เป็นอีกครั้งที่บิ๊กเทคฯ ถึงคราวร้อน ๆ หนาว ๆ เมื่อกลุ่มผู้บริโภคสหภาพยุโรปยื่นร้องเรียน ปมล้มเหลวในการจัดการโฆษณาหลอกลวงที่สร้างความเสียหาย
Google ของบริษัท Alphabet, Meta และ TikTok ถูกกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคในสหภาพยุโรป (EU) โดยมีสมาชิกจาก 27 ประเทศ ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการยุโรป โดยกล่าวหาว่ากลุ่มบิ๊กเทคฯ ได้ปล่อยปละละเลย ไม่กำจัดโฆษณาต้มตุ๋นทางการเงิน และเพิกเฉยต่อการแจ้งเตือนจากผู้ใช้
ถือเป็นการสร้างแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกต่อบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ (Big Tech) ที่ต้องทำมากกว่าพูดเพื่อแก้ไขผลกระทบเชิงลบจากโซเชียลมีเดียผ่านแพลตฟอร์มของพวกเขา โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและกลุ่มผู้ใช้งานที่เปราะบาง
อากุสติน เรย์นา (Agustin Reyna) ผู้อำนวยการทั่วไปของสมาคมผู้บริโภคยุโรป (BEUC) ได้กล่าวในแถลงการณ์ “Meta, TikTok และ Google ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการเชิงรุกเพื่อลบโฆษณาหลอกลวงเท่านั้น แต่ยังดำเนินการน้อยมากเมื่อได้รับแจ้งเกี่ยวกับกลโกงเหล่านี้”
คำโต้แย้งของบิ๊กเทคฯ 3 เจ้า
แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคในครั้งนี้ ส่งแรงกระเพื่อมไปถึง 3 ยักษ์ใหญ่ที่ต้องออกมาปฏิเสธเสียงแข็ง
เริ่มจาก Google และ Meta ได้ปฏิเสธข้อร้องเรียนดังกล่าว พร้อมระบุว่าพวกเขามีมาตรการเชิงรุกเพื่อปกป้องผู้ใช้งานอยู่เสมอ
โฆษกของ Google ชี้แจงว่า “ข้อร้องเรียนนี้บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิธีการที่เราใช้ต่อสู้กับกลโกง และเป็นข้อกล่าวหาที่มีข้อบกพร่องในตัวเอง เราใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อสกัดกั้นกลโกงไม่ให้เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์ม โดยสามารถบล็อกโฆษณาที่ละเมิดนโยบายได้มากกว่า 99% ก่อนที่จะมีคนเห็นด้วยซ้ำ”
Meta ระบุว่าบริษัทได้ตรวจพบและลบโฆษณาหลอกลวงไปมากกว่า 159 ล้านชิ้นในปีที่ผ่านมา ซึ่งในจำนวนนี้ 92% ถูกลบออกก่อนที่จะมีผู้ใช้งานรายงานเข้ามา “เราลงทุนในระบบ AI ขั้นสูง เครื่องมือต่างๆ และการสร้างพันธมิตรเพื่อหยุดยั้งสิ่งเหล่านี้” โฆษกของ Meta กล่าว
ฟากของ TikTok แถลงว่าบริษัทได้ดำเนินการกับบัญชีหรือเนื้อหาที่ละเมิดกฎอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมว่าปัญหาเรื่องกลโกงนี้เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นทั้งอุตสาหกรรม และกลุ่มมิจฉาชีพก็มีการปรับเปลี่ยนกลวิธีอยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่สมาคมผู้บริโภคเรียกร้อง
แม้ว่ากลุ่มเทคฯ จะแท็กทีมออกมาโต้แล้วก็ตาม แต่กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคยังคงแฉอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า ช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้วถึงเดือนมีนาคมปีนี้ พวกเขาได้รายงานโฆษณาที่ต้องสงสัยว่าละเมิดกฎหมายของสหภาพยุโรปไปเกือบ 900 รายการ แต่ตัวของแพลตฟอร์มต่าง ๆ กลับลบโฆษณาออกไปเพียง 27% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก ในขณะที่อีก 52% ถูกปฏิเสธหรือไม่ก็ถูกเพิกเฉย
กลุ่มผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลเร่งตรวจสอบว่าบริษัทเหล่านี้ปฏิบัติตามกฎระเบียบจริงหรือไม่ และให้ลงโทษปรับหากพบการฝ่าฝืน ซึ่งหากผิดจริง บทลงโทษภายใต้กฎหมาย DSA อาจมีโทษปรับสูงสุดถึง 6% ของรายได้รวมทั่วโลกต่อปี ของบริษัทนั้น ๆ
อันที่จริงแล้ว ปัญหาโฆษณาหลอกลวงและการฉ้อโกงบนโซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นข้อกังขาที่สังคมตั้งคำถามมาโดยตลอดอย่างกรณีของ Meta เองที่เคยเป็นประเด็นใหญ่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์ส ได้เปิดเอกสารลับของ Meta ที่คาดว่าจะโกยรายได้จากการฉ้อโกงของมิจฉาชีพที่ใช้การโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มสูงถึง 10% ของรายได้รวมในปี 2024
สุดท้ายบนโลกธุรกิจแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานมหาศาล ได้โกยรายได้จากค่าโฆษณาไปอย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่บกพร่องในการทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและป้องกันภัยให้สมกับฐานะของตนเองแล้วหรือยัง ซึ่งการร้องเรียนในครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บังคับให้บิ๊กเทคต้องยกเครื่องระบบรักษาความปลอดภัยใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้ยังคงต้องจับตาว่าในอนาคตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของบิ๊กเทคฯ ในประเด็นนี้หรือไม่ หรือจะปล่อยไปจนเกิดปัญหาวนลูปไม่รู้จบ













