Tags
| Health
14/09/2023
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 872 days ago
ทำไมใคร ๆ ก็ชอบมู ? สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยึดเหนี่ยวจิตใจที่ช่วยให้รู้สึกดี
วันนี้เรากลับมาพร้อมกับความรู้ทางจิตวิทยาดี ๆ กันอีกแล้ว ซึ่งวันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านมาเจาะลึกความรู้ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของคนเวลามีเรื่องไม่สบายใจ ที่มักจะทำบุญ เข้าวัดขอพร รวมไปถึงความเชื่อของสายมูเตลูต่าง ๆ ทำไมการมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยึดเหนี่ยวจิตใจถึงทำให้รู้สึกดี มาดูเบื้องหลังของพลังแห่งศรัทธานี้ตามแบบฉบับหลักจิตวิทยากันเลย ทำไมผู้คนถึงต้องการ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยึดเหนี่ยวจิตใจ ? “ศาสนา” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการของมนุษย์ และเป็นหนึ่งในคำถามที่รบกวนนักคิดผู้ยิ่งใหญ่มาหลายศตวรรษ ยกตัวอย่างเช่น คาร์ล มาร์กซ์ ที่ให้คำบัญญัติถึงความหมายของศาสนาเอาไว้ว่า “ฝิ่นของประชาชน” ส่วน ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ก็มีความรู้สึกว่าพระเจ้าเป็นเพียงภาพลวงตา และผู้ที่นับถือพระเจ้า ต้องการสัมผัสความรู้สึกถึงความปลอดภัยและการให้อภัย เหมือนความรู้สึกในวัยเด็กที่เราอยากให้ผู้ใหญ่มาปกป้องในยามที่เกิดปัญหา แต่โดยพื้นฐานแล้ว มีการวางสมมติฐานเอาไว้ว่า ศาสนาเป็นผลพลอยได้จากการปรับตัวทางความคิดและสังคม ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาของมนุษย์ พลังศรัทธา = ความหวัง นักศาสนศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา พยายามศึกษาเรื่องราวเหล่านี้มานานหลายศตวรรษ เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบที่ศาสนามีต่อมนุษย์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าศาสนาและจิตวิญญาณเป็นหนึ่งในปัจจัยทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุด นักวิจัยจาก Mayo Clinic สรุปใจความของเรื่องนี้เอาไว้ว่า “การศึกษาส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่า การมีความเชื่อทางศาสนาและจิตวิญญาณ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สุขภาพของผู้ที่มีศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพดี รวมถึงมีอายุที่ยืนยาวขึ้น ทักษะการเผชิญปัญหาดีขึ้น แม้ในช่วงป่วยระยะสุดท้าย…29/08/2023
วิธีก้าวออกจาก Safe Zone เมื่อมองไม่เห็นความก้าวหน้าในที่ทำงาน
หลาย ๆ คนอาจจะมีโอกาสได้ทำงานกับบริษัทดี ๆ ที่ช่วยเติมเต็มความต้องการทางด้านการเงิน จิตใจและสังคมที่ดีพร้อมอยู่แล้ว แต่สำหรับบางคนก็อาจกำลังพบกับชีวิตการทำงานที่รู้สึกว่ายัง “ไม่ใช่” แต่ก็ยังคงติดอยู่กับสถานที่เดิม ๆ สังคมเดิม ๆ การทำงานแบบเดิม ๆ ยังไม่กล้าก้าวที่จะออกจาก “Safe Zone” แม้ในใจจะมีความรู้สึกอย่างชัดเจนว่า สถานที่ที่คุณอยู่นี้ยังไม่ใช่สถานที่ใช่สำหรับคุณ ในบางครั้งความกล้าก็มาจากแรงกระตุ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าในวันนี้คุณกำลังมองหาตัวช่วย ที่จะทำให้การตัดสินใจของคุณนั้นมีความเด็ดขาด เราขอยกมืออาสา และก็ได้นำความรู้ดี ๆ มาฝากคุณผู้อ่านกันอีกเช่นเคย มาปลดล็อกความกังวลและก้าวเท้าออกจาก Safe Zone ในบทความนี้กัน Safe Zone คืออะไร? สิ่งนี้ก็คือสถานที่ที่ปลอดภัยภายในใจของคุณ เป็นสถานการณ์ที่คุณคุ้นเคยและรับประกันว่าจะไม่มีความกังวลใด ๆ เกิดขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งนี้อาจเป็นอุปสรรคถ้าคุณมองหาการพัฒนาในชีวิต เพราะการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การเติบโต ความคิดสร้างสรรค์และสิ่งใหม่ ๆ นั้นเกิดขึ้นท่ามกลางอุปสรรค และอยู่ห่างไกลจากคำว่า Safe Zone แม้ว่าคุณอาจรู้สึกเหมือนว่าตนเองกำลังก้าวเข้าสู่โซนแห่งความไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้ แต่การท้าทายตัวเองจะทำให้คุณมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงาน และเข้าถึงศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง หากคุณรู้สึกเบื่อกับการทำงานเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ที่มองไม่เห็นทางเติบโต…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 888 days ago
Read More28/08/2023
เรื่องจริงหรือคิดไปเอง ? กินข้าวเหนียวทำให้ง่วงนอน
เคยไหม ? หลังอาหารมักจะง่วงนอน โดยเฉพาะคนที่กิน ‘ข้าวเหนียว’ มื้อไหนกินข้าวเหนียว ส้มตำ ตกบ่ายมานั่งหาวตาจะปิดให้ได้ หรือแม้กระทั่งขนมหวานอย่างข้าวเหนียวมะม่วงก็เช่นกัน หลายคนที่กินข้าวเหนียวเลยพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘กินข้าวเหนียวทำให้ง่วงนอน’ แต่เรื่องนี้จริงหรือไม่มาหาคำตอบกัน! กินข้าวเหนียวทำให้ง่วงนอน ? ก่อนอื่นต้องตอบคำถามนี้เลยว่า การกินข้าวเหนียวเสร็จแล้วหลังจากนั้นรู้สึกง่วงนอน คือ เรื่องจริง! คุณไม่ได้คิดไปเองแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกแบบนี้ สาเหตุที่ทำให้บางคนหรือคนหมู่มากรู้สึกง่วงนอนหลังจากกินข้าวเหนียว ไม่ว่าจะกินกับอาหารคาว หรือกินเป็นของหวาน นั่นเป็นเพราะว่าข้าวเหนียวช่วยกระตุ้นการทำงานบางอย่างของร่างกายนั่นเอง สิ่งหนึ่งที่หลายคนรู้กันอยู่แล้ว ก็คือ คาร์โบไฮเดรต หรือแป้งที่เรารับประทานกันทุก ๆ วัน เมื่อย่อยสลายแล้วจะกลายเป็นน้ำตาล ซึ่งเรื่องนี้มีความเกี่ยวโยงโดยตรงกับความรู้สึกง่วงนอนหลังจากกินข้าวเหนียว โดยในข้าวเหนียวจะมีอะมิโลส (Amylose) และอะมิโลเพคติน ซึ่งมีความสามารถในการเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็ก หรือกลูโคส ได้เร็วกว่าข้าวหรือข้าวประเภทอื่น ๆ ทำให้ปริมาณน้ำตาลในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงสั้น ๆ ดังนั้นเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่และสมดุล ตับอ่อนในร่างกายก็จะต้องรีบหลั่งอินซูลิน (Insulin) ออกไปควบคุมการเผาผลาญ และให้ร่างกายดูดซึมใช้เป็นพลังงานได้ ในกระบวนการหลั่งอินซูลิน จะทำให้กรดอะมิโนหลายชนิดถูกดูดซึม เช่น วาลีน ลิวซีน และไอโซลิวซีน แต่จะมีกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ทริปโตเฟน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้นอนหลับ…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 889 days ago
Read More28/08/2023
พฤติกรรม Binge-Watching ติดซีรีส์จนหยุดดูไม่ได้ ทำลายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว
ยุคสมัยนี้เวลาอยากดูภาพยนตร์หรือซีรีส์สักเรื่องไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และพฤติกรรมการรับชมแบบ Binge-Watching ซึ่งเป็นการเหมารวดดูซีรีส์เรื่องหนึ่งหลายตอนในคราวเดียวก็กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยคุณสามารถดูซีรีส์เรื่องโปรดได้ง่าย ๆ ไม่จำเป็นต้องดูผ่านหน้าจอโทรทัศน์เสมอไป ไม่ว่าจะเป็น ดูผ่านโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต แล็ปท็อป เพิ่มความสะดวกและง่ายต่อการดูเมื่อไหร่ที่ไหนก็ได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหลายท่านได้ออกมาเตือนถึงพฤติกรรมการดูซีรีส์จนหยุดดูไม่ได้ เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวกำลังเข้ามาแทนที่เวลาที่คุณอาจเคยออกกำลังกาย เข้าสังคม ที่สำคัญเวลานอนหลับ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาวะสุขภาพที่ร้ายแรงหลายประการ รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคซึมเศร้า และปัญหาการนอนหลับ ยิ่งถ้าบางคนต้องมีขนบขบเคี้ยว เครื่องดื่มแคลอรีสูง หรือแอลกอฮอล์ คอยดื่มกินระหว่างดูซีรีส์ด้วยแล้ว บอกเลยว่ายิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพมากขึ้น Binge-Watching ติดซีรีส์จนหยุดดูไม่ได้ สัมพันธ์กับสุขภาพ ? นักวิจัยได้ส่งแบบสำรวจไปยังผู้ใหญ่ 926 คน ที่มีโทรทัศน์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างน้อยหนึ่งเครื่องที่สามารถใช้ชมภาพยนตร์หรือซีรีส์ได้ โดยนักวิจัยต้องการทราบว่าบุคคลเหล่านี้ใช้เวลากับอุปกรณ์ของตัวเองนานเท่าไหร่ อาหารการกินเป็นอย่างไร นอนหลับนานแค่ไหน คุณภาพการนอนหลับดีหรือไม่ และความเครียดที่เกิดขึ้นในแต่ละวันมากน้อยเพียงใด การออกกำลังกาย และนิสัยการดื่มสุราเพิ่มขึ้นอย่างไรบ้าง สิ่งที่นักวิจัยพบคือบุคลคลเหล่านั้นใช้เวลาอยู่กับหน้าจอที่หนักที่สุดโดยเฉลี่ยประมาณ 17.5 ชั่วโมงต่อวันในทุกอุปกรณ์ ผู้ใช้เหล่านี้ยังรายงานการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ย่ำแย่ลง เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ใช้หน้าจอระดับปานกลาง นักวิจัยยังตั้งข้อสังเกตอีกว่านิสัยที่ผู้คนส่วนใหญ่มักเป็นตอนใช้เวลาอยู่กับหน้าจออย่างหนัก คือ รูปแบบการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น การบริโภคอาหารจานด่วนบ่อย ๆ และการรับประทานอาหารกับครอบครัวหน้าโทรทัศน์ ที่สำคัญการใช้เวลาอยู่หน้าจออย่างหนักยังสัมพันธ์กับความเครียดอีกด้วย…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 889 days ago
Read More24/05/2023
ดื่มน้ำมะเขือเทศทุกวัน ส่งผลเสียต่อร่างกายหรือไม่ ?
ทุกคนรู้ว่าการกินมะเขือเทศมีประโยชน์ต่อร่างกาย ที่สำคัญยังช่วยเรื่องผิวพรรณเป็นอย่างดี แต่กลิ่นและรสชาติของมะเขือเทศอาจไม่ถูกใจใครหลายคน ทำให้ปัจจุบันมีเครื่องดื่มน้ำมะเขือเทศออกขายตามท้องตลาดมากมาย เพื่อให้ง่ายต่อการดื่มกิน จนบางคนซื้อดื่มกันเป็นประจำทุกวันเพราะเชื่อว่าดีต่อร่างกาย Hack for Health นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากว่าการดื่มน้ำมะเขือเทศทุกวัน ส่งผลดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง ที่สำคัญดื่มน้ำมะเขือเทศทุกวันส่งเสียต่อร่างกายหรือไม่ ? ประโยชน์ของน้ำมะเขือเทศ การดื่มน้ำมะเขือเทศทำให้ร่างกายสดชื่น ที่สำคัญยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ดังนี้ 1.ช่วยเสริมสร้างกระดูก น้ำมะเขือเทศมีวิตามินเคและแคลเซียม มีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างกระดูก ช่วยซ่อมแซมกระดูกและเนื้อเยื่อกระดูกได้ ซึ่งวิตามินเคในมะเขือเทศจะช่วยกระตุ้น ออสทีโอแคลซิน (osteocalcin) ซึ่งเป็นโปรตีนหลักในกระดูก โดยออสทีโอแคลซินจะช่วยให้โมเลกุลแคลเซียมมีแร่ธาตุภายในกระดูก ดังนั้น น้ำมะเขือเทศอาจช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกได้ 2.ช่วยเรื่องสุขภาพผิว น้ำมะเขือเทศเป็นเครื่องดื่มที่ยอดเยี่ยมสำหรับการซ่อมแซมเซลล์ผิวอย่างรวดเร็ว เพราะประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระไลโคปีนในระดับสูง ซึ่งทำหน้าที่เป็นครีมกันแดดตามธรรมชาติ และต่อสู้กับแสงยูวีที่เป็นอันตราย คุณอาจดื่มน้ำมะเขือเทศเพื่อผิวเปล่งปลั่ง หรืออาจใช้ทำความสะอาดใบหน้า ช่วยทำให้หน้ามันเงา ลดเลือนรอยแดงบนใบหน้าให้จางลง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อระบุศักยภาพของน้ำมะเขือเทศสำหรับผิว ดังนั้นก่อนที่จะใช้ในการล้างทำความสะอาดผิวควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อน 3.มีประโยชน์ต่อดวงตา มะเขือเทศมีส่วนประกอบของวิตามินเอสูง ดังนั้นน้ำมะเขือเทศจึงอาจช่วยในการเสริมสร้างการมองเห็นของคุณ นอกจากนี้ การดื่มน้ำมะเขือเทศอาจลดโอกาสในการเกิดโรคตาบอดกลางคืนได้เช่นกัน 4.ช่วยเรื่องการทำงานของระบบหัวใจ น้ำมะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหาร เช่น โพแทสเซียม ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของหัวใจ ปราศจากคอเลสเตอรอล และมีวิตามินบี 3 อาจมีประสิทธิภาพและปลอดภัยในการลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย นอกจากนี้…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 985 days ago
Read More23/05/2023
อดทนหรือแค่กลัว “การเปลี่ยนแปลง”
รู้หรือไม่ว่าชีวิตของเราดำเนินไปพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลง ทั้งในเรื่องของร่างกาย ลักษณะนิสัย รวมทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวสิ่งเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ วัน จนทำให้เราไม่ได้สังเกตเท่าไหร่นัก แต่หลายคนกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง และออกมาจากจุดที่เราเคยยืนอยู่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่หลาย ๆ คนกลัวจนเห็นได้ชัดคือ “การเปลี่ยนงาน” ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน การเปลี่ยนหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้หลายคนเลือกที่จะอดทนกับงานเดิม ๆ ที่อาจจะหมดไฟไปแล้ว หรือไม่ส่งเสริมให้คุณเติบโตในหน้าที่การงาน รวมถึงเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างานที่บั่นทอนจิตใจ เพียงเพราะ “กลัวการเปลี่ยนแปลง” และกังวลในเรื่องต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ หากเราเป็นคนกลัวการเปลี่ยนแปลง มักจะมีอาการอย่างไรบ้าง นักจิตวิทยาเคยกล่าวเอาไว้ว่า อาการกลัวความเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยปกติแล้วคนเรามักจะกลัวการเปลี่ยนแปลงที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา เพราะไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นตามมาบ้าง โดยเฉพาะการเปลี่ยนงานใหม่ นับเป็นสิ่งที่หลายคนกลัวเป็นอันดับต้น ๆ เนื่องจากต้องเจอกับสังคมใหม่ ๆ ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ทำงาน และเพื่อนร่วมงานคนใหม่ จึงทำให้หลายคนไม่กล้าออกจากที่ทำงานเดิม ทั้งนี้อาการกลัวการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากสมองที่มีความวิตกกังวลและมีความกลัวเกิดขึ้นมา อาการกลัวการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะถือเป็นหนึ่งใน “สัญชาตญาณ” การเอาตัวรอดของมนุษย์อย่างหนึ่ง ปกติแล้วเมื่อเราเกิดความกลัวการเปลี่ยนแปลง ก็มักแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาแตกต่างกัน เช่น…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 986 days ago
Read More19/05/2023
Introvert กับไม่อยากเข้าสังคม มีความแตกต่างกันอย่างไร
ในปัจจุบันหลาย ๆ คนเริ่มแสดงตัวว่าตนเองเป็น Introvert มากขึ้น เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ชอบอยู่กับสังคมหมู่มาก ชอบเก็บตัว ไม่อยากออกไปพบเจอผู้คน จนนิยามว่าตัวเองเป็น Introvert ซึ่งในส่วนนี้จะมีอีกหนึ่งโรคที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ “โรคกลัวสังคม” หรือไม่อยากเข้าสังคมนั่นเอง แต่ทั้ง 2 สิ่งข้างต้น ก็มีจุดแตกต่างที่ทำให้แยกออกว่าจริง ๆ แล้วคุณเป็น introvert หรือกลัวสังคมกันแน่ แนะนำให้หาคำตอบให้เจอเพื่อเตรียมรับมือและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น รู้จักกับ Introvert มีลักษณะอย่างไร? Introvert ถือเป็นคำที่คุ้นหูอย่างมากในปัจจุบัน เพราะมีหลาย ๆ คนนิยามว่าตนเองเป็น Introvert เพียงเพราะไม่ชอบการเข้าสังคม แต่ความจริงแล้วพฤติกรรมของ Introvert จะเป็นคนที่พูดค่อนข้างน้อย หรือพูดง่าย ๆ ว่ามักจะเป็นผู้ฟังมากกว่า รวมถึงไม่เป็นฝ่ายที่เริ่มการสนทนาก่อน หากต้องอยู่ใกล้หรือพูดคุยกับคนแปลกหน้าจะรู้สึกอึดอัด ไม่ต้องการเป็นจุดสนใจ และไม่ค่อยแสดงความคิดเห็น และถ้าหากจะต้องสื่อสารกับคนแปลกหน้าหรือคนจำนวนมาก มักจะรู้สึกเหนื่อยเป็นพิเศษ แต่สามารถชาร์จพลังงานให้ตัวเองได้ง่าย ๆ ด้วยการอยู่กับตัวเอง โดยปกติแล้วคนที่เป็น Introvert มักจะไม่ชอบความขัดแย้งหรือความยุ่งยากในเรื่องความสัมพันธ์ จึงชอบหลีกเลี่ยงการพูดคุยกับคนที่กำลังอารมณ์ไม่ดีเป็นพิเศษ เป็นต้น ไม่อยากเข้าสังคม หรือกลัวการเข้าสังคมคืออะไร รู้หรือไม่ว่าการไม่อยากเข้าสังคมหรือกลัวการเข้าสังคม…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 990 days ago
Read More19/05/2023
รับมือกับความรู้สึกแย่ หลังตัดสินใจเลิกกินน้ำตาล!
การลดหรือเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาล นับเป็นการตัดสินใจที่ดีในการดำเนินชีวิตให้มีสุขภาพดี แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะไม่ง่ายเสมอไป แต่ประโยชน์ที่ได้นั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะน้ำตาลที่เรากินเข้าไปได้มีข้อพิสูจน์มากมายว่าส่งผลเสียต่อร่างกายหลายประการ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ตลอดจนปัญหาสุขภาพฟัน นอกจากนี้ น้ำตาลยังอาจลดระดับพลังงานนำไปสู่ความรู้สึกเหนื่อยล้า และลดความตื่นตัวในระหว่างวัน ดังนั้น การตัดน้ำตาลจากอาหารจะช่วยป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง และส่งเสริมสุขภาพที่ดีได้ ทำไมเลิกกินน้ำตาลถึงรู้สึกแย่ ? การศึกษาจำนวนหนึ่งพบว่าน้ำตาลส่งผลต่อระบบการให้รางวัลของสมอง ระบบการให้รางวัลนี้ช่วยให้มนุษย์มีชีวิตรอดได้ แต่ก็เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสพติดด้วย ปกติแล้วอาหารเป็นเหมือนรางวัลตามธรรมชาติที่สมองได้รับ โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสหวานจะกระตุ้นระบบการให้รางวัลของสมอง ทำให้รู้สึกดี และทำให้คุณกินอาหารมากขึ้น จากการศึกษาในปี 2018 พบว่าอาหารที่ผู้คนมักเสพติด หรือกินอย่างเป็นประจำ คืออาหารที่มีไขมันหรือน้ำตาลสูง น้ำตาลยังสามารถทำให้เกิดการปลดปล่อยสารกลุ่มโอปิออยด์ภายในสมอง ที่อาจก่อให้เกิดความอยากอาหารในอนาคต การกินน้ำตาลเป็นประจำจะเปลี่ยนแปลงสมองของคุณเพื่อให้มีความอดทนหรือเคยชินต่อน้ำตาล ทำให้ต้องการน้ำตาลมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น หากปกติแล้วอาหารที่คุณกินมีน้ำตาลสูง การลดปริมาณน้ำตาลอาจมาพร้อมกับอาการไม่พึงประสงค์บางอย่าง อาการไม่พึงประสงค์เมื่อเลิกกินน้ำตาล ความพยายามที่จะลดหรือเลิกกินน้ำตาล ส่งผลต่อภาวะอารมณ์และร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อาการและความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำตาลที่แต่ละคนได้รับจากอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน แต่เมื่อร่างกายของคุณปรับตัวเข้ากับอาหารที่มีน้ำตาลต่ำได้ อาการความอยากน้ำตาลของคุณก็จะรุนแรงน้อยลง และคุณอาจพบว่าอาการของคุณแย่ลงในบางช่วงเวลาของวัน เช่น ระหว่างมื้ออาหาร หรือเมื่อมีความเครียด เพราะความเครียดจะกระตุ้นให้เกิดความอยากน้ำตาล นอกจากนี้ อาการไม่พึงประสงค์จากการลดหรือเลิกกินน้ำตาล ยังมีดังนี้ 1.ปัญหาทางอารมณ์ การตัดน้ำตาลจากอาหารอาจนำไปสู่ปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ ได้แก่ …ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 990 days ago
Read More18/05/2023
รับมือความว้าเหว่ เมื่อเห็นคนวัยเดียวกันแต่งงาน
บ่อยครั้งที่คนเราจะเกิดความรู้สึกว้าเหว่ หรือความรู้สึกเหงา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสิ่งที่มีอยู่กลับหายไป หรือเกิดการเปลี่ยนแปลง การที่เห็นคนในวัยเดียวกันทยอยแต่งงาน มีครอบครัวเองก็สามารถส่งผลให้คนที่ยังไม่มีใครเกิดความรู้สึกเหงาใจได้ไม่น้อยเลย ยิ่งเข้าสู่วัยทำงานและมีอายุที่เยอะขึ้น หากว่าคนรอบกายพากันแต่งงานไปหมด ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะอาจจะพบเจอกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดความรู้สึกเหล่านี้ขึ้นมา ก็จำเป็นที่จะต้องหาแนวทางรับมือกับเรื่องนี้ให้ได้นั่นเอง ความเหงา และความว้าเหว่ ความรู้สึกที่มนุษย์ทุกคนบนโลกต้องเจอ ความรู้สึกเหงา ว้าเหว่ เป็นความรู้สึกที่สามารถเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคนบนโลก กล่าวได้ว่าไม่มีมนุษย์คนไหนบนโลกที่ไม่เคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้ โดยความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ก็มาจากหลากหลายปัจจัย และแต่ละคนก็มีความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน ความรู้สึกเหงา และว้าเหว่นี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วถือว่ารบกวนจิตใจมากทีเดียว เพราะจะรู้สึกว่าตัวเองนั้นแปลกแยกออกมาจากสังคม หรือการที่ความต้องการทางสังคมไม่ได้รับการตอบสนอง ความรู้สึกว้าเหว่ของคนวัยทำงาน ที่ก่อตัวขึ้นเมื่อคนรอบตัวมีครอบครัว อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ความรู้สึกเหงา และว้าเหว่ เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนบนโลกนี้ แน่นอนว่ากับผู้คนในวัยทำงานเองก็เช่นกัน ที่สามารถเกิดความรู้สึกเหล่านี้ได้เช่นกัน แม้ว่าในวัยทำงานจะมีเรื่องเครียด หรือต้องพบเจอกับปัญหามากมาย แต่ความรู้สึกว้าเหว่ก็สามารถเกิดขึ้นได้อยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบว่าคนรอบ ๆ ตัว เพื่อน หรือคนที่อยู่วัยเดียวกันมีครอบครัว และแต่งงาน แน่นอนเมื่อต้องไปอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มีคู่ก็อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมาได้ แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกนี้สามารถจางหายไปได้ หรือดีขึ้นได้ด้วยการหาวิธีการรับมือที่ถูกต้อง ก็จะทำให้สามารถจัดการความรู้สึกที่มีอยู่ได้นั่นเอง วิธีการจัดการและรับมือกับความรู้สึกว้าเหว่ การที่คนวัยทำงานเกิดความรู้สึกว้าเหว่ และเหงาจากการไม่มีคนรัก หรือไม่มีคู่นั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรู้สึก และจมไปกับความรู้สึกนี้ไปตลอด เพราะเราสามารถจัดการและรับมือกับความรู้สึกว้าเหว่ที่เกิดขึ้นได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งวิธีการจัดการและรับมือกับความรู้สึกว้าเหว่สามารถทำได้ดังนี้…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 991 days ago
Read More18/05/2023
ลดน้ำหนักด้วยการคุมอาหารแต่ไม่ออกกำลังกาย ได้ผลดีจริงหรือ ?
หากคุณเป็นคนที่ต้องการลดน้ำหนัก วิธีที่คุณเลือกปฏิบัติคงเป็นการควบคุมอาหาร หรือการออกกำลังกาย แต่สำหรับบางคนการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ยาก และมักจะผัดวันประกันพรุ่งอยู่บ่อยครั้ง สุดท้ายเลยเลือกลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารอย่างเดียว ปกติแล้วการลดน้ำหนักเรื่องอาหารสำคัญถึง 70% ในขณะที่การออกกำลังกายสำคัญ 30% แต่หากใครที่ต้องการให้กล้ามเนื้อแข็งแรง กระชับ การออกกำลังกายถือเป็นตัวช่วยที่ดี วันนี้ Hack for Health จะพาทุกคนมาเจาะลึกเรื่องของการรับประทานอาหารว่าเพราะอะไรการรับประทานอาหารถึงสำคัญกับการลดน้ำหนักได้ถึง 70% และการลดน้ำหนักด้วยการคุมอาหารเพียงอย่างเดียว วิธีนี้ได้ผลดีจริงหรือ ? ปัจจัยสำคัญในการลดน้ำหนัก เมื่อพูดถึงการลดน้ำหนัก มีปัจจัยอยู่ไม่กี่ประการที่จะช่วยผลักดันให้คุณไปสู่ความสำเร็จ ดังนี้ 1.ปัจจัยด้านอาหาร ปัจจัยที่มีบทบาทมากที่สุดในการลดน้ำหนักคือการรักษาปริมาณแคลอรีให้คงที่ ทั้งนี้หมายถึงการรับประทานแคลอรีน้อยกว่าแคลอรีที่คุณเผาผลาญในแต่ละวันอย่างเป็นประจำ หากทำเช่นนี้เรื่อย ๆ ก็จะทำให้น้ำหนักลง เนื่องจากร่างกายของคุณจะเผาผลาญไขมันและคาร์โบไฮเดรตที่สะสมไว้เพื่อเป็นพลังงาน โดยจำนวนแคลอรีที่แต่ละคนต้องกินเพื่อลดน้ำหนักนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น เพศ ส่วนสูง น้ำหนัก และปัจจัยทางพันธุกรรมอื่น ๆ อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ การจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตของคุณให้อยู่ที่ 50–150 กรัมต่อวันอาจช่วยลดการบริโภคอาหารคาร์โบไฮเดรตสูงที่มักบริโภคมากเกินไปได้ ที่สำคัญอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำมักจะเน้นไปที่โปรตีนและผักที่มีไฟเบอร์สูง ซึ่งจะช่วยจัดการความหิวและช่วยควบคุมความอยากอาหารได้ อาหารคีโตเจนิค การบริโภคคาร์โบไฮเดรตที่น้อยกว่า 50 กรัมต่อวัน สามารถกระตุ้นการสร้างคีโตเจเนซิสได้ กระบวนการนี้จะใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลัก และอาจช่วยควบคุมระดับความหิวของคุณได้ อาหารโปรตีนสูง การบริโภคอาหารที่มีโปรตีนสูงจะช่วยส่งเสริมและรักษามวลร่างกายให้แข็งแรง…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 991 days ago
Read More18/05/2023
ทำไมคนเราถึงต้องนอนหลับ ? หลับแล้วช่วยให้สุขภาพดีจริงหรือ
การนอนหลับ เป็นการพักผ่อนที่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำ เราทุกคนถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนดึก เพื่อให้ตื่นขึ้นมาอย่างสดใสมีเรี่ยวแรงในการออกไปใช้ชีวิต ที่สำคัญการนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพยังส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย ขณะเดียวกันบางคนอาจยังไม่รู้ว่าการนอนหลับมีผลดีต่อสุขภาพร่างกายหลายด้าน Hack for Health มีข้อมูลดี ๆ มาฝาก ทำไมคนเราถึงต้องนอนหลับ ? หลายคนยังไม่ทราบเกี่ยวกับจุดประสงค์ของการนอนหลับ ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบว่าการนอนหลับช่วยร่างกายได้หลายด้าน ดังนี้ 1.ช่วยรักษาพลังงาน คนเราต้องการการนอนหลับเพื่อประหยัดพลังงาน เพราะการนอนหลับช่วยให้เราลดความต้องการแคลอรีลงได้ โดยการใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการเผาพลาญที่ลดลง แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากที่อัตราการเผาผลาญของเราลดลงระหว่างการนอนหลับ และการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการนอนหลับ 8 ชั่วโมงของมนุษย์สามารถประหยัดพลังงานได้ 35 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละวันเมื่อตื่นตัวเต็มที่ นอกจากนี้ จุดประสงค์หลักของการนอนหลับคือการลดการใช้พลังงานของบุคคลในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่การหาอาหารไม่สะดวกหรือทำกิจวัตรต่าง ๆ ไม่สะดวกนัก 2.ช่วยฟื้นฟูเซลล์ ทฤษฎีนี้เรียกว่าทฤษฎีการฟื้นฟู โดยร่างกายต้องการการนอนหลับเพื่อฟื้นฟูตนเอง ช่วยให้เซลล์สามารถซ่อมแซมและเติบโตใหม่ได้ มีกระบวนการสำคัญมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างการนอนหลับ ได้แก่ 3.ช่วยเรื่องการทำงานของสมอง การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานของสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยให้เซลล์ประสาทจัดระเบียบใหม่ได้ เมื่อคุณนอนหลับระบบไกลฟาติก หรือการขับของเสียของสมองจะกำจัดของเสียออกจากระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยขจัดสารพิษออกจากสมองของคุณซึ่งสะสมตลอดทั้งวัน ทำให้สมองของคุณทำงานได้ดีเมื่อตื่นนอน การวิจัยชี้ให้เห็นว่าการนอนหลับมีส่วนช่วยในการทำงานของหน่วยความจำ โดยการแปลงความทรงจำระยะสั้นให้เป็นความทรงจำระยะยาว นอกจากนี้ การนอนหลับยังส่งผลต่อการทำงานของสมองหลายด้าน ได้แก่ การนอนหลับยังจำเป็นต่อสุขภาพทางอารมณ์ ในระหว่างการนอนหลับนั้นการทำงานของสมองในส่วนที่ควบคุมอารมณ์ก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการทำงานของสมองที่ดีต่อสุขภาพและความมั่นคงทางอารมณ์ 4.ช่วยควบคุมน้ำหนัก…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 991 days ago
Read More17/05/2023
เมื่อฉันกลายเป็น “Perfectionist” ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบไปหมด!
ทุกคนย่อมอยากเป็นผู้ประสบความสำเร็จ ตั้งเป้าหมายที่สูงเพื่อไปให้ถึง และมีความสมบูรณ์แบบในทุกด้าน แม้ความคิดเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันชั้นดีให้เรากลายเป็นคนมีคุณภาพ แต่ความคาดหวังที่มากเกินไป หรือกลายเป็น Perfectionist ที่ทุกอย่างต้องถูกต้องสมบูรณ์แบบไปเสียหมด อาจสร้างผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของคุณได้เช่นกัน Perfectionist คืออะไร? Perfectionist คือ คนที่มีความสมบูรณ์แบบไปทุกด้าน ยึดถือมาตรฐานที่สูงจนบางครั้งแทบเป็นไปไม่ได้ มักคิดว่าสิ่งที่ตนเองทำอาจยังไม่ดีพอ บางคนเชื่อผิด ๆ ว่าการยึดติดกับความสมบูรณ์แบบจะเป็นตัวกระตุ้นที่ดีในการพัฒนาตนเอง แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะความสมบูรณ์แบบสามารถทำให้คุณรู้สึกไม่มีความสุขกับชีวิตส่งผลต่อความสัมพันธ์ส่วนตัว การศึกษา หรือการทำงานของคุณ และสามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล กินผิดปกติ และทำร้ายตนเองได้ ร้ายแรงกว่านั้นในที่สุดอาจทำให้คุณเลิกพยายามที่จะประสบความสำเร็จ ความเป็น Perfectionist สามารถเกิดขึ้นกับวัยหนุ่มสาวเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ เพราะเด็กและวัยรุ่นมักถูกผลักดันให้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากเกินไปในการทำงานที่โรงเรียน รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กีฬาสี ชมรม และงานต่าง ๆ สาเหตุเหล่านี้อาจนำไปสู่ความหลงใหลในความสำเร็จ จนบางครั้งอาจกลายเป็นตัวขัดขวางความสามารถในการบรรลุเป้าหมายได้ ลักษณะของคนที่เป็น Perfectionist อย่างที่บอกว่าความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จ และความสมบูร์แบบเป็นสิ่งที่ดี แต่การตั้งมาตรฐานที่สูงเกินไปจนกดดันตนเอง สามารถสร้างปัญหากับชีวิตคุณได้เช่นกัน โดยลักษณะของคนที่เป็น Perfectionist มีดังนี้ อะไรที่ทำให้คนกลายเป็น Perfectionist สาเหตุของคนที่มีความเป็น Perfectionist ไม่ชัดเจนเสมอไป…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 992 days ago
Read More17/05/2023
Headline Anxiety เมื่อการอ่านแค่พาดหัวข่าวทำให้คุณเครียด
ในยุคปัจจุบันการเสพข่าวเป็นเรื่องง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว ผู้คนสามารถรับรู้เรื่องต่าง ๆ ได้ในระยะเวลาอันสั้น ยิ่งเนื้อหาข่าวมีความรุนแรงกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกร่วม เร้าอารมณ์ด้วยการพาดหัวข่าวหวือหวายิ่งทำให้เกิดภาวะเครียดได้ง่าย อาการทั่วที่พบได้บ่อย เช่น ใจสั่น วิตกกังวล แน่นหน้าอก นอนไปหลับ หรือบางคนมีอารมณ์ฉุนเฉียวร่วมด้วย โดยจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือเป็นเฉพาะช่วงที่เสพข่าวนั้น ๆ หากยังมีพฤติกรรมติดตามข่าวสาร จนเกิดอาการจิตตกหรือเครียด ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากำลังพัฒนากลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต หรืออาจตกอยู่ในภาวะ Headline Anxiety แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนยุคดิจิทัลไม่สามารถเลิกเสพข่าวบนโซเชียลได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันในการรับมือกับความรู้สึกที่ดี หรือหากพบว่ามีอาการใดอาการหนึ่งเข้าข่ายแต่ไม่รู้จะรับมืออย่างไร วันนี้เรามีแนวทางมาฝาก วิธีรับมือกับความเครียด หากการพาดหัวข่าวก่อให้เกิดความเครียด จนสร้างผลกระทบต่อสภาพร่างกายและสภาพจิตใจ ขอแนะนำให้รับมือตามอาการ ดังต่อไปนี้ แนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันในการรับมือกับความรู้สึก แนวทางในการสร้างภูมิคุ้มกันความรู้สึกก่อนเสพข่าว สามารถเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ดังนี้ ทั้งนี้หากพบว่าตนเองมีภาวะเครียดจากการเสพข่าวมากไป และได้ลองทำตามคำแนะนำข้างต้นแล้วปรากฏว่าอาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีความเป็นไปได้ว่าจะพัฒนาเป็นภาวะ Headline Anxiety ลองขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เช่น โทรปรึกษากับจิตแพทย์ออนไลน์ หรือเข้าพบจิตแพทย์ด้วยตัวเอง เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและหาวิธีรับมือน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ OOCA (อูก้า) ปรึกษาปัญหาใจ พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัสทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 992 days ago
Read More16/05/2023
‘โรคสมาธิสั้น’ ผู้ใหญ่ก็เป็นได้ รักษาอย่างไรดี ?
โรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder: ADHD) เป็นหนึ่งในความผิดปกติของพัฒนาการทางระบบประสาทที่พบบ่อยที่สุดในวัยเด็ก มักได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกในวัยเด็กและมักจะส่งผลไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ เด็กที่มีสมาธิสั้นอาจมีปัญหาในการให้ความสนใจ มีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น หรือมีพฤติกรรมกระตือรือร้นมากเกินไป สัญญาณของโรคสมาธิสั้น สำหรับในวัยเด็กเป็นปกติที่เด็กจะมีปัญหาเรื่องการจดจ่อในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งบางครั้งอาการเหล่านี้อาจจะพัฒนาต่อจนกลายเป็นอาการที่รุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบเมื่อต้องเข้าสังคมโรงเรียน หรือเจอเพื่อนในวัยเดียวกัน โดยอาการเบื้องต้นของเด็กที่มีสมาธิสั้น มีดังนี้ สาเหตุของโรคสมาธิสั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงเพื่อหาวิธีลดโอกาสที่บุคคลจะเป็นโรคสมาธิสั้น โดยการวิจัยในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าพันธุกรรมมีบทบาทสำคัญ และนอกจากพันธุกรรมแล้ว นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาสาเหตุที่เป็นไปได้และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่บอกว่าปัจจัยแวดล้อมและพฤติกรรมประจำวันก็อาจส่งผลให้เกิดโรคสมาธิสั้นได้เช่นกัน เช่น การเสพติดโซเชียลมีเดีย เป็นต้น โรคสมาธิสั้นในเด็ก การตรวจโรคสมาธิสั้นในเด็กมีหลายขั้นตอน เพราะการวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นรวมถึงปัญหาอื่น ๆ เช่น โรควิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ปัญหาการนอนหลับ และความบกพร่องทางการเรียนรู้บางประเภท อาจมีอาการคล้ายกัน ในส่วนใหญ่โรคสมาธิสั้นจะรักษาได้ดีที่สุดด้วยการผสมผสานพฤติกรรมบำบัดและการใช้ยา สำหรับเด็กก่อนวัยเรียนที่อายุ 4-5 ปี ที่เป็นโรคสมาธิสั้น พฤติกรรมบำบัดโดยการฝึกอบรมจากผู้ปกครองจะเป็นวิธีที่แพทย์แนะนำก่อนการใช้ยา ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดอาจขึ้นอยู่กับเด็กและครอบครัว แผนการรักษาที่ดี รวมถึงการติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ การมีสุขภาพที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กทุกคน และมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่สมาธิสั้น นอกเหนือจากการบำบัดพฤติกรรมและการใช้ยาแล้ว การมีวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดียังช่วยให้บุตรหลานของคุณจัดการกับอาการสมาธิสั้นได้ง่ายขึ้น เช่น …ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 993 days ago
Read More15/05/2023
บอกลาหน้ามัน! วิธีดูแลผิวหน้าให้สะอาดห่างไกลสิวและผิวมัน
ปัญหาหน้ามัน เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่กวนใจใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะผู้หญิง เพราะไม่เพียงแต่ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายผิวหน้าเท่านั้น แต่งหน้าทีไรเครื่องสำอางก็เยิ้มง่าย แถมยังเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดสิวอีกด้วย ดังนั้น คนที่มีผิวหน้ามันควรเลือกสกินแคร์หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ช่วยลดความมันบนใบหน้า แต่ทั้งนี้ก็ยังมีบางคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการดูแลผิวหน้าของตนเอง Hack for Health มีวิธีการดูแลผิวหน้าสำหรับคนหน้ามันมาแนะนำ ผิวมันเกิดจากอะไร ? ต่อมไขมัน เป็นต่อมขนาดเล็กในผิวหนังที่มีอยู่ในทุกส่วนของผิวหนัง ยกเว้นบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า ต่อมเหล่านี้จะผลิตซีบัมซึ่งเป็นสารน้ำมันที่เคลือบและปกป้องผิว เมื่อร่างกายผลิตซีบัมมากเกินไปผิวจะกลายเป็นผิวมันได้ นอกจากนี้ ซีบัมยังสามารถผสมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วและเศษอื่น ๆ ซึ่งอาจอุดตันรูขุมขนต้นเหตุเหล่านี้อาจนำไปสู่การเกิดสิวได้ วิธีทำให้ผิวมันน้อยลง 1.ทำความสะอาดผิวเป็นประจำ ผู้ที่มีผิวหน้ามันควรล้างทำความสะอาดหน้าอย่างเป็นประจำ และควรใช้สบู่สูตรอ่อนโยน มีค่า pH สมดุล เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH มากกว่า 7 ขึ้นไป อาจทำให้ผิวแห้ง หยาบ ขาดความชุ่มชื้น ส่งผลให้ผิวผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นทำให้เกิดสิวเพราะแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี 2.ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม การดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรังสามารถทำลายหลอดเลือดได้ และอาจทำให้หลอดเลือดและต่อมน้ำมันขยายตัว ทำให้รูขุมขนของผิวหนังขยายใหญ่ขึ้นเป็นต้นเหตุของปัญหาผิวต่าง ๆ สิ่งสกปรกก็จะเข้าไปอุดตันในรูขุมขนได้ง่ายและเป็นสิวในที่สุด ดังนั้น ผู้ที่มีผิวหน้ามันจึงควรลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ 3.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกรดซาลิไซลิก การขัดผิวอย่างอ่อนโยนโดยใช้ผลิตภัณฑ์ขัดผิวที่มีสารเคมี เช่น…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 994 days ago
Read More11/05/2023
เช็กด่วน! 12 สัญญาณที่บอกว่าคุณกินอาหารน้อยเกินไป
ในหนึ่งมื้อคุณคิดว่าตนเองกินอาหารเพียงพอหรือยัง ? หลายคนอาจจะกังวลเรื่องการกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์หรืออาหารที่มีปริมาณแคลอรีสูงเพราะไม่อยากหุ่นพัง แต่ขณะเดียวกันการกินอาหารที่น้อยเกินไป ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็อาจจะให้โทษกับคุณได้เช่นเดียวกัน การกินอาหารน้อยเกินไปอย่างเป็นประจำอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต และปัญหาภาวะอารมณ์ต่าง ๆ ตามมา สัญญาณที่บอกว่าคุณกินอาหารน้อยเกินไป 1.ระดับพลังงานต่ำ หากคุณได้รับแคลอรีน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการน้ำหนักของคุณก็จะลดลง โดยจำนวนแคลอรีที่จำเป็นต่อการรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน และขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ขนาดของร่างกาย ระบบเผาผลาญ และระดับกิจกรรมที่ทำแต่ละวัน แต่การจำกัดการกินให้น้อยกว่า 1,000 แคลอรีต่อวัน อาจทำให้อัตราการเผาผลาญของคุณช้าลง และนำไปสู่ความเหนื่อยล้า เนื่องจากคุณไม่ได้รับแคลอรีมากพอที่จะนำไปใช้เป็นพลังงานให้ร่างกายมีเรี่ยวแรงในการใช้ชีวิต 2.ป่วยบ่อยขึ้น การกินน้อยเกินไปอาจทำให้ได้รับอาหารที่ไม่สมดุล ซึ่งหมายความว่าร่างกายของคนเราไม่ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอเพื่อรักษาระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้ยังอาจทำให้อาการป่วย เช่น โรคไข้หวัดหายยากกว่าที่ควร ในการศึกษาชิ้นหนึ่ง ระบุว่า นักวิจัยพบว่าการให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี กินอาหารเสริม ส่งผลให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นได้ 3.ผมร่วง ผมร่วง เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลสำหรับหลาย ๆ คน โดยปกติแล้วคนเราจะผมร่วงหลายเส้นทุกวัน แต่หากคุณสังเกตว่าตนเองผมร่วงเยอะมากขึ้น ไม่ว่าจะสะสมอยู่ที่หวี หรือท่อระบายน้ำในห้องน้ำ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกินอาหารไม่เพียงพอ เพราะสารอาหารจำนวนมากจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเส้นผมและช่วยบำรุงให้เส้นผมมีสุขภาพดี ซึ่งการได้รับแคลอรี โปรตีน ไบโอติน ธาตุเหล็ก และสารอาหารอื่น…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 998 days ago
Read More10/05/2023
วิธีรับมือเมื่อคุณกำลังตกเป็นเหยื่อการบูลลี่ในที่ทำงาน (Workplace Bullying)
การบูลลี่ในที่ทำงาน (Workplace Bullying) หรือการถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน เป็นการทารุณกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจรวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น การวิจารณ์ด้วยวาจา การตำหนิ ดูหมิ่นดูแคลน หรือการใช้อำนาจบีบบังคับ เป็นต้น จากผลสำรวจพบว่าคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานมักถูกบูลลี่หรือกลั่นแกล้งในที่ทำงานถึง 30% โดยการบูลลี่ในที่ทำงานส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต และสร้างความอึดอัดในสถานที่ทำงาน นอกจากนี้ยังทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอีกด้วย สัญญาณและผลกระทบของการบูลลี่ในที่ทำงาน หากคุณตกเป็นเป้าของการกลั่นแกล้งหรือรังแกในที่ทำงาน คุณอาจเริ่มต้นแต่ละสัปดาห์ด้วยความวิตกกังวล จากนั้นคุณจะเริ่มนับถอยหลังจนกว่าจะถึงวันหยุดสุดสัปดาห์เพราะทุกข์ทรมานกับการต้องเจอบุคคลเหล่านั้นในที่ทำงาน โดยพฤติกรรมที่คุณอาจจะเจอจากเพื่อนร่วมงานที่มีพฤติกรรมบูลลี่หรือกลั่นแกล้ง มีดังนี้ การกลั่นแกล้งในที่ทำงาน อาจไม่ได้มีลักษณะที่โจ่งแจ้งเปิดเผยเสมอไป อาจใช้รูปแบบที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น เช่น การโยนความผิดให้อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร จนผู้ถูกกลั่นแกล้งเกิดความรู้สึกผิดและสับสนเสียเองว่าสรุปแล้วตนเองเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ ผลเสียของการบูลลี่ในที่ทำงาน 1.ผลเสียด้านสุขภาพ ผลกระทบของการบูลลี่ในที่ทำงานไม่ได้จบลงเมื่อคุณออกจากที่ทำงานแต่จะต่อเนื่องจนถึงเวลาเข้านอนของคุณเลยทีเดียว และอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร่างกายและจิตใจตามมา รวมถึงความดันโลหิตสูง อารมณ์แปรปรวน ตื่นตระหนก และความเครียด ผู้ที่ถูกรังแกในที่ทำงานอาจมีอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อตึง และมีความอยากอาหาร นอกจากนี้ยังส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ นำไปสู่ความเครียดที่เพิ่มขึ้น เกิดความรู้สึกนับถือตนเองต่ำ วิตกกังวล และเป็นซึมเศร้าในที่สุด นอกจากนี้ นักวิจัยพบว่าเพื่อนร่วมงานของผู้ที่ถูกรังแกก็ได้รับผลกระทบด้านลบเช่นกัน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ถูกรังแกก็ตาม การศึกษาชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งและผู้ที่พบเห็นการกลั่นแกล้งมักจะได้รับประเภทยากล่อมประสาท และยานอนหลับ เป็นต้น 2.ผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 999 days ago
Read More09/05/2023
ชอบกัดเล็บตัวเอง เป็นอาการทางจิตหรือไม่ ?
เด็กหลายคน รวมถึงผู้ใหญ่บางคนมีนิสัยชอบกัดเล็บตนเอง จนบางครั้งเล็บสั้นกุดทำให้ติดเชื้อ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงติดนิสัยนี้ไม่หายสักที เคยสงสัยหรือไม่ว่าพฤติกรรมที่ชอบกัดเล็บมีสาเหตุมาจากอะไร เพราะแม้ว่าพฤติกรรมนี้จะไม่ได้เป็นพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพในระยะยาวก็จริง แต่ก็สามารถพัฒนาไปสู่ปัญหาระยะยาวที่รุนแรงได้เช่นกัน การกัดเล็บมักเริ่มขึ้นในวัยเด็ก เป็นเรื่องปกติที่เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบจะกัดเล็บอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันอาจติดเป็นนิสัยไปจนถึงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ได้เช่นกัน สาเหตุของพฤติกรรมชอบกัดเล็บ สาเหตุของพฤติกรรมที่ชอบกัดเล็บนั้นอาจมาจากพันธุกรรม แต่ขณะเดียวกันการกัดเล็บก็มักเกี่ยวกับความวิตักกังวล เพราะการกัดหรือเคี้ยวเล็บตนเองจะช่วยบรรเทาความตึงเครียดและความเบื่อหน่ายลงได้ คนที่กัดเล็บจนเป็นนิสัยมักจะบอกว่าพวกเขาทำเช่นนั้นเมื่อรู้สึกกระวนกระวายใจ เบื่อ เหงา หรือแม้แต่เวลาที่หิว นอกจากนี้ การกัดเล็บยังเป็นนิสัยที่ติดมาจากการชอบดูดนิ้วหัวแม่มือในวัยเด็ก รวมถึงสามารถเชื่อมโยงไปถึงโรคสมาธิสั้น และปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ได้อีกด้วย ความรู้สึกของผู้มีพฤติกรรมชอบกัดเล็บ ผลข้างเคียงจากการกัดเล็บ การกัดเล็บถือเป็นโรคทางจิต ? ในทางการแพทย์มีการพูดถึงโรคกัดเล็บ (Onychophagia) ซึ่งเป็นคำใช้เรียกสำหรับคนที่มีพฤติกรรมชอบกัดเล็บเป็นประจำหรือเรื้อรัง โดยโรคกัดเล็บเป็นหนึ่งในพฤติกรรม Body-Focused Repetitive Behaviors (BFRBs) และอาจเกิดร่วมกับ BFRBs ประเภทอื่น ๆ เช่น พฤติกรรมชอบดึงผมตนเอง เป็นต้น นอกจากนี้ พฤติกรรมกัดเล็บยังเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตและปัญหาทางอารมณ์ เช่น โรคสมาธิสั้น ภาวะซึมเศร้า และภาวะทางอารมณ์อื่น ๆ ด้วย ที่สำคัญยังพบว่าเด็กที่มีพฤติกรรมกัดเล็บมีความเสี่ยงของภาวะไฮเปอร์ มีปัญหาด้านอารมณ์…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1000 days ago
Read More06/05/2023
Toxic Relationship คุณกำลังตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษหรือไม่ ?
Toxic Relationship คือ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ทำให้คุณรู้สึกอึดอัด ไม่ได้รับการให้เกียรติ ถูกดูหมิ่น หรือถูกคุกคามทางด้านอารมณ์ จิตใจ ไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกความสัมพันธ์ ตั้งแต่ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และความสัมพันธ์แบบคู่รัก ซึ่ง Toxic Relationship ถือว่าสร้างผลกระทบให้หลาย ๆ คนที่ติดอยู่ในวังวนนี้ และหากบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ป่วยที่มีอาการป่วยทางจิต เช่น โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้า หรือแม้แต่มีแนวโน้มซึมเศร้า คุณอาจจะมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษกับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ คุณจึงควรต้องรู้เกี่ยวกับ Toxic Relationship รวมถึงสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์เป็นพิษ และตรวจสอบว่าคุณกำลังอยู่ในความสัมพันธ์นี้หรือไม่ สัญญาณ Toxic Relationship 1.ขาดการสนับสนุน ในความสัมพันธ์ที่ดี แน่นอนว่าคุณย่อมอยากเห็นคู่รัก เพื่อน หรือคนในครอบครัวตนเองประสบความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต แต่หากเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มรู้สึกว่าบุคคลเหล่านั้นขาดการสนับสนุนความก้าวหน้าของคุณ และรู้สึกราวกับว่าพวกเขาต้องการที่จะแข่งขันเพื่อเอาชนะคุณมากกว่า ไม่มีแม้แต่การให้กำลังใจ ไม่เคยได้รับการสนับสนุน พวกเขามักสนใจแต่ในสิ่งที่พวกเขาต้องการเท่านั้น และนานวันคุณเริ่มรู้สึกไม่สบายใจเมื่อต้องพบเจอคนเหล่านั้น นั่นเป็นหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่าตอนนี้คุณอาจกำลังเผชิญกับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษอยู่ 2.การสื่อสารที่เป็นพิษ แทนที่จะแสดงความเมตตาและเคารพซึ่งกันและกัน บทสนทนาส่วนใหญ่ของคุณกลับเต็มไปด้วยการเสียดสีหรือการวิจารณ์ และการดูถูก ยิ่งต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบใดก็ตาม สุดท้ายคุณอาจเริ่มเลี่ยงการพูดคุยกับพวกเขาเพื่อหลีกหนีจากการโต้เถียงกัน จนในที่สุดก็กลายเป็นความอึดอัดที่ต้องอยู่ในความสัมพันธ์นี้…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1003 days ago
Read MorePR Partners
See All02/02/2026
วัทนวิภา ทานะวงศ์ | 12 hours ago
ททท. จับมือ Reignwood ดึงแข้งระดับโลกมาดวลกอล์ฟ ใน Reignwood Icons of Football 2026
ใครจะไปคิดว่าเราจะได้เห็นภาพนี้ในไทย ! สำหรับการแข่งขันกอล์ฟครั้งประวัติศาสตร์ที่รวมตำนานนักเตะระดับโลกมาดวลกอล์ฟกัน ณ สนาม Robinswood Golf Club เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับ รายการ Reignwood Icons of Football 2026 ปรากฏการณ์นี้เป็นผลงานจากความร่วมมือกันระหว่างทาง เรนวูด กรุ๊ป ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น World Class Event & Sport Tourism Destination โดยการแข่งขันครั้งนี้เป็นแบบแมตช์เพลย์29/01/2026
ไฮเออร์ (Haier) พลิกโฉมเซ็นทรัลเวิลด์ ส่ง “เครื่องซักผ้า 3 ถัง” ระดับ Champion ลงสนามปี 69
เมื่อยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 ของโลกอย่าง ไฮเออร์ (Haier) ที่ครองแชมป์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่อเนื่อง 17 ปีซ้อน ไม่ได้มาเล่น ๆ แต่กำลังจะเปลี่ยน "งานบ้าน" ให้เป็น "ไลฟ์สไตล์ระดับแชมป์" ทางไฮเออร์ตั้งเป้าสู่การเป็น Global Lifestyle Brand อย่างเต็มรูปแบบในปีนี้ เริ่มต้นปีด้วยการเล่นใหญ่ผ่านแฟลกชิปอีเวนต์ ‘Champion Your Haier Life ไฮเออร์ เปิดโหมดแชมป์ให้กับชีวิต’ ป็อปอัพสโตร์ระดับโลกมาแลนดิ้งใจกลางกรุงเทพฯ ณ ลานด้านหน้า CentralwOlrd เป็นครั้งแรก ในงานนี้ ไฮเออร์ได้ชูโรงผลิตภัณฑ์กลุ่ม Champion-Grade โดยเฉพาะนวัตกรรมเครื่องซักผ้าที่จะมาเปลี่ยนการซักผ้าแบบเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่าง Triple-Drum รวบตึงการซัก 3 ถังในรอบเดียว ตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบด้วยเครื่องซักผ้าที่สามารถซักผ้าหลากหลายรูปแบบพร้อมกันได้ในเครื่องเดียว ไม่ต้องรอคิวซักทีละถัง L+ Series จบ ครบ ทั้งซักและอบ ถังซักขนาดใหญ่ถึง 607 มิลลิเมตร โปรแกรมซักอัตโนมัติ 20 รูปแบบ และโหมดขจัดคราบเฉพาะทางมากถึง 26…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 4 days ago
Read More29/01/2026
อว. จับมือ NetDragon – EDA ปั้น “สะพานอัจฉริยะ” พลิกโฉมเด็กไทยสู่ยอดฝีมือ AI แห่งยุคดิจิทัล
ทิศทางของ 'เด็กไทย' ผู้เป็นอนาคตของชาติในยุค AI จะเป็นแบบไหน ผู้ใหญ่ในประเทศก็มีส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนและปูทางให้กับพวกเขา ล่าสุด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง NetDragon และ บริษัท EDA (Thailand) ในการขับเคลื่อนประเทศไทยผ่านนวัตกรรม AI ภายใต้แนวคิดการสร้างระบบนิเวศ Learning-to-Career เพื่อผลักดันให้นักศึกษาไทยก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการเรียนรู้ สู่การเป็นบุคลากรคุณภาพที่ตลาดแรงงานทั่วโลกต้องการในยุค AI ไม่ว่าจะเป็น ภายในงาน ดร. พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.อว. ได้ชี้ให้เห็นว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า ทักษะการทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล กระทรวงฯ จึงเร่งเดินหน้าแผน Re-skill และ Up-skill เพื่อลดช่องว่างทางทักษะและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของคนไทย ด้าน ดร. พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. ระบุว่าปัจจุบันได้นำร่องหลักสูตร AI ในมหาวิทยาลัยแล้ว 6 แห่ง และเตรียมขยายผลไปยังสถาบันกว่า 250…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 4 days ago
Read More17/01/2026
มุมมองผู้นำยุคใหม่ของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” เมื่อการเติบโตของธุรกิจ ต้องตอบโจทย์ระดับประเทศ
ในบริบทที่เศรษฐกิจโลกผันผวน เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันขยายสู่ระดับโลก บทบาทของผู้นำองค์กรในวันนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ หากแต่เชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาประเทศในระยะยาว หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองในฐานะผู้นำภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทต่อโจทย์ระดับประเทศ คือ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้ซึ่งมองบทบาทขององค์กรธุรกิจไกลกว่าการสร้างผลประกอบการ แต่คือการเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการวางรากฐานเชิงโครงสร้างให้กับประเทศในระยะยาว จากโจทย์ยากของประเทศ สู่การลงมือทำของภาคเอกชน แนวคิดสำคัญที่สะท้อนผ่านการขับเคลื่อนของคุณศุภชัย คือ หากประเทศไทยต้องการเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลต้องแข็งแรงก่อนเป็นอันดับแรก ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ กลุ่มทรู ซึ่งอยู่ภายใต้เครือซีพี จึงไม่ได้จำกัดบทบาทไว้เพียงผู้ให้บริการเครือข่าย แต่ขยายสู่การวาง Telecom Infrastructure แบบครบวงจร ตั้งแต่การปูพรม 5G ไปจนถึงการยกระดับ True IDC สู่ Data Center ระดับสากล โครงสร้างเหล่านี้ถูกวางให้เป็นฐานรองรับ Big Data, Cloud และ AI ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ เทคโนโลยีในมุมของคุณศุภชัย ต้อง “สร้างโอกาส” ไม่ใช่แค่สร้างมูลค่า อีกหนึ่งมิติที่สะท้อนวิธีคิดของคุณศุภชัย คือการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง ความสำเร็จของ TrueMoney ซึ่งเป็น Wallet รายแรกของไทย และ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 16 days ago
Read More





























