เคยไหม ? เขียนงานเองแท้ ๆ แต่พอเอาไปตรวจกลับถูก AI Detector บอกว่า “มีโอกาสเป็นงานที่ AI เขียน” ปัญหานี้กำลังทำให้หลายมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์เริ่มตั้งคำถามว่า เครื่องมือเหล่านี้เชื่อถือได้แค่ไหน
ล่าสุด Singapore University of Social Sciences (SUSS) ประกาศปิดระบบตรวจจับ AI ของ Turnitin ไปตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา เพราะมองว่า “คะแนนตรวจจับ AI” ไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่า นักศึกษาใช้ AI อย่างไม่เหมาะสมจริงไหม
และไม่ใช่แค่ SUSS เพราะ Nanyang Technological University (NTU) ก็ประกาศว่าจะหยุดใช้ระบบตรวจจับ AI แบบอัตโนมัติตั้งแต่ปี 2027 โดยบอกว่าเครื่องมือเหล่านี้ไม่น่าเชื่อถือพอ
ส่วนมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสิงคโปร์ เช่น National University of Singapore (NUS), Singapore University of Technology and Design (SUTD) ก็ไม่ได้ใช้ AI Detector เพื่อตัดสินว่านักศึกษากระทำผิดทางวิชาการโดยตรง แต่ก็ยังมีมหาวิทยาลัย Singapore Management University (SMU) ที่ยังใช้เครื่องมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบอยู่
แล้วทำไมมหาวิทยาลัยถึงเริ่มไม่เชื่อ AI Detector ?
เพราะ AI Detector ไม่ได้รู้จริง ๆ ว่างานที่ให้ตรวจ “AI เป็นคนเขียน” แต่ใช้การวิเคราะห์รูปแบบภาษาว่าข้อความนั้นอาจสร้างด้วย AI ดังนั้นคะแนนที่ออกมาเลยยืนยันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่ามาจาก AI
และอีกปัญหาคือ AI Detector สามารถตรวจพลาดได้ อย่างงานที่นักศึกษาเขียนเองอาจถูกระบบเข้าใจว่า AI เป็นคนเขียน หรืองานที่ใช้ AI เขียนก็อาจตรวจไม่เจอว่าเป็นงานจาก AI ได้
ก่อนหน้านี้ Channel News Asia (CNA) ก็เคยบอกว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยในสิงคโปร์มองว่าการใช้ AI Detector จับนักศึกษาที่ใช้ AI เป็นเรื่องยากและไม่น่าเชื่อถือ พวกเขาเลยหันมาใช้วิธีอื่น อย่างการให้นักศึกษาอธิบายวิธีคิด นำเสนอผลงาน หรือการพูดคุยกับอาจารย์แทน เพื่อดูว่านักศึกษาเข้าใจและทำงานนั้นด้วยตัวเองจริง
เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่ามหาวิทยาลัยจะปล่อยให้ใช้ AI ได้เต็มที่ แต่กำลังเปลี่ยนจากการพยายามจับว่าใครใช้ AI มาเป็นการหาวิธีวัดว่า นักศึกษาเข้าใจและเรียนรู้จากงานที่ตัวเองทำจริงหรือไม่
เพราะจริง ๆ แล้วทุกวันนี้ AI สามารถเขียนงานได้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การจับให้ได้ว่าใครใช้ AI แต่คือจะทำยังไงให้มั่นใจว่า คนที่ส่งงานยังได้เรียนรู้จากมันจริง ๆ













