นาทีนี้องค์กรธุรกิจไหน ๆ ก็เริ่มนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่ง ยิ่ง AI เติบโตและฉลาดขึ้นไปทุกวัน ด้วยทักษะที่ถูกพัฒนาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่ครอบคลุมในหลายอุตสาหกรรมก็ยิ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยลดต้นทุนด้านทรัพยากรบุคคลได้ไม่น้อย เช่นเดียวกับ Meta
ข้อมูลจากรอยเตอร์ส ระบุว่า เมื่อต้นปีนี้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) และผู้บริหารระดับสูงของ Meta ซุ่มวางแผนที่จะปลดพนักงานและแทนที่ด้วย AI โดยใช้รหัสลับแผนนี้ว่า Project OT ที่ไม่ได้หมายถึงการทำงานล่วงเวลาแต่ย่อมาจาก Organization Transformation การเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อปฏิรูปบริษัทเข้าสู่ยุคของ AI Native ที่ตั้งเป้าให้ AI มาทำหน้าที่แทนพนักงานมนุษย์นับพันชีวิตที่ Meta
ถามว่าทำไมต้องซุ่มทำ ต้องบอกว่าแผนนี้เป็นแผนใหญ่และกระทบกับพนักงานจำนวนมากเกือบทั้งองค์กร เพราะเดิมทีแผนนี้เตรียมจะปลดพนักงานหลายแผนกสูงถึง 60% ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 รอบ เพื่อบีบให้องค์กรเหลือเพียงพนักงานระดับหัวกะทิเพื่อทำหน้าที่ควบคุมและกำกับ AI
แต่แผนการนี้เป็นอันต้องพังลงเนื่องจากแรงต้านจากภายในของ Meta เอง พร้อมกับปัญหาทางเทคโนโลยีที่ยังไม่พร้อมอย่างที่คิด
หนทางที่ดูจะไม่เวิร์กและไม่พร้อมแต่ทำไม ซักเคอร์เบิร์กถึงอยากลองกับ Meta ขนาดนั้นล่ะ ? จริง ๆ จุดเริ่มต้นความวุ่นวายในครั้งนี้ มีแรงบันดาลใจจากสตาร์ตอัปในเอเชียและเทรนด์มาแรงของ AI Agents ระบบอัตโนมัติที่ทำงานแทนคนได้แบบจบครบวงจร จึงอยากเริ่มทดลองปรับเปลี่ยนโครงสร้างทีม
สิ่งที่เขาทำคือด้วยการยุบตำแหน่ง รวมเป็นทีมเล็ก ๆ ใช้ชื่อตำแหน่งกลาง ๆ ว่า Builder นอกจากนี้พนักงานจำนวนมากยังถูกย้ายไปแผนกใหม่เพื่อทำหน้าที่โคดป้อนข้อมูลให้ AI เรียนรู้ ซึ่งพนักงานมองว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระและไม่มีความคิดสร้างสรรค์เอาซะเลย แต่ซักเคอร์เบิร์กก็ไม่หยุดแค่นั้น เขาสอดไส้ซอฟต์แวร์ติดตามการกดแป้นพิมพ์และเมาส์เพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมของพนักงานไปสอน AI นั่นไม่ต่างอะไรกับการฝึกให้ AI มาเลื่อยขาเก้าอี้ตัวเอง
เพียงไม่นานความล้มเหลวด้านเทคนิค และความไม่พอใจของพนักงาน ก็ทำให้แทนที่จะได้ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น แผนนี้กลับสร้างปัญหา ตัวอย่างเช่น การให้พนักงานป้อนโคดเยอะถึง 220% ก็จริง แต่ส่วนที่นำมาใช้จริงในผลิตภัณฑ์กลับเติบโตเพียง 36% เท่านั้น ทั้งยังพบปัญหาระบบรวนที่ก่อช่องโหว่ความปลอดภัยพุ่งสูง 40% พนักงานต้องตามแก้ปัญหา นี่ยังไม่รวมถึงกรณีที่แฮกเกอร์เจาะระบบผ่านบอตบริการลูกค้ากระทบไอจีของคนดัง
แค่เริ่มได้ไม่เท่าไหร่ก็มองไม่เห็นทางของความสำเร็จแล้ว ซักเคอร์เบิร์กจึงต้องถอยทัพเปลี่ยนแผนก่อนปลดพนักงานระลอกแรก (10%) ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งสั่งยกเลิกแผนการปลดพนักงานระลอกสองที่วางแผนไว้ว่าจะปลดในปลายปีนี้ทันที
ท้ายสุดแม้ซักเคอร์เบิร์กจะยอมถอยในรอบนี้ แต่ความกดดันทางการเงินจากการทุ่มงบโครงสร้างพื้นฐาน AI สูงถึง 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 4.26 ล้านล้านบาท) ทำให้พนักงาน Meta ยังคงต้องจับตาดูต่อไปว่าการปรับลดขนาดองค์กรจะถูกเลื่อนไปปีหน้า หรือจะซ่อนมาในรูปแบบของการคัดคนออกตามประเมินผลงานแทนอีกหรือเปล่า สรุปได้สั้น ๆ ว่า ยังวางใจไม่ได้ แผนนี้อาจจะกลับมาใหม่ และที่สำคัญคืออาจจะรอบคอบ รัดกุม จนสุดท้ายเราอาจจะได้เห็นภาพของ Meta เป็นองค์ที่ขับเคลื่อนโดย AI และไร้ซึ่งมนุษย์ไปเลยก็ได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กเองก็ได้ลงทุนใน Metaverse เทคโนโลยีที่หวังจะนำเข้ามาเปลี่ยนโลก แต่แล้วกลับขาดทุนมหาศาล ดังนั้นก็ยังคงต้องตามกันต่อว่าแนวคิดการนำเอา AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ในรอบล่าสุดนี้จะไปถึงฝั่งหรือไม่ หรือจะจบอีหรอบเดียวกันกับ Metaverse เหมือนอย่างที่ผ่านมา













