ช่วง 2-3 ปีมานี้ เทรนด์สุขภาพในบ้านเราและทั่วโลกอยู่ในช่วงขาขึ้นแบบสุด ๆ ไม่ว่าจะฝั่งโภชนาการ Longevity และการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการวิ่ง ที่กลายเป็นการออกกำลังกายยอดฮิตของคนไทย ส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนวงการวิ่งในบ้านเราหนีไม่พ้นโซเชียลมีเดีย ที่อินฟลูเอนเซอร์ได้ Influence หรือมีอิทธิพลต่อคนดูสมคำเรียก และหลายเดือนมานี้เราต่างเห็นการตลาด “การวิ่งแลกของ” ไม่ว่าจะวิ่งแลกแว่น วิ่งแลกไก่ทอด วิ่งแลกออนเซน หรือแม้แต่การวิ่งแลกส่วนลดซิลิโคนเสริมหน้าอก

BT beartai เลยมานั่งคิดว่าหรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของสังคม-ประเทศสุขภาพดีของไทยได้รึเปล่านะ จากข้อมูลปัจจุบันคนอ้วนในไทย ทั้งโรคอ้วนและน้ำหนักเกินมีเพิ่มขึ้นมาก ไหนจะเบาหวานชนิดที่ 2 และ NCDs อีกหลายโรคก็เพิ่มขึ้น กระแสการวิ่งแลกที่สามารถเปลี่ยนความน่าเบื่อของการออกกำลังกายให้กลายมาเป็นความท้าทายที่จับต้องได้ผ่านของรางวัลก็อาจเป็นการจุดประกายให้คนเข้าใจความสำคัญและประโยชน์ของการออกกำลังกายมากขึ้นและง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับการบอกว่าวิ่งแล้ว “สุขภาพดีในอนาคต” ซึ่งเป็นนามธรรมและเห็นผลช้ากว่า
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ต่าง ๆ จับทางจิตวิทยาผู้บริโภคในกระแสการวิ่งได้อย่างเฉียบคม เพราะแม้คนทั้งหลายจะรู้ว่านี่เป็นแคมเปญการตลาดแบบโต้ง ๆ แต่ก็พร้อมกระโจนเข้าไป ต่างจากการตลาดแบบเดิมที่พอคนรู้ว่าเป็นแคมเปญก็มักจะเซย์โนส่ายหน้าหนีไว้ก่อน เพราะนอกจากรางวัลที่ได้แล้ว การเข้าร่วมแคมเปญตามเทรนด์เหล่านี้ ยังทำให้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
วิ่งแลกของ “แฟชั่นชั่วคราว” สู่การสร้าง “นิสัยใหม่”
ถ้าจะบอกว่าคนไทยชอบอะไรแมส ๆ ตามกระแส ก็ต้องบอกว่าไม่เกินจริง หากมองย้อนไปในอดีต คนไทยเราสู้ตายเมื่อสังคมเกิดความนิยมอะไรบางอย่างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์บี้ จักรยานฟิกเกียร์ การทำไอซ์บักเก็ต และฮาเรมเชก ซึ่งเมื่อฤดูกาลความฮิตผ่านไป สิ่งเหล่านี้ก็ถูกลืมไปราวกับไม่เคยมีอยู่ หรือมีเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ยังสนใจหรือชื่นชอบอยู่เท่านั้น
เช่นเดียวกับเทรนด์วิ่งแลกของ ที่ต้องคิดต่อว่าเมื่อแคมเปญเหล่านี้จบลง คนส่วนใหญ่จะหยุดวิ่งแล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมรึเปล่า ? ในมุมหนึ่งมันอาจดูเหมือนเป็นเพียงเทรนด์ฉาบฉวย แต่ในทางวิทยาศาสตร์ การที่คนเรายอมออกมาวิ่งซ้ำ ๆ ในหลาย ๆ แคมเปญเพื่อเป้าหมายบางอย่าง มันอาจสร้างสิ่งที่เรียกว่า “วงจรพฤติกรรม” (Habit Loop) ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว รวมถึงได้รางวัลใหม่ อย่างรูปร่างที่ดีขึ้น เพื่อนใหม่ หรือการได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิตี
แม้ว่าในท้ายที่สุดจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่หยุดวิ่งไปพร้อมกับกระแสที่ซาลง แต่บอกเลยว่าเหงื่อทุกหยดที่เสียไปไม่สูญเปล่า เพราะอย่างน้อยที่สุด แคมเปญวิ่งแลกของเหล่านี้ได้ทำหน้าที่สร้าง “ก้าวแรก” ที่ยากที่สุดให้แก่ผู้คนมากมายได้ลองออกไปวิ่ง และมีคนอีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ค้นพบประโยชน์ของการวิ่ง และเลือกที่จะวิ่งต่อไปแม้จะไม่มีของรางวัลมาล่อใจอีกแล้ว
แคมเปญวิ่งแลกของสร้าง “ประเทศสุขภาพดี” ได้ไหม ?
แม้ว่าแคมเปญนี้จะลากคนออกมาวิ่งได้และทำให้หลายคนค้นพบความชอบใหม่ แต่หากเราอยากเห็นภาพใหญ่ไปถึงขั้นการเป็น “ประเทศสุขภาพดี” ลำพังเพียงแค่ความสร้างสรรค์ของการตลาดวิ่งแลกของนั้นยังไม่พอ เพราะการจะสร้างประเทศสุขภาพดีต้องอาศัยการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐควบคู่กันไปด้วย ไม่ว่าจะทางเท้าที่เอื้อต่อการเดิน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือสวนสาธารณะที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่าย รวมถึงการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในเมืองหลวง แต่ในทุกเมือง ทุกพื้นที่
หากจะลงไปลึกกว่านั้น การสร้างความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพและมายด์เซตของการมีสุขภาพดีตั้งแต่เด็กอย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบการศึกษาก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนจำนวนไม่น้อยยังมองว่าการกินอาหารที่ดี การออกกำลังกาย และการดูแลตัวเองนั้นเป็นเรื่องยุ่งยากจนถูกมองข้ามไป
สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังในการออกไปวิ่งแลกของ คือ ความรู้และความพร้อมของร่างกาย ถ้าหากคนไม่เคยออกกำลังกายแล้วหักโหมเกินไปก็อาจบาดเจ็บได้ ซึ่งก็ถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนวิ่ง
อย่างไรก็ตาม จากกระแสการวิ่งแลกของก็พอจะพิสูจน์ได้ว่า คนไทยพร้อมที่จะออกมาขยับร่างกายและดูแลตัวเองมากขึ้น ขอเพียงมีแรงกระตุ้นที่ถูกจุดและสนุกพอ ซึ่งก็เป็นการบ้านชิ้นใหญ่ของฝั่งแบรนด์ในการสร้างสรรค์แคมเปญแบบ Win-Win Marketing ที่ได้ประโยชน์ทั้งแบรนด์และผู้บริโภค หรือแม้แต่รัฐที่ต้องเริ่มผ่าตัดระบบเดิมเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยเหมือนกัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างคนสุขภาพดีให้กับประเทศ เพื่อเลี้ยงกระแสเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ในบ้านเราไม่ให้หดตัว ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือประชากรสุขภาพดีและประเทศสุขภาพดี













