ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากนโยบายกีดกันทางการค้า ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้น การพึ่งพาวิธีการส่งออกรูปแบบเดิม ๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาสแรก (มกราคม – มีนาคม) กลับเติบโตขึ้นถึง 17.6% คิดเป็นมูลค่า 2.98 ล้านล้านบาท
โดยตัวเลขที่เติบโตสวนกระแสนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่มาจากวิชันและการปรับกลยุทธ์เชิงรุกของ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งหัวเรือใหญ่ คุณสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เล่าเผยแนวคิดที่จะพาผู้ประกอบการไทยเติบโตในเวทีโลกไว้ได้อย่างน่าสนใจ
เมื่อสหรัฐฯ ไม่ใช่คำตอบเดียวของการค้าไทย
คุณสุนันทาให้ข้อมูลว่าแม้สหรัฐอเมริกาจะเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย (มีอัตราการบริโภคสูงกว่าชาติอื่นถึง 6 เท่า) แต่การพึ่งพาตลาดเดียวมากเกินไปถือเป็นความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ มีนโยบายลดการขาดดุลการค้า อย่างที่เราเห็นความพยายามในการปรับขึ้นของภาษีทรัมป์ DITP จึงเริ่มโฟกัสกับการขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยมุ่งเน้นไปที่ 2 พื้นที่ยุทธศาสตร์
ตลาดอินเดียและโอกาสของสินค้ารักษ์โลก
อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และกลุ่มชนชั้นกลางกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 500 ล้านคน เป็น 800 ล้านคนภายในปี 2030 การเติบโตนี้มาพร้อมกับปัญหามลภาวะ (PM 2.5) ทำให้ความต้องการสินค้ารักษ์โลกสูงขึ้น พอเห็นอินไซต์นี้ DITP จึงใช้กลยุทธ์ทำข้อตกลงการยอมรับร่วม (Mutual Recognition Agreement – MRA) กับสภาอุตสาหกรรมของอินเดีย หากสินค้าไทยผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมจากในประเทศแล้ว จะสามารถส่งออกไปจำหน่ายที่อินเดียได้ทันทีโดยไม่ต้องตรวจซ้ำ ช่วยลดต้นทุนและเวลาได้อย่างมหาศาล
เจาะลึก “เมืองรอง” ของจีน
สินค้าไทยได้รับความนิยมในจีนอย่างมาก แต่แทนที่จะแข่งขันในเมืองหลัก อย่างเซี่ยงไฮ้ และปักกิ่งที่ตลาดเริ่มอิ่มตัว DITP เลือกบุกเมืองรองที่มีกำลังซื้อสูง เช่น เมืองลั่วเหอ (Luohe) ในมณฑลเหอหนาน ซึ่งลำพังแค่มณฑลเดียวก็มีประชากรถึง 100 ล้านคน โดยอาศัยความได้เปรียบจากเส้นทางการบินตรงและการเข้าไปลงทุนล่วงหน้าของบริษัทไทย แล้วยังมีการนำร่องด้วยการนำสินค้าและอาหารไทยไปโชว์ในงานแฟร์ของเมืองลั่วเหอ
เพิ่มมูลค่าสินค้าไทยด้วยซอฟต์พาวเวอร์และการสร้างแบรนด์
คุณสุนันทา และ DITP มองว่าราคาเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านวัฒนธรรมและภาพลักษณ์ประเทศ หรือที่เราเรียกกันว่า Soft Power เป็นแต้มต่อและต้นทุนที่แบรนด์ไทยทุกแบรนด์สามารถหยิบมาใช้ได้อย่างอิสระ และยากที่ชาติอื่นจะเลียนแบบ
ทาง DITP เลยออกแคมเปญ Think Thailand Next Level ที่โฟกัสการปรับภาพลักษณ์สินค้าไทยให้ก้าวข้ามจากสินค้าเกษตรหรือสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป สู่สินค้าที่มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ โดยดึงเซเลบริตีในระดับนานาชาติมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ทั้งแพนเค้ก เขมนิจ, บี้ ธรรศภาคย์ และปอป้อ ทรัพย์สิรี
สำหรับอาหารไทย หนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ที่แข็งแรงที่สุด ทาง DITP มีการมอบสัญลักษณ์ Thai Select Thai SELECT ให้กับร้านอาหารไทยในต่างประเทศกว่า 1,400 ร้าน โดยมีการให้ดาวคล้ายกับดาวมิชลินเวอร์ชันไทย เพื่อการันตีความเป็นไทยของร้านอาหาร กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแค่ส่งเสริมวัฒนธรรมอาหาร แต่ยังเป็นช่องทางบังคับกลาย ๆ ให้ร้านอาหารเหล่านี้ต้องสั่งซื้อวัตถุดิบแท้จากประเทศไทย ช่วยดึงยอดส่งออกสินค้าไทยให้เติบโตตามไปด้วย
ส่วนอุตสาหกรรมความบันเทิง อย่างภาพยนตร์และซีรีส์ที่ไปจัดแสดงในเทศกาลระดับโลกก็มีสินค้าไทย Tie-in เข้าไปด้วย ส่วนมวยไทยที่คนทั่วโลกหลงใหล ปัจจุบันพัฒนาไปถึงขั้นการเปิดแฟรนไชส์ยิมออกกำลังกายในยุโรปและอเมริกาใต้ ทำให้สามารถส่งออกอุปกรณ์กีฬาที่เกี่ยวเนื่องได้อีกมหาศาล
ทุเรียนไทย ส่งไว ส่งดี
ความสำเร็จของการส่งออก ไม่ได้อยู่แค่ยอดขาย แต่อยู่ที่การส่งมอบสินค้าอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดด้วย ซึ่งยุทธศาสตร์การส่งออกทุเรียนของ DITP เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจของภาคการส่งออกของไทย
ปี 2026 กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าส่งออกทุเรียนสูงถึง 1 ล้านตันโดย DITP จัดกิจกรรม Business Matching เพื่อรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า (Pre-order) ซึ่งสร้างมูลค่าการเจรจาได้ถึง 3,200 ล้านบาท ตั้งแต่ต้นฤดูกาล ชนิดที่ว่าทุเรียนยังไม่ทันออกก็ปิดดีลได้มหาศาล
นอกจากนี้ อธิบดี DITP ยังลงพื้นที่ด่านพรมแดนเวียดนาม-จีน (ด่านโหย่วอี้กวน- ด่านหูหงิ) เพื่อเจรจาขอเปิดช่องทางพิเศษ ทำให้รถขนส่งผลไม้ไทยผ่านด่านได้เร็ว ลดอัตราการเน่าเสีย และทางศุลกากรจีนมีการยอมรับในมาตรฐานคุณภาพทุเรียนไทยจนลดการสุ่มตรวจลงอย่างมาก นอกจากนี้ ความได้เปรียบที่ของไทย คือ งานวิจัยจากฝั่งจีนที่ยืนยันว่า ทุเรียนไทยมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าทุเรียนที่ปลูกในจีน เลยช่วยสร้างความแข็งแกร่งของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกได้
หนึ่งในประเด็นน่าสนใจที่ได้พูดคุยกับคุณสุนันทา คือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปซื้อของออนไลน์มากขึ้น ซึ่งทาง DITP ได้เคลื่อนไหวและวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดูแลผู้ประกอบการไทยเอาไว้แล้ว อย่างการเปิดร้าน “TOPTHAI” บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ 10 แห่งทั่วโลก (เช่น Amazon, Rakuten, Shopee, Bigbasket) เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยนำสินค้าไปวางจำหน่ายแบบ B2C ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปิดร้านเอง
นอกจากการผลักดันการส่งออกแล้ว DITP ยังช่วยผู้ประกอบการไทยจัดหาวัตถุดิบจากทั่วโลกในราคาที่สามารถแข่งขันได้ เพื่อลดต้นทุนการผลิตในประเทศ รวมถึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางหาพันธมิตรทางธุรกิจให้กับบริษัทไทยที่ต้องการไปลงทุนในต่างประเทศ
DITP ทำให้เห็นแล้วว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกไม่ใช่ข้ออ้างของการหยุดนิ่ง แต่เป็นตัวเร่งให้ ธุรกิจต้องก้าวออกจากร่มเงาของความสำเร็จแบบเดิม ๆ ต่างหาก และโอกาสบนเวทีโลกยังมีที่ว่างเสมอสำหรับผู้ที่มองเห็นและพร้อมที่จะปรับตัว และไม่ใช่แค่การส่งออกสินค้าที่ต้องทำ แต่ต้องส่งมอบ “คุณค่า” ไปคู่กันด้วย และหากคุณเป็นผู้ประกอบการและมองเห็นโอกาส ตอนนี้ DITP พร้อมจะเป็นแท่นส่งให้สินค้าไทยดี ๆ สู่ตลาดโลกตามสโลแกนที่ว่า “คิดจะส่งออก นึกถึง DITP”













