ถ้าพูดถึงคำว่า “รักษ์โลก” หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน หลายคนอาจจะนึกถึงแค่การพกถุงผ้า ปลูกต้นไม้ หรือการแยกขยะ แต่ในความเป็นจริงกติกาของโลกใบนี้กำลังบีบให้เรื่องสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องของ “ความอยู่รอด” และ “ปากท้อง” ในระดับมหภาคไปแล้ว
25 สิงหาคม 2026 ในโอกาสครบรอบ 6 ปี ของสำนักข่าว TODAY ได้จัดงาน “SUSTAIN CITY: THE GREEN TRANSITION” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และแวดวงการเงิน มาช่วยกันระดมสมองว่า ประเทศไทยจะพลิกโฉมตัวเองเพื่อรับมือกับกติกาใหม่นี้อย่างไร
ไฮไลต์ที่น่าสนใจและเห็นภาพชัดเจนที่สุด มาจากมุมมองของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ไม่ได้มาบอกให้เราแค่ลดการใช้พลาสติก แต่มาพร้อมกับแนวคิดเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า “Shifting System”

ถ้าประเทศไทยคือคอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักรขนาดใหญ่ การจะทำให้เครื่องนี้ทำงานสู้กับประเทศอื่นได้ แค่ทาสีใหม่หรือเปลี่ยนอะไหล่บางชิ้นนั่นไม่พอ แต่ต้อง “รื้อและอัปเกรดโครงสร้างอย่างเป็นระบบ” โดยเจาะลึกลงไปใน 3 มิติหลักพร้อม ๆ กัน
1. มิติเศรษฐกิจ: เครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศตัวเดิมที่เราคุ้นเคยอย่างภาคเกษตรหรือการรับจ้างผลิต อาจไม่พออีกต่อไป ประเทศไทยต้องเร่งสร้าง “New Growth Engine” ที่เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หันมาใช้พลังงานสะอาด และที่สำคัญคือต้องผ่านเกณฑ์กติกาการค้าระหว่างประเทศที่เอาเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นตัวตั้ง
2. มิติธรรมชาติ: การมุ่งหน้าสู่ Net Zero ต้องทำคู่ไปกับการสร้างผลบวกให้ธรรมชาติ หรือ Nature Positive ความน่าสนใจคือการหยิบเอาเทคโนโลยีล้ำ ๆ อย่าง eDNA ภาพถ่ายดาวเทียม และระบบติดตามความหลากหลายทางชีวภาพมาใช้ เพื่อทำให้ธรรมชาติกลายเป็นสิ่งที่วัดผลได้ และปูทางไปสู่กลไกการหาเงินทุนเพื่อธรรมชาติ (Nature Financing) ในอนาคต
3. มิติกำลังคน: ฮาร์ดแวร์ดีแค่ไหน ถ้าคนใช้ไม่เป็นก็จบ มิติสุดท้ายจึงเป็นการเร่ง Upskill และ Reskill แรงงานไทย ให้มีความรู้เรื่อง ESG การทำบัญชีคาร์บอน (Carbon Accounting) ไปจนถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสใหม่ของคนทำงาน
แต่การจะรื้อโครงสร้างเครื่องจักรใหญ่ระดับประเทศ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ไม่ได้ลุยเดี่ยว เพราะ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. ได้เข้ามาเสริมในมุมของระดับปฏิบัติการว่า ภาครัฐต้องทำตัวเป็นฟันเฟืองที่ช่วยให้ธุรกิจทุกขนาด โดยเฉพาะ SME เข้าถึงเทคโนโลยีและเงินทุนสีเขียวได้ง่ายขึ้น รวมถึงการผลักดันมหาวิทยาลัยให้เป็น “Green University” เพื่อผลิตกำลังคนป้อนเข้าสู่ระบบ
เมื่อภาพใหญ่ชัดเจน ภาคธุรกิจเองก็เริ่มขยับตัวลงมือทำ หรือค้นหาวิธีการที่จับต้องได้จริง คุณปัณวรรธน์ นิลกิจศรานนท์ จาก Chevron ชูแนวคิด “Pragmatic Energy Transition” ที่เน้นสร้างสมดุลระหว่างความยั่งยืนและความมั่นคงทางพลังงาน โดยใช้ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและใช้หลัก Circular Engineering จนสามารถลดคาร์บอนได้ถึง 18%
ทางฝั่ง CP Axtra คุณศิริพร เดชสิงห์ เล่าถึงการดึงจุดแข็งของการเป็นค้าปลีก มาจัดการปัญหาขยะตั้งแต่ต้นทางด้วยหลัก Measure-Prevent-Divert พร้อมลุยติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและใช้รถพลังงานสะอาด
ส่วน คุณวชิระชัย คูนำวัฒนา เผยว่า SCG เข้ามาแก้โจทย์ยากในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ด้วยการผลักดันปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ซึ่งตอนนี้กำลังเดินหน้าสู่ Generation 3 ที่ตั้งเป้าลดคาร์บอนให้ได้สูงถึง 40-50%
อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์นี้จะทำงานไม่ได้เลยหากระบบเลือดอย่าง “การเงิน” และ “พลังงาน” ไม่พร้อม คุณธนิดา ลอเสรีวานิช จากเครือข่าย CFNT เปิดเผยชุดข้อมูลที่ชวนคิดว่า ไทยมีความเสี่ยงจากภาวะโลกรวนสูงเป็นอันดับ 17 ของโลก แต่ความพร้อมรับมือกลับรั้งท้ายอยู่ที่อันดับ 123 ดังนั้น เม็ดเงินลงทุนหลังจากนี้ต้องไปให้ตรงจุด มองข้ามแค่ปริมาณเงิน แต่ต้องเน้นความคุ้มค่าและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงการดูแลกลุ่มเปราะบาง

สอดคล้องกับมุมมองของ รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ระบุว่าเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก NDC 3.0 กำลังเป็นตัวบีบให้ไทยต้องพลิกโครงสร้างพลังงานภายใน 10 ปีนี้ เราต้องเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจากที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 20% ให้สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการอัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย

การเปลี่ยนผ่านสีเขียว หรือ Green Transition ของไทย จึงไม่ใช่แค่ภาพฝันเชิงนโยบายอีกต่อไป แต่มันคือการลงมือทำจากจุดที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้ วัดผลให้ชัดเจน และเชื่อมโยงความยั่งยืนเข้ากับความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ที่แข็งแกร่งและอยู่รอดได้ในกติกาโลกที่เปลี่ยนไป















