เมื่อพูดถึงประเด็นใหญ่ระดับชาติอย่าง ‘การใช้ AI’ ประเทศไทยกำลังจะมี พ.ร.บ. AI ฉบับแรก และเราได้มีโอกาสร่วมรับฟังว่า ในร่าง พ.ร.บ. AI ที่จัดทำโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนั้นมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง พร้อมรับฟังมุมมองจากผู้ประกอบการหลากหลายแขนง
ถามว่าทำไมต้องมี พ.ร.บ. AI มันจะช่วยควบคุมอะไร และประชาชนธรรมดาจะได้อะไรจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ ? ร่างกฎหมาย AI ฉบับนี้เขียนขึ้นมาเพื่อจัดระเบียบและคุ้มครองประชาชนจากการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ โดยหลัก ๆ จะเน้นควบคุม AI ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างระบบที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคง หรือสุขภาพ ซึ่งต้องมีมนุษย์คอยดูแลเสมอ และสั่งห้ามใช้ AI ที่ชักจูงจิตใต้สำนึกหรือเลือกปฏิบัติอย่างเด็ดขาด ส่วนพวกเนื้อหา Deepfake หรือแชตบอตที่สร้างภาพและเสียงปลอมได้ก็จะต้องติดป้ายกำกับให้ชัดเจนเพื่อป้องกันคนเข้าใจผิด
สำหรับประชาชนทั่วไป ถ้าแค่ใช้งานส่วนตัวทั่วไป กฎหมายนี้จะไม่ได้เข้ามาบังคับโดยตรง แต่เราจะได้ประโยชน์ตรงที่จะรู้เท่าทันสื่อมากขึ้น และถ้าเกิดได้รับความเสียหายจากระบบ AI ขึ้นมา กฎหมายก็ระบุให้ผู้ให้บริการต้องชดใช้ค่าเสียหายให้เราด้วย นอกจากนี้ถ้ารัฐเจอ AI ที่เป็นอันตรายร้ายแรงก็มีอำนาจสั่งระงับการให้บริการได้ทันทีนั่นเอง
พ.ร.บ. AI ฉบับแรกของไทยที่คนไทยควรมี ?
อีกหนึ่งเซสชันเสวนาที่จะช่วยทำให้การประยุกต์ใช้ พ.ร.บ. AI ฉบับนี้ที่เป็นนามธรรมให้เห็นภาพมากขึ้น โดยเวทีเสวนานี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาส ความเสี่ยง และผลกระทบของร่างกฎหมาย AI ของประเทศไทย ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยตัวแทนจากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ นักวิชาการ ผู้พัฒนาเทคโนโลยี สื่อ และภาคธุรกิจดิจิทัล
การเสวนาเน้นย้ำถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างเสรี เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร bt beartai คัดมาบางช่วง (เนื่องจากเนื้อหาค่อนข้างเยอะ) เพื่อให้ผู้อ่านของเราเห็นภาพคร่าว ๆ
กรอบกฎหมายและการกำกับดูแลระดับสากล
ในหัวข้อนี้ ดร. สลิลธร ทองมีนสุข นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เป็นผู้เสนอและแสดงความคิดเห็น โดยเธอกล่าวว่า ทิศทางการกำกับดูแล AI ในระดับสากลเริ่มต้นจากการวางหลักการด้านจริยธรรม ก่อนจะเริ่มพัฒนาเป็นกฎหมายบังคับใช้ในช่วงปี 2024 สหภาพยุโรป (EU) ใช้แนวทางการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง 4 ระดับ และมีการควบคุม AI ที่ครอบคลุมถึงระบบที่ใช้งานทั่วไป
เธอยกตัวอย่างว่าประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้กำหนดหน้าที่เฉพาะสำหรับ AI ที่มีความเสี่ยงสูง และมีกฎหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนา เช่น การสนับสนุนวิจัยพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล และการอุดหนุนต้นทุนให้แก่ SME ประเทศจีนเองก็ออกกฎหมายควบคุมเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี เช่น ระบบแนะนำเนื้อหา และ Generative AI
เธอจึงมองว่าร่างกฎหมายของไทยนำแนวทางแบ่งกลุ่มตามความเสี่ยงมาใช้บางส่วน แต่ยังมีข้อสังเกตว่าเน้นไปที่การควบคุมเป็นหลัก โดยขาดมาตรการส่งเสริมการพัฒนาและนวัตกรรม ร่างกฎหมายไทยยังขาดกลไกสนับสนุนที่สำคัญ เช่น การแบ่งปันข้อมูล และการสร้างพื้นที่ทดลอง เพื่อผลักดันให้เกิด Capabilities สูงสุดสำหรับนักธุรกิจในประเทศไทย
มุมมองและผลกระทบต่อสื่อมวลชน
คุณอธิพล วงศ์สืบยุทธ์ Head of TNN news agency ก็ออกมาพูดในมุมของสื่อต่อประเด็นนี้ว่า ในปัจจุบัน ความเชื่อมั่นของสื่อมวลชนต่อ AI ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 37% แต่บุคลากรในวงการข่าวเริ่มนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการสรุปเนื้อหาและร่างข่าวมากขึ้นถึง 40%
ทีนี้ประเด็นที่สื่อมวลชนกังวลคือปัญหาลิขสิทธิ์ข้อมูลที่นำไปฝึก AI และการสร้างข่าวปลอม (Deepfake) ซึ่งอุตสาหกรรมสื่อจำเป็นต้องมีแนวทางปฏิบัติด้านจริยธรรมที่ชัดเจน ซึ่งในฝั่งของ TNN เองเขาก็มีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญมาก ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื้อข่าวแต่ละส่วนมีความ Sensitive ต่างกัน พวกข่าวสงคราม, การเมือง, อาชญากรรม หรือการแพทย์ จะใช้วิธีมนุษย์ล้วนไม่ผ่าน AI เลย แต่ข่าวทั่วไป จะมีการใช้ AI บ้าง โดยส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การหาประเด็นน่าสนใจต่าง ๆ แล้วให้มนุษย์กำกับและนำมาเขียนใหม่อีกที
ทั้งนี้เขามองว่าการมี พ.ร.บ. AI แน่นอนว่า มันเป็นกฎเกณฑ์ที่อาจทำให้ช่วงแรกทำงานยากขึ้น เพราะไม่สามารถใช้ AI เจนภาพ หรือคลิปสั้นต่าง ๆ ได้ตามชอบ อย่างไรก็ตาม การมี พ.ร.บ. ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย โดยเฉพาะต่อผู้ที่เสพข่าว ที่ต้องหาความถูกต้อง ชัดเจน และความเป็นกลางของข้อมูล ซึ่งในฐานะสื่อ สิ่งนี้คือความสำคัญอันดับต้น ๆ และเป็นเหตุผลที่หลายคนเลือกเสพข่าวจากช่องทางหลักอย่าง TNN ด้วย
ทิศทางและผลกระทบต่อธุรกิจสตาร์ตอัป
ดร. ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ก็ได้มาเผยอินไซต์ที่น่าสนใจว่า 2 ปีที่ผ่านมามีบริษัทที่ทำงานกับ AI กว่า700 บริษัท ผู้ประกอบการเหล่านี้เกิดขึ้นมาเพราะต้องเอาตัวรอดในยุคที่ประเทศกำลังลดแรงงานมนุษย์ ทีนี้ พ.ร.บ. AI ฉบับนี้ที่เกิดขึ้นมาเนี่ย มันเป็นการช่วยให้บริษัทเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถเติบโตได้
ประเทศไทยต้องมีโอกาสและการส่งเสริมที่มากพอ และแน่นอนที่สุดคือต้องมีกติกาที่แฟร์พอเพื่อดูแลและควบคุม แต่ยังเปิดโอกาสให้โตได้ นอกจากนี้ AI ก็ต้องป้องกันอธิปไตยผู้ใช้ AI ด้วย ดร. วีระ วีระกุล รองประธานสภาดิจิทัลฯ ก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มและอนาคตของการใช้ AI ในประเทศไทยที่น่าสนใจเอาไว้ว่า ปัจจุบัน AI มีหลายแขนงมาก และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การมีนิยามการใช้งาน AI (พ.ร.บ. AI) จึงจำเป็น เพราะถ้าเราจะสานต่อการใช้งาน AI ในเชิงธุรกิจ ก็ควรเริ่มตั้งแต่กระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องก่อน
หลายคนคล้อยตามแนวคิด วิธีการคิดของ CEO AI ระดับโลก แต่ต้องยอมรับว่าพวกเขาเหล่านี้พาเราทั้งโลกไปไหนไม่รู้ ฉะนั้นไทยเราไม่ควรหลงตามกระแสเกินไป ประเทศไทยควรมีเทคโนโลยีเพื่อรองรับและต่อยอดที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของประเทศ เช่น เรื่องสุขภาพ เรื่องต่าง ๆ ที่มันสำคัญของประเทศ เพราะบริบทของแต่ละประเทศมันไม่เหมือนกัน การประยุกต์ใช้ AI หรือเทคโนโลยีมันควรจะอิงตามบริบทของประเทศนั้น ๆ
โครงร่างพระราชบัญญัติ
โครงร่างนี้จะประกอบด้วย 7 หมวด ซึ่งก็ต้องบอกก่อนว่าโครงนี้เป็นโครงที่ยังไม่ได้ยื่นเข้าสภา ยังเป็นร่างกฎหมาย และอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ และต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอีกหลายขั้นตอน รวมถึงคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งอาจมีการปรับปรุงแก้ไขอีกมากก่อนจะประกาศใช้จริง
ภาพรวมและการส่งเสริมปัญญาประดิษฐ์ (หมวด 1-2)
- ขอบเขตและนิยาม : กำหนดชื่อกฎหมาย วันบังคับใช้ ข้อยกเว้น และคำนิยามที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีใดเข้าข่ายเป็น AI
- พื้นที่ทดสอบและข้อมูล : สร้างพื้นที่จำลอง (Sandbox) ให้ผู้พัฒนาทดสอบ AI ได้อย่างปลอดภัย และมีศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อต่อยอดนวัตกรรม
- มาตรฐานและจรรยาบรรณ : สนับสนุนการกำหนดมาตรฐาน ออกเครื่องหมายรับรองให้ผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และส่งเสริมการกำกับดูแลกันเองอย่างมีจริยธรรม
การควบคุมความเสี่ยงจากระบบ AI (หมวด 3)
- แบ่งระดับความเสี่ยง : ห้ามใช้งาน AI ที่มีความเสี่ยงร้ายแรงเด็ดขาด ส่วน AI ที่มีความเสี่ยงสูงต้องมีการแจ้ง ขึ้นทะเบียน หรือขออนุญาตอย่างเคร่งครัด
- ความโปร่งใสของภาครัฐ : หน่วยงานรัฐที่ใช้ AI ต้องประเมินผลกระทบทางจริยธรรมและจัดทำทะเบียนระบบให้ตรวจสอบได้
- การคุ้มครองประชาชน : AI ประเภทแชตบอต หรือที่สร้างเนื้อหาจำลอง (Deepfake) ต้องมีสัญลักษณ์แจ้งเตือนผู้ใช้งานเสมอ และอาจบังคับให้ประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ
การกำกับดูแลและจัดการเหตุฉุกเฉิน (หมวด 4-6)
- อำนาจการจัดการ : เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งแก้ไขข้อบกพร่อง ระงับการให้บริการ เรียกคืนสินค้า หรือแม้แต่เพิกถอนใบอนุญาตหากพบการกระทำผิด
- รับมือเหตุร้ายแรง : หาก AI ก่อให้เกิดเหตุร้ายแรง สามารถเข้าถึงเอกสาร ทดสอบระบบ สั่งระงับ หรือบล็อกการเข้าถึงเพื่อลดความสูญเสียได้ทันที
- บทบาทผู้กำกับดูแล : สำนักงานมีหน้าที่ติดตามสถานการณ์ วิจัยเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเป็นแกนหลักในการสนับสนุนพื้นที่ Sandbox
บทกำหนดโทษ (หมวด 7)
- กำหนดความรับผิดชอบให้มีการชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง และมีบทลงโทษเป็นการปรับทางปกครอง โดยระดับความหนักเบาของบทลงโทษจะถูกพิจารณาตามลักษณะและความร้ายแรงของการฝ่าฝืนกฎหมาย
น่าสนใจว่า พ.ร.บ. AI ฉบับแรกที่สมบูรณ์จะหน้าตาแบบไหน โดยการการรับความคิดเห็นจากประชาชนและหลายภาคส่วนแบบนี้ น่าจะช่วยทำให้กรอบของ พ.ร.บ. เป็นรูปเป็นร่าง และมีหลายมิติมากขึ้น แล้วคุณคิดว่าสำหรับประเทศไทย ควรมีมุมไหนเพิ่มเติมอีกบ้าง ? ลองคอมเมนต์มาคุยกัน













