ถ้าคุณทำงานสายทำเว็บ สายคอนเทนต์ หรือสื่อ เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยต้องเคยผ่านมือ “WordPress” กันมาบ้าง ซึ่งเอาจริง ๆ WordPress แทบจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกอินเทอร์เน็ตไปแล้ว เพราะเว็บไซต์กว่า 40% บนโลก ตั้งแต่เว็บบล็อกเล็ก ๆ ร้านค้าออนไลน์ ไปจนถึงเว็บระดับบิ๊กเนมอย่าง NASA ก็ใช้ WordPress เป็นหลังบ้าน
แต่ช่วงหลังมานี้ คลื่นลูกใหม่อย่างเว็บไซต์แบบ No-Code และ Low-Code ที่ได้รับความนิยมมาสักระยะ แต่โตเร็วมากขึ้นจากกระแส AI
สมัยก่อนกว่าจะปั้นเว็บเสร็จสักเว็บ ต้องมานั่งงมโคดกันตาแฉะ แต่เดี๋ยวอาจใช้แค่ Wix ให้ลากวางสวย ๆ แป๊บเดียวเสร็จ มี Squarespace (แพลตฟอร์มและเครื่องมือสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป) ที่ดีไซน์เป๊ะตั้งแต่เริ่ม หรือถ้าจะเปิดร้านขายของก็ใช้ Shopify ได้ทั้งหน้าบ้านได้ทั้งระบบ โดยที่ไม่ต้องมาดูแลเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งโลกมันกำลังเปลี่ยนจากการที่เราต้องมานั่งสร้างเว็บเอง ไปสู่เว็บสำเร็จรูปพร้อมบริการ เอาจริง ๆ ก็ไม่ต่างจากโปรดักต์อื่น ๆ ในยุคนี้ที่เน้นความสะดวกเป็นหลัก ใช้ง่าย ไม่ต้องดูแลมากนัก
พอเป็นแบบนี้ หลายคนเลยเริ่มมองว่า WordPress กลายเป็น “คุณลุง” ที่อาจดูเทอะทะไป เพราะถ้ามองผ่านแว่นของยุคนี้ย้อนกลับไป WordPress จะกลายเป็นระบบที่ซับซ้อน ต้องคอยกดอัปเดตเวอร์ชัน อัปเดตปลั๊กอิน (Plugin) เพื่ออุดช่องโหว่ความปลอดภัย แถมบางทีอัปเดต ก็มีปัญหาเรื่องปลั๊กอินตีกันจนหน้าเว็บพัง เด็กรุ่นใหม่ ๆ หรือสายนักพัฒนา (Developer) จำนวนไม่น้อยก็เริ่มหนีไปใช้เฟรมเวิร์ก (Framework) ตัวใหม่ ๆ ที่เร็วกว่าและทำงานได้ยืดหยุ่นกว่า
แต่ระดับ WordPress เขาก็ไม่ได้ยอมแพ้ให้ถูกลืมทิ้งไว้กลางทางง่าย ๆ นะครับ เขาพยายามงัดไม้เด็ดออกมาสู้อยู่เรื่อย ๆ อย่างในปี 2018 มีการปรับฟีเจอร์ในการเขียนเนื้อหาให้เป็นบล็อก (Block) อย่าง Gutenberg (ปลั๊กอินหรือโปรแกรมเสริมบน WordPress) เพื่อเอาใจคนชอบลากวาง หรือการปรับตัวไปเป็น Headless CMS (ระบบจัดการเนื้อหาที่แยกส่วนหลังบ้านและการแสดงผลหน้าเว็บ) เพื่อให้ใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้
ถึงอย่างนั้น คำถามที่น่าสนใจจริง ๆ ก็คือ…การปรับตัวครั้งนี้ มันจะเอาชนะใจคนในยุคที่ทุกอย่างต้องเร็วและง่ายได้รึเปล่านะ
ติดตามใน Bookmark ชมคลิปเต็มได้ที่













