เมื่อ 6 เดือนก่อน Reuters ได้เปิดเผยเอกสารลับแฉว่า Meta ได้รับกำไรมหาศาลจากการฉ้อโกงของมิจฉาชีพผ่านโฆษณาบนแพลตฟอร์ม ซึ่งคิดเป็น 10% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2024 แม้ทาง Meta จะออกมาแก้ต่างว่าพยายามแก้ไขและแบนโฆษณาสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่องก็ตาม
หลังจากนั้น Meta ถูกฟ้องร้องในประเด็นเดียวกันโดย CFA หรือองค์กรผู้บริโภค ซึ่งยื่นฟ้องแบบกลุ่มในเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมระบุว่า Meta ละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค จากความล้มเหลวที่ปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงบนแพลตฟอร์ม เช่น การแจก iPhone ฟรี หรือการหลอกมอบเช็คเงินสดเพื่อจูงใจเหยื่อ
เท่านั้นยังไม่พอ ล่าสุด Santa Clara County (เทศมณฑลซานตาคลารา ตั้งอยู่ตอนใต้ของเขตอ่าวซานฟรานซิสโก) ได้ยื่นฟ้อง Meta อีกราย เหตุปล่อยให้มีโฆษณาสแกมเมอร์ใน Facebook และ Instagram ที่มักหลอกลวงผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง จนสร้างรายได้ให้แพลตฟอร์มมหาศาล
เนื้อหาการฟ้องร้อง
สำนักงานอัยการท้องถิ่น Santa Clara County (ซึ่งอยู่ใกล้กับสำนักงานใหญ่ของ Meta เพียงก้าวเดียว) ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นหน่วยงานท้องถิ่นแห่งแรกที่ยื่นฟ้องยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีรายนี้ โดย เอริก โลเพรสติ (Eric LoPresti) ตัวแทนจากฝั่งอัยการระบุว่า แม้ Santa Clara County จะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่จะนิ่งเฉยไม่ได้ เมื่อพบว่ายักษ์ใหญ่ไอทีกำลังต้มตุ๋นสาธารณชนเพียงเพื่อปั้นตัวเลขกำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง
ด้านโฆษกของ Meta ออกมาโต้ตอบทันควันว่าพร้อมสู้คดีจนถึงที่สุด โดยมองว่าการฟ้องร้องครั้งนี้เป็นการตีความที่ผิดเพี้ยน พร้อมเสริมว่า
“เราไล่ล่าแก๊งสแกมเมอร์อย่างหนักทั้งในและนอกแพลตฟอร์ม เพราะพวกนี้บ่อนทำลายความเชื่อมั่นของผู้ใช้และภาคธุรกิจ แค่ปีที่แล้วปีเดียว เราลบโฆษณาหลอกลวงไปกว่า 159 ล้านชิ้น พัฒนาเครื่องมือใหม่ ๆ และร่วมมือกับตำรวจทั่วโลกเพื่อทลายขบวนการอาชญากรเหล่านี้”
Meta ทำเงินไปเท่าไหร่จากโฆษณาสแกมเมอร์ ?
องค์กรเฝ้าระวังบริษัทเทคโนโลยีไม่แสวงผลกำไร (CCDH) เปิดเผยรายงานเกี่ยวกับโฆษณาหลอกลวงด้านสุขภาพและสวัสดิการบน Facebook ที่พุ่งเป้าไปยังผู้สูงอายุ พบว่า Meta ได้รับเงินกว่า 14 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 453 ล้านบาท) ซึ่งเงินเหล่านี้ไม่เพียงมาจากมิจฉาชีพหน้าใหม่ที่ใช้ AI ผลิตคอนเทนต์เท่านั้น แต่ยังมาจากกลุ่มมิจฉาชีพรายเดิมที่ทำผิดซ้ำซาก แม้ Meta จะเคยสั่งลบโฆษณาของกลุ่มนี้ไปแล้วนับไม่ถ้วน แต่ก็ยังไม่สามารถสกัดกั้นการกลับมาของคนกลุ่มนี้ได้อย่างเด็ดขาด
กลวิธีแบบไหนที่โกยเงินได้ขนาดนี้ ?
รายงานของ CCDH ระบุว่ามิจฉาชีพมักใช้ AI Deepfake ปลอมแปลงใบหน้าและเสียง เช่น คลิปเสียงของ โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) เพื่อหลอกให้ซื้อบริการ โดยคาดการณ์ว่ามิจฉาชีพเลือกใช้คนดังเพราะผู้สูงอายุรู้จักดีและมีความน่าเชื่อถือ

ส่วนประเด็นล่าสุดคือโฆษณาแผนประกันสุขภาพ มิจฉาชีพใช้กลอุบายล่อลวงผู้ถือสิทธิ ‘Medicare’ ด้วยคำว่า ‘Free benefit’ (สิทธิประโยชน์ฟรี) เช่น บัตรซื้อของกินของใช้ หรือบัตร Flex Card โดยมีขั้นตอนดังนี้ :
- กุเรื่องสิทธิประโยชน์ฟรีที่ไม่มีอยู่จริงหรือบิดเบือนข้อมูล
- แอบอ้างเป็นหน่วยงานรัฐ หรือได้รับการรับรองจากรัฐ
- ใช้ AI สร้างวิดีโอหรือเสียงปลอมของนักการเมืองหรือคนดังเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
- ตั้งกำหนดเวลาสิ้นสุดการลงทะเบียนให้กระชั้นชิดเพื่อให้เหยื่อรีบตัดสินใจ

ทีมวิจัยได้คัดกรองโฆษณาจากคลังโฆษณาของ Meta (Ads Library) โดยเน้นคำค้นหาเกี่ยวกับ ‘สวัสดิการฟรี’ พบข้อมูลดังนี้ :
- ตรวจพบโฆษณาเข้าข่ายต้มตุ๋นกว่า 93,779 ชิ้น จากผู้ลงโฆษณา 2,908 ราย (ข้อมูลตั้งแต่ มี.ค. 2019 ถึง มี.ค. 2026)
- จากการตรวจสอบยอดใช้จ่ายโฆษณากว่า 77% ของข้อมูลทั้งหมด พบว่านักต้มตุ๋น 30 อันดับแรกที่จ่ายเงินสูงสุด มีโฆษณาขยะรวมกันกว่า 42,984 ชิ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลักฐานจากฝั่ง CCDH แต่ Meta ยืนยันว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากความละเลย แต่เป็นเพราะ ‘วิวัฒนาการของกลุ่มมิจฉาชีพ’ ที่ซับซ้อนขึ้น และยืนยันว่า Meta เองก็เสียประโยชน์จากเรื่องนี้ จึงต้องเร่งกวาดล้างเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของแพลตฟอร์มเอาไว้













