บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเครื่องเสียง JBL เปิดตัวลำโพงระดับอัลตราไฮเอนด์ตระกูล JBL Summit Series เป็นครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในงาน BAV Hi-End Show 2026 เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีของ JBL และ 55 ปีของมหาจักรดีเวลอปเมนท์
“Project Series” ชื่อที่สงวนไว้สำหรับตัวลำโพงท็อปของท็อป


คำว่า Project ในผลิตภัณฑ์ของ JBL ถูกสงวนไว้สำหรับลำโพงที่เป็นจุดสูงสุดด้านนวัตกรรม อะคูสติก และปรัชญาการออกแบบของแบรนด์เท่านั้น โดยทีมวิจัยและพัฒนาของ HARMAN ได้รับโจทย์ในการสร้างสรรค์ระบบเสียงที่ดีที่สุดโดยปราศจากข้อจำกัดด้านต้นทุน
ตลอดประวัติศาสตร์ 80 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งโดย James B. Lansing ในปี 1946 JBL ได้สร้างลำโพงตระกูล Project ออกมาเพียง 5 เจเนอเรชันเท่านั้น ได้แก่:
- Project Hartsfield (ปี 1954) ลำโพงโมโนรุ่นแรก
- Project Paragon ลำโพงสเตอริโอระดับตำนาน
- Project Everest นวัตกรรมเสียงระดับอ้างอิงยุค 90
- Project K2 นวัตกรรมที่สืบทอดความสำเร็จต่อเนื่อง
- Project Summit (ปี 2026) ผลงานล่าสุดที่เป็นหมุดหมายใหม่ของแบรนด์
7 ปีแห่งการวิจัย และ 11 สิทธิบัตรนวัตกรรมใหม่

ซึ่งลำโพง JBL Summit Series ปี 2026 นี้ใช้เวลาซุ่มวิจัยและพัฒนายาวนาน 7 ปี ณ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านอะคูสติก (Center of Audio Acoustic Excellence) ในแคลิฟอร์เนียเหนือ ซึ่งก็ได้พัฒนานวัตกรรมมากมายจนจดสิทธิบัตรใหม่ด้านเทคโนโลยีเสียงและโครงสร้างกลไกถึง 11 ฉบับ ซึ่งเทคโนโลยีของ JBL Summit Series ประกอบด้วย
- D2 Compression Driver: ไดรเวอร์บีบอัดความถี่สูงสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL
- HDI Sonoglass Horn: ปากแตรกระจายคลื่นเสียงที่มีความแม่นยำสูง
- HC4 Composite Cone: กรวยลำโพงวัสดุผสมเพื่อความตอบสนองฉับไว
- Multicap Crossover Board: แผงวงจรตัดแบ่งความถี่เกรดพรีเมียม
- Carbon Fiber Rear Trim: การตกแต่งแผงด้านหลังตู้ด้วยคาร์บอนไฟเบอร์
- ISOAcoustics Feet: การออกแบบฐานและขาตั้งร่วมกับแบรนด์ปรับตั้งอะคูสติกระดับโลก
- High Gloss Cabinet Finish: งานประกอบและทำสีตู้ลำโพงแบบเงาหรูหรา

นวัตกรรมในซีรีส์นี้ถูกถ่ายทอดผ่านลำโพงทั้ง 5 รุ่น สำหรับรุ่นเรือธงอย่าง Summit Everest และ Summit K2 มีการยกระดับขึ้นไปอีกขั้นด้วยการใช้ชุดขับความถี่สูง Triple D2 Compression Driver (ประกอบด้วยไดรเวอร์ D2 จำนวน 3 ชุด หรือรวมเป็น 6 ตัวขับ) ยิงสัญญาณผ่านท่อส่งอลูมิเนียมที่ขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยี 3D Printing เป็นครั้งแรกของโลก จากโรงงานในแคลิฟอร์เนีย พร้อมไดรเวอร์ย่านกลาง-ต่ำแบบ Progressive Mid-Base และระบบโครงสร้างแม่เหล็กวงแหวนพร้อม Spider คู่ (Dual Spider Ring Magnet) เพื่อการควบคุมย่านความถี่ต่ำที่เสถียรและทรงพลัง
เสียงของ JBL Summit Everest

เราได้ลองฟังลำโพงตัวท็อปสุดคือ JBL Summit Everest เสียงโดยรวมของลำโพงตัวนี้ไปทางเปิดโปร่ง ให้ความรู้สึกว่าดนตรีถูกเล่นอยู่ตรงนั้น เหมือนมีวงจริง ๆ อยู่ตรงหน้า ให้ดีเทลเสียงแหลมเยอะ เสียงอย่างไวโอลินให้ความเสียดสมจริง ให้อิมเมจชัดถึงจังหวะการสี หรือจังหวะหายใจในเครื่องเป่า มีความสะอาด คมของเสียงสูง
เสียงกลางให้ร้องอ่อนหวาน มีไดนามิกดี ให้เสียงที่มีชีวิตชีวา มีพลัง ไม่โดนเบสมาทับ
ส่วนย่านเบสเท่าที่เราฟัง ไม่ได้ให้ความหนามาก ไม่ได้เร่งจนเกินงาม แต่หนักแน่น สเกลใหญ่ตามขนาดลำโพง มีรายละเอียดในเบสที่ดีเยี่ยม ซึ่งถ้าได้ลองฟังในเพลงที่เน้นเบสน่าจะบอกความหนักแน่นของเบสได้มากกว่านี้
ราคาของ JBL Summit Series


ลำโพงทั้ง 5 รุ่น ตั้งชื่อตามยอดเขาในเทือกเขาหิมาลัย โดยมีราคาดังนี้
- Summit Everest (รุ่นเรือธง): ลำโพงวางพื้น 3.5 ทาง พร้อมวูฟเฟอร์เบิ้ลขนาด 15 นิ้ว ราคา 6,000,000 บาท/คู่
- Summit K2: ลำโพงวางพื้น 3 ทาง พร้อมวูฟเฟอร์ขนาด 15 นิ้ว ราคา 3,000,000 บาท/คู่
- Summit Makalu: ลำโพงวางพื้น 3 ทาง ขนาด 12 นิ้ว ราคา 1,590,000 บาท/คู่
- Summit Pumori: ลำโพงวางพื้น 3 ทาง ขนาด 10 นิ้ว เจ้าของฉายา “ลูกสาวของเอเวอร์เรสต์” ราคา 990,000 บาท/คู่
- Summit Ama: ลำโพงวางขาตั้ง 2 ทาง ขนาด 8 นิ้ว ย่อมาจากชื่อยอดเขา Amadablam (ภาษาทิเบตแปลว่า “สร้อยคอของแม่”) ราคา 590,000 บาท/คู่
สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัส JBL Summit Series สามารถเข้าร่วมชมและทดลองฟังได้ในงาน BAV Hi-End Show 2026 ระหว่างวันที่ 28–30 สิงหาคม 2569 ณ ห้อง Pavilion 1-2 ชั้น 4 โรงแรม Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park หรือนัดหมายเพื่อเข้าร่วมรอบ Private Listening Experience ณ Mahajak Hi-Fi Lab ซึ่งเป็นห้องฟังอ้างอิง (Reference Sound Room) ที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อการทดสอบระบบเสียงระดับไฮเอนด์โดยเฉพาะ














