ช่วงนี้หลายคนอาจจะเริ่มสังเกตได้ว่าความปรวนแปรของสภาพอากาศทั่วโลกกำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างหนัก ตั้งแต่ข่าวใหญ่ธารน้ำแข็งแตกที่ชายแดนเนปาล-ทิเบต ไปจนถึงภัยน้ำหลากที่วนลูปเกิดเป็นประจำในไทย แต่ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงเศษเสี่ยวเดียวของความรุนแรง หากซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ของจริงมาถึง
ล่าสุดวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา NOAA หรือ องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (National Oceanic and Atmospheric Administration) และศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศ (CPC) สองหน่วยงานด้านสภาพอากาศระดับโลก ออกมาเตือนภัยขั้นสุด หลังพบว่าน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก อุ่นขึ้นผิดปกติ สูงกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 3 องศาเซลเซียสไปแล้ว ดันโอกาสเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” ปี 2026-2027 พุ่งสูงถึง 90% ซึ่งขยับสูงขึ้นจากเดือนมิถุนายนที่ bt beartai ได้เคยรายงานไว้ 69%
ซึ่งถ้าสูงขนาดนี้จริง ๆ ถือว่าเป็นระดับประวัติศาสตร์ความรุนแรงของปรากฏการณ์ที่อาจทุบสถิติที่เคยบันทึกไว้ทั้งหมดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 เป็นต้นมา นอกจากนี้โอกาสที่จะเกิดเอลนีโญระดับความรุนแรงสูงมาก ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวปีนี้ยังคงสูงเกิน 90% อีกด้วย ทำให้สถานะการแจ้งเตือนยังคงอยู่ที่ระดับ El Niño Advisory ซึ่งต้องบอกก่อนว่าตอนนี้ยังเป็นเพียงเอลนีโญ ยังไม่ได้ถูกประกาศว่าเป็นซูเปอร์เอลนีโญ เพียงแต่โอกาสเกิดตอนนี้สูงลิ่วมากทีเดียว
เมื่อปรากฏการณ์ขยายตัวถึงระดับนี้ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น แต่จะส่งผลให้เส้นทางของพายุฤดูหนาวขยับลงทางทิศใต้ นำพาความชุ่มชื้นและฝนตกหนักมาสู่พื้นที่ตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันพื้นที่ตอนเหนือจะเผชิญกับสภาพอากาศที่อุ่นและแล้งกว่าปกติ ยิ่งปรากฏการณ์นี้รุนแรงมากเท่าไหร่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น

ภาพนี้เก็บข้อมูลตลอดเดือนสิงหาคม 2026 แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่บริเวณเส้นเมริเดียน 180 องศา ไปจนถึงชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์และเปรู ซึ่งเป็นจุดที่ผิวน้ำทะเลร้อนจัดที่สุด ในขณะที่มหาสมุทรทางฝั่งตะวันตกบริเวณอินโดนีเซียและตอนเหนือของออสเตรเลียกลับมีอุณหภูมิต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
ความแตกต่างของอุณหภูมิทั้งสองฝั่งนี้คือหัวใจของตัวปรากฏการณ์ El Niño นั่นคือการที่มวลน้ำอุ่นไหลไปสะสมรวมกันทางฝั่งตะวันออก ขณะที่ฝั่งตะวันตกเย็นลง
ปรากฏการณ์นี้จะเข้ามารบกวนและเปลี่ยนทิศทางเดินของพายุ การเกิด El Niño ขนาดใหญ่จะเบี่ยงเส้นทางพายุให้ลงต่ำไปทางทิศใต้ ส่งผลให้พื้นที่ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกามีฝนและตกชุกมากขึ้น ในขณะที่พื้นที่ทางตอนเหนือส่วนใหญ่จะมีฤดูหนาวที่อุ่นและแห้งแล้งกว่าปีปกติ
ผลกระทบ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ในประเทศไทย
หากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญก่อตัวเต็มกำลังตามรายงานเตือนภัยล่าสุด ผลกระทบต่อประเทศไทยจะเกิดในฝั่งตรงข้ามของมหาสมุทรแปซิฟิกทันที โดยประการแรกคือ วิกฤตภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำอย่างหนัก เนื่องจากทิศทางลมพัดมวลอากาศความชื้นสูงออกไปทางฝั่งอเมริกา
ส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญภาวะฝนทิ้งช่วง ปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และมวลน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำหลักทั่วประเทศลดต่ำลงอย่างน่าเป็นห่วง ซึ่งจะสร้างความเสียหายมหาศาลต่อภาคการเกษตร เช่น ข้าวนาแล้ง อ้อย และมันสำปะหลัง รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันภาพรวมสภาพอากาศจะ ร้อนจัดสุดขั้วทุบสถิติ ฤดูหนาวจะสั้นและอุ่นกว่าปกติ พร้อมเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคฮีตสโตรก วิกฤตฝุ่น PM 2.5 และไฟป่า
ในอีกด้านหนึ่งผลกระทบเรื่องปริมาณน้ำและสภาพอากาศสุดขั้วจะมาในรูปแบบของวิกฤตท่วมสลับแล้ง แม้ภาพรวมทั้งประเทศจะแห้งแลง แต่การแปรปรวนของเส้นทางพายุอาจเบี่ยงมวลฝนตกหนักเฉพาะจุดจนเกิดน้ำหลากฉับพลันในบางพื้นที่ ก่อนจะเหวี่ยงกลับไปสู่ความแห้งแล้งยาวนานต่อเนื่องถึงปีหน้า
อย่างไรก็ตาม CPC ระบุชัดเจนว่า นี่เป็นเพียงแนวโน้มทางสถิติตามฤดูกาล ไม่ใช่การพยากรณ์อากาศแบบรายสัปดาห์หรือรายลูก ถึงแม้ระดับความรุนแรงเช่นนี้จะเพิ่มโอกาสให้เกิดผลกระทบตามรูปแบบของ El Niño สูงขึ้นมาก แต่ก็ไม่ได้เป็นการรับประกัน 100% ก็ไม่แน่ใจว่าพอจะทำให้สบายใจได้ไหม แต่ทางที่ดีทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต้องรีบเตรียมหนทางรับมือก่อนจะกลายเป็นสถานการณ์วัวหายล้อมคอก จนเกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน













