รู้ไหมว่า การรักษามะเร็งด้วยเทคโนโลยี CAR-T Cell จากต่างประเทศ อาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 10–20 ล้านบาทต่อคน! แต่วันนี้ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนเรื่องนี้ เพราะเราสามารถพัฒนาและผลิต CAR-T Cell ได้เองแล้ว โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมดเหมือนที่ผ่านมา
ที่น่าสนใจคือ สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่มีการรักษาด้วย CAR-T Cell โดยใช้ผลิตภัณฑ์จากบริษัทยาต่างประเทศ ขณะที่ไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้สำเร็จ และได้รับอนุมัติจาก อย. แบบมีเงื่อนไขแล้วด้วย เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา
เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ Genepeutic Bio (GNPT) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสัญชาติไทย ที่นำงานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาต่อยอดจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ชื่อ ProtaCAR (โปรทาคาร์) สำหรับรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดบีเซลล์ที่มีโปรตีน CD19 ในผู้ป่วยอายุ 4–24 ปี

แล้ว CAR-T Cell รักษามะเร็งได้อย่างไร ?
อธิบายง่าย ๆ คือ เทคโนโลยีนี้จะนำเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด T Cell มาดัดแปลงพันธุกรรม ให้สามารถมองเห็นและเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น เหมือนกับการอัปเกรดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ให้กลายเป็นนักล่ามะเร็งที่รู้ว่าต้องจัดการกับเซลล์ไหน!
เทคโนโลยีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความหวังของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดบางชนิด โดยเฉพาะคนที่รักษาด้วยวิธีมาตรฐานแล้วไม่ได้ผล หรือมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
เพราะข้อมูลจาก BDMS และ GNPT ระบุว่า ไทยมีผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองรายใหม่รวมประมาณ 30,000 คนต่อปี และมีผู้ป่วยราว 40% ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน หรือมีความเสี่ยงกลับมาเป็นซ้ำ แม้จะไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับ CAR-T Cell ก็ตาม
ทำไม CAR-T Cell ฝีมือคนไทยถึงน่าสนใจ ?
จุดเด่นของ ProtaCAR คือการใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Allogeneic CAR-T Cell ซึ่งนำเซลล์ภูมิคุ้มกันจากผู้บริจาคมาดัดแปลงพันธุกรรม แทนที่จะต้องใช้เซลล์จากตัวผู้ป่วยเองทุกครั้ง
ข้อดีคือมีโอกาสผลิตเซลล์เตรียมไว้ล่วงหน้าได้ ไม่ต้องเริ่มกระบวนการผลิตใหม่สำหรับผู้ป่วยทุกคน ซึ่งอาจช่วยลดระยะเวลารอคอยและต้นทุนการรักษาในอนาคต
ส่วนประสิทธิภาพก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้พัฒนาระบุว่า มีอัตราการตอบสนองต่อการรักษาประมาณ 90% ซึ่งมีแนวโน้มใกล้เคียงกับผลการรักษาด้วย CAR-T Cell ในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังต้องดูรายละเอียดของการศึกษาและติดตามผลระยะยาวเพิ่มเติม ก่อนจะยืนยันว่าให้ผลเทียบเท่ากันได้จริง
จากค่ารักษา 10–20 ล้านบาท ถูกลงได้เพราะคนไทยผลิตเอง
ที่ผ่านมา การรักษาด้วย CAR-T Cell จากต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายสูงมาก บางรายอาจต้องเดินทางไปรักษาต่างประเทศ แถมยังต้องรอการผลิตเซลล์อีกหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
แต่เมื่อไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตได้เอง ก็มีโอกาสลดการพึ่งพาการนำเข้า และลดค่าใช้จ่ายบางส่วนลงได้
ที่สำคัญ GNPT ยังมีโรงงานผลิตในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี ที่ได้รับมาตรฐาน GMP พร้อมองค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาที่พัฒนาขึ้นโดยคนไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้เราสามารถต่อยอดเทคโนโลยีนี้ได้เองในระยะยาว
แน่นอนว่า การผลิตได้เองไม่ได้แปลว่าค่ารักษาจะถูกลงทันที เพราะยังมีต้นทุนการผลิต การดูแลผู้ป่วย และการติดตามความปลอดภัยอีกหลายส่วน แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก
ไม่ใช่แค่รักษามะเร็ง แต่เป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมการแพทย์ไทย
ล่าสุด BDMS ได้ลงทุนเพิ่มเติมใน GNPT มูลค่า 170 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 55% และสนับสนุนการขยายกำลังผลิต รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีรักษามะเร็งชนิดอื่น ๆ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในอนาคต
นั่นหมายความว่า ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้จบแค่การผลิตยารักษามะเร็งหนึ่งชนิด แต่ยังช่วยสร้างโอกาสให้ไทยพัฒนาบุคลากร งานวิจัย และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพของตัวเอง จากประเทศที่เคยต้องซื้อเทคโนโลยีการแพทย์ราคาแพงจากต่างชาติ วันนี้ไทยเริ่มสร้างเทคโนโลยีของตัวเองได้แล้ว
และถ้าในอนาคตเราสามารถขยายการผลิต ควบคุมต้นทุน และทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น ความสำเร็จนี้ก็อาจเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการแพทย์ไทย














