Tags
| วิวัฒนาการ
12/01/2024
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 731 days ago
ค้นพบดีเอ็นเอโบราณที่เป็นต้นตอของโรคยุคปัจจุบัน
กลุ่มนักวิจัยในโครงการการศึกษาดีเอ็นเอโบราณขนาดใหญ่ได้ค้นพบข้อมูลใหม่ที่สามารถอธิบายที่มาของโรคทางระบบประสาทในเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในยุคปัจจุบัน อย่างโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) และโรคอัลไซเมอร์ได้ ทีมนักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจำนวนกว่า 175 คนได้ร่วมกันศึกษาดีเอ็นเอจากกระดูก และฟันของมนุษย์โบราณทั่วทวีปยูเรเซียจำนวนกว่า 5,000 ชิ้นจากพิพิธภัณฑ์ในแต่ละประสาท ซึ่งแต่ละชิ้นมาจากแต่ละยุคสมัยต่างกัน ตั้งแต่สมัยยุคกลาง (ค.ศ. 500-1,500) ย้อนกลับไปถึง 34,000 ปีในช่วงยุคหินเก่า แล้วนำข้อมูลดีเอ็นเอที่พบมาเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของมนุษย์ยุคปัจจุบันจำนวน 400,000 คน จนพบความเป็นไปได้ที่บ่งบอกว่าโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นผลจากการวิวัฒนาการเพื่อรับมือกับเชื้อโรคในยุคโบราณที่มาจากสัตว์ โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งจัดเป็นหนึ่งในโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติชนิดหนึ่งที่ระบบภูมิคุ้มกันจะโจมตีปลอกประสาท และเส้นประสาทจนทำให้เกิดการอักเสบ ส่งผลต่ออวัยวะหลายระบบ ทั้งสมอง ดวงตา การกลืนอาหาร ลำไส้ กล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาได้ และเป็นต่อเนื่องกันตลอดชีวิต สมมติฐานของนักวิจัยคาดว่าที่ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีปลอกประสาทเป็นผลมาจากดีเอ็นเอโบราณชนิดหนึ่งที่มนุษย์ในอดีตนั้นวิวัฒนาการมาเพื่อจัดการกับเชื้อโรคบางชนิด เพราะการดำเนินชีวิตในสมัยโบราณ มนุษย์ทั่วโลกนั้นอยู่อาศัยแบบชนเผ่าเร่ร่อนที่ใช้ชีวิตด้วยการเก็บของป่า ล่าสัตว์ และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรค ร่างกายจึงพัฒนาภูมิคุ้มกันนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันร่างกาย โดยผลการเปรียบเทียบดีเอ็นเอของมนุษย์โบราณกับมนุษย์ยุคปัจจุบันพบว่า มนุษย์ยุคปัจจุบันมีร่างกายที่อ่อนแอกว่า ซึ่งดีเอ็นเอในการต่อต้านเชื้อโรคที่สืบทอดมานี้จึงอาจส่งผลให้เกิดอาการด้านภูมิคุ้มกัน และการโจมตีเซลล์ของร่างกายจนเกิดการอักเสบขึ้นได้ กลุ่มนักวิจัยคาดว่าดีเอ็นเอโบราณนี้เป็นของกลุ่มยัมนายา (Yamnaya) ชนเผ่าเร่ร่อนในแถบยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงแถบเอเชียกลางในอดีต เพราะจากการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์พบว่าชาวยัมนายาเป็นชนเผ่าที่เริ่มขี่ม้าเป็นกลุ่มแรก ที่มีการเลี้ยงสัตว์ และล่าสัตว์เพื่อดำรงชีวิต โดยนักวิจัยก็คาดว่าชนเผ่านี้วิวัฒนาการภูมิคุ้มกันขึ้นเพื่อป้องกันเชื้อโรคที่มีสัตว์เลี้ยง อย่างแกะ และวัวเป็นพาหะ…17/02/2023
ทำไมคนถึงชอบกินของหวาน จากสัญชาติญาณการเอาตัวรอดสู่ความกระหายในรสชาติที่ไม่สิ้นสุด
รสชาติความหวานเป็นสิ่งที่หลายคนหลงใหล แต่ยิ่งหวาน น้ำตาลยิ่งสูง พลังงานก็สูงตามไปด้วย ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าเมื่อกินน้ำตาลในปริมาณมากและติดต่อกันสามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคได้หลายโรค แต่เชื่อว่าเวลาเมื่อคนจำนวนไม่น้อยได้กินของหวานมักจะหยุดได้ยากเสมอ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าการกินมากเกินไปส่งผลต่อสุขภาพ หากถามหาเหตุผลว่าทำไมถึงชอบกินของหวานก็คงเพราะความชอบในรสชาติ แต่เบื้องหลังความหลงใหลในรสชาติแล้วยังมีปัจจัยด้านพันธุกรรมและการทำงานของสมองมาเกี่ยวข้องด้วย พลังงาน การเอาตัวรอด และสาเหตุที่คนชอบกินของหวาน น้ำตาลเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูง โดยน้ำตาล 1 กรัม = 4 กิโลแคลอรี ถ้าเห็นแบบนี้เแล้วอาจจะรู้สึกว่าไม่เยอะเท่าไหร่ แต่โดยค่าเฉลี่ยปริมาณการบริโภคน้ำของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 100 กรัม/วัน ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้บริโภคไม่เกิน 24 กรัมต่อวัน หากได้รับเกินจากนี้ ร่วมกับการที่คุณได้รับพลังงานจากอาหารอื่น ๆ ร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลที่คุณได้รับไปเป็นไขมันสะสมในร่างกาย ซึ่งด้วยความที่น้ำตาลให้พลังงานสูงนี่แหละเป็นสิ่งที่ทำให้คนในทุกยุคทุกสมัยแสวงหาความหวานกันอย่างไม่หยุดหย่อน ทั้งขนม เครื่องดื่ม และอาหาร โดยในทางทฤษฎีด้านวิวัฒนาการของมนุษย์เชื่อกันว่าสาเหตุที่มนุษย์หลงใหลในความหวานนั้นมาจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่อยู่ลึกลงไปในระดับพันธุกรรม แม้ว่าทุกวันนี้เราสามารถหาอาหารและเครื่องดื่มได้ง่าย ๆ แต่บรรพบุรุษของเราที่ใช้ชีวิตอยู่เมื่อหลายพันปี หลายหมื่นปี หรือแม้แต่หลายแสนปีก่อนไม่ได้มีมินิมาร์ตหรือฟู้ดเดลิเวอรี ผู้คนในอดีตใช้ชีวิตด้วยการหาของป่าและล่าสัตว์เพื่อหาอาหารมาเติมพลังงานและเอาชีวิตรอด ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก การพบต้นไม้ที่มีผลไม้สุกงอมรสชาติหวานหอมหรือน้ำผึ้งในยุคนั้นไม่ต่างจากการเจอขุมทรัพย์ที่มีค่ามหาศาล เพียงแค่มันอยู่ในรูปแบบของพลังงานจากความหวาน บรรพบุรุษของเราจึงสวาปามผลไม้เหล่านั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งความอร่อยอาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่ปัจจัยหลักคือพลังงานที่หาได้ยากยิ่งและสามารถเก็บไว้ในรูปแบบของไขมันสะสมเพื่อเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตเมื่อขาดอาหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านวิวัฒนาการเชื่อว่าเราสืบทอดสัญชาตญาณการเอาตัวรอดจากการอดอาหารจนตายมาจากบรรพบุรุษผ่านวิวัฒนาการหลายหมื่นปี จึงไม่แปลกที่เวลาเราเจอของอร่อย ไม่ว่าจะเป็นของหวาน ของทอด ของมัน โดยเฉพาะบุฟเฟต์…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1060 days ago
Read More27/03/2022
ตอบคำถาม: ทำไมขั้วโลกใต้ (แอนตาร์กติกา) ถึงไม่มีหมีขั้วโลก?
ในขณะที่อาร์กติกและแอนตาร์กติกาอาจมีความคล้ายคลึงบางอย่างในเรื่องสภาพแหล่งที่อยู่อาศัย และเป็นที่อยู่ของสิ่งมีชิวต เช่น แมวน้ำ และวาฬหลายสายพันธุ์ แล้วทำไมขั้วโลกเหนือ (อาร์กติก) ถึงมีหมีขั้วโลก แต่ขั้วโลกใต้ (แอนตาร์กติกา) ถึงไม่มี?ภควัต ขจิตวิชยานุกูล | 1386 days ago
Read More06/02/2022
สมองของแมวมีขนาดเล็กลง และมันเป็นความผิดของมนุษย์เต็ม ๆ!
การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวันที่ 26 มกราคม ในวารสาร Royal Society Open Science พูดถึงการสำรวจโดยเปรียบเทียบการวัดกะโหลก (ซึ่งสามารถบ่งชี้ขนาดสมอง) ของแมวบ้านสมัยใหม่เทียบกับแมวป่าบรรพบุรุษที่เป็นสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกันที่สุด ได้แก่ แมวป่าแอฟริกัน (Felis lybica) และแมวป่ายุโรป (Felis silvestris) ซึ่งทีมวิจัยพบว่าขนาดกะโหลด และขนาดสมองของแมวเลี้ยงได้หดตัวลงตลอดระยะเวลา 10,000 ปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับแมวป่าบรรพบุรุษของพวกมันภควัต ขจิตวิชยานุกูล | 1436 days ago
Read More30/01/2022
ทำไมเสือถึงตัวสีส้ม?
สีสันและลวดลายบนตัวสัตว์นั้นเกิดขึ้นจากการวิวัฒนาการที่เพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป บางชนิดมีจุดประสงค์เพื่อให้มันโดดเด่นสำหรับคู่ครอง บางชนิดมีสีสันเพื่อเตือนผู้ล่าว่ามันมีพิษ แต่สำหรับนักล่าซุ่มโจมตีอย่างเสือ การที่สัตว์ตัวอื่นมองไม่เห็นตัวมันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการล่าเหยื่อ แต่ในทุกสีที่มีในโลก ทำไมเสือถึงตัวสีส้ม?ภควัต ขจิตวิชยานุกูล | 1442 days ago
Read More16/12/2021
งานวิจัยพบ จุลินทรีย์ในดินและน้ำกำลังวิวัฒนาการให้ย่อย ‘ขยะพลาสติก’ ได้ !
อย่างที่ทราบกันดีว่า ขยะพลาสติกนั้นไม่สามารถย่อยสลายได้ภายในเร็ววัน (อาจจะต้องใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 200 ปี) แถมนำเอามารีไซเคิลได้ยาก และนั่นก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในโลก ไม่เว้นแม้แต่สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อย่างจุลินทรีย์ แต่ผลงานการวิจัยล่าสุดของประเทศสวีเดนค้นพบสิ่งที่น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่ง เนื่องจากดูเหมือนว่าจุลินทรีย์ในผืนดินและมหาสมุทรทั้งโลกกำลังค่อย ๆ มีวิวัฒนาการปรับตัวให้สามารถย่อยสลายพลาสติกได้อย่างไม่น่าเชื่อประภาส อยู่เย็น | 1488 days ago
Read More22/10/2021
วิจัยล่าสุดเผย ช้างแอฟริกาตัวเมีย ‘งาหาย’ เพื่อป้องกันตัวเองจากนักล่างาช้าง
แม้ว่าในปัจจุบันมนุษย์จะตระหนักถึงผลกระทบจากการล่าสัตว์ไม่ว่าจะเพื่อประโยชน์ในแง่ใดก็ตาม แต่สุดท้ายก็ยังคงมีการล่าสัตว์อยู่ดี โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่อย่างเช่นช้างแอฟริกา ที่ยังพบว่ามีการล่าช้างแอฟริกาเพื่อเอางาอยู่ ซึ่งผลวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นว่า ผลกระทบของการล่าช้างไม่ได้ส่งผลเพียงแค่การลดจำนวนอย่างมากของช้างแอฟริกา หรือส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงระดับวิวัฒนาการที่ช้างแอฟริกาต้องมีการปรับตัวเพื่อรักษาชีวิตและเผ่าพันธ์ุของมันเอาไว้ประภาส อยู่เย็น | 1542 days ago
Read More15/05/2021
‘การ์ตูนแก๊ก’ สื่อสั้นอ่านฮาได้สาระ กับแพลตฟอร์มการอ่านที่ผันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
หากพูดถึงการ์ตูนแก๊ก นักอ่านเลขสาม (นำหน้า) ขึ้นไป คงนึกถึงหนังสือการ์ตูนอย่าง ขายหัวเราะ-มหาสนุก ซึ่งเป็นที่นิยมด้วยราคาแสนถูก ไปร้านทำผม ร้านหมอฟัน หรือร้านใด ๆ ที่ต้องรอรับบริการ ก็จะวางควบคู่กับนิตยสารให้คนรออ่านเพื่อฆ่าเวลา แก้เบื่อเล่น ลดอารมณ์ที่จะเหวี่ยงวีน แก้อาการรอไม่ได้ได้ชะงัดนัก ทว่าเมื่อโลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาแทนที่ เราจึงเห็นสื่อชนิดนี้น้อยลงเรื่อย ๆ แถมยังมีปรากฎการณ์ระดับโลก อย่างการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เป็นปัจจัยให้ผู้คนเก็บตัวอยู่ในบ้าน ส่งผลต่องานในภาคบริการทั้งหลายอย่างจัง ทำให้โอกาสที่เราจะเห็นหนังสือดังกล่าวทั้งจากแผงขายและจากร้านค้าต่าง ๆ ลดลงไปอีก แต่ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้ยังเร่งให้คนหันมาใช้เทคโนโลยี และเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ มากขึ้นด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ‘การอ่านการ์ตูนแก๊ก’ ในแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนไปนั่นเอง แต่ก่อนที่เราจะเข้าสู่การสาธยายว่า ‘การ์ตูนแก๊กในปัจจุบัน’ มีหน้าตาอย่างไรบ้าง เราก็ต้องเท้าความถึงอดีตและ ‘จุดเริ่มต้นของการ์ตูนในไทย’ กันสักหน่อย จากผนังสู่กระดาษ แรกเริ่มการ์ตูนในไทย หากอ้างอิงประวัติศาสตร์ การ์ตูนไทยเริ่มจากการเข้ามาของวิทยาการเขียนภาพแบบตะวันตก โดยบุคคลที่เริ่มเขียนภาพที่มีกลิ่นอายของความขำขัน อิงชีวิตจริงคนแรก คือ ขรัวอินโข่ง จิตรกรในสมัยรัชกาลที่ 3 - รัชกาลที่…วัฒนา ขจัดสารพัดภัย | 1703 days ago
Read More17/06/2020
นักวิจัยเผย 36 คือตัวเลข (น่าจะเป็น) จำนวนล่าสุดของเพื่อนบ้านในกาแล็กซีของเรา
แต่ไหนแต่ไรมา คำถามที่มวลมนุษยชาติอย่างเรา ๆ เฝ้าสงสัยมาเนิ่นนานคือ ยังมีใครอื่น นอกจากเราในเอกภพอีกหรือไม่ การหาจำนวนของความเป็นไปได้ของอารยธรรมอื่น จึงเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เพียรหาคำตอบเรื่อยมา ดูเหมือนเราจะเข้าใกล้คำตอบที่ว่านั่นไปอีกขั้น เมื่อล่าสุด งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Astrophysical Journal ชี้ว่า อาจมี ‘สิ่งมีชีวิตนอกโลก’ ที่มีรูปแบบการพัฒนาหรือวิวัฒน์ คล้ายคลึงโลกของเราถึงมากกว่า 30 แห่งในทางช้างเผือก การคำนวณเพื่อหาตัวเลขของ ‘สิ่งมีชีวิตนอกโลก’ ในกาแล็กซีทางช้างเผือก ด้วยความอยากรู้ว่า จะมีดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการมีสิ่งชีวิตได้อยู่เท่าไหร่ นักวิจัยจึงลองตั้งสมมติฐานว่า มีสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาบนดาวเคราะห์ดวงอื่นในลักษณะคล้ายกับที่พัฒนาบนโลก และจับคู่กับดาวเคราะห์ที่มีลักษณะเป็นไปได้ต่อการพัฒนาชีวิตในรูปแบบนั้น คริสโตเฟอร์ คอนเซลิส (Christopher Conselice) ศาตราจารย์ด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ (Professor of Astrophysics) มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม (University of Nottingham) หัวหน้างานวิจัยในครั้งนี้กล่าวว่า "มันควรจะมีอารยธรรมที่ยังดำรงอยู่อย่างน้อย 2-3 โหล ในกาแล็กซีของเรา ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า มันใช้เวลาอย่างน้อย 5 พันล้านปี ในการก่อเกิดสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาเฉกเช่นเดียวกับที่เกิดกับโลก ซึ่งแนวความคิดนี้โฟกัสที่การวิวัฒนาการ แต่หากมองในสเกลที่ใหญ่ขึ้น อย่างระดับจักรวาล…วัฒนา ขจัดสารพัดภัย | 2034 days ago
Read MorePR Partners
See All26/12/2025
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 17 days ago















