Tags
| Health
14/09/2023
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1049 days ago
ทำไมใคร ๆ ก็ชอบมู ? สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยึดเหนี่ยวจิตใจที่ช่วยให้รู้สึกดี
วันนี้เรากลับมาพร้อมกับความรู้ทางจิตวิทยาดี ๆ กันอีกแล้ว ซึ่งวันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านมาเจาะลึกความรู้ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของคนเวลามีเรื่องไม่สบายใจ ที่มักจะทำบุญ เข้าวัดขอพร รวมไปถึงความเชื่อของสายมูเตลูต่าง ๆ ทำไมการมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยึดเหนี่ยวจิตใจถึงทำให้รู้สึกดี มาดูเบื้องหลังของพลังแห่งศรัทธานี้ตามแบบฉบับหลักจิตวิทยากันเลย ทำไมผู้คนถึงต้องการ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยึดเหนี่ยวจิตใจ ? “ศาสนา” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการของมนุษย์ และเป็นหนึ่งในคำถามที่รบกวนนักคิดผู้ยิ่งใหญ่มาหลายศตวรรษ ยกตัวอย่างเช่น คาร์ล มาร์กซ์ ที่ให้คำบัญญัติถึงความหมายของศาสนาเอาไว้ว่า “ฝิ่นของประชาชน” ส่วน ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ก็มีความรู้สึกว่าพระเจ้าเป็นเพียงภาพลวงตา และผู้ที่นับถือพระเจ้า ต้องการสัมผัสความรู้สึกถึงความปลอดภัยและการให้อภัย เหมือนความรู้สึกในวัยเด็กที่เราอยากให้ผู้ใหญ่มาปกป้องในยามที่เกิดปัญหา แต่โดยพื้นฐานแล้ว มีการวางสมมติฐานเอาไว้ว่า ศาสนาเป็นผลพลอยได้จากการปรับตัวทางความคิดและสังคม ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาของมนุษย์ พลังศรัทธา = ความหวัง นักศาสนศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา พยายามศึกษาเรื่องราวเหล่านี้มานานหลายศตวรรษ เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบที่ศาสนามีต่อมนุษย์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าศาสนาและจิตวิญญาณเป็นหนึ่งในปัจจัยทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุด นักวิจัยจาก Mayo Clinic สรุปใจความของเรื่องนี้เอาไว้ว่า “การศึกษาส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่า การมีความเชื่อทางศาสนาและจิตวิญญาณ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สุขภาพของผู้ที่มีศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพดี รวมถึงมีอายุที่ยืนยาวขึ้น ทักษะการเผชิญปัญหาดีขึ้น แม้ในช่วงป่วยระยะสุดท้าย…24/08/2023
รสชาติแห่งนวัตกรรม! ‘สเต๊กสันใน’ ด้วยวิธีเพาะเนื้อเยื่อ Customize เนื้อได้ พร้อมเปิดจองให้ลิ้มลอง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโลกของเรามีนวัตกรรมอาหารใหม่ ๆ มากมายด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน หนึ่งในจุดประสงค์ของการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหาร คือ การรักษาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการทำปศุสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหารสร้างก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 14.5 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยเฉพาะการเลี้ยงวัว ความก้าวหน้าของนวัตกรรมอาหารเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมนั้นเกิดขึ้นมากมาย และ MIRAI FOODS เทคสตาร์ทอัปจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นหนึ่งในนั้น บริษัทสตาร์ทอัปแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2019 โดยคริสตอฟ มายเยอร์ (Christoph Mayr) และซูมาน ดาส (Suman Das) ด้วยจุดประสงค์เพื่อการสร้างเนื้อสัตว์ด้วยการเพาะเนื้อเยื่อเพื่อลดการสร้างมลพิษจากการทำฟาร์มปศุสัตว์ โดยที่เนื้อสัตว์คุณภาพนั้นยังคงมีรสชาติ กลิ่น สัมผัส รวมถึงคุณค่าทางโภชนาการไม่ต่างจากเนื้อที่มาจากสัตว์โดยตรง และยังสามารถ Customize หรือปรับแต่งเนื้อได้ความต้องการด้วยเทคโนโลยีสิทธิบัตรเฉพาะ เมื่อช่วงต้นปี 2023 ที่ผ่านมา MIRAI FOODS ได้ประกาศการความสำเร็จในการเพาะเลี้ยง ‘เนื้อสเต๊กสันใน’ หรือ ‘เทนเดอร์ลอยน์’ ทางผู้ผลิตได้บอกว่าเนื้อสเต๊กสันในชิ้นนี้เป็นเนื้อคุณภาพดีระดับพรีเมียมจากห้องแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ลักษณะของเทนเดอร์ลอยน์ คือ เนื้อสันในของวัวที่จะประกอบไปด้วยเนื้อเป็นส่วนใหญ่ และมีมันแทรกเพียงเล็กน้อย เนื้อจากแล็บชิ้นนี้เป็นการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของวัวสายพันธุ์แท้ 2 สายพันธุ์เข้าด้วยกัน เซลล์ส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อมาจากวัวไพมอนเทส (Piedmontese) หรือวัวสายพันธุ์พิเศษที่เลี้ยงเฉพาะในแคว้นปีเยมอนเต (Piedmonte) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1070 days ago
Read More24/08/2023
ความเครียดและการจากลาอย่างกะทันหัน รู้จัก “ภาวะหัวใจสลาย”
บ่อยครั้งที่เรามักได้ยินเรื่องของ “การอกหัก” หลายคนมักพูดว่าพวกเขารู้สึกราวกับ “หัวใจสลาย” แม้จะดูเหมือนเป็นคำเปรียบเปรย แต่อาการหัวใจสลายมีจริง และสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากความเครียดทางอารมณ์หรือทางกายภาพอย่างกะทันหัน ภาวะหัวใจสลายคืออะไร ? ภาวะหัวใจสลาย (Broken Heart Syndrome) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Stress-induced Cardiomyopathy, Takotsubo Cardiomyopathy มีสาเหตุมาจากความเครียดทางร่างกายหรืออารมณ์อย่างกะทันหัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจของคุณอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะทำให้เกิดความเสี่ยงของอาการหัวใจวาย คุณอาจคิดว่าตัวเองกำลังมีอาการหัวใจวายเนื่องจากภาวะหัวใจสลายและหัวใจวาย จะทำให้หายใจถี่และเจ็บหน้าอกเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มอาการภาวะหัวใจสลาย หลอดเลือดหัวใจไม่ได้อุดตันหรือหัวใจไม่ได้ถูกทำลายถาวร มักจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและสมบูรณ์ดังเดิม ใครเสี่ยงเป็นภาวะหัวใจสลาย ? ทางการแพทย์ระบุว่าภาวะหัวใจสลาย เกิดขึ้นในประมาณ 2% ของผู้ที่ไปพบแพทย์เนื่องจากสงสัยว่าตัวเองหัวใจวาย อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเชื่อว่าจำนวนเคสที่แท้จริงนั้นสูงกว่าจำนวนที่คาดไว้ เนื่องจากแพทย์มักไม่ตระหนักถึงอาการของภาวะหัวใจสลายมากนัก ภาวะหัวใจสลายส่วนใหญ่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 88% ของผู้ป่วยที่ได้รับรายงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีแนวโน้มเป็นผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน ช่วงอายุเฉลี่ย 58 - 77 ปี เป็นไปได้ว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ของเพศหญิงช่วยปกป้องหัวใจจากผลร้ายของฮอร์โมนที่ร่างกายปล่อยออกมาเพื่อตอบสนองต่อความเครียด เมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงตามอายุ ผู้หญิงจึงอาจไวต่อผลกระทบของความเครียดอย่างกะทันหันมากขึ้น ปัจจัยเสี่ยงของกลุ่มอาการภาวะหัวใจสลาย ? ภาวะหัวใจสลายส่งผลต่อร่างกายอย่างไร…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1070 days ago
Read More24/08/2023
พัฒนาตนเองด้วย 5 แนวคิดแบบ Growth Mindset
Carol Dweck นักจิตวิทยาจาก Stanford กล่าวว่า “ศักยภาพที่แท้จริงไม่ได้ถูกจำกัดจากอุปนิสัย ทักษะ หรือความฉลาดของคุณ แต่อยู่ที่กรอบความคิด" สิ่งนี้ได้รับการขนานนามว่า “Growth Mindset” แนวคิดนี้มีความเชื่อว่า ทุก ๆ คนสามารถเติบโตได้ และผู้ที่มีความมุ่งมั่นจะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้น โดยมาจากรากฐานความเชื่อที่ว่า “ความพยายามอย่างสม่ำเสมอ จะนำไปสู่การเติบโตในระยะยาว” ซึ่งวันนี้เราได้นำแนวคิดดี ๆ ที่จะทำให้คุณได้นำไปปรับใช้ในการพัฒนาตัวเองมาแนะนำกันค่ะ 5 แนวคิดแบบ Growth Mindset ปรับสักนิด เพื่อชีวิตที่เติบโต แนวคิดแบบเก่า ๆ บางแง่มุมเป็นความคิดที่ไม่ส่งเสริมทำให้คุณเติบโต ไม่ทำให้คุณรู้สึกมีความสุข ดังนั้นในวันนี้เราอยากจะ ชวนคุณมาปรับแนวคิดที่จะทำให้ชีวิตของคุณพบความสุขมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าไปยังเส้นทางที่คุณวางเป้าหมายเอาไว้ได้มากขึ้นกัน 1. มองความท้าทายเป็นโอกาส ถ้าเราหลีกเลี่ยงอุปสรรค เราจะเติบโตไหม? คำตอบสำหรับคำถามนี้ เราอยากให้คุณหลับตาแล้วนึกถึงเด็กทารก เมื่อทารกถึงช่วงวัยเรียนรู้ที่จะหัดเดิน ทุกครั้งที่ก้าวพลาด เด็ก ๆ จะลุกขึ้นและลองก้าวใหม่ ล้มแล้วก็ลุก ลุกแล้วก็ล้ม ร่างกายเล็ก ๆ ของพวเบบี้ไม่รู้ว่าต้องล้มลุกคลุกคลานอีกกี่รอบ แต่การล้มนั้นคุ้มค่า! เมื่อคุณปรับความคิดสักนิดมองว่า ปัญหาที่คุณกำลังเผชิญหรือความยากที่คุณอาจจะทำไม่ได้ตอนนี้…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1070 days ago
Read More06/04/2023
วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน แต่ทำไมตอนกลางคืนถึงนอนไม่หลับ ?
ตอนเช้าง่วงนอนแทบตาย ต้องหากาแฟมาดื่มเพื่อให้ร่างกายตื่นตัว แต่พอถึงเวลากลับบ้านไปนอนตอนกลางคืนทีไรทำไมถึงนอนไม่หลับทั้งที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน อยากพักเอนกายสบาย ๆ ข่มตานอนเท่าไหร่ก็ไม่หลับสักที สุดท้ายก็กลับไปง่วงนอนตอนเช้าวันถัดมาเหมือนเดิม… สำหรับคนที่มีอาการตามที่กล่าวมา คุณอาจจะคิดว่าวิธีการที่จะทำให้คุณนอนหลับได้นั้นคงต้องพึ่งพายานอนหลับซะแล้ว แต่ก่อนที่คุณจะหันไปพึ่งยานอนหลับ Hack for Health จะพาคุณไปสำรวจตนเองเบื้องต้นว่าปัจจับอะไรที่ทำให้คุณกลายเป็นคนที่นอนหลับยาก และหาวิธีรักษาอาการเหล่านี้ด้วยตนเอง! การนอนไม่หลับคืออะไร ? การนอนไม่หลับ คือการที่ร่างกายไม่สามารถนอนหลับได้อย่างปกติ ทำให้การนอนหลับไม่สดชื่นหรือนอนหลับไม่สนิท และเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมาก ส่งผลต่อพลังงาน อารมณ์ และความสามารถในการทำงานของคุณในระหว่างวัน ที่สำคัญการนอนไม่หลับเรื้อรังอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้ เนื่องจากคนแต่ละคนต้องการปริมาณการนอนหลับที่แตกต่างกัน การนอนไม่หลับจึงจะกำหนดจากคุณภาพการนอนหลับ และความรู้สึกของคุณหลังจากตื่นนอน ไม่ใช่จำนวนชั่วโมงที่คุณนอนหลับ หรือหลับเร็วแค่ไหน แม้ว่าคุณจะใช้เวลา 8 ชั่วโมงต่อคืนในการนอน แต่ถ้าคุณรู้สึกง่วงและเหนื่อยล้าในระหว่างวัน คุณอาจกำลังประสบกับปัญหาเรื่องการนอนอยู่ แม้ว่าอาการนอนไม่หลับจะเป็นปัญหาการนอนหลับที่พบได้บ่อยที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ความผิดปกติของการนอนเพียงอย่างเดียว อาจจะเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การดื่มคาเฟอีนมากเกินไปในระหว่างวัน หรือความเครียดก็มีส่วนทำให้นอนไม่หลับเช่นกัน อาการนอนไม่หลับสามารถรักษาให้หายได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งหมอหรือหันไปพึ่งยานอนหลับ แต่คุณต้องจัดการกับสาเหตุที่แท้จริง และทำการเปลี่ยนแปลงนิสัยประจำวัน รวมถึงสภาพแวดล้อมในการนอนของคุณ เพื่อให้การนอนของคุณกลับมาเป็นปกติและมีประสิทธิภาพอีกครั้ง อาการของคนหลับยาก คุณอาจจะคิดว่าตนเองมีการนอนหลับที่ดีตลอดทั้งคืน แต่ความจริงแล้วบางทีคุณอาจจะประสบปัญหาการนอนไม่หลับ หรือนอนอย่างไม่มีประสิทธิภาพอยู่ก็เป็นได้ ลองเช็กอาการของตนเองว่าคุณมีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่ สาเหตุของอาการนอนไม่หลับ…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1210 days ago
Read More31/03/2023
กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม! รู้สึกหิวตลอดเวลา หรือนี่คือวิถีคนอ้วน ?
หากคุณรู้สึกหิว ท้องร้อง ร่างกายต้องการอาหารตลอดเวลาคุณอาจจะคิดว่านี่คงเป็น 'วิถีคนอ้วน' หรือเปล่านะ แต่ความจริงแล้วความหิวอาจเป็นสัญญาณบางอย่างเกี่ยวกับร่างกายของคุณ ‘ความหิว’ เป็นสัญญาณตามธรรมชาติของร่างกายว่าต้องการอาหารมากขึ้น เมื่อคุณหิวท้องคุณก็จะร้องเป็นเรื่องปกติ หรือคุณอาจจะรู้สึกหิวจนปวดหัว ตามมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิด และไม่มีสมาธิทำอะไรตามมา สาเหตุที่ทำให้คุณรู้สึกหิวตลอดเวลา 1.กินโปรตีนไม่เพียงพอ การกินอาหารที่มีโปรตีนให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการควบคุมความอยากอาหาร เพราะโปรตีนมีคุณสมบัติในการช่วยลดความหิว ซึ่งอาจช่วยให้คุณบริโภคแคลอรีน้อยลงโดยอัตโนมัติ และช่วยลดระดับฮอร์โมนที่กระตุ้นความหิว หากคุณกินโปรตีนไม่เพียงพอก็จะทำให้คุณรู้สึกหิวได้บ่อย ๆ โดยมีรายงานว่าผู้ที่กินโปรตีนในปริมาณที่สูงกว่าจะรู้สึกอิ่มตลอดทั้งวัน และมีความคิดถึงเรื่องเกี่ยวกับอาหารน้อยลง ดังนั้น ในทุกมื้ออาหารจึงควรมีอาหารที่ให้โปรตีนสูง เช่น เนื้อ ไก่ ปลา และไข่ รวมถึงอาหารจากพืชบางชนิด เช่น พืชตระกูลถั่ว เมล็ดพืช และเมล็ดธัญพืช เป็นต้น 2.นอนหลับไม่เพียงพอ การนอนหลับให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสุขภาพของคุณ และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานของสมองและระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ การนอนให้เพียงพอยังลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยเรื้อรังต่าง ๆ รวมถึงโรคหัวใจและมะเร็งด้วย ที่สำคัญคือ การนอนหลับให้เพียงพอเป็นปัจจัยหนึ่งในการควบคุมความอยากอาหาร เนื่องจากจะช่วยควบคุมฮอร์โมนเกรลิน (ghrelin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นความอยากอาหาร การอดนอนจะทำให้ระดับฮอร์โมนเกรลินสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณรู้สึกหิวมากขึ้นเมื่ออดนอนนั่นเอง นอกจากนี้ การนอนหลับให้เพียงพอยังช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเลปตินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกอิ่มอีกด้วย 3.กินคาร์โบไฮเดรตขัดสีหรือแป้งขัดสีมากเกินไป เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตขัดสี หรือแป้งขัดสีมีใยอาหารน้อย กระเพาะของคุณจึงย่อยอาหารอย่างรวดเร็ว…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1216 days ago
Read More31/03/2023
วิธีการดูแลตนเอง พร้อมรับมือกับหน้าร้อน!
แม้ว่าประเทศไทยจะขึ้นชื่อเรื่องอากาศร้อนแทบตลอดทั้งปี แต่เมื่อหน้าร้อนมาถึงอุณหภูมิภายในประเทศที่สูงอยู่แล้วก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจจะกระทบต่อสุขภาพได้ ยิ่งถ้าคนที่ต้องทำงานท่ามกลางแดดจัดด้วยแล้ว หากไม่ดูแลตนเองหรือตั้งรับกับอุณหภูมิที่ร้อนจัดก็อาจส่งผลเสียทั้งต่อภาวะอารมณ์ และร่างกายได้ Hack for Health มีวิธีดูแลตนเองเบื้องต้นในช่วงหน้าร้อนมาฝาก เพื่อให้คุณได้ป้องกันปัญหาสุขภาพของตนเอง รวมทั้งเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพของคนในครอบครัวคุณด้วย 1.กินอาหารปรุงสุก ในช่วงหน้าร้อน เชื้อแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ช่วงหน้าร้อนมักจะเป็นช่วงที่คนท้องเสีย ท้องร่วง บ่อย ๆ นั่นเพราะอุณหภูมิที่ร้อนจัดอาจทำให้อาหารที่ปรุงสุกค้างไว้หลายชั่วโมง หมดอายุหรือเสียได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันโรคท้องเสีย จึงควรกินอาหารที่ปรุงสุกทันที และไม่กินอาหารค้างคืน 2.ดื่มน้ำเยอะ ๆ ทุกคนทราบดีว่าน้ำนั้นจำเป็นต่อร่างกายมากเพียงใด ยิ่งช่วงหน้าร้อนอุณหภูมิร่างกายก็จะยิ่งสูงขึ้น และร่างกายก็จะเสียน้ำผ่านเหงื่อมากขึ้นด้วย ก็ยิ่งต้องดื่มน้ำเพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป นอกจากนี้ น้ำยังช่วยดับกระหายทำให้รู้สึกสดชื่นในระหว่างวันที่ต้องเผชิญกับอากาศร้อนอีกด้วย 3.งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อากาศร้อนจะทำให้แอลกอฮอล์ดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ไวกว่าปกติ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ดังนั้นหากใครที่ชื่นชอบดื่มแอลกฮอล์ช่วงฤดูร้อนแบบนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ 4.เลี่ยงแสงแดดจัด ช่วงเวลาที่แสงแดดจัดจะเป็นช่วง 10.00 - 15.00 น. หากเป็นไปได้ควรอาศัยอยู่ในอาคารที่ปลอดโปร่ง ยิ่งบ้านไหนไม่มีเครื่องปรับอากาศ จะต้องเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทไม่ให้เกิดความร้อนอบอ้าว แต่หากจำเป็นต้องออกแดดจริง ๆ สิ่งที่ไม่ควรละเลยนั่นคือการทาครีมกันแดด 5.ใส่ชุดที่ระบายอากาศ เสื้อผ้าก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1216 days ago
Read More
30/03/2023
ทำไมถูกจั๊กจี้ต้องหัวเราะ ทั้งที่รู้สึกทรมานแทบขาดใจ!
ใครเคยถูก ‘จั๊กจี้’ บ้าง ? ถ้าคนที่ไม่บ้าจี้อาจจะเฉย ๆ กับเรื่องนี้ แต่สำหรับคนที่บ้าจี้ และมักจะถูกแกล้งบ่อย ๆ อาจเกิดคำถามว่าทำไมเราถึงต้องหัวเราะเวลาที่มีคนมาจั๊กจี้เราด้วย! แล้วทำไมบางคนถึงไม่มีอาการบ้าจี้ทั้งที่ถูกกระทำเหมือนกัน อาการจั๊กจี้ หากคุณหัวเราะหรือร้องไห้ยามที่มีคนมาสัมผัสบริเวณจุดที่บอบบางของร่างกายแบบซ้ำ ๆ แสดงว่าคุณกำลังรู้สึกจั๊กจี้อยู่ แม้ว่าคุณจะไม่ได้รู้สึกสนุกจนต้องหัวเราะออกมา หนำซ้ำยังรู้สึกทรมานและไม่ชอบด้วยแต่กลับไม่สามารถบังคับร่างกายได้ โดยอาการจั๊กจี้มีอยู่ 2 รูปแบบ ดังนี้ สาเหตุที่ทำให้คนจั๊กจี้ ? ปัจจุบันยังไม่มีทฤษฎีที่สรุปอย่างแน่ชัดว่าความรู้สึกจั๊กจี้เกิดจากสาเหตุอะไร บ้างก็บอกว่าอาการจั๊กจี้เป็นกลไกการปกป้องส่วนเปราะบางของร่างกาย และอีกทฤษฎีบอกว่าการจั๊กจี้เป็นการกระตุ้นให้เกิดความผูกพันทางสังคมของผู้จั๊กจี้กับผู้ถูกจั๊กจี้นั่นเอง โดยจุดที่คนมักจะบ้าจี้มีดังนี้ ทำไมถูกจั๊กจี้ต้องหัวเราะ ? การถูกจั๊กจี้จะไปกระตุ้นสมองส่วนไฮโพทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมปฏิกิริยาทางอารมณ์ของคุณ การตอบสนองต่อการต่อสู้ หรือหนีจากความเจ็บปวด แม้ว่าตอนที่คุณถูกจั๊กจี้คุณจะหัวเราะออกมา แต่ความจริงแล้วคุณไม่ได้รู้สึกสนุกแต่เป็นเพียงการตอบสนองทางอารมณ์โดยอัตโนมัติเท่านั้น และการที่ร่างกายของคุณบิดไปมาขณะที่ถูกจั๊กจี้นั้น ก็เหมือนกับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้ที่กำลังเจ็บปวดอย่างรุนแรง ทำไมบางคนบ้าจี้ แต่บางคนไม่บ้าจี้ ? ในเรื่องนี้นักวิจัยยังคงไม่มีข้อสรุปว่าทำไมอาการบ้าจี้ถึงเกิดขึ้นกับเฉพาะบางคน แต่คาดเดาว่าอาจจะมาจากพันธุกรรม บางคนอาจจะรู้สึกจั๊กจี้ที่บางส่วนของร่างกาย แต่จุดอ่อนไหวอื่น ๆ ไม่รู้สึกอะไร เช่น คุณอาจจะบ้าจี้ที่เท้ามาก ๆ แต่ตรงใต้รักแร้กลับไม่รู้สึกอะไร ขณะเดียวกันบางคนอาจเป็นคนที่ไวต่อการสัมผัส ดังนั้นความไวของผิวหนังจึงมีบทบาทในการกระตุ้นให้คนเรารู้สึกจั๊กจี้ได้เช่นกัน ทำอย่างไรให้หายบ้าจี้…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1217 days ago
Read More28/03/2023
‘ทุเรียน’ ผลไม้ยอดฮิตช่วงหน้าร้อน ไม่ควรกินคู่กับอะไร ?
ผลไม้หน้าร้อนที่ได้รับความนิยมมีหลายชนิด แต่ที่หลายคนต้องนึกถึงนั่นก็คือ ‘ทุเรียน’ แม้ว่าจะมีบางคนบอกว่ากลิ่นของทุเรียนชวนให้รู้สึกอยากอาเจียน แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบทุเรียนนั้น กลิ่นทุเรียนจะหอมยิ่งกว่าอะไร แถมยังมีรสชาติที่หวานอร่อยเสียจนถึงขั้นต้องยอมอ้วนเลยทีเดียว ที่สำคัญทุเรียนยังขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้ไทยที่ชาวต่างชาติให้ความชื่นชอบอย่างมาก วันนี้ Hack for Health มาเอาใจสายทุเรียน ที่ตอนนี้อาจจะรู้สึกอยากกินทุเรียนขึ้นมา มาดูกันว่าในทุเรียนมีสารอาหารอะไรบ้าง และทุเรียนไม่ควรกินคู่กับอะไร ? สารอาหารในทุเรียน นอกจากรสชาติที่หวานอร่อย ทุกคนเคยสงสัยกันไหมว่าในทุเรียนมีสารอาหารอะไรบ้าง ทำไมเราถึงรู้สึกอิ่มท้องเวลาที่ได้กินทุเรียน ข้อมูลจาก สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ประมาณค่าสารอาหารในทุเรียนไว้ ดังนี้ ตัวอย่าง : ทุเรียนหมอนทอง คุณค่าทางโภชนาการต่อปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 163 กิโลแคลอรี ทุเรียนไม่ควรกินคู่กับอะไร ? 1.แอลกอฮอล์ โดยปกติแล้วร่างกายของเราจะทำลายแอลกอฮอล์ โดยการเปลี่ยนแอลกอฮอล์ให้เป็นอะเซตาดีไฮด์ และอะซีเตท โดยใช้เอนไซม์แอลกอฮอล์ดีไฮโดรจีเนส และแอลดีไฮน์ดีไฮโดรจีเนส จากนั้นอะซีเตทจะเปลี่ยนเป็นน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมทั้งขับออกจากร่างกาย แต่ด้วยสารประกอบซัลเฟอร์ที่มีอยู่ในทุเรียนจะเข้าไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลดีไฮน์ดีไฮโดรจีเนส ทำให้กระบวนการการทำลายแอลกอฮอล์ หรือการจำกัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายช้าลง ผลข้างเคียงที่พบ เช่น วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หน้าแดง…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1219 days ago
Read More27/03/2023
ปวดประจำเดือนแบบไหน เสี่ยงปัญหาสุขภาพ ?
สาว ๆ หลายคนเมื่อเข้าสู่ช่วงเป็นประจำเดือน อาการที่พบมากที่สุดนั่นคืออาการปวดท้อง ซึ่งถ้าให้บอกเล่าความทรมานนี้ให้หนุ่ม ๆ รู้ ก็คงไม่สามารถอธิบายออกมาได้ เพราะมีแต่สาว ๆ ด้วยกันเท่านั้นที่จะเข้าใจ ที่สำคัญสาว ๆ บางคนกลับรู้สึกว่าอาการปวดท้องของตนเองนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ถึงขั้นทนไม่ไหวจนจะเป็นลมก็มี บางทีอาการปวดท้องรุนแรงเช่นนี้ อาจกำลังเป็นสัญญาณบ่งบอกปัญหาสุขภาพบางอย่างที่คุณอาจไม่ทราบก็เป็นได้ อาการปวดประจำเดือนแบบปกติ อาการปวดประจำเดือนแบบทั่ว ๆ ไป ไม่เกี่ยวกับภาวะสุขภาพนั้น อาการปวดมักจะเริ่มขึ้นเมื่อช่วงประจำเดือนมา หรืออาจจะเริ่มปวดก่อนเวลาที่ประจำเดือนมาเล็กน้อย นอกจากนี้ คุณจะรู้สึกปวดหรือเมื่อยบริเวณหลังส่วนล่าง หรือปวดช่วงขาส่วนบน พร้อมทั้งมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ได้แก่ วิธีรักษาอาการปวดประจำเดือน อาการปวดประจำเดือนจะค่อย ๆ ดีขึ้นหากคุณได้นอนพักผ่อน แต่สำหรับคนที่ต้องออกไปทำงาน หรือมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบ หากอาการปวดนี้รบกวนคุณจนเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต ปัจจุบันมีตัวเลือกมากมายสำหรับรักษาอาการปวดประจำเดือน เช่น อาการปวดประจำเดือนแบบไม่ปกติ สำหรับอาการปวดประจำเดือนแบบไม่ปกติ หมายถึงการปวดประจำเดือนที่รุนแรง และอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพ ผู้หญิงบางคนอาจเริ่มมีอาการปวดประจำเดือนที่หนักมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีอาการปวดท้องแบบพอทนได้มาหลายปี หากคุณมีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงจนทำให้คุณไม่สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละวันได้ หรือทำให้คุณกังวลไปเลย คุณควรปรึกษาแพทย์ สิ่งสำคัญคือต้องเข้ารับการตรวจหากคุณมีความกังวลใจ คุณไม่จำเป็นต้องอดทนกับอาการปวดที่รุนแรงเช่นนี้ หากคุณกำลังสงสัยว่าตนเองเข้าข่ายปวดประจำเดือนแบบไม่ปกติ มาดูกันว่าคุณมีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1220 days ago
Read More23/03/2023
เหนื่อย เครียด คิดงานไม่ออก! คุณอาจกำลังเป็น ‘ภาวะสมองล้า’
หากคุณกำลังรู้สึกเหนื่อย เครียด คิดงานไม่ออก ไม่มีสมาธิกับงานที่ทำ คุณอาจกำลังเป็น ‘ภาวะสมองล้า’ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ทั้งหมดนี้อาจเกิดด้วยกันหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักของภาวะสมองล้ามักมาจากความเครียด และความวิตกกังวล แม้อาการจะแสงออกเกี่ยวกับปัญหาด้านจิตใจ แต่อาจนำไปสู่อาการทางร่างกายได้เช่นกัน เช่น อาการปวดท้อง เป็นต้น หากคุณรุ้ตัวว่าตนเองกำลังประสบอาการเหล่านี้อยู่ Hack for Health มีคำแนะนำวิธีการรักษามาให้คุณ 1.หาสาเหตุที่ทำให้รู้สึกเครียดและวิตกกังวล ก่อนอื่นคุณอาจจะลองถามตนเองว่าอะไรที่ทำให้คุณเกิดความรู้สึกเหนื่อย หรือเครียด เพราะจะทำให้คุณแก้ไขอาการเหล่านี้ได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพที่สุด โดยบางคนอาจจะเกิดความเครียดในระยะสั้น เช่น เครียดกับบทบาทหน้าที่ในการทำงานที่เพิ่งได้รับมอบหมาย และสามารถนำไปสู่ความเหนื่อยล้าทางจิตใจได้ ซึ่งคุณอาจจัดการความเครียดโดยการเรียนรู้งานหรือศึกษาข้อมูลมากขึ้น แต่หากคุณไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าอะไรทำให้เกิดความวิตกกังวลในใจ การไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอาจช่วยคุณได้ 2.นอนหลับให้มากขึ้น การอดนอนอาจทำให้การคิดงานตลอดทั้งวันของคุณยากขึ้น การนอนน้อยกว่า 1-2 คืน อาจไม่ส่งผลกระทบมากนัก แต่ถ้าคุณนอนหลับไม่เพียงพอเป็นประจำ คุณจะเริ่มสังเกตเห็นผลเสียบางอย่าง เช่น หงุดหงิดง่าย ง่วงนอนตอนกลางวัน และขาดสมาธิ แม้ว่าคาเฟอีนจะสามารถช่วยให้คุณรู้สึกตื่นตัวได้ชั่วคราว แต่ก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดี การนอนหลับให้เพียงพอเป็นการเริ่มต้นที่ดี และทำให้คุณใช้ชีวิตระหว่างวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.หาเวลาทำในสิ่งที่ชอบ ความเครียดมักเกิดขึ้นเมื่อชีวิตวุ่นวายกว่าปกติ และหากคุณมีหน้าที่รับผิดชอบมากมายจนไม่รู้จะจัดการอย่างไร การหาเวลาในการพักผ่อน หรือสนุกกับงานอดิเรกที่ชื่นชอบเป็นเรื่องที่ดี แม้ว่าจะเป็นไปได้ยากที่คุณจะหาเวลาให้ตนเอง แต่หากคุณไม่มีเวลาดูแลตนเองและพักผ่อน คุณก็จะยิ่งเพิ่มความเครียดเข้าไปอีก…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1224 days ago
Read More23/03/2023
ดื่มน้ำมากเกินไป อันตรายถึงชีวิต!
เราอาจเคยได้ยินมาตลอดว่าการดื่มน้ำเยอะ ๆ เป็นเรื่องที่ดีต่อร่างกาย มีการศึกษามากมายที่นำเสนอข้อดีของการดื่มน้ำ แต่รู้หรือไม่ว่าการดื่มน้ำมากเกินไปก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ใน 1 วัน คุณควรดื่มน้ำในปริมาณเท่าไหร่ ? ร่างกายของคนเราประกอบไปด้วยน้ำ 60-70 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ร่างกายเราจะสูญเสียน้ำได้ตลอดทั้งวันผ่านปัสสาวะ และเหงื่อ ซึ่งคุณก็สามารถทดแทนน้ำที่เสียไปด้วยการดื่มน้ำ และการบริโภคอาหารในแต่ละวัน โดยในผู้หญิงควรดื่มน้ำให้ได้ 2.7 ลิตรต่อวัน ในขณะที่ผู้ชายควรดื่มน้ำ 3.7 ลิตรต่อวัน ซึ่งทั้งหมดนี้รวมถึงน้ำจาก ผลไม้ หรืออาหารที่คุณรับประทานเข้าไปด้วย ขณะเดียวกันคุณอาจจะต้องการน้ำมากกว่าคนอื่น ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องสภาพแวดล้อมและสภาพร่างกายของตนเอง ดังนี้ ข้อดีของการดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณดื่มน้ำมากเกินไป ? เมื่อคุณดื่มน้ำมากเกินไป เช่น ดื่ม 5 ลิตรต่อวัน คุณอาจประสบกับ ‘ภาวะน้ำเป็นพิษ’ มีปริมาณน้ำในเลือดมาก และภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ คุณจะเริ่มมีอาการต่าง ๆ เช่น รู้สึกสับสน ง่วงนอน และปวดศีรษะ นอกจากนี้ หากความดันเพิ่มขึ้นอาจทำให้เกิดภาวะต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง และอัตราการเต้นของหัวใจต่ำ ภาวะหัวใจวาย…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1224 days ago
Read More22/03/2023
‘โรคขาอยู่ไม่สุข’ ขยับขา/สั่นขา บ่อย ๆ จนเสียบุคลิก
เคยไหม ? นั่งอยู่เฉย ๆ ก็รู้สึกอึดอัดอยากขยับขา หรือสั่นขาตลอดเวลา บางครั้งอาการเหล่านี้มักมาตอนกลางคืนจนแทบนอนไม่หลับ คุณอาจกำลังเป็น 'โรคขาอยู่ไม่สุข' โรคขาอยู่ไม่สุขคืออะไร? โรคขาอยู่ไม่สุข (RLS) เป็นโรคทางระบบประสาทที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายหรืออึดอัดที่ขา และกระตุ้นให้เคลื่อนไหวอย่างไม่สามารถห้ามได้ อาการมักเกิดขึ้นในช่วงบ่ายแก่ ๆ หรือช่วงเย็น และมักจะรุนแรงที่สุดในตอนกลางคืนขณะที่คุณกำลังนอนหลับ โดยอาการนี้จะรบกวนการนอนหลับของคุณ ทำให้หลับยากหรือนอนหลับไม่สนิท ซึ่งการขยับขาจะช่วยบรรเทาความรู้สึกไม่สบายตัว แต่ความรู้สึกไม่สบายตัวก็จะเกิดขึ้นได้อีกเมื่อคุณหยุดการเคลื่อนไหวขาของตนเอง มากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรในสหรัฐอเมริกา พบว่าโรคขาอยู่ไม่สุขสามารถเกิดขึ้นกับคนทุกช่วงอายุ ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง โดยผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย แต่บุคคลที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมักเป็นวัยกลางคนขึ้นไป อาการมักจะเกิดขึ้นบ่อยขึ้นและยาวนานขึ้นตามอายุ อาการของโรคขาอยู่ไม่สุข อาการโรคขาอยู่ไม่สุขอาจแตกต่างกันไปในแต่ละวัน ความรุนแรง และความถี่ในแต่ละคนก็จะแตกต่างกัน หากอาการของคุณเกิดขึ้นเพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ถือว่าเป็นความรุนแรงระดับปานกลาง แต่หากคุณมีอาการนี้มากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ หมายความว่าอาการโรคขาอยู่ไม่สุขของคุณเข้าขั้นรุนแรง ผลกระทบจากโรคขาอยู่ไม่สุข อาการของคุณอาจทุเลาลง และหายไปเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ซึ่งปกติจะเป็นในช่วงระยะเริ่มต้นของโรค อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วอาการมักจะเกิดขึ้นอีกและรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป บุคคลที่เสี่ยงเป็นโรคขาอยู่ไม่สุข แม้สาเหตุของโรคขาอยู่ไม่สุขจะไม่ชัดเจนนัก แต่หากคนในครอบครัวของคุณมีประวัติเป็นโรคนี้คุณก็อาจจะเป็นได้เช่นกัน และอาจเกิดจากสารโดปามีน (dopamine) ในสมองมีปริมาณน้อยลง โดยอาจเป็นจากภาวะของโรคอื่น…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1225 days ago
Read More22/03/2023
ขี้หึงจนบั่นทอนความสัมพันธ์! ทำอย่างไรให้อาการนี้หายไป
อาการหึงหวงคู่รัก เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากคุณกำลังมีความสัมพันธ์ที่ไปได้ดี ย่อมทำให้เกิดความกังวลใจ และท้ายที่สุดอาจทำให้คุณหึงหวงคู่รักของคุณเมื่อยามที่เขาใกล้ชิดกับผู้อื่น และจากผลสำรวจระบุว่า คนเรามักจะมีประสบการณ์หึงหวงเกี่ยวกับอดีตของอีกฝ่าย หรือเรียกง่าย ๆ ว่าหึงเรื่องแฟนเก่าของคนรักนั่นเอง โดยการหึงหวงเรื่องอดีตของคนรัก มีตั้งแต่พยายามไปขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีต ไปจนถึงการหมกมุ่นเรื่องดังกล่าวทั้งวันจนกระทบกับความสัมพันธ์ของคุณกับคนรัก ซึ่งอาการหึงเหล่านี้อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตของและเสี่ยงภาวะซึมเศร้าได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำวิธีที่ทำให้คุณหลุดพ้นจากวงจรเหล่านี้เพื่อสุขภาพจิตที่ดี ทำไมถึงหึงกับเรื่องความสัมพันธ์ในอดีตของคนรัก ? การหึงหวง อิจฉา ริษยา เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคนและเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ในกรณีที่คุณรู้สึกหึงหวงคู่รักของคุณกับคนรักเก่านั้น อาจมาจากพฤติกรรมของคนรักคุณที่ยังคงเก็บของเก่า ๆ ที่อดีตคนรักมอบให้ หรือยังหวงแหนของบางอย่างที่เป็นความทรงจำในอดีต ซึ่งทำให้คุณเกิดความกังวลใจว่าคนรักของคุณอาจกำลังคิดถึงคนรักเก่าอยู่นั่นเอง โดยจากการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความหึงหวงเชิงโรแมนติก พบว่าอารมณ์เหล่านี้มักมีรากฐานมาจาก ความรู้สึกไม่ปลอดภัยในความสัมพันธ์, ความนับถือตนเองต่ำ, ประสบการณ์ถูกนอกใจจากคนรักเก่าหรือจากคนรักในปัจจุบัน, การใช้สารเสพติด, ความผันผวนทางฮอร์โมน เป็นต้น ยอมรับและรู้เท่าทันความรู้สึกของตนเอง สิ่งที่จะทำให้คุณก้าวผ่านความรู้สึกหึงหวง หรืออิจฉาริษยาไปได้นั้น อย่างแรกคือคุณต้องยอมรับตนเองก่อนว่าคุณกำลังเกิดความหึงหวง หรืออิจฉาคนรักเก่าของคู่คุณจริง ๆ แม้จะรู้สึกยากลำบากที่ต้องยอมรับมันในบางครั้ง แต่การที่คุณรู้เท่าทันอารมณ์และความคิดของตนเองก็จะทำให้คุณหาทางแก้ไขความรู้สึกเหล่านั้นได้ไวมากขึ้น นักจิตวิทยาได้แนะนำว่า ให้คุณถามตนเองว่าความรู้สึกอิจฉานั้นมีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณอาจจะรู้สึกว่าอดีตของคนรักกำลังจะเป็นตัวทำนายความสัมพันธ์ปัจจุบันของคุณ หรือคุณรู้สึกไม่ไว้ใจความสัมพันธ์ของพวกเขาเพราะอะไร เมื่อคุณเข้าใจตนเองแล้วคุณก็จะสามารถเผชิญหน้ากับความกลัวเหล่านั้นได้ แม้ว่าการหึงหวงสามารถเกิดขึ้นได้โดยทั่วไป และไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าคุณเป็นคนดีหรือคนไม่ดี แต่การที่คุณหึงหวงเรื่องราวในอดีตที่ตนเองไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้อีก และหมกมุ่นกับเรื่องนั้น อาจทำให้คุณรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องอนาคตของคุณกับคนรัก และกลายเป็นปัญหาตึงเครียดในชีวิตคู่ของคุณได้ เอาใจเขามาใส่ใจเรา…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1225 days ago
Read More21/03/2023
กินอาหารปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 เป็นเวลานาน เสี่ยงมะเร็ง!
ซีเซียม-137 คือสารกัมมันตรังสีชนิดหนึ่ง เมื่อเกิดการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในสิ่งแวดล้อมจากอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ สารนี้จะตกค้างตามแหล่งน้ำ ดิน พืช อากาศ สัตว์ ตลอดจนการเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านการบริโภคอาหาร และหากคนเราบริโภคอาหารที่มีสารปนเปื้อนซีเซียม-137 เป็นเวลานานย่อมส่งผลเสีย และก่อให้เกิดโรคได้ เมื่อสารซีเซียมกระจายอยู่ทั่วทั้งในดิน น้ำ จึงง่ายต่อการเข้าสู่วงจรอาหาร และอาหารที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ผัก ผลไม้ นม อาหารทะเล และอาหารที่แปรรูปจากวัตถุดิบทางการเกษตร หากเราบริโภคอาหารที่มีสารปนเปื้อนซีเซียม-137 เข้าสู่ร่างกาย สารบางส่วนจะถูกขับออกทางเหงื่อและปัสสาวะ ในขณะที่สารบางส่วนจะตกค้าง และสะสมในกล้ามเนื้อ ตับ ไขกระดูก หากได้รับในปริมาณมากหรือเป็นเวลานานจะทำให้เกิดความผิดปกติในระดับโครโมโซมหรือพันธุกรรม และมีโอกาสก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ โดยปกติแล้วทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะกำหนดให้ตรวจปริมาณการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในอาหาร 3 ชนิด คือ ไอโอดีน-131 (Iodine-131) ซีเซียม-137 (Cesium-137) และซีเซียม-134 (Cesium-134) หน่วยวัดปริมาณสารกัมมันตรังสีในเครื่องดื่มหรือของเหลวจะใช้หน่วย “เบคเคอเรลต่อลิตร” ส่วนอาหารหรือของแข็งจะมีหน่วยเป็น “เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม” เกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดคือ อาหาร ต้องมี Iodine-131 ไม่เกิน 100 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม, ซีเซียม-134…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1226 days ago
Read More20/03/2023
ไม่ต้องเศร้าก็ร้องไห้ได้…น้ำตาสื่อถึงอะไรบ้าง ?
คุณเสียน้ำตาครั้งสุดท้ายด้วยสาเหตุอะไร ? จริง ๆ แล้วการเสียน้ำตาไม่ได้บ่งบอกว่าคุณกำลังอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจเท่านั้น การร้องไห้หรือเสียน้ำตายังสะท้อนความคิด ความรู้สึก หรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นของร่างกายด้วย โดยปกติแล้วผู้ชายมักจะร้องไห้น้อยกว่าผู้หญิง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหลายวัฒนธรรมมักมองว่าการร้องไห้เป็นสัญญาณของความอ่อนแอ และมักจะสอนเด็กผู้ชายไม่ให้ร้องไห้ นอกจากนี้ ยังมีองค์ประกอบทางชีววิทยาที่บอกว่า ผู้หญิงจะมีฮอร์โมนโปรแลคตินมากกว่าผู้ชาย ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดปัจจัยการร้องไห้ง่ายขึ้น ในทางกลับกันผู้ชายมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในระดับที่สูงกว่า และฮอร์โมนดังกล่าวทำให้ผู้ชายร้องไห้ได้ยากขึ้น ‘น้ำตา’ ถูกผลิตโดยต่อมน้ำตาเหนือดวงตาของคุณประกอบด้วย เกลือและน้ำ ซึ่งช่วยให้พื้นผิวของดวงตามีความชุ่มชื้นและมีสุขภาพดี นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่ชะล้างฝุ่น ละออง หรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปดวงตาออกมาผ่านน้ำตา ทั้งนี้ หลายคนมักจะเข้าใจว่าการเสียน้ำตาเป็นสัญญาณของความเจ็บปวด เสียใจ แต่ความจริงแล้วสาเหตุที่ทำให้คนเราร้องไห้มีด้วยกันหลายสาเหตุ และคุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกอับอายหากตนเองอยากร้องไห้ขึ้นมา น้ำตาช่วยบรรเทาอาการปวด หากคุณบังเอิญถูกประตูหนีบมือ อาการปวดอย่างรุนแรงอาจทำให้คุณน้ำตาไหลได้ และมีแนวโน้มที่จะร้องไห้จริง ๆ มากขึ้นเมื่อคุณต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างหนักเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณไม่สามารถทำอะไรได้มากนักเพื่อบรรเทาทุกข์ ยกตัวอย่าง อาการปวดที่รุนแรงต่อเนื่อง เช่น ปวดไมเกรน กระดูกหัก การคลอดบุตร โดยมีงานวิจัยระบุว่าเมื่อคุณร้องไห้ร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟินและออกซิโทซิน เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ทางอารมณ์พร้อมกับความเจ็บปวดทางร่างกาย จึงเรียกได้ว่าการร้องไห้เป็นพฤติกรรมที่ปลอบประโลมตนเองจากความเจ็บปวดนั่นเอง น้ำตาช่วยประมวลผลทางอารมณ์ เมื่อความรู้สึกของคุณรุนแรงจนคุณไม่รู้ว่าจะจัดการหรือรับมือกับมันอย่างไร การร้องไห้อาจเป็นวิธีหนึ่งในการแสดงความรู้สึกและบรรเทาทุกข์ ดังนั้น ความรู้สึกเศร้า ความรู้สึกผิด หรือความกังวลอย่างท่วมท้นอาจทำให้น้ำตาไหลได้ แม้ว่าจะไม่รู้สึกเจ็บปวดเป็นพิเศษก็ตาม หากคุณเคยรู้สึกสะเทือนใจจนน้ำตาไหล…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1227 days ago
Read More17/03/2023
World Sleep Day! เพิ่มประสิทธิภาพการนอนด้วย Galaxy Watch
(17/03/65) การนอนหลับเป็นการพักผ่อนร่างกายที่ดีที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของเราได้รับการฟื้นฟู คนที่นอนน้อยหรือมีการนอนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดอาการง่วงซึมในยามเช้าเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย ดังนั้น หลายคนจึงหันมาให้ความสำคัญกับการนอนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเนื่องในวันนอนหลับโลก หรือ World Sleep Day วันที่ 17 มีนาคม และ Sleep Awareness Week® วันที่ 12-18 มีนาคม ชวนทุกคนมาเพิ่มประสิทธิภาพการนอนผ่านนวัตกรรมสุดล้ำ Galaxy Watch5 Series ช่วยติดตามการนอนหลับของคุณ โดยผู้ใช้ Galaxy Watch มากกว่า 50% ติดตามการนอนหลับอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และ 40% ติดตามมากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำให้เข้าใจรูปแบบการนอนหลับของตัวเองได้ดีขึ้น พร้อมปรับการนอนตามคำแนะนำเพื่อพัฒนาการนอนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น สร้างพฤติกรรมการนอนที่ดียิ่งขึ้นด้วยการเข้าใจรูปแบบการนอนของตนเอง เนื่องจากรูปแบบการนอนหลับของทุกคนแตกต่างกัน สิ่งสําคัญคือต้องเข้าใจลักษณะเฉพาะของตนเอง ซัมซุงช่วยให้การติดตามและการเข้าใจรูปแบบการนอนเป็นเรื่องง่ายมากยิ่งขึ้น โดยใช้เซนเซอร์ BioActive ของ Galaxy Watch ที่สามารถตรวจสอบรูปแบบการนอนที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เช่น การตื่น…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1230 days ago
Read More17/03/2023
เรื่องจริงหรือความเชื่อ ? กินอาหารที่มีผงชูรสทำให้ผมร่วง
“กินอาหารที่มีผงชูรสจะทำให้ผมร่วง” หลายคนคงเคยได้ยินคำเตือนนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการจะเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของผงชูรสนั้นเป็นเรื่องยากเช่นกัน เพราะผงชูรสมีส่วนช่วยให้รสชาติอาหารดีขึ้น Hack for Health จะพาทุกคนมาหาคำตอบว่าสรุปแล้วกินผงชูรสเยอะ ๆ เสี่ยงผมร่วงจริงไหม ? และการกินผงชูรสบ่อย ๆ ส่งผลต่อร่างกายอย่างไรบ้าง ผงชูรส มีสารสำคัญคือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (MSG) เป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แม้ว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) จะจัดให้ผงชูรสเป็นวัตถุเจือปนอาหารที่มีความปลอดภัย แต่มีการศึกษาหลายชิ้นที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่าการกินผงชูรสบ่อย ๆ อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ ผลกระทบจากการกินผงชูรส ผงชูรสมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของระบบประสาทอย่างช้า ๆ เช่น ความจำและการเรียนรู้ การกินผงชูรสเป็นเวลานานทำให้เซลล์ประสาทตาย นำไปสู่อาการตื่นตระหนก ชัก และเวียนศีรษะ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะพบได้บ่อยในเด็ก ส่วนในผู้ใหญ่จะพบปัญหาสมาธิสั้น การศึกษาวิจัยพบว่าการกินผงชูรสเป็นเวลานานทำให้เกิดไขมันสะสมในตับ ซึ่งอาจลุกลามไปสู่โรคตับอักเสบอย่างช้า ๆ การศึกษายังแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยบางรายมีรอยโรคเป็นก้อนกลมและมีพฤติกรรมกินผงชูรสเป็นประจำ มีการศึกษาระบุว่า ผงชูรสในอาหารทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเมตาบอลิกซินโดรมและโรคอ้วน นอกจากนี้ การกินผงชูรสในปริมาณมากจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อสุขภาพ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน แม้ว่าการกินอาหารที่มีผงชูรสจะไม่ทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ แต่ก็เสี่ยงทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและปวดศีรษะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บุคคลที่บริโภคผงชูรสประมาณ 150 มก./กก. ของน้ำหนักตัวพบว่าจะมีผลข้างเคียงคืออาการปวดศีรษะ …ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1230 days ago
Read More15/03/2023
ระวัง! ปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูร้อน
เข้าสู่ช่วงฤดูร้อน นอกจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว แสงแดดจ้าที่ชวนให้ต้องหยิบครีมกันแดดมาทาเพื่อปกป้องผิวแล้ว สิ่งที่ทุกคนต้องเฝ้าระวังก็คือปัญหาสุขภาพหรือโรคต่าง ๆ ที่มักจะเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนแบบนี้ เพราะความร้อนส่งผลต่อร่างกายทั้งหมด ทั้งผิวหนัง ดวงตา ระบบย่อยอาหาร หากไม่ระวังหรือป้องกันอาจนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บในฤดูร้อนได้ โรคที่พบบ่อยในช่วงฤดูร้อน 1.โรคลมแดด โรคลมแดดเป็นโรคที่พบบ่อยในฤดูร้อน เกิดจากการสัมผัสกับอุณหภูมิที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน เนื่องจากอุณหภูมิสูงทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียจากความร้อน เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และอ่อนแรง ก่อนเกิดอาการฮีทสโตรก (Heat Stroke) ตามมา และทำให้อวัยวะล้มเหลว หมดสติ นำไปสู่การเสียชีวิตได้ 2.อาหารเป็นพิษ อาหารเป็นพิษเป็นหนึ่งในโรคที่เกิดขึ้นในฤดูร้อนได้ง่ายที่สุด เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนชื้น ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ง่าย และอาจนำไปสู่การปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไป 3.ปวดดวงตา การจ้องแสงแดด หรือการที่ดวงตาต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดความรู้สึกปวดรอบดวงตาข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง เรียกว่า อาการเจ็บตา นอกจากนี้ อาจรู้สึกดวงตาขุ่นมัว เจ็บ หรืออ่อนล้าได้ 4.ภาวะขาดน้ำ โรคที่เกิดในช่วงฤดูร้อนที่พบบ่อยคือภาวะขาดน้ำ เกิดจากสภาพอากาศร้อนชื้นในช่วงฤดูร้อน เพราะร่างกายเราสูญเสียน้ำและเกลือแร่จำนวนมากผ่านทางเหงื่อโดยไม่รู้ตัว เมื่อปริมาณน้ำที่ออกจากร่างกายมากกว่าปริมาณน้ำที่รับเข้าไป จะส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำและมีอาการปากแห้ง ลิ้นแห้ง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปัสสาวะสีเข้ม และกระหายน้ำ ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำให้มาก ๆ 5.ปวดศีรษะ…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1232 days ago
Read More15/03/2023
อย่าหาทำ! ลดน้ำหนักให้ได้ในหนึ่งอาทิตย์ เสี่ยงโยโย่
เชื่อว่าหลายคนคงอยากมีหุ่นหรือรูปร่างที่สมส่วน และสำหรับบางคนที่กำลังหันมาดูแลรูปร่างของตนเองอาจเคยได้ยินวิธีการลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัมให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ หรือบางคนอาจจะตั้งเป้าหมายของตนเองภายในหนึ่งอาทิตย์จะต้องลดน้ำหนักให้ได้ทีละหลายกิโลกรัม ซึ่งแน่นอนว่าหากคุณกินอาหารน้อยลง คุณก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย แต่รู้หรือไม่ว่าการลดน้ำหนักโดยคาดหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็วแบบนี้ส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณไม่น้อย ลดน้ำหนักภายในหนึ่งอาทิตย์ทำได้แต่ไม่ยั่งยืน ปัจจุบันมีหลากหลายวิธีที่ทำให้คุณสามารถลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นวิธีการกินที่เรียกได้ว่าแทบจะหักดิบและต่อสู้กับความอยากของร่างกาย เน้นที่ผัก ผลไม้ หรืออาหารที่มีแคลอรีต่ำ และกินในปริมาณน้อยกว่าที่ร่างกายควรได้รับ คุณก็จะสามารถลดน้ำหนักได้แล้ว หรือบางคนอาจหันไปพึ่งการดื่มน้ำผลไม้ที่เป็นโปรแกรมดีท็อกซ์ร่างกาย โดยดื่มแทนอาหาร 3 วัน วิธีนี้น้ำหนักของคุณก็จะลดลงอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะร่างกายไม่ได้รับสารอาหารเข้าไปนั่นเอง แต่ขอบอกก่อนเลยว่า ไม่ว่าคุณจะมีเหตุจำเป็นอะไรที่ต้องลดน้ำหนักอย่างเร่งด่วน แต่วิธีเหล่านี้หรือการคาดหวังผลลัพธ์ในเวลาอันรวดเร็วไม่ใช่ผลดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน เพราะแม้คุณจะลดน้ำหนักได้จริง แต่เมื่อคุณกลับมากินอาหารตามปกติ คุณก็สามารถกลับมาน้ำหนักมากเท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมในระยะเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน ดังนั้น วิธีการลดน้ำหนักที่ดีที่สุด คือการลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่กดดันตนเอง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและมาพร้อมกับการมีสุขภาพที่ดี ข้อควรระวังของการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังพบผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่มาจากการลดน้ำหนักในระยะสั้น เช่น ทำให้เกิดความหิวและทรมาน, เกิดความเหนื่อยล้า, หงุดหงิดง่าย, รู้สึกหนาว ร่างกายขาดความอบอุ่น, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, วิงเวียนศีรษะ, ท้องผูกหรือท้องเสีย และภาวะขาดน้ำ เป็นต้น ลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดี แม้ว่าการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วจะทำให้คุณรู้สึกมีความสุข แต่อย่างที่บอกว่ามันไม่คุ้มเอาเสียเลยกับการต้องแลกมาด้วยการมีสุขภาพที่แย่ลง หนำซ้ำยังทำให้น้ำหนักกลับมาพุ่งได้ง่าย ดังนั้น…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1232 days ago
Read MorePR Partners
See All24/07/2026
กานต์สิรี บัววิชัยศิลป์ | 5 days ago
สตาร์ตอัปไทยสร้างได้แล้ว…โจทย์ต่อไปคือ “โตให้ถึงโลก” เมื่อ SITE 2027 ตั้งเป้า Scale Up to Global
ประเทศไทยใช้เวลาหลายปีในการสร้างสตาร์ตอัป พัฒนาผู้ประกอบการ และวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม แต่วันนี้คำถามอาจไม่ใช่ “เรามีสตาร์ตอัปมากพอหรือยัง” หากแต่เป็น “เราจะทำให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตจนแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไร” คำถามนี้ชัดเจนขึ้นหลังปิดฉาก Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Global Innovation Impact: The Year of Investment เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันของงาน ไม่ได้สะท้อนเพียงความคึกคักของวงการสตาร์ตอัปไทย แต่ยังแสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกช่วงหนึ่ง จากการ “สร้างผู้ประกอบการ” ไปสู่การ “สร้างการเติบโต” ปีนี้ SITE ไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ทำหน้าที่เป็น23/07/2026
รีแคปงาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026: ก้าวสำคัญของไทยสู่ศูนย์กลาง AI แห่งอาเซียน
เมื่อโลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว ประเทศไทยก็ไม่หยุดนิ่งที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ งาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความร่วมมือระดับประเทศ ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลักดัน "ปัญญาประดิษฐ์ที่น่าเชื่อถือ" (Trustworthy AI) พร้อมตั้งเป้าหมายใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม วิสัยทัศน์จากภาครัฐ: ขับเคลื่อนประเทศด้วย 3 เสาหลัก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษผ่านวิดีโอ โดยระบุถึงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนา AI ของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บน 3 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่: ท่านรัฐมนตรียังย้ำว่า อนาคตของ AI ไม่สามารถสร้างสำเร็จได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน "ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น AI Governance Sandbox ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 6 days ago
Read More13/07/2026
มูลนิธิองค์กรทำดี จับมือ ทรู ลุยโครงการ “Smart Safety Youth Training” เสริมเกราะภัยไซเบอร์ สร้างพลเมืองดิจิทัลยุคใหม่
มูลนิธิองค์กรทำดี เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยให้เยาวชนไทยในยุคดิจิทัล เปิดตัว "โครงการ Smart Safety Youth Training" มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Safety) ให้แก่เยาวชนในโรงเรียนต้นแบบทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยออนไลน์ที่ซับซ้อนและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น ครอบคลุมการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล การรับมือภัยจากสื่อสังคมออนไลน์ การสังเกตและหลีกเลี่ยงมิจฉาชีพออนไลน์ รวมถึงการปลูกฝังพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สร้างเยาวชนไทยให้เข้มแข็ง คุณปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เปิดเผยว่า "มูลนิธิองค์กรทำดีอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤต โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับเด็กและสตรี แต่ที่ผ่านมาหลายครั้งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เราจึงตั้งใจสร้างความเข้มแข็งให้เยาวชนยุคปัจจุบันสามารถดูแลตนเองและช่วยเหลือคนรอบข้างได้อย่างทันท่วงที จึงเป็นที่มาของโครงการ Smart Safety Youth Training เพื่อให้ความรู้เยาวชนไทยทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ครอบคลุมภัยทุกรูปแบบ ทั้งภัยไซเบอร์ ภัยจากการถูกคุกคามทางเพศ ภัยจากการจมน้ำ การปฐมพยาบาลปั๊มหัวใจกู้ชีพ (CPR) เบื้องต้น การดับเพลิง และภัยจากอาชญากรรม" ทรู ร่วมเสริมภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลอย่างยั่งยืน คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 16 days ago
Read More13/07/2026
ปิดฉากสัปดาห์สุดหิน ! “V4 แป้ง” สาดพลังในเพลง “ชาวนากับงูเห่า” ก่อนกอดคอเพื่อนอำลาเวที True AF 2026
ยิ่งสัปดาห์ลึก ความเข้มข้นยิ่งทวีคูณสำหรับรายการเรียลลิตี้อันดับหนึ่งของเมืองไทย True AF 2026 ที่ล่าสุดเดินทางมาถึงสัปดาห์ที่ 5 พร้อมกับโจทย์เพลงสุดท้าทายอย่าง Super Band Week งานนี้เหล่านักล่าฝันที่เหลืออยู่ทั้ง 9 คน ต้องขึ้นเวทีเพื่อพิสูจน์ศักยภาพและทักษะการร้องสดร่วมกับวงดนตรีมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญในการก้าวสู่การเป็นศิลปินแถวหน้า บรรยากาศการเปิดรายการเต็มไปด้วยความคึกคักด้วยสัญลักษณ์อันคุ้นเคยอย่าง เพลงธีมนักล่าฝัน โดยมีพิธีกรระดับตำนานประจำซีซัน พี่ดู๋ - สัญญา คุณากร มารับหน้าที่ดำเนินรายการ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้กับผู้ชมด้วยการเปิดตัว 2 Judge ปริศนาที่เหล่านักล่าฝันคุ้นเคย มอส - ปฎิภาณ ปฐวีกานต์ และ เชาว์ – ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย มาร่วมให้คำแนะนำและคอมเมนต์อย่างตรงไปตรงมา เพิ่มความกดดันและความตื่นเต้นให้กับค่ำคืนนี้เป็นเท่าตัว สำหรับไฮไลต์บนเวทีในสัปดาห์นี้ นักล่าฝันทั้ง 9 คนได้ร่วมกันระเบิดพลังและโชว์ศักยภาพร่วมกับวงดนตรีสดได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการรวมตัวกันส่งพลังใจผ่านบทเพลงที่มีความหมายสุดลึกซึ้งอย่าง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง สร้างความทรงจำอันงดงามและประทับใจให้กับแฟน ๆ เป็นอย่างมาก ก่อนนำเข้าโชว์เดี่ยวของแต่ละคนโดยเริ่มจาก V7 โฟกัส ที่มาพร้อมความสนุกในเพลง โกหก ตาม มาด้วย…รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 16 days ago
Read More






























