากเหตุสงครามที่ยังคงยืดเยื้อ
จุดเริ่มต้นของปัญหา
สงครามที่เกิดขึ้นครั้งนี้หลัก ๆ เลยเป็นเรื่องราวระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาร่วมด้วย โดยออกตัวเป็นพันธมิตรกับอิสราเอล และได้ร่วมกันโจมตีอิหร่านด้วยยุทธวิธีด้านการทหาร จนสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อชีวิตของพลเมือง ล่าสุดกลุ่มฮูตีซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธทางการเมืองและศาสนาได้เข้าสนับสนุนอิหร่านในสงครามครั้งนี้ โดยได้โจมตีอิสราเอล รวมทั้งขู่ว่าจะปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2026 กองทัพอิสราเอลเปิดเผยข้อมูลที่สร้างความตื่นตัวไปทั่วโลก เมื่อระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถตรวจพบและสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาจากดินแดนเยเมน ซึ่งฐานที่ตั้งของกลุ่มฮูตีได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านปะทุขึ้นในรอบปีนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากกลุ่มฮูตี (พันธมิตรใกล้ชิดของอิหร่าน) ประกาศความพร้อมในการเข้าสู่สงครามเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล
นอกจากการโจมตีด้วยอาวุธแล้ว กลุ่มฮูตียังได้ขู่ปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อทะเลแดงกับอ่าวเอเดน
ย้อนกลับไปในปี 2023 กลุ่มฮูตีเริ่มสร้างผลกระทบจากการยึดเรือสินค้า และขยายขอบเขตการโจมตีเรือพาณิชย์ด้วยโดรนและขีปนาวุธ หลังจากกองกำลังทางเรือนำโดยสหรัฐฯ เข้าสกัดกั้นและโจมตีที่ตั้งของกลุ่มฮูตีในเยเมน ทางกลุ่มได้ประกาศว่าเรือทุกลำที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทันที
ผลกระทบครั้งนั้นทำให้บริษัทขนส่งสินค้าทางเรือรายใหญ่ของโลกตัดสินใจยุติการเดินเรือผ่านเส้นทางนี้ ซึ่งปกติมีปริมาณการค้าโลกผ่านถึง 15% เรือสินค้าต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อม แหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้ของแอฟริกาแทน ซึ่งทำให้ระยะเวลาการขนส่งนานขึ้น 10-14 วัน และส่งผลให้ค่าระวางเรือรวมถึงราคาสินค้าและพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น
แม้ผลกระทบไม่เทียบเท่ากับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่บอกเลยว่าถ้าปิดทั้งสองช่องแคบสำคัญนี้พร้อมกัน หายนะพลังงานโลกมาเยือนทั่วโลกอย่างแน่นอน

ทำไมช่องแคบบับเอลมันเดบถึงสำคัญ
ช่องแคบบับเอลมันเดบ เป็นเสมือนคอขวดจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางเดินเรือทะเลระหว่างจะงอยแอฟริกา (Horn of Africa) และตะวันออกกลาง โดยทำหน้าที่เชื่อมต่อทะเลแดงเข้ากับอ่าวเอเดนและทะเลอาหรับ การส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่จากอ่าวเปอร์เซียที่ต้องผ่าน คลองสุเอซ (Suez Canal) หรือ ท่อส่งน้ำมันซูเมดนั้น จำเป็นต้องล่องเรือผ่านทั้งช่องแคบบับเอลมันเดบและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางพลังงานของโลก
โดยช่องแคบบับเอลมันเดบมีส่วนที่แคบที่สุดเพียง 18 ไมล์ เท่านั้น ส่งผลให้การจราจรของเรือบรรทุกน้ำมันถูกจำกัดให้วิ่งได้เพียงสองช่องทาง (ขาเข้าและขาออก) ซึ่งแต่ละช่องทางมีความกว้างเพียง 2 ไมล์
หากช่องแคบบับเอลมันเดบถูกปิดตัวลง จะส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันที่มาจากอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถเดินทางผ่านคลองสุเอซหรือเข้าถึงท่อส่งน้ำมันซูเมดได้ บีบบังคับให้เรือเหล่านั้นต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมปลายตอนใต้ของทวีปแอฟริกาแทน ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาในการขนส่งนานขึ้นและค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

สถิติการขนส่งน้ำมัน
จากรายงานสถิติล่าสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ปริมาณการจัดหาน้ำมันและของเหลวอื่น ๆ ทั่วโลก พุ่งสูงถึงประมาณ 104.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน สะท้อนถึงความต้องการพลังงานที่ยังคงแข็งแกร่งในภาคอุตสาหกรรมและการขนส่งทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ปริมาณการผลิต แต่อยู่ที่วิธีการขนส่ง ข้อมูลระบุว่า ประมาณ 76% ของน้ำมันทั้งหมด หรือราว 79.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถูกลำเลียงผ่านเส้นทางทางเรือ (Seaborne Trade) และในปี 2024 อ้างอิงข้อมูลจาก UNCTAD ชี้ให้เห็นว่าเรือบรรทุกน้ำมัน (Tankers) คิดเป็นถึง 28% ของระวางบรรทุกทางเรือทั้งหมดทั่วโลก
ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่า หากเส้นทางเดินเรือหลักอย่างบับเอลมันเดบเกิดการติดขัด โลกจะเผชิญกับภาวะ Supply Shock ที่มีการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการแบบไม่คาดคิดทันที เนื่องจากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานอื่นใดที่สามารถรองรับการขนส่งน้ำมันเกือบ 80 ล้านบาร์เรลต่อวันได้เทียบเท่าเรือบรรทุกน้ำมัน
พลังงานทางเลือกที่ต้องพึ่งพาทางเรือมากขึ้น
ไม่ใช่แค่น้ำมันเท่านั้นที่ไหลผ่านเส้นทางนี้ แต่ก๊าซธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ในปี 2024 ปริมาณก๊าซธรรมชาติทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 407 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แม้ว่าการขนส่งส่วนใหญ่จะผ่านทางท่อก๊าซ แต่ประมาณ 13% หรือราว 53 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขนส่งในรูปแบบก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านทางเรือ
ช่องแคบบับเอลมันเดบทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้ผลิตก๊าซรายใหญ่ในตะวันออกกลาง (เช่น กาตาร์) และผู้บริโภคหลักในยุโรป การปิดกั้นหรือความเสี่ยงในบริเวณนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อราคาค่าไฟและพลังงานความร้อนในซีกโลกเหนืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กรณีปิดช่องแคบต้องอ้อมเรือ ทำได้ แต่มีผลกระทบ
กรณีที่ต้องปิดช่องแคบบับเอลมันเดบและเรือบรรทุกสินค้าจำนวนมากจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อม แหลมกู๊ดโฮปในแอฟริกาใต้แทน จะทำให้การเดินทางนี้จะเพิ่มระยะทางประมาณ 3,500 ไมล์ และใช้เวลาเพิ่มขึ้น 10-14 วัน ส่งผลให้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อราคาสินค้าปลายทางทั่วโลก
ด้วยปริมาณน้ำมันกว่า 79.8 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ลอยอยู่บนน้ำ การหยุดชะงักเพียงไม่กี่วันในช่องแคบบับเอลมันเดบสามารถทำให้คลังน้ำมันสำรองในหลายประเทศลดลงสู่ระดับวิกฤต ส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาในตลาดน้ำมันดิบ Brent และ WTI (West Texas Intermediate) ซึ่งเป็นน้ำมันดิบสองรูปแบบที่ใช้กันมากที่สุด และเป็นมาตรฐานที่ใช้เป็นเกณฑ์ราคาน้ำมันดิบทั่วโลก
ดังนั้นหากเกิดความไม่ปลอดภัยและการปิดช่องแคบที่ส่งผลให้การเดินเรือผ่านไปไม่ได้ ต้นทุนที่แฝงอยู่ในทุกหยดของน้ำมันและทุกหน่วยของก๊าซจะกลายเป็นภาระที่ผู้บริโภคทั่วโลกต้องแบกรับอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งนั่นหมายถึงสถานการณ์ในไทยที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน












