ทุกวันนี้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ทั้งคนที่ตั้งใจลดน้ำหนัก คุมอาหาร หรือเพราะโรคประจำตัวที่รุมเร้าจนต้องเข้มงวดกับอาหารการกิน ซึ่งแน่นอนว่าการแทร็กอาหารหรือโภชนาการโดยส่วนมากไม่ได้เกิดจากคลังความรู้ของตัวเองแต่อย่างใด เพราะส่วนใหญ่จะหนีไม่พ้นการใช้โมเดล AI ส่วนตัว หรือแอปฯ คุมอาหาร
แอปฯ Yuka เป็นอีกหนึ่งแอปฯ จากผู้สร้างชาวฝรั่งเศสที่กำลังเป็นที่นิยมสูงในสหรัฐฯ โดยแอปฯ นี้มีหลักการใช้งานง่าย ๆ คือเราเปิดแอปฯ สแกนไปที่บาร์โคดสินค้า แล้วระบบจะแสดงผลขึ้นมาว่าเป็นสีแดง สีเขียว หรือสีส้ม พร้อมอธิบายว่าในสินค้าชิ้นนี้มีสารอาหารที่จำเป็นและไม่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณเท่าไหร่ ซึ่งเป็นการคำนวณอ้างอิงจากหลักโภชนาการ และค่าอาหารที่บริษัทผลิตอาหารระบุไว้ในสินค้าชิ้นนั้นอีกที

ที่น่าสนใจคือผู้ใช้หลายรายที่ใช้แอปฯ นี้ พอเห็นสีแดง (อันตราย สารอาหารไม่มีประโยชน์) ก็จะวางคืนชั้นวางทันที และเลือกซื้อสินค้าที่มีค่าสีเขียวแทน ซึ่งแน่นอนว่าสินค้า ‘ค่าสีเขียว’ ที่ได้มามักจะมีราคาสูงขึ้นมาอีกนิด เนื่องจากเป็นสินค้าออร์แกนิก
Open Food Facts ก็เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มจากฝรั่งเศสที่เปิดให้คนทั่วไปถ่ายรูปลง เพื่อให้แพลตฟอร์มเก็บข้อมูลโภชนาการ เมื่อคนอื่นเข้ามาดูก็จะเห็นว่าอาหารชิ้นที่อยากกินมีค่าโภชนาการอย่างไรบ้าง

นอกจากนี้ยังมีโมเดล AI ที่ใครต่อใครต่างพากันใช้แทร็กมื้ออาหารและของกินต่าง ๆ นานา โดยคนส่วนใหญ่มักจะสร้างพรอมต์ใน AI เอาไว้ พร้อมบอกเงื่อนไข เช่น ต้องการลดน้ำหนัก เพิ่มกล้ามเนื้อ หรือลดหวาน พรอมต์เหล่านี้จะถูก AI จดจำเอาไว้ และเมื่อเราจะกินอะไรสักอย่าง ก็จะส่งรูปเข้าไปให้ AI ตรวจเช็ก และคำนวณว่าเหมาะสมกับความต้องการหรือเป้าหมายของเราไหม
ผู้คนมากมายเลือกใช้เทคโนโลยีในการแทร็กอาหารก่อนกิน ทั้งในรูปแบบของแอปพลิเคชัน AI หรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยไม่ตั้งข้อสงสัยเลยว่าที่แทร็กกันมานั้น ถูกต้องและเหมาะสมกับร่างกายเราจริง ๆ หรือไม่
ตีแผ่เหรียญอีกด้านจากการแทร็กอาหารด้วยเทคฯ
ประเด็นคือ เมื่อเราใช้เทคโนโลยีแทร็กอาหารแบบนี้ แอปฯ อย่าง Yuka ใช้เกณฑ์อะไรตัดสิน ? เพราะบางครั้ง แอปฯ อาจตัดสินจากแค่ปริมาณโซเดียมหรือสารกันบูด แต่อาจมองข้ามสารอาหารดีอื่น ๆ ในภาพรวม เช่น ถั่วแมคคาเดเมียมีไขมัน และแคลอรีสูงเลยได้สีแดง แต่กลับมีไขมันดีซึ่งช่วยลดคอเลสเทอรอลและดีต่อสุขภาพหัวใจ หรือขนมปังโฮลวีตที่ได้สีแดงเพราะแคลอรีสูง แต่มีใยอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย
เช่นเดียวกับการส่งรูปอาหารให้ AI ประเมิน ส่วนใหญ่แคลอรีที่ได้คือ ‘การประมาณผลที่ใกล้เคียงที่สุด’ เพราะท้ายที่สุด AI ไม่ได้เห็นปริมาณน้ำมันพืชที่ใช้ทำไข่เจียว หรือปริมาณน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ในน้ำซุปที่เรากินอยู่ดี
อีกทั้งหลาย ๆ ครั้ง AI หรือแอปฯ มักจะคำนวณตามมาตรฐานรวม แต่อาจไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องระบบเผาผลาญ หรือปัญหาสุขภาพเชิงลึกของแต่ละคน ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อแทร็กอาหารอาจจะต้องใช้วิจารณญาณมากกว่าที่คิด
นอกเหนือจากข้อมูลสารอาหารที่มักเกิดจากการประมวลผลเพื่อประมาณค่าโภชนาการแล้ว ไลฟ์สไตล์แบบพึ่งพาเทคฯ มากเกินไป ก็อาจทำให้เรามองข้ามสัญญาณของร่างกายตัวเอง บางคนเน้นทานแต่อาหารที่เป็นผักล้วน หรือเน้นโปรตีน เพราะสแกนแอปฯ แล้วขึ้นสีเขียว จนบางครั้งอาจเป็นลมเป็นแล้งได้ง่าย เพราะกินอาหารไม่เพียงพอต่อการใช้งาน
เพราะแม้อาหารที่แอปฯ บอกว่าดีต่อร่างกาย แต่ถ้าใช้ชีวิต Active มาก ๆ (เช่น ออกกำลังกาย หรือทำงานใช้ร่างกาย) เราอาจจะต้องการคาร์โบไฮเดรตมากกว่าสารอาหารอื่น ๆ เพื่อเติมพลัง และส่วนนี้แอปฯ หรือ AI อาจจะไม่รับรู้
แล้วสรุปเราควรแทร็กอาหารก่อนกินไหม ?
คำตอบคือ แล้วแต่สะดวก แต่การแทร็กอาหารด้วยแอปฯ หรือ AI ควรใช้วิจารณญาณของตนเองด้วย ฟังเทคโนโลยีได้ แต่ฟังร่างกายตัวเองด้วยจะดีที่สุด แนะนำว่าควรใช้แอปฯ เป็นไกด์ไลน์ แต่ควรดูฉลากโภชนาการควบคู่ไปด้วย เพื่อให้มีคลังความรู้ของตัวเองจริง ๆ ไม่ใช่พึ่งพาแต่ AI
ประโยชน์ของแอปฯ หรือแพลตฟอร์มในการแทร็กค่าโภชนาการคือ ช่วยให้เราเข้าใจว่าอาหารชนิดนี้มีข้อมูลอะไรที่เราไม่รู้ ซึ่งหลังจากได้ข้อมูลนี้มา การนำมาประยุกต์กับไลฟ์สไตล์และสิ่งที่ร่างกายต้องการ จะเป็นประโยชน์และยั่งยืนมากกว่า













