ประเทศไทยใช้เวลาหลายปีในการสร้างสตาร์ตอัป พัฒนาผู้ประกอบการ และวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม แต่วันนี้คำถามอาจไม่ใช่ “เรามีสตาร์ตอัปมากพอหรือยัง” หากแต่เป็น “เราจะทำให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตจนแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไร”

คำถามนี้ชัดเจนขึ้นหลังปิดฉาก Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Global Innovation Impact: The Year of Investment เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันของงาน ไม่ได้สะท้อนเพียงความคึกคักของวงการสตาร์ตอัปไทย แต่ยังแสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกช่วงหนึ่ง จากการ “สร้างผู้ประกอบการ” ไปสู่การ “สร้างการเติบโต”
ปีนี้ SITE ไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์ม” ที่เชื่อมผู้ประกอบการ นักลงทุน ภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และพันธมิตรจากต่างประเทศ ให้เกิดโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนภาพดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมงานกว่า 42,000 คน เครือข่ายความร่วมมือกว่า 600 องค์กรจาก 13 ประเทศ การจับคู่ธุรกิจกว่า 467 คำขอ และสามารถจับคู่สำเร็จแล้ว 165 คู่ ระหว่างสตาร์ตอัป 81 ราย กับนักลงทุน 36 Venture Capital และ Corporate Venture Capital (VC/CVC) นอกจากนี้ ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในช่วงจัดงานกว่า 200 ล้านบาท และคาดว่าจะต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนได้อีกกว่า 800 ล้านบาท แต่ตัวเลขเหล่านี้อาจไม่ใช่สาระสำคัญที่สุดของงาน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาพของผู้เล่นในระบบนิเวศที่เริ่มเชื่อมต่อกันมากขึ้น ตั้งแต่สตาร์ตอัประยะเริ่มต้น ผู้ประกอบการที่กำลังขยายธุรกิจ นักลงทุน บริษัทขนาดใหญ่ มหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ไปจนถึงพันธมิตรจากต่างประเทศ ทุกฝ่ายไม่ได้มาเพียงเพื่อจัดแสดงผลงานหรือแลกนามบัตร หากแต่มาเพื่อสร้างโอกาสใหม่ร่วมกัน
สำหรับผู้ประกอบการหลายราย การเข้าร่วม SITE อาจไม่ได้จบลงที่การนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือขึ้นเวที Pitch แต่คือโอกาสในการได้พบลูกค้ารายใหญ่ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งการพูดคุยเพียงครั้งเดียวอาจต่อยอดไปสู่การลงทุน ความร่วมมือ หรือการขยายตลาดในอนาคต

ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า ความท้าทายของสตาร์ตอัปไทยในวันนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างนวัตกรรมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือการทำให้นวัตกรรมนั้นสามารถเติบโต มีตลาด เข้าถึงเงินทุน และแข่งขันในเวทีโลกได้จริง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ NIA ประกาศธีมของ SITE 2027 ภายใต้แนวคิด “Scale Up to Global”
ธีมใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงชื่อของงานในปีหน้า แต่สะท้อนทิศทางการทำงานที่ต่อยอดจาก The Year of Investment ไปสู่การผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโต ขยายตลาด และสร้างความร่วมมือในระดับสากลได้มากขึ้น
หากปี 2569 คือปีที่ประเทศไทยพยายามเชื่อม “นวัตกรรม” เข้ากับ “การลงทุน” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ปี 2570 ก็อาจเป็นปีที่ต้องพิสูจน์ว่า การลงทุน เครือข่าย และโอกาสที่เกิดขึ้นนั้น จะสามารถสร้างธุรกิจนวัตกรรมไทยที่เติบโตในตลาดโลกได้จริงหรือไม่
ท้ายที่สุด SITE 2027 จึงอาจไม่ได้มีโจทย์เพียงว่า จะจัดงานให้ใหญ่ขึ้นกว่าปีนี้อย่างไร แต่คือจะเปลี่ยนเครือข่าย การพบปะ และโอกาสที่เกิดขึ้นในงาน ให้กลายเป็นการเติบโตของธุรกิจไทยในระดับสากลได้มากเพียงใดเพราะเกมของสตาร์ตอัปไทยในวันนี้ ไม่ใช่แค่ “สร้างให้ได้” แต่คือ “โตให้ไกล”













