กลับมาพบกับงาน Techsauce Global Summit 2026 งานใหญ่ประจำปีที่รวมคนในวงการเทคโนโลยีมาอัปเดตทักษะและความรู้ใหม่ ๆ ในปีนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีนับตั้งแต่จัดงานครั้งแรกในปี 2015 ซึ่งรูปแบบงานในปีนี้มีความหลากหลาย ทั้งเวทีในธีมมากมาย ทั้งธีมเวทีมวย ธีม Racing หรือธีมอาหารให้เหมาะกับเนื้อหาที่แตกต่างกัน พร้อมบูทจากบริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจำนวนมาก ที่มาอัปเดตเรื่องราวใหม่ ๆ ให้ผู้ร่วมงาน และ Workshop ปฏิบัติการจริงโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 สิงหาคม 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


The Race to the NEXT คือการช่วงชิงโอกาสในแผนที่โลกใหม่
คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ Co-founder & CEO, Techsauce Media ได้กล่าวเปิดงานโดยย้อนถึงจุดเริ่มต้นงาน Techsauce ว่าจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีฝันในการสร้างแพลตฟอร์มเพื่อสร้างโอกาสให้กับระบบนิเวศเทคโนโลยี วันนี้ Techsauce ได้เติบโตขึ้นเป็นผู้สร้างสรรค์ระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว โดยงานในปีนี้มาพร้อมกับธีมหลัก “The Race to the NEXT…” ซึ่งทำหน้าที่เป็นเวทีในการระดมสมองและจุดประกายความคิดร่วมกันระหว่างสตาร์ตอัป ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและสร้างอนาคตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ท่ามกลางการจัดระเบียบโลกใหม่

โดย The NEXT ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี โซลูชัน หรือเทรนด์ใหม่ๆ ที่ผู้คนต้องวิ่งไล่ตาม แต่แท้จริงแล้วมันคือ โอกาส ที่จะเปิดกว้างขึ้นเมื่อกฎเกณฑ์เดิมๆ ในโลกการทำงานเริ่มใช้ไม่ได้ผล และตำแหน่งของผู้เล่นทุกคนในเวทีกำลังถูกจัดระเบียบใหม่
จากการเข้าร่วมงานประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ณ เมืองดาโวส เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าปีนี้คือจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการแข่งขันและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกลายเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งที่อาจจุดชนวนให้เกิดวิกฤตการณ์โลก โดยกว่า 68% ของผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า โลกจะมีความแตกแยกและแบ่งพรรคแบ่งพวกมากขึ้น ซึ่งต่างกลุ่มต่างจะดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ที่ต่างกันออกไป มีสงครามการค้า การแข่งขันในการเข้าถึงเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ การนำพลังงานสะอาดมาเป็นกลยุทธ์ชิงอำนาจ และการดึงเงินทุน เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานกลับไปผูกติดกับความมั่นคงแห่งชาติ

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ทำให้เส้นทางการเคลื่อนย้ายของทุน เทคโนโลยี พลังงาน และคนเก่ง ถูกขีดขึ้นใหม่ (Redrawn Map) ประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงกลายเป็นหนึ่งในผู้แข่งขันที่มีศักยภาพสูงสุดในการเป็นบ้านหลังใหม่ของห่วงโซ่อุปทานเหล่านี้
เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการจัดระเบียบใหม่นี้ Techsauce จึงเสนอแนวคิด N-E-X-T เพื่อเป็นเช็กลิสต์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ:

- N – New Reality (ความจริงชุดใหม่): เข้าใจความจริงระดับมหภาคและจุลภาคที่เปลี่ยนไปจนไม่สามารถละเลยได้อีก
- E – Effect (ผลกระทบ): ประเมินว่าความเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลอย่างไรต่อพฤติกรรมลูกค้า รูปแบบธุรกิจ พนักงาน และสถานะการแข่งขันของเรา
- X – eXperiment (การทดลอง): ลงมือทดลองทำสิ่งใหม่ๆ อย่างน้อยหนึ่งอย่างภายใน 30 วัน
- T – Together (ร่วมมือกัน): แสวงหาพันธมิตรจากผู้เล่นที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพ นักลงทุน หรือผู้เล่นต่างอุตสาหกรรมเพื่อร่วมกันสร้างสิ่งใหม่
THE NEXT THAILAND ปฏิรูปโครงสร้างสู่เศรษฐกิจอัจฉริยะ

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้บรรยายวิสัยทัศน์ที่ประเทศไทยต้องมุ่งเน้นไปข้างหน้าผ่าน 4 แกนสำคัญ:
- วิสัยทัศน์เศรษฐกิจอัจฉริยะ: ปรับโครงสร้างประเทศจากการแข่งขันด้วยแรงงานราคาถูก ไปสู่การแข่งขันบนฐานความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยมูลค่าที่เทคโนโลยีสร้างขึ้น ไม่ใช่ปริมาณการผลิต
- เหตุผลที่ประเทศไทยรอไม่ได้: สังคมสูงวัยและการเข้ามาของเทคโนโลยี AI กำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี หากไทยขับเคลื่อนด้วยความเร็วเท่าเดิมจะทำให้เราสูญเสียโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ในรอบหลายทศวรรษ
- เครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่: รัฐบาลมุ่งสร้างอุตสาหกรรมที่เป็นแหล่งรายได้ใหม่ของประเทศ ได้แก่ เทคโนโลยี AI และดิจิทัล, เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ไปจนถึงอุตสาหกรรมสุขภาพ การแพทย์แห่งอนาคต และเกษตรมูลค่าสูงที่สร้างบนฐานของความหลากหลายทางชีวภาพ
- การปฏิรูปทุนมนุษย์: เร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา พัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI สำหรับทุกช่วงวัย ปรับหลักสูตรมหาวิทยาลัยให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม และสร้างช่องทางอัปสกิลแรงงานไทยให้พร้อมสำหรับงานแห่งอนาคต
นอกจากนี้ ดร.ยศชนัน ยังเน้นย้ำว่า อนาคตของประเทศไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดภาคเอกชน รัฐบาลพร้อมสนับสนุนผ่านมาตรการสิทธิประโยชน์การลงทุน กองทุนวิจัย และ Regulatory Sandbox ซึ่งก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลพยายามทำอย่างต่อเนื่อง
AI Native ปฏิรูปองค์กรสู่ยุคเอเจนท์อัจฉริยะ

ดร.ไคฟู ลี (Dr. Kai-Fu Lee) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ 01.AI และประธาน Innovation Ventures อดีตผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกผู้ผ่านประสบการณ์ในองค์กรชั้นนำอย่าง Apple, Microsoft และ Google ได้ร่วมแบ่งปันสาระสำคัญจากหนังสือเล่มใหม่ AI Native: The Mandate to Transform Your Company โดยอธิบายว่า AI แตกต่างจากการปฏิวัติเทคโนโลยีในอดีตอย่างมาก เพราะ AI ทำให้ “สติปัญญาและความสามารถในการทำงาน” กลายเป็นสิ่งที่มีต้นทุนต่ำมากจนเกือบจะฟรี ซึ่งจะเข้ามาพลิกโฉมวงการทำงานด้านความรู้ เป็นอันดับแรก
ดร.ไคฟู ชี้ว่าปัจจุบันเราได้เข้าสู่ ยุคของเอเจนท์อัจฉริยะ (Agent Era) ที่มีความสามารถเหนือกว่าแค่การโต้ตอบทั่วไป แต่มีขีดความสามารถในการเขียนโค้ด วางแผน จัดการขั้นตอน และปรับแก้ข้อผิดพลาด ทว่า ปัญหาใหญ่คือ CEO ส่วนใหญ่มักตกหลุมพรางด้วยการนำ AI ไปใช้เพียงเฉพาะในส่วนงานปลายน้ำหรือส่วนที่ไม่สร้างผลกระทบ โดยเฉพาะต่อรายงานทางการเงิน เช่น ระบบบริการลูกค้าแบบตอบคำถาม

เพื่อนำพากิจการสู่ความสำเร็จที่แท้จริง ดร.ไคฟู ได้นำเสนอแนวทางการสร้างองค์กรแบบ AI Native ไว้อย่างน่าสนใจ ได้แก่:
- Enterprise Universe Model: การสร้างแบบจำลองเฉพาะขององค์กรเพื่อความเข้าใจเชิงลึก ประกอบด้วย
- Brain หรือโมเดลแกนกลางหลัก
- Ontology ทำหน้าที่เหมือนแผนที่ เป็นการจัดระบบข้อมูลระเบียบบริษัทเพื่อสร้างทัศนวิสัยที่ชัดเจนร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI
- Real-Time Context เหมือนเป็น GPS ชี้การปรับปรุงข้อมูลให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน
- Operating System ระบบปฏิบัติการซอฟต์แวร์ที่ประสานและจำกัดความปลอดภัยในการทำงานของกลุ่มเอเจนท์ (Multi-agents)
- Boss AI: เครื่องมือจัดการอัจฉริยะของผู้บริหารเพื่อช่วยลดปัญหาการรายงานข่าวสารที่ล่าช้าหรือการบิดเบือนข้อมูลจากระบบลำดับขั้นแบบเดิม โดย Boss AI จะประมวลผลข้อมูล CRM, ERP, HR ทักษะพนักงาน ตลอดจนข้อมูลจากการประชุมเพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงเชิงรุกและจัดลำดับความสำคัญในการบริหารงาน
- องค์กรแบบ Directly Responsible Individual (DRI): การปรับโครงสร้างองค์กรจากลำดับขั้นแบบเดิม (Hierarchy) ไปสู่เครือข่ายของ “DRI” ซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือน Mini-CEO มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดแบบต้นจนจบโครงการ (End-to-End) ข้ามสายงาน และดำเนินงานโดยมี AI เอเจนท์คอยสนับสนุนหลัก

ดร.ไคฟู สรุปว่า ผู้นำมนุษย์จะไม่มีวันถูกทดแทนด้วย AI เนื่องจาก AI ไม่มีความสามารถในการแสดงความรับผิดชอบ เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ก็ต้องเป็นมนุษย์ที่ออกมารับผิดชอบ และ AI ยังขาดทักษะทางสมองซีกขวา อาทิ วิสัยทัศน์ รสนิยม ความซาบซึ้ง ความเข้าอกเข้าใจ และความกล้าหาญที่จะตัดสินใจเดิมพันแบบไม่มีข้อมูลประวัติศาสตร์มารองรับ (เช่นที่ผู้นำระดับตำนานอย่าง Steve Jobs, Coco Chanel, Jeff Bezos และ Elon Musk ทำได้) ด้วยเหตุนี้ มนุษย์และ AI จึงต้องทำงานร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน เพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและทวีคูณขนาดเศรษฐกิจโลก (GDP) ให้เติบโตได้มากกว่าเดิม 5-10 เท่า
New Horizons ขยายขีดความสามารถเชิงลึก และเชื่อมโยงนวัตกรรมสู่คนไทยทุกคน

ดร.สันติธาร เสถียรไทย รองรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ได้ร่วมอภิปรายภายใต้หัวข้อ “New Horizons for Talent Economy: Connecting Technology to Growth” โดยเริ่มต้นวิเคราะห์จากความท้าทายโครงสร้างเศรษฐกิจไทยว่า โมเดลเดิมที่อาศัยการอัดฉีดทรัพยากรและจำนวนแรงงานในการเติบโตได้หมดอายุลงแล้ว ประกอบกับปัญหาสังคมสูงวัยกำลังลดทอนการเติบโตของจีดีพีไทยไปถึง 1% ในแต่ละปี
ทางรอดที่สำคัญที่สุดคือการยกระดับ Productivity ด้วยการคิดทำสิ่งที่แตกต่างและเป็นสิ่งใหม่ที่ตลาดโลกปรารถนา ภายใต้สภาวะภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ปรับเปลี่ยนจากประสิทธิภาพมาก่อน (Efficiency First) มาเป็นเรื่องความปลอดภัยและความยืดหยุ่นมาก่อน (Security First) ประเทศไทยมีจุดเด่นพิเศษในการทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมที่น่าเชื่อถือ (Trusted Connector) ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับขั้วอำนาจเศรษฐกิจทั่วโลก
ตัวเลขที่ชัดเจนคือ ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ทะยานขึ้นไปแตะระดับ 1.5 ล้านล้านบาท (ประมาณ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือเติบโตขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และที่สำคัญเป็นกลุ่มการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น โครงสร้างพื้นฐาน AI, Green Economy, อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีชีวภาพ
เพื่อนำประโยชน์ของเศรษฐกิจใหม่นี้ไปสู่ประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลได้ปรับเปลี่ยน KPI ใหม่โดยเปลี่ยนจากการมุ่งเป้าเพียงยอดดอลลาร์หรือขนาดการลงทุน มาเป็นการเน้นย้ำสร้างขีดความสามารถและความเป็นเจ้าของภายในประเทศ (Domestic Value Creation) ผ่านแผนงานที่จับต้องได้ ได้แก่:
- การจ้างงานพนักงานไทย: เม็ดเงินลงทุนข้างต้นจะนำไปสู่การสร้างงานและยกระดับอาชีพคุณภาพสูงกว่า 82,000 ตำแหน่ง
- การสนับสนุนซัพพลายเชนท้องถิ่น: มีการจัดซื้อวัสดุและชิ้นส่วนในประเทศ สูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
- โครงการ SkillBridge: มีโครงการพัฒนาทักษะที่ได้รับอนุมัติไปแล้ว 35 โครงการเพื่อฝึกอบรมและยกระดับทักษะของคนไทยกว่า 66,000 คน ครอบคลุมตั้งแต่ทักษะ AI, ระบบความปลอดภัยไซเบอร์, คลาวด์, หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์

ดร.สันติธาร ปิดท้ายด้วยการส่งสัญญาณสำคัญว่า ประเทศไทยกำลังเตรียมพร้อมเปิดรับผู้นำระดับโลกในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ณ กรุงเทพมหานครภายใต้แนวคิด “New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งเป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้างความเข้มแข็งจากฐานรากควบคู่กับการเชื่อมประสานกับโลก เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยสู่ขอบฟ้าใหม่ที่ยั่งยืน
















