ช่วงนี้ได้เห็นประเด็นซูเปอร์เอลนีโญอัปเดตกันถี่รายสัปดาห์ คนไทยเองก็อาจจะเกิดความรู้สึกกังวล เพราะเพิ่งผ่านเหตุการณ์อุทกภัยมากหมาด ๆ นั่นเพราะข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ที่เผยให้เห็นว่าสภาพอากาศโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปทุกที พร้อมออกโรงเตือนถึงการมาของ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ปรากฏการณ์ที่จะเข้ามาซ้ำเติมวิกฤตน้ำท่วมและภัยแล้งทั่วโลก ฟากนักวิทย์ฯ คาดผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญจะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 451,000 รายทั่วโลก
ความรุนแรงของ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ แล้งหนัก ท่วมหนัก
WMO เปิดเผยว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณศูนย์กลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งเป็นจุดกำเนิดหลักของเอลนีโญ ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมนี้ คาดว่าจะพุ่งสูงกว่าปกติถึง 3.7 องศาเซลเซียส
ตัวเลขดังกล่าวทำลายสถิติสูงสุดเดิมในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2015 ถึงมกราคม 2016 ที่เคยบันทึกไว้ที่ 2.6 องศาเซลเซียส ขณะที่สำนักงานสภาพอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกยังคงพุ่งสูงในระดับวิกฤต เช่น ในเดือนสิงหาคมที่แตะระดับ 16.96 องศาเซลเซียสกลายเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์
เนื่องจากเอลนีโญคือช่วงสภาวะอุ่นของปรากฏการณ์เอลนีโญ-เซาเทิร์นออสซิลเลชัน (ENSO) ก่อนเจาะลึกซูเปอร์เอลนีโญ เราอาจจะต้องรู้จัก ENSO (เอนโซ่) ก่อน เรียกง่าย ๆ เอนโซ่ก็คือวัฏจักรความแปรปรวนของอุณหภูมิน้ำทะเลและสภาพอากาศในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งครอบคลุม 2 ปรากฏการณ์หลัก เอลนีโญ ถูกเรียกว่าสภาวะอุ่น (Warm Phase) คือช่วงที่อุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกอุ่นขึ้นกว่าปกติ ตรงข้ามกับลานีญา ถูกเรียกว่าสภาวะเย็น (Cold Phase) ช่วงที่อุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณเดียวกันเย็นกว่าปกติ
ซึ่งตามธรรมชาติปรากฏการณ์นี้จะส่งผลกระทบทุก ๆ 2 ถึง 7 ปี ทำให้เกิดอุณหภูมิที่สูงขึ้นและเปลี่ยนแปลงรูปแบบของปริมาณน้ำฝน ซึ่งอาจทำให้บางพื้นที่เกิดภัยแล้งและบางพื้นที่เกิดฝนตกหนัก
แม้ภาพจำหลักของ เอลนีโญ คือ ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เอลนีโญสามารถสร้างความผันแปรจนเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันเฉพาะจุดได้เช่นกัน
พูดง่าย ๆ คือ ซูเปอร์เอลนีโญไม่ได้ทำให้แล้งอย่างเดียว แต่เปรียบเสมือนตัวเร่งให้สภาพอากาศสุดขั้วทั้งสองฝั่ง ทั้งแล้งจัดจนวิกฤต และสลับมาเกิดฝนตกหนักรุนแรงจนน้ำท่วมได้ในวงรอบเดียวกัน
ความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนนี้ไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงแค่ต่อโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตมนุษย์ ทีมนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยชิคาโก (Climate Impact Lab) ได้ประเมินสถานการณ์และคาดการณ์ว่า ซูเปอร์เอลนีโญในครั้งนี้อาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกสูงถึง 451,000 คน ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายนยาวไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027 นี้
ผลกระทบ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เริ่มแล้วในหลายพื้นที่
ผลกระทบที่ความร้อนซึ่งเกิดจากระบบภูมิอากาศนี้จะมีต่อภาคเกษตรกรรมและการค้าในประเทศแถบเอเชีย จะส่งผลให้อุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในเมืองหรือภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยในช่วง 2 ถึง 3 ไตรมาสแรกของปี 2027 ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่เพิ่มขึ้นในภาคใต้ของจีน รวมไปถึงปริมาณฝนที่ลดลงรวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดภัยแล้งและปัญหาการขาดแคลนพลังงานในภาคใต้ของเวียดนาม
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดพายุเฮอร์ริเคนทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากความเป็นไปได้ที่ลมตะวันตกจะทวีกำลังแรงยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของเอลนีโญได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยมีไฟป่าโหมกระหน่ำผืนป่าและพื้นที่ในเกาะใหญ่ที่สุดสองแห่งของหมู่เกาะอินโดนีเซีย อย่าง กาลิมันตันและสุมาตรา ซึ่งส่งผลให้โรงเรียนและบริการอื่น ๆ ต้องปิดทำการในมาเลเซียและสิงคโปร์
แม้แต่ในอินเดียเองก็ยังต้องเผชิญกับฤดูมรสุมที่แล้งที่สุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ส่งผลให้ราคาอาหารและเครื่องดื่มดันอัตราเงินเฟ้อให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนกันยายนที่ผ่านมาอีกด้วย
‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ประเด็นใหญ่ผลพวงโลกร้อนบนเวที IMF
ซูเปอร์เอลนีโญตกเป็นประเด็นถกเถียงระหว่างนักการเงิน นักเคลื่อนไหว ด้านสภาพภูมิอากาศ และผู้สื่อข่าวที่เดินทางมายังกรุงเทพฯ ในช่วงวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2026 เพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
อาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานธนาคารโลก เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า เจ้าหน้าที่จาก 30 ถึง 40 ประเทศได้หารือเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือในยามวิกฤต เพื่อช่วยบริหารจัดการกับความช็อกด้านพลังงานและราคาที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง
นอกจากวิกฤตพลังงานแล้ว ยังเตือนให้รับมือกับความเสี่ยงจากสภาพอากาศโดยเฉพาะกับ ‘เอลนีโญ’
ตัวอย่างความรุนแรงจากสภาพภูมิอากาศ เช่น พายุเฮอร์ริเคนถล่มจาเมกาในเดือนตุลาคมปี 2025 ซึ่งสร้างความเสียหายประเมินไว้มากกว่า 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 402,000 ล้านบาท) และเหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มในเนปาลเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูก่อสร้างอย่างน้อย 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 134,000 ล้านบาท) ได้ผลักดันให้หลายประเทศหันมาสำรวจระบบประกันภัยและความคุ้มครองความเสี่ยงจากภัยพิบัติเพิ่มเติม
ประเทศไทยพร้อมรับมือแค่ไหนหากเกิดวิกฤตน้ำครั้งใหญ่
ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้ง หากต้องรับมือสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจะไหวไหม เมื่อต้องจัดการกับปัญหาน้ำอีกครั้ง เรื่องนี้ย้อนไปไม่นาน ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ ทั้งในกรุงเทพมหานครและหลายพื้นที่ในต่างจังหวัดเองก็ได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินไม่แพ้กัน
ประเด็นใหญ่ของการจัดการรอบก่อนไม่ใช่เรื่องของการระบายน้ำ หรือมาตรการเยียวยาใด ๆ หากแต่เป็นเรื่องการเตือนภัยที่มาช้ากว่าน้ำ ดังนั้นการก้าวข้ามวิกฤตนี้จึงต้องบูรณาการข้อมูลพยากรณ์อากาศแบบเรียลไทม์เพื่อเตือนภัยล่วงหน้า จัดสรรงบประมาณให้สมดุลทั้งการซ่อมบำรุงและโครงการพัฒนา พร้อมทั้งสร้างความยืดหยุ่นให้ภาคเกษตรกรรมผ่านการบริหารจัดการน้ำระดับชุมชน เพื่อลดความเสียหายและพานประเทศรอดพ้นบททดสอบสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งหรืออุทกภัยน้ำครั้งใหญ่นี้ไปให้ได้













