จากกระแสความกังวลในสังคมกรณีการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา ว่าอาจส่งผลกระทบให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปไม่สามารถปลูกหรือจำหน่ายได้นั้น ล่าสุด บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อคลายความกังวล โดยยืนยันว่าการคุ้มครองมีผลเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม และประชาชนยังสามารถปลูก บริโภค รวมถึงซื้อขายกะเพราทั่วไปได้ตามปกติ
คุ้มครองเฉพาะพันธุ์ใหม่ ไม่แตะพันธุ์ดั้งเดิมกว่า 300 สายพันธุ์
นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด (ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาด) ระบุว่า ประเทศไทยมีสายพันธุ์กะเพราหลากหลายกว่า 300 สายพันธุ์ ทั้งกะเพราเขียว กะเพราแดง และพันธุ์ท้องถิ่น ซึ่งกะเพราที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาติไม่สามารถนำมาขอรับความคุ้มครองทางกฎหมายได้อยู่แล้ว การมีพันธุ์ใหม่จึงเป็นการเพิ่มทางเลือกเพื่อพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
- ประชาชนและร้านค้า: ปลูก ซื้อ ขาย และนำกะเพราพันธุ์ทั่วไปมาประกอบอาหารได้ตามปกติ
- ขอบเขตความคุ้มครอง: ครอบคลุมเฉพาะการนำส่วนขยายพันธุ์ของ 4 สายพันธุ์ใหม่ไปผลิตหรือจำหน่ายเชิงการค้า
- ประเด็นเกสรปลิวข้ามแปลง: หากละอองเกสรปลิวไปผสมกับกะเพราแปลงอื่นจนเกิดการกลายพันธุ์ เกษตรกรนำเมล็ดไปปลูกต่อไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์

โดยนายวิเศษกล่าวว่า การพัฒนาพันธุ์พืชเป็นเรื่องปกติในประเทศที่มีเทคโนโลยีการเกษตรก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ หรือจีน ซึ่งต่างให้ความสำคัญกับการวิจัยพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยสามารถช่วยให้ได้พืชที่ให้ผลผลิตดีขึ้น ต้านทานโรค ทนต่อสภาพอากาศ มีคุณภาพสม่ำเสมอ และเหมาะกับความต้องการของตลาด ซึ่งสอดคล้องกับการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นครัวของโลก
วิจัยเพื่อวัตถุดิบอาหารพร้อมทาน ไม่ได้ทำธุรกิจขายเมล็ดพันธุ์
สำหรับกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ แก้วจุรี 01, แก้วจุรี 02, แก้วจุรี 03 และแก้วจุรี 04 เป็นผลงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองในปี 2567 เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารพร้อมรับประทานของบริษัทเท่านั้น โดยไม่มีการวางจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าสู่ตลาดทั่วไป
การคุ้มครองมีขอบเขตเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียน ไม่ได้ทำให้กะเพราพื้นเมืองหรือกะเพราพันธุ์อื่น ๆ กลายเป็นพันธุ์ของซีพีแรม ผู้ที่ปลูกกะเพราทั่วไปเพื่อบริโภคหรือจำหน่าย ผู้ค้าที่ขายกะเพราสด ตลอดจนร้านอาหารและแม่ค้าที่ซื้อกะเพราไปปรุงอาหาร จึงยังดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ได้ตามปกติ
กระบวนการเพาะปลูกทำร่วมกับเครือข่าย “เกษตรกรคู่ชีวิต” รอบโรงงาน เพื่อส่งวัตถุดิบสดเข้าสู่สายการผลิตอย่างรวดเร็ว โดยระบบแปลงปลูกนี้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้สูงสุดถึง 20 ครั้งต่อรอบ เทียบกับพันธุ์เดิมที่เก็บได้ราว 8–9 ครั้ง ซึ่งนายวิเศษกล่าวถึงความร่วมมือนี้ว่า “ที่เรียกว่าคู่ชีวิตก็คือ เราอยู่ได้ด้วยเขา เขาอยู่ได้ด้วยเรา เราก็ไปด้วยกัน” พร้อมเสริมว่าบริษัทได้เรียนรู้บทเรียนและการจัดการแปลงจริงจากเกษตรกรด้วยเช่นกัน

การวิจัยสายพันธุ์ดังกล่าวใช้เวลาพัฒนากว่า 10 ปี เพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคในเรื่องกลิ่น รสชาติ ขนาดใบที่คงรูปหลังปรุงอาหาร และตอบโจทย์เกษตรกรในแง่ของน้ำหนักผลผลิตต่อแปลง ทั้งนี้ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นกลไกสากลที่สร้างแรงจูงใจในการลงทุนวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารไทยให้แข่งขันได้ในระดับโลกเช่นเดียวกับต่างประเทศ โดยต้องตั้งอยู่บนสมดุลที่ไม่กระทบต่อวิถีดั้งเดิมของสังคม













