เหลือเวลาก่อนเปิดฉากฟุตบอลโลก 2026 จนถึงตอนนี้เพียงแค่ 20 วัน หลายประเทศยังคงเร่งปิดดีลกับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ท่ามกลางประเด็นค่าลิขสิทธ์ที่ถึงแม้จะต่างกัน แต่ภาพรวมคือตั้งไว้สูงจนหลายประเทศยากจะเอื้อมถึง รวมถึงประเทศไทยเอง
ล่าสุด FIFA ก็สามารถบรรลุข้อตกลงลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในประเทศจีนได้สำเร็จเมื่อ 15 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา และเป็นราคาที่สำนักข่าว AP รายงานระบุว่าต่ำกว่าที่องค์กรลูกหนังโลกตั้งเป้าไว้ตอนแรกอย่างมาก
สำหรับข้อตกลงที่ฟีฟ่าได้ระบุไว้ในแถลงการรวมกับ China Media Group (CMG) จะครอบคลุมการแข่งขันฟุตบอลโลก 4 ครั้งถัดไป (ฟุตบอลโลกชาย 2 ครั้ง และฟุตบอลโลกหญิง 2 ครั้ง) ไปจนถึงปี 2031 ซึ่งรวมถึงการแข่งขันฟุตบอลโลกชายปี 2026 ที่ทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งจะมีทีมเข้าร่วม 48 ทีม รวมทั้งสิ้น 104 แมตช์
ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 มีมูลค่าอยู่ที่ 60 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท) ขณะที่สื่อจีนรายงานในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เดิมทีฟีฟ่าต้องการค่าลิขสิทธิ์สูงถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท)
ในขณะที่กับประเทศไทยเองถูกฟีฟ่าเรียกค่าลิขสิทธิ์สูงถึง 1,700 ล้านบาท ที่หลายฝ่ายมองว่าไม่สมเหตุสมผล แม้จะมีการเจรจาเพื่อเสนอราคาใหม่ที่ถูกกว่าที่ฟีฟ่าตั้งไว้ แต่ก็ถูกปฏิเสธไป จนรัฐบาลไทยต้องส่งข้อเสนอไปรอบที่สอง ทั้งนี้ยังคงรอการตอบรับจากทางฟีฟ่าอีกครั้ง ซึ่งความหวังที่จะบรรลุข้อเสนอที่ถูกลงค่อนข้างริบหรี่ แม้จะมีบางฝ่ายคาดการณ์ว่าเมื่อใกล้ถึงช่วงการแข่งขันอาจจะทำให้ฟีฟ่ายอมลดราคาลงมาได้บ้าง
อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบแล้ว จะเห็นว่าการเจรจาน่าจะส่งผลพอสมควรที่ทำให้ฟีฟ่าเองตัดสินใจในราคาของค่าลิขสิทธิ์ และสิ่งที่จีนมีเหนือกว่าไทยนั่นคืออำนาจการต่อรอง
สิ่งที่ทำให้จีนมีอำนาจต่อรองเหนือฟีฟ่า จนสามารถกดราคาค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ให้เหลือเพียง 60 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้นั้น มีอยู่ 3 ข้อ
1. อุปสรรคเรื่องเวลา (Time Zone) ที่ต่างกันมาก
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 จัดขึ้นที่ทวีปอเมริกาเหนือ (สหรัฐฯ, แคนาดา, เม็กซิโก) ซึ่งเวลาที่ปักกิ่งและเมืองเจ้าภาพห่างกันสูงสุดถึง 15 ชั่วโมง
แมตช์การแข่งขันส่วนใหญ่จะตรงกับช่วงดึกมากหรือเช้ามืดในจีน (เช่น ตี 3) ทำให้เรตติ้งการชมสดทางโทรทัศน์ และมูลค่าโฆษณาตามเวลาปกติลดลง ฟีฟ่าจึงไม่สามารถนำยอดผู้ชมในเวลาไพรม์ไทม์มาเป็นข้ออ้างในการโก่งราคาได้
2. แบรนด์ยักษ์ใหญ่ของจีนจ่ายเงินอุดหนุนฟีฟ่าโดยตรงไปแล้ว
แม้ลิขสิทธิ์ฝั่งทีวีจะยังไม่จบ แต่บริษัทสัญชาติจีนรายใหญ่ได้เข้าไปเป็นสปอนเซอร์หลักให้ฟีฟ่าเรียบร้อยแล้ว อาทิ Lenovo (สปอนเซอร์ระดับท็อป), Mengniu และ Hisense (สปอนเซอร์ระดับรอง) นั่นเท่ากับว่าเงินทุนจีนไหลเข้ากระเป๋าฟีฟ่าเพื่อช่วยให้ยอดรายได้รวมทะลุเป้า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปแล้ว จีนจึงถือไพ่เหนือกว่าในฐานะผู้อุดหนุนรายใหญ่ และไม่จำเป็นต้องยอมจ่ายแพงซ้ำซ้อนในส่วนของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดอีก
3. กลยุทธ์ใจแข็ง ไม่รีบร้อน
จีนรู้ดีว่าฟีฟ่าทิ้งตลาดดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกไม่ได้ เพราะสถิติล่าสุด ยอดผู้ชมดิจิทัลและโซเชียลมีเดียทั่วโลกเกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 49.8% มาจากประเทศจีน
ฝ่ายจีนไม่ยอมถอยและลากยาวการเจรจาจนเหลือเวลาอีกเพียง 27 วันก่อนคิกออฟ ซึ่งในตอนนั้นฟีฟ่าปิดดีลกับที่อื่นไปกว่า 175 แห่งแล้ว เหลือแค่จีนที่ยังเป็นช่องโหว่ใหญ่ หากปล่อยให้หลุดมือ ฟีฟ่าจะสูญเสียสถิติตัวเลขผู้ชมทั่วโลกไปเกือบครึ่งทันที สุดท้ายฟีฟ่าจึงต้องเป็นฝ่ายยอมลดราคาลงมาอย่างมหาศาลเพื่อรักษาฐานผู้ชมนี้ไว้
จีนใช้ความได้เปรียบของการเป็นผู้ถือยอดวิวครึ่งโลกและผู้สนับสนุนรายใหญ่ ประกอบกับเงื่อนไขเวลาแข่งที่ไม่เอื้ออำนวย มาเป็นอาวุธในการดึงเกมจนฟีฟ่าต้องยอมหั่นราคาขายลดกระหน่ำในที่สุด
กรณีของจีนเมื่อเทียบกับไทยแล้ว เราคงจะไม่สามารถเอาหลาย ๆ ประเด็นไปต่อรองกับฟีฟ่าได้เหมือนพี่ใหญ่เอเชียที่มีอำนาจต่อรองสูง ดังนั้นคนไทยเองก็ยังคงต้องลุ้น และติดตามดูว่ารัฐบาลและเอกชนเองจะจัดการอย่างไร เมื่อข้อจำกัดมากมายกำลังรั้งดีลนี้อยู่







