Tags
| science
07/02/2020
น้องน่ารัก หมึกกระดองจะกินอาหารน้อยลงเมื่อมันรู้ว่าจะมีกุ้งของโปรดเป็นมื้อค่ำ!
ฟังเหมือนเป็นเรื่องตลกที่เหล่านักวิทยาศาสตร์จะต้องไปเสียเวลาในการทดลองมื้อเที่ยงและมื้อค่ำของพวกหมึกกระดอง (cuttlefish) แต่คุณรู้ไหมว่าการพิสูจน์แนวความคิดนี้เผยให้เราเห็นถึงกระบวนการความคิดที่ซับซ้อนมากกว่าที่เราคิดไว้ซะอีก เหล่าทีมวิจัยทำการทดลองโดยการป้อนกุ้ง (อาหารโปรดของหมึกกล้วย) เป็นอาหารเย็นทุกวัน เพียงไม่กี่วันพวกมันก็เรียนรู้ที่จะเริ่มปรับพฤติกรรมการกินระหว่างวัน โดยการลดการกินปูในมื้อเที่ยงลงเพื่อรอกินกุ้งในมื้อเย็น หลังจากนั้นนักวิจัยก็เปลี่ยนวิธีการ โดยการสุ่มให้กุ้งและไม่ให้กุ้งในมื้อเย็น พบว่าหมึกกระดองก็ปรับพฤติกรรมการกินตามโดยการกินปูในมื้อเที่ยงมากขึ้นแทน การสุ่มให้และไม่ให้กุ้งในมื้อเย็น จะทำให้เหล่าหมึกไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอาหารเย็นในวันนั้นได้ ดังนั้นพวกมันจึงปรับพฤติกรรมการกิน ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า (ว่าง่าย ๆ พวกมันจะไม่รออนาคตที่ไม่แน่นอน) หมึกกระดองเป็นสัตว์ที่กินได้ทั้ง ปลา ปู กุ้ง และ หมึก คำถามคือแล้วรู้ได้อย่างไรว่ามันชอบกินกุ้งที่สุด? นักวิจัยทำการทดลองในหมึกกระดอง 29 ตัว 5 วัน วันละ 5 ครั้ง พวกเขาให้ปูและกุ้งในปริมาณที่เท่ากันในเวลาเดียวกัน แน่นอนพวกหมึกเลือกกินกุ้งมากกว่าปู นักวิจัยจึงสรุปได้ว่าพวกมันชอบกินกุ้ง หมึกกระดองเป็นสัตว์ที่มีระบบประสาทส่วนกลางขนาดใหญ่ ช่วยให้พวกมันเรียนรู้ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย พวกมันสามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต และใช้ข้อมูลนี้เพื่อปรับพฤติกรรมของพวกมันในอนาคตด้วยพฤติกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวทำให้นักวิจัยมั่นใจว่าพวกมันสามารถเรียนรู้รูปแบบการให้อาหาร การล่า และการปรับตัวให้เข้ากับสาถนการณ์ต่าง ๆ ได้ ไม่เพียงแค่กินให้ท้องอิ่มเท่านั้น แต่พวกมันยังเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่ออาหารจานโปรดของพวกมันได้อีกด้วย ด้วยวิธีการปรับตัวของเหล่าหมึกกระดอง ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าเกี่ยวกับต้นกำเนิดวิวัฒนาการของความสามารถทางสติปัญญาที่ซับซ้อนได้ ศาสตราจารย์ Nicola Clayton ภาควิชาจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Cambridge…Natnaree TK | 2174 days ago
Read More01/02/2020
นี่คือผ้าพันแผลอัจฉริยะที่สามารถตรวจการติดเชื้อพร้อมจ่ายยาฆ่าเชื้อได้ในแผ่นเดียว
เมื่อวันพุธที่ผ่านมานักวิจัยจากเมืองจีนได้ตีพิมพ์เรื่องราวน่าสนใจนี้ผ่านวารสาร ACS Central Science โดยในงานวิจัยอธิบายไว้ว่า ผ้าพันแผลอัจฉริยะนี้จะเปลี่ยนสีเมื่อมันตรวจเจอการติดเชื้อแบคทีเรียบนบาดแผล และสามารถปล่อยยารักษาได้ด้วยตัวเองด้วย เมื่อนำผ้าพันแผลนี้ออกมาครั้งแรกมันจะมีสีเขียว แต่หากเจอการติดเชื้อมันจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองพร้อมกับปล่อยยาฆ่าเชื้อที่อยู่ในตัวใส่บาดแผล และหากผ้าพันแผลพบว่าเจ้าเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในแผลนั้นมีการดื้อยา ตัวผ้าจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ในกรณีนี้แพทย์สามารถส่องแสงบนผ้าพันแผลเพื่อกระตุ้นให้โมเลกุลพิเศษที่อยู่ในตัวผ้าถูกปล่อยออกมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของยา หรืออย่างน้อยก็ทำให้แบคทีเรียอ่อนแอลงได้ ทีมวิจัยทำการทดสอบกับหนูพบว่าผ้าพันแผลอัจฉริยะนี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาแผลที่ติดเชื้อแบคทีเรีย E. coli ที่ไวต่อยาหรือดื้อยาได้เป็นอย่างดี แต่เพราะตัวผ้าพันแผลนี้สามารถตรวจจับเชื้อและสามารถฆ่าเชื้อได้ด้วยตัวมันเองมันจึงสามารถย่นระยะเวลาระหว่างการติดเชื้อและการรักษาลงไปได้มากทีเดียวค่ะ ถือว่าเป็นการพัฒนาในวงการแพทย์ที่น่าสนใจมาก เพราะอย่างน้อยหากไม่มียารักษาบาดแผลก็สามารถใช้ผ้าพันแผลชิ้นนี้มาบรรเทาอาการก่อนถึงมือหมอได้ค่ะ อ้างอิง Futurism พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัสNatnaree TK | 2180 days ago
Read More15/01/2020
แพทย์เตือน ฝุ่น PM 2.5 ทำให้พัฒนาการสมองของเด็กน้อยลงจริง เด็กในครรภ์เสี่ยงออทิสติกสูงขึ้น
ฝุ่น PM 2.5 ยังคงมีบทบาททำร้ายเรา ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง แต่นอกจากทำร้ายระบบทางเดินหายใจ รวมถึงส่งผลให้ผู้เป็นภูมิแพ้มีอาการมากขึ้นแล้ว ยังส่งผลต่อพัฒนาการของสมองเด็ก และยังทำให้ทารกในครรภ์มีความเสี่ยงเป็นออทิสติกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วย มีงานวิจัยจากต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า เมื่อมนุษย์มีการสูดดมฝุ่น PM เข้าไปแล้ว มันจะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในโพรงจมูก ทำให้มีการอักเสบ หลังจากนั้นจะเกิดกลไกตามปกติของร่างกายคือระบบภูมิคุ้มกันจะทำงาน แต่ระหว่างนี้ร่างกายจะเกิดการอักเสบและส่งผลให้ได้รับความเสียหายระดับเซลล์ด้วย และหากเป็นฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 0.2 ไมครอนสามารถเคลื่อนที่ผ่าน olfactory bulb ไปถึงสมองโดยตรงได้เลยด้วย ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่มีปัญหาเรื่อง PM 2.5 ประเทศที่มีการพัฒนาแล้วอย่างจีนหรือสหรัฐอเมริกาต่างก็เคยมีปัญหา PM 2.5 ในเด็กเช่นเดียวกัน เด็กชาวจีนที่สัมผัสหรือสูดฝุ่น PM 2.5 ในชีวิตประจำวันส่งผลให้ทักษะในการเรียนรู้และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ลดลง ส่วนเด็กในทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนียที่สูดฝุ่นเข้าไปพบว่ามีทักษะการอ่านและคณิตศาสตร์ที่น้อยลง มีงานวิจัยของต่างประเทศชิ้นหนึ่งระบุว่า PM2.5 ความเข้มข้น 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรจะส่งผลกระทบต่อ IQ ได้ นอกจากเรื่องพัฒนาการในสมองของเด็กแล้ว PM 2.5 ยังมีผลต่อเด็กในครรภ์อีกด้วย งานวิจัยของ IS Global Barcelona Institute for…วัชรกุล พัฒนาประทีป | 2197 days ago
Read More01/11/2018
นักวิจัยชี้! ไส้ติ่งเป็นสาเหตุใหม่ของโรค Parkinson
นักวิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักรกล่าวว่า โรคทางระบบประสาทอย่าง Parkinson อาจมีจุดเริ่มต้นมาจากระบบย่อยอาหาร ในงานวิจัยพบว่าคนที่ผ่าตัดเอาไส้ติ่งออกไปมีโอกาสน้อยที่จะมีการเกิดภาวะความเสี่อมในสมอง และในไส้ติ่งมีสารที่สามารถทำลายเซลล์สมองของมนุษย์ได้ ซึ่งการค้นพบนี้จึงถือเป็นหลักฐานที่น่าสนใจ ที่ว่าสาเหตุของการเกิดโรค Parkinson อยู่ภายนอกสมองของมนุษย์ ในผู้ป่วยโรค Parkinson โปรตีนที่เป็นพิษจะถูกสร้างในสมองเพื่อทำลายเส้นประสาทโดยเฉพาะเส้นประสาทที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว โรค Parkinson เป็นโรคที่รักษาไม่หาย และมันส่งผลกระทบกับประชาชนชาวอังกฤษกว่า 128,000 คน ในเรื่องของการเคลื่อนไหว การรับรู้ อารมณ์ และความจำ นักวิจัยจาก Van Andel Research Institute ใน Michigan ได้เก็บข้อมูลจากผู้คน 1.7 ล้านคนในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาพบว่า ความเสี่ยงในการเกิดโรค Pakinson ลดลง 20% ในผู้ที่ผ่าตัดไส้ติ่งออกไปแล้ว โดยไส้ติ่งเป็นติ่งเนื้อที่เชื่อมต่อกับลำไส้ใหญ่ และเป็นที่รู้กันดีว่ามันเป็นอวัยวะที่ไม่ได้ใช้งาน จากการวิเคราะห์ในเรื่องไส้ติ่งของมนุษย์ ทำให้เราได้รู้ว่าภายในไส้ติ่งมีโปรตีนที่เป็นพิษ (alpha synuclein) ที่พบในสมองของผู้ป่วยโรค Parkinson ถึงจะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าไส้ติ่งจะเป็นสาเหตุทั้งหมดของการเกิดโรค Parkinson แต่นักวิจัยก็บอกว่าเจ้าโปรตีนที่เป็นพิษนี้เกิดขึ้นในท้องของเรา และมันก็เดินทางผ่านเส้นประสาท Vagus เข้ามาสู่สมอง หนึ่งในนักวิจัยดร.…Natnaree TK | 2637 days ago
Read More01/11/2018
haemolacria ร้องไห้เป็นเลือด! อาการหายากที่เกิดขึ้นจริง
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องน่ากลัวในวันฮัลโลวีน แต่สำหรับชายชาวอิตาลีวัย 52 ปีคนนี้มันกลับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ชายสูงวัยคนนี้ถูกพามาส่งที่ห้องฉุกเฉินหลังจากที่มีอาการเลือดไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง ซึ่งอาการนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อนเลย อ้างอิงจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน The New England Journal of Medicine เมื่อวันที่ 31 ตค. ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่ามันจะฟังดูน่ากลัว แต่มันกลับไม่มีอาการปวดเลย ก่อนหน้าที่จะมีอาการ ชายคนนี้ปฏิเสธว่าไม่เคยได้รับอุบัติเหตุการกระทบกระแทกบริเวณใบหน้า เขายังคงสามารถมองเห็นเป็นปกติ และกรอกตาไปมาได้ หลังจากนั้น 1 ชั่วโมง อาการนี้ก็หยุดไป แพทย์ได้วินิจฉัยว่าเป็น haemolacria อาการหายากที่มีอาการเลือดออกมากับน้ำตา มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดอาการนี้ เช่น ตาติดเชื้อ ตาอักเสบ หรือ เนื้องอกในดวงตา หรือบริเวณรอบๆตา และสำหรับบางคนอาจเคยมีอาการร้องไห้เป็นเลือด ในกรณีที่เลือดมีการไหลย้อนกลับจากการที่พยายามจะหยุดอาการเลือดกำเดาไหลก็ได้ ยกตัวอย่างกรณีของหญิงคนหนึ่งในสหราชอาณาจักรที่ได้มีรายงานไว้ในปี 2003 ว่าเธอพยายามที่จะหยุดเลือดกำเดาด้วยการบีบจมูกของเธอไว้ และนั่นทำให้เธอมีอาการเลือดไหลออกจากตา และหูของเธอ และในกรณีนี้ผลการตรวจตาพบว่าเขามีเนื้องอกที่เรียกว่า hemangiomas ในเปลือกตาทั้งสองข้าง เนื้องอกนี้จะโตขึ้นในเส้นเลือดและมันจะเริ่มโตขึ้นไม่นานหลังคลอด อ้างอิงจาก the U.S. National Library of Medicine…Natnaree TK | 2637 days ago
Read More31/10/2018
แอสไพรินสามารถรักษาอาการอัลไซเมอร์ได้จริงหรือ?
โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคสมองเสื่อมที่พบได้ทั่วไป ในอเมริกาถึง 6 ล้านคน และยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 6 ในอเมริกาอีกด้วย อ้างอิงจากกรมควบคุมโรค (CDC) อาการอัลไซเมอร์ยังไม่มียารักษา หรือชะลออาการดังกล่าว ส่วนยาแอสไพรินเป็นที่รู้จักกันดี และ มีประวัติการใช้ยาที่ยาวนานกว่าศตวรรษ แอสไพรินเป็นยาที่ปลอดภัยเมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ยาตัวนี้มีผลข้างเคียงในการทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และอาจทำให้เกิดการเลือดออกภายในเล็กน้อย แต่ผู้คนส่วนมากรับประทานแอสไพรินทุกวันเพื่อใช้เป็นยาละลายลิ่มเลือด ในการป้องกันอาการหัวใจวาย งานวิจัยชิ้นใหม่ได้เสนอว่าการรับประทานแอสไพรินในปริมาณที่เหมาะสมสามารถช่วยรักษาอาการอัลไซเมอร์ได้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าแอสไพริน จะออกฤทธิ์ร่วมกับเม็ดเลือดขาวบางชนิดในสมองเพื่อป้องกันการเกิด amyloid plaque โปรตีนที่มีลักษณะเหนียวรอบๆ สมอง ที่เป็นสาเหตุหลักของอาการอัลไซเมอร์ อ้างอิงจากงานวิจัยที่ทดสอบในหนูพบว่า แอสไพรินช่วยเพิ่มการทำงานของ Lysosome (เซลล์ที่ทำหน้าที่ในการย่อยสลายเซลล์) ที่เขามาย่อยสลายการก่อตัวของ amyloid plaque ในขั้นตอนแรก แต่อย่างไรก็ตามแอสไพรินก็ยังออกฤทธิ์เช่นเดิมในกรณีของผู้ที่เป็นอัลไซเมอร์ด้วย ในความเป็นจริงมีงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับสุขภาพและแอสไพริน พบว่าแอสไพรินอาจช่วยลดความเสี่ยงของอาการอัลไซเมอร์ได้ การวิเคราะห์ meta-analysis ที่นักวิจัยจีนตีพิมพ์ในเดือนมีนาคม 2018 ในวารสาร Frontier in Aging Neuroscience ได้ทำการศึกษากับประชากรจำนวน 18 ราย และพบว่าการใช้ยาต้านการอักเสบแบบไม่มี steroidal (NSAIDs) ซึ่งรวมถึงแอสไพริน…Natnaree TK | 2638 days ago
Read More29/10/2018
เราเข้าใกล้ยุค AI ครองโลกหรือยัง?
"ผมขอโทษเดฟ ผมเกรงว่าผมจะทำอย่างนั้นไม่ได้" ผู้ชมที่เคยได้รับชมนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง "2001: A Space Odyssey" คงจะคุ้นกันดี เมื่อหุ่นยนต์ที่มีชื่อว่า HAL 9000 มีความคิดเป็นของตนเอง และ เลือกที่จะปฏิเสธการรับคำสั่งจากนักบินอวกาศผู้ควบคุมยาน 50 ปีหลังจากที่ผู้กำกับ Stanley Kubrick ได้ปล่อยผลงานชิ้นเอกของเขาเกี่ยวกับการล่าอาณานิคมในอวกาศ ในเรื่องมนุษย์มีเพื่อนร่วมทางเป็นปัญญาประดิษฐ์ ( Artificial intelligence : AI) ที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แล้วเราใกล้เข้าถึงจุดนั้นกันแล้วหรือยัง? เครื่องจักรที่มีความฉลาด และ บางทีอาจเป็นอันตรายเช่นเดียวกับ HAL ที่แฝงตัวอยู่ทั่วไปบนโลกของเรา อ้างอิงจาก the journal Science Robotics. Robin Murphy ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมที่ Texas A & M University ผู้เขียนวิจัยนี้กล่าวว่า ภาพลักษณ์ของ AI ที่ Kubrick สื่อออกมาผ่านทาง HAL ถือเป็นมุมมองที่หาได้ยาก แสดงถึงสิ่งสำคัญ 3 อย่างที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์…Natnaree TK | 2640 days ago
Read More27/10/2018
เสียงของแม่ ปลุกเด็กๆ ได้ดีกว่าสัญญาณแจ้งเตือนไฟไหม้!
นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน กล่าวว่าการใช้เสียงของแม่เตือนสัญญาณไฟไหม้ จะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของเด็กได้มากขึ้น งานวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์ใน the journal Pediatrics ว่าการใช้เสียงของแม่แจ้งเตือนสัญญาณไฟไหม้ แทนสัญญาณแบบปกติทั่วไปสามารถเพิ่มช่วงวินาทีชีวิตให้เด็กสามารถออกมาจากตึกที่ถูกไฟไหม้ได้มากขึ้น นักวิจัยจาก the Nationwide Children's Hospital in Ohio ได้ทำการทดลองโดยพวกเขากล่าวว่า โดยปกติแล้วเด็กๆจะมีอาการหลับลึก และ มีระยะเวลาในการนอนนานกว่าผู้ใหญ่ การปลุกเด็กๆ ด้วยเสียงจึงทำได้ยากกว่า การทดลองนี้ได้ทำการเปรียบเทียบระหว่างการใช้เสียงแจ้งเตือนแบบปกติเปรียบเทียบกับเสียงของแม่ที่ถูกบันทึกไว้ โดยทำการทดลองใน sleep laboratory และ เด็กจะถูกปลุกในตอนที่หลับลึกที่สุด มีเด็กจำนวน 176 คนที่ได้เข้าร่วมการทดลองนี้ และ เด็ก 9 ใน 10 คนตื่นเพราะเสียงปลุกจากแม่ มากกว่าการถูกปลุกด้วยเสียงเตือนแบบธรรมดา ดร. Mark Splaingard หนึ่งในนักวิจัยกล่าวว่า การที่เราสามารถหาเสียงเตือนที่จะสามารถปลุกเด็กๆ อายุ 5-12 ปี ได้ เป็นเรื่องที่ดีในการที่เราจะสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้ และนักวิจัยยังคงจะทดสอบต่อไปว่า นอกจากเสียงของแม่แล้วยังมีเสียงอื่นที่สามารถเตือนผู้คนให้ตื่นจากสัญญาณไฟไหม้ได้อีกหรือไม่ Rick Hylton หัวหน้าหน่วยดับเพลิงของสหราชอาณาจักรกล่าวว่า "แต่ถึงอย่างนั้นประชาชนก็ไม่ควรกังวลถึงประสิทธิภาพของสัญญาณเตือนภัยในปัจจุบัน เราต่างรู้ว่าการติดตั้งสัญญาณควันเป็นเรื่องที่ดี…Natnaree TK | 2642 days ago
Read More27/10/2018
ม้าไม้เมืองทรอย! ต้นแบบใหม่ของยาปฏิชีวนะ
นักวิทยาศาสตร์ได้ออกแบบยาปฏิชีวนะตัวใหม่ที่ได้มีการทดลองทางคลีนิคเมื่อไม่นานมานี้ ยาตัวนี้ผลิตโดยบริษัท Shionogi Inc โดยทำการทดลองในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตหรือติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจำนวน 448 คน พบว่ายานี้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการรักษาในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการค้นพบนี้จะกระตุ้นการพัฒนายาได้ ยา cefiderocol ตัวใหม่นี้มีกลไกคล้ายกับ 'ม้าไม้เมืองทรอย' ในตำนานของกรีก Dr Simon Portsmouth ผู้ทำการวิจัยกล่าวว่า เมื่อเกิดการติดเชื้ออย่างเฉียบพลัน ภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติของเราจะสร้างสภาวะแวดล้อมที่เป็นไอออนอ่อนๆ ขึ้นมา และ แบคทีเรียจะตอบสนองโดยการเพิ่มปริมาณการนำไอออนเข้าไปในตัวมัน ด้วยวิธีการนี้เราจะผูกยาปฏิชีวนะไว้กับไอออนและเมื่อแบคทีเรียนำประจุไอออนเข้าไปในตัว มันก็จะพายาเข้าไปด้วย งานวิจัยชิ้นนี้ เป็นงานที่พัฒนาที่หาได้ยากในการทดลองจริง เพราะในปัจจุบัน เชื้อแบคทีเรียมีการต้านยาปฏิชีวนะมากขึ้น ส่งผลให้การรักษาบางอย่างไม่น่าเชื่อถือ การตอบรับจากการใช้ยา Antimicrobial ได้ทำการพัฒนาอย่างละเอียด รวมถึง 10 ล้านคนที่เสียชีวิตในทุกๆปี จากยาปฏิชีวนะ ตั้งแต่ปั 2050 แต่เราก็ยังไม่หยุดที่จะค้นหายาตัวใหม่ ศาสตราจารย์ Serge Mostowy จากโรงเรียนแพทย์สุขศาสตร์และเวชศาสตร์เขตร้อนใน London กล่าวว่างานวิจัยนี้ อาจเป็นทางเลือกใหม่ในการพัฒนายาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาได้ เรายังจำเป็นต้องมีการทดลองที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะตัวใหม่ และในตอนนี้ เราก็กำลังทำการทดลองในคนที่เป็นโรคปอดบวม และ ผู้ติดเชื้อที่ไม่ตอบสนองต่อยา carbapenems ที่มีประสิทธิภาพในการรักษามากที่สุดของเรา…Natnaree TK | 2642 days ago
Read More23/10/2018
เบคอนอันตรายจริงหรือ?
หลังจากได้ข้อสรุปล่าสุดจาก meta-analysis เบคอน และ เนื้อต่างๆได้เพิ่มอัตราความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม งานวิจัยนี้ได้ถูกตีพิมพ์ใน International Journal of Cancer Research เมื่อเดือนกันยายน โดยรวบรวมงานวิจัย 15 งานที่เคยศึกษาก่อนหน้านี้ ซึ่งมีอาสาสมัครหญิงจำนวน 1.2 ล้านคน งานวิจัยจะให้ความสนใจไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งเต้านม และ การรับประทานเนื้อแปรรูป พบว่า ผู้หญิงที่รับประทานเนื้อแปรรูปวันละ 25-30 กรัม/วัน จะมีอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิงที่รับประทานเนื้อแปรรูป 2-5 กรัม/วัน 9% Dr. Marji McCullough ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยทางระบาดวิทยาอาวุโสของ American Cancer Society ได้กล่าวว่า โรคมะเร็งเต้านมนั้นเป็นโรคที่พบได้มากในผู้หญิงอยู่แล้ว และ พวกอาหารแปรรูปก็เป็นที่นิยมรับประทานเช่นเดียวกัน ถึงแม้อาหารจะเป็นปัจจัยเล็กๆในการก่อให้เกิดมะเร็ง เราก็ควรให้ความสนใจกับปัจจัยนี้ โดยเฉพาะเมื่อผล meta-analysis ออกมาตรงกับงานวิจัยหลายๆชิ้น แต่ Andrew Milkowski นักวิจัยด้านเนื้อสัตว์และผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านสัตวศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Wisconsin-Madison กล่าวว่า ข้อจำกัดสำคัญของงานวิจัยที่พยายามหาความสัมพันธ์ของอาหารที่ทำให้เกิดโรคคือ ข้อมูลไม่เพียงพอจากงานวิจัยเราไม่มีข้อมูลว่าหากรับประทานเนื้อแปรรูป 10-15 กรัมจะส่งผลอย่างไร…Natnaree TK | 2646 days ago
Read More23/10/2018
เราสามารถเสพติดอาหารแปรรูปได้จริงหรือ?
นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าคนที่พยายามเลิกรับประทานอาหารที่มีการแปรรูปสูง อย่างเช่น ของทอดหรือชอกโกแลต (Junk food) จะมีอาการคล้ายคนเลิกยาเสพติดทั้งในด้านของร่างกายและจิตใจ เช่น อารมณ์แปรปรวนง่าย วิตกกังวล นอนไม่หลับ เป็นต้น โดยข้อมูลนี้อ้างอิงจากงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์เมื่อ 15 กันยายน ใน the journal Appetite. Erica Schulte ปริญญาเอกด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Michigan ได้นำเสนอหลักฐานที่แสดงว่า อาการของผู้ที่กำลังเลิกบริโภคอาหารแปรรูป คล้ายกับอาการของคนเลิกยาโดยอ้างอิงจากการสอบถามอาสาสมัครผู้เคยมีประสบการณ์ในการลดการบริโภคอาหารแปรรูป อาการของพวกเขาจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนหลังจากเริ่มลดการบริโภคอาหารแปรรูป 2-5 วัน ซึ่งเวลานี้สัมพันธ์กับระยะเวลาที่คนเลิกยาเริ่มมีอาการลงแดง แต่ถึงอย่างนั้นความคิดที่ว่าคนเราสามารถเสพติดอาหารได้ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ถึงแม้ว่างานวิจัยก่อนหน้านี้จะแสดงให้เราเห็นแล้วว่า เมื่อมีการทดลองเลิกใช้สารเสพติด และ เลิกบริโภคอาหารแปรรูป ทั้งมนุษย์ และ สัตว์ มีลักษณะทางชีวภาพและพฤติกรรม ที่แสดงออกมาคล้ายคลึงกัน ในงานวิจัยได้ใช้แบบสอบถามที่มีโครงสร้างคำถามคล้ายกันกับผู้ที่เคยมีการเลิกบุหรี่หรือกัญชา ให้กับคน 200 คนที่เคยพยายามเลิกบริโภคอาหารแปรรูป ผลปรากฏว่า อาการของคนทั้งสองกลุ่มคล้ายกันจริงๆ การพยายาม”เลิก”รับประทานอาหารแปรรูป เป็นกุญแจสำคัญที่สนับสนุนสมมุติฐานว่า อาหารแปรรูปสามารถเสพติดได้จริงๆ งานวิจัยจำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่า อาหารแปรรูปประกอบไปด้วยน้ำตาลปริมาณมาก ซึ่งมันเข้าไปเปลี่ยนสารเคมีในสมองของเราเหมือนกับตอนที่เราติดยา (เช่นติดแอลกอฮอล์ และ ยาสูบ) และงานวิจัยนี้ก็ยิ่งสนับสนุนสมมุติฐานนี้ ในความเป็นจริงหลายๆ…Natnaree TK | 2646 days ago
Read More21/10/2018
Yo yo effect และการอดอาหาร ส่งผลเสียต่อหัวใจของคุณ!
การอดอาหารดูจะเป็นทางเลือกที่รวดเร็วสำหรับการลดน้ำหนัก แต่มันส่งผลเสียมากกว่าผลดีรึเปล่า? งานวิจัยชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของน้ำหนัก คอเลสเตอรอล และ ระดับน้ำตาลในเลือด มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อร่างกาย อ้างอิงจากงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน American Heart Association’s journal Circulation อาการโยโย่เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงการที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นหลังจากการลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจ หลอดเลือดในสมองแตก และ ทำให้ตายเร็วขึ้น ในการวัดผลเรื่องการลดน้ำหนักแบบเฉียบพลันส่งผลต่อร่างกายของเราอย่างไรนั้น นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Catholic เกาหลีใต้ ได้ทำการศึกษาโดยมีอาสาสมัคร 6,748,773 คน โดยทั้งหมดได้รับการประเมินสุขภาพแล้วว่าไม่มีอาการ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลสูง และ อาการหัวใจวายมาก่อน จากปี 2005-2012 หลังจากผู้วิจัยได้ทำการติดตาม พบว่า 54,785 คนเสียชีวิต 22,498 เป็นโรคหลอดเลือดในสมอง และ 21,452 คนเป็นโรคหัวใจ หลังจากที่พบว่าอาสาสมัครมีอาการลดน้ำหนัก ลดระดับน้ำตาลในเลือด และ ระดับคอเลสเตอรอลอย่างรวดเร็ว อาการโยโย่ ทำให้ร่างกายเกิดความเครียด เพราะว่าการศึกษานั้นทำเพียงสังเกตเท่านั้น จึงไม่สามารถสรุปแน่ชัดได้ แต่นักโภชนาการเชื่อว่าการที่น้ำหนักเพิ่มและลดลงอย่างรวดเร็วนั้นส่งผลให้ร่างกายเครียด และส่งผลเสียตามมาแน่ๆ เพราะเมื่อเราอดอาหารนั้น ร่างกายจะถูกจำกัดแคลลอรี่ และเมื่อมันถูกจำกัดร่างกายจะไปเพิ่มการเผาผลาญไขมันและมวลกล้ามเนื้อเพื่อมาสร้างพลังงานแทน และด้วยเหตุนี่เองจะทำให้ร่างกายเพิ่มภาวะการอักเสบ…Natnaree TK | 2648 days ago
Read More15/10/2018
แสงสีฟ้าทำร้ายตาของคุณได้อย่างไร
ในทุกๆ วันเราได้รับแสงสีฟ้าจากดวงอาทิตย์ที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับร่างกายได้ แต่ถึงจะมีประโยชน์เราก็ไม่ควรรับมากเกินไป เพราะ แสงสีฟ้าที่มาจากดวงอาทิตย์ และ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์นั้น ส่งผลเสียต่อกระจกตา และ เลนส์ตาของเรา มีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แสดงถึงข้อเสียของแสงสีฟ้า ในตอนกลางคืนแสงสีฟ้าจะส่งผลในการหลั่งเมลาโทนิน ซึ่งมีผลกับนาฬิกาชีวิต และ การที่ได้รับแสงสีฟ้ามากเกินไปจะส่งผลกับจอประสาทตา ถึงแม้ว่ายังไม่มีปริมาณที่แน่ชัดก็ตาม งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Toledo แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเมื่อแสงสีฟ้ากระทบกับจอประสาทตา มันจะทำให้สารเคมีในจอประสาทตาเกิดความเป็นพิษ และ ส่งผลต่อดวงตาของเรา ในตาของเรามีเซลล์รับแสงอยู่สองแบบ คือ rods และ cones เซลล์แบบ rods จะรับแสงได้มากกว่าและมันจะมีโปรตีน rhodopsin ในการช่วยตรวจจับแสง โมเลกุลของเรติน่ามีหน้าที่ในการดูดซับแสงจะอยู่ในจุดพิเศษของโปรตีน rhodopsin เมื่อ Photon ของแสงกระทบกับจอประสาทตา เซลล์พิเศษเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปร่างของมัน (ถึงจะเป็นเพียงแค่การบิดตัวนิดๆหน่อยก็เถอะ) แต่การเปลี่ยนรูปร่างนี้จะส่งผลให้สารเคมีเปลี่ยนและส่งกระแสประสาทไปยังสมองผ่าน optical nerve Ajith Karunarathne นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัย Toledo กล่าวว่า คุณต้องดูแลจอประสาทตาให้ดีหากคุณยังอยากมองเห็นอยู่ ซึ่งเขาได้ค้นพบเซลล์ HeLa (เซลล์ที่ถูกใช้แทนเซลล์รับแสง) ซึ่งเมื่อแสงสีฟ้าเข้ามายังจอประสาทตามันจะส่งผลกระทบต่อโปรตีนสำคัญๆ ที่เยื่อหุ้มเซลล์ และมันมีผลต่อการเพิ่มการ…Natnaree TK | 2655 days ago
Read More12/10/2018
ปลาหมึกจะเป็นมิตรมากขึ้นเมื่อพวกมันได้รับยาอี!
ปลาหมึกนั้นฉลาด มันสามารถเปิดขวดแยมออกเองได้ มันสามารถดักปลา และ สามารถทำการทักทายกับปลาหมึกตัวอื่นๆได้ ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ใช่สัตว์ที่ชอบเข้าสังคมเท่าไหร่นัก แถม มันยังเจ้าอารมณ์ และ มีลักษณะนิสัยที่เฉพาะตัวอีกด้วย กรณีตัวอย่างของ Otto เจ้าปลาหมึกใน Aquarium ที่เยอรมัน และ Inky ที่พยายามจะหนีออกจากตู้ของมันที่นิวซีแลนด์ พวกมันเรียนรู้จากประสบการณ์และการสังเกต ความจำในปมประสาทนับล้านที่อยู่ในหนวดแต่ละเส้น และ ปมประสาทกลางที่กลางตัวของมัน เพื่อที่จะเข้าใจรากฐานของวิวัฒนาการ ของสติปัญญานี้ นักวิทยาศาสตร์จึงทำให้มันมีความสุข! ใช่แล้วละ! นักวิทยาศาสตร์ใช้ยา MDMD หรือที่เรารู้จักกันว่า’ยาอี’ (Molly, party drug) เพื่อทำให้มันมีความสุข ในมนุษย์ เจ้ายาตัวนี้จะไปลดความรู้สึกกลัว และ การยับยั้งชั่งใจ กลับกันมันจะเพิ่มความรู้สึกเห็นใจผู้อื่น และยังบิดเบือนเวลา ทำให้คนๆนั้นเต้นไปตามเสียงเพลงได้ทั้งคืน และ ภายใต้ฤทธิ์ยานั้น นักวิจัยได้รายงานไว้ใน published Thursday in Current Biology ว่า เจ้าปลาหมึกที่ดูไม่ชอบเข้าสังคม กลับดูเป็นมิตรมากขึ้นเมื่อมันได้รับยา MDMA “ถึงแม้ว่าปลาหมึกจะดูเหมือนกับว่ามาจากต่างดาว แต่ในความจริงมันไม่ต่างจากเราเลย”…Natnaree TK | 2657 days ago
Read More09/10/2018
ตอบปัญหาโลกแตก ไมโครเวฟอันตรายจริงหรือไม่?
หลายคนคงเคยได้ยินถึงความอันตรายของรังสีไมโครเวฟ แต่ความเป็นจริงแล้วมันอันตรายอย่างที่เราได้รู้จริงๆหรือไม่? ไมโครเวฟทำลายสารอาหารจริงหรือ? นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการค้นคว้ามาเป็นระยะเวลานานว่าการเอาอาหารเข้าไมโครเวฟนั้น จะทำให้สารอาหารถูกทำลายหรือไม่ ในงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน Agricultural and Food Chemistry รายงานว่าเมื่อนำบล็อกโคลี่เข้าไมโครเวฟ สารอาหารส่วนมากยังคงอยู่ เพียงแต่วิตามิน C เท่านั้นที่ออกมาพร้อมกับน้ำ หรือว่าเราไม่ควรนำผักเข้าไมโครเวฟ? นั่นก็ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะอย่างแรกเลย วิตามิน C เป็นสารที่ระเหยได้ง่าย เมื่อเราเอาผักไปปรุงอาหารด้วยวิธีอื่นที่ผ่านความร้อน มันก็จะเสียวิตามิน C เช่นกัน แต่โชคดีเพราะเราสามารถได้รับวิตามิน C จากผักผลไม้สดๆ ทดแทนได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การเอาผักเข้าไมโครเวฟมันจะทำลายสารต้านอนุมูลอิสระ น้อยกว่าการนำไปต้มหรือทอด เมื่อทดลองในผักกว่า 20 ชนิด แล้วโอเมก้า 3 ในปลาจะได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่? งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Food and Bioproducts Processing ได้ทำการทดลองโดยการนำปลากะพงขาวไปทอด และ เข้าไมโครเวฟ ปรากฏว่าปลากะพงขาวที่เข้าไมโครเวฟนั้นสูญเสียโอเมก้า 3 มากกว่า การนำไปทอด แล้วภาชนะที่ใส่ในไมโครเวฟมีความเสี่ยงหรือไม่? “ถ้าเราเอาพลาสติกใส่ไมโครเวฟ สารเคมีในพลาสติกจะรั่วออกมาปนในอาหารของเรา” นี่คือสิ่งที่คนส่วนมากกังวล แต่เมื่อเราอ้างอิงจาก…Natnaree TK | 2660 days ago
Read More08/10/2018
ทางเลือกใหม่ในการรักษาไส้ติ่งอักเสบโดยไม่ต้องผ่าตัด!
ในแต่ละปีชาวอเมริกันมากกว่า 300,000 คนได้เข้ารับการผ่าตัดเนื่องจากอาการไส้ติ่งอักเสบ แต่งานวิจัยชิ้นใหม่ได้เสนอว่า เราไม่จำเป็นต้องผ่าตัดไส้ติ่งแล้ว เราแค่รับประทานยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) ก็หายได้เหมือนกัน งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลโดยให้ชาวฟินแลนด์ที่มีอาการไส้ติ่งอักเสบ โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือคนที่รักษาด้วยยาปฏิชีวนะจำนวน 250 คน และ รักษาด้วยการผ่าตัด 270 คน โดยงานวิจัยนี้จะติดตามผลเป็นระยะเวลา 5 ปี จากงานวิจัยพบว่า กลุ่มคนที่รับประทานยาปฏิชีวนะ 64% บอกว่าการรักษานี้ได้ผลดี ในขณะที่ 36% บอกว่าพวกเขาต้องการที่จะรับการผ่าตัด แต่ในระหว่างที่อยู่ในช่วงวิจัยอาสาสมัครทั้ง 36% ก็ไม่ได้มีอาการรุนแรงใดๆแสดงออกมา อ้างอิงจากงานวิจัยใน the journal JAMA ที่ตีพิมพ์เมื่อ 25 กันยายน กลุ่มผู้ที่รับยาปฏิชีวนะมีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต่ำกว่ากลุ่มที่รับการผ่าตัด และกลุ่มที่รับยาปฏิชีวนะมีการลางานโดยเฉลี่ยน้อยกว่ากลุ่มที่รับการผ่าตัดอีกด้วย จึงกล่าวได้ว่าการรับประทานยาปฏิชีวนะก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสำหรับการรักษาอาการไส้ติ่งอักเสบ โดยอ้างอิงจากงานของ Dr. Paulina Salminen ศัลยแพทย์แห่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Turku ในฟินแลนด์ ที่เคยบอกกับสำนักข่าว CBS. แต่สิ่งที่น่าสังเกตในงานวิจัยนี้คือ ผู้ที่เข้าร่วมวิจัยนี้ไม่ได้มีอาการไส้ติ่งแตก เราตรวจสอบด้วยการใช้เครื่อง CT scan. (หากผู้ที่มีอาการไส้ติ่งแตก…Natnaree TK | 2661 days ago
Read More04/10/2018
กรมควบคุมโรคเตือน!! เหตุใดเราจึงไม่ควรใช้ถุงยางรีไซเคิล
การรีไซเคิล หรือ การนำของต่างๆในบ้านกลับมาใช้ใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม และ ยังสามารถทำได้โดยง่าย แต่ไม่ใช่กับถุงยางอนามัย! กรมควบคุมโรค หรือ CDC (Center for Disease Control) ได้ออกมาทวีตเตือนถึงความอันตรายของการนำสิ่งของที่ไม่คาดว่าจะมีการนำมารีไซเคิลใช้ซ้ำอย่างถุงยางว่า "เราออกมาเตือนเพราะมีคนที่ทำแบบนี้จริงๆ อย่าล้างถุงยางอนามัยแล้วเอามาใช้ซ้ำ ใช้ถุงยางใหม่ทุกครั้งที่คุณจะมีเพศสัมพันธ์" https://twitter.com/CDCSTD/status/1021541728334094336 CDC ได้ทวิตข้อความนี้เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา ถุงยางอนามัย ถูกออกแบบมาเพื่อ ป้องกันคุณ และ คู่นอน จากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซฺฟิลิส หนองใน ได้ดีพอๆกับการป้องกันการตั้งครรภ์แบบไม่พึงประสงค์ด้วย ซึ่งประสิทธิภาพของถุงยางจะลดลงเมื่อถูกใช้งานไปแล้วในครั้งแรก "การใช้งานที่ไม่ถูกต้อง อย่างเช่นการนำถุงยางกลับมาใช้ใหม่ มากกว่า 1 ครั้ง จะลดประสิทธิภาพของถุงยางลง โดย อาจทำให้เกิดการขาด หรือ การรั่วไหลของถุงยางได้" ดร.Elizabeth Torrone, นักระบาดวิทยาของกรมควบคุมโรคได้กล่าวไว้ใน Buzzfeed News. และ วิธีง่ายๆอย่างการใช้สบู่ล้างถุงยาง ไม่ได้ช่วยในการกำจัดเชื้อไวรัสและ แบคทีเรียที่แฝงตัวอยู่บนผิวของถุงยางได้เลย เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นวิธีการที่ไร้ประโยชน์มากการพยายามนำถุงยางม้วนกลับเข้าเป็นแบบเดิมก็เช่นกัน มันเป็นเรื่องยาก และ ไม่มีประโยชน์เลย ถ้าสิ่งที่เราพูดถึงทั้งหมดนี้ยังไม่พอที่จะทำให้คุณโยนถุงยางที่ใช้แล้วลงถังขยะไป…Natnaree TK | 2665 days ago
Read More06/05/2017
แอดมินเพจ KFC จะว่ายังไง เมื่อหนุ่มไทยเอาถังใส่ไก่ทอดไปทำเครื่องบิน
ไม่รู้จะบอกว่าเกรียน บ้า หรือโคตรอัจฉริยะดี กับ ปีเตอร์ ศรีพล (Peter Sripol - ถ้าเขียนชื่อไทยผิดขออภัยนะครับ) นักศึกษาการบินจากวิทยาลัยชุมชนคลาร์กสเตท ที่เอาปรากฏการณ์แม็กนัส (Magnus Effect) มาดัดแปลง ให้ถังใส่ไก่ทอดเคเอฟซี กลายเป็นปีกใบพัดเครื่องบินได้อย่างเจ๋งไปเลย https://youtu.be/K6geOms33Dk?t=649 ปรากฏการณ์แม็กนัส เป็นปรากฏการณ์ที่นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษชื่อ ลอร์ด เรย์ลี ได้ตั้งชื่อตามนักวิจัยชาวเยอรมัน เฮนริค กุสตาฟ แม็กนัส เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่ลูกบอลซึ่งกำลังหมุนอยู่ สามารถพุ่งเป็นเส้นโค้งได้ หรือที่เรามักจะเห็นบ่อย ๆ ในกีฬาหลายๆประเภทเช่น ลูกปั่นไซด์โค้งเข้าประตูของเกมฟุตบอลครับ ปรากฏการณ์นี้ถูกอธิบายอิงจาก หลักของแบร์นูลลี (Bernoulli's principle) ที่อธิบายว่า เมื่อความเร็วของไหลเพิ่มขึ้นแรงดันจะลดลง เมื่อดูจากภาพด้านบนจะเข้าใจมากขึ้นครับ ว่าขณะที่ลูกบอลหมุนแหวกอากาศไปนั้น มันจะดึงเอาอากาศรอบ ๆ ตัวให้หมุนไปด้วย ด้านบนที่หมุนตามกระแสลมก็จะยิ่งทำให้ลมวิ่งผ่านลูกบอลไปเร็วขึ้น ก่อให้อากาศบริเวณนั้นเบาบางลงมีแรงดันน้อยลง ส่วนฝั่งด้านล่างของลูกบอลที่หมุนเข้าปะทะกระแสลมก็จะทำให้ลมผ่านบอลไปได้ช้ากว่า อากาศบริเวณนั้นจึงมีแรงดันสูงกว่าฝั่งด้านบนของลูกบอล ทำให้เกิดแรงยกลูกบอลให้วิ่งโค้งขึ้นไปครับ (เข้าใจเวลานักบอลเตะลูกโค้งเหินยิงนกออกหลังแล้วใช่มั้ยครับ 555) ลองดูคลิปด้านล่างนี้จะเห็นว่าแค่การหมุนลูกบอลก็ทำให้ลูกบอลบินได้แล้วครับ https://youtu.be/2OSrvzNW9FE?t=10 ถ้าเข้าใจปรากฏการณ์แม็กนัสนี้แล้ว ก็จะพบว่าเป็นหลักการเดียวกับการออกแบบปีกเครื่องบินนั่นเองครับ เพียงแต่เครื่องบินหมุนไม่ได้แบบลูกบอล เขาจึงออกแบบปีกเครื่องบินให้ส่วนด้านบนอากาศไหลผ่านไปได้เร็วกว่าส่วนด้านล่างทำให้เกิดแรงยกตัวปีกขึ้น ทำให้เครื่องบินลอยในอากาศได้ ในอีกทางหนึ่งถ้าเอาวัตถุหมุนได้มาทำให้เกิดปรากฏการณ์แม็กนัสมันก็จะบินได้เหมือนเครื่องบินเหมือนกัน ตอนนั่งหาข้อมูลเกี่ยวกับคลิปวิดีโอนี้อยู่เราก็ต้องรู้สึกสะดุดกับชื่อที่คล้ายคนไทยเหลือเกิน…ธนพล น้อยชูชื่น | 3181 days ago
Read MorePR Partners
See All17/01/2026
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 3 days ago
มุมมองผู้นำยุคใหม่ของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” เมื่อการเติบโตของธุรกิจ ต้องตอบโจทย์ระดับประเทศ
ในบริบทที่เศรษฐกิจโลกผันผวน เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันขยายสู่ระดับโลก บทบาทของผู้นำองค์กรในวันนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ หากแต่เชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาประเทศในระยะยาว หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองในฐานะผู้นำภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทต่อโจทย์ระดับประเทศ คือ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้ซึ่งมองบทบาทขององค์กรธุรกิจไกลกว่าการสร้างผลประกอบการ แต่คือการเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการวางรากฐานเชิงโครงสร้างให้กับประเทศในระยะยาว จากโจทย์ยากของประเทศ สู่การลงมือทำของภาคเอกชน แนวคิดสำคัญที่สะท้อนผ่านการขับเคลื่อนของคุณศุภชัย คือ หากประเทศไทยต้องการเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลต้องแข็งแรงก่อนเป็นอันดับแรก ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ กลุ่มทรู ซึ่งอยู่ภายใต้เครือซีพี จึงไม่ได้จำกัดบทบาทไว้เพียงผู้ให้บริการเครือข่าย แต่ขยายสู่การวาง Telecom Infrastructure แบบครบวงจร ตั้งแต่การปูพรม 5G ไปจนถึงการยกระดับ True15/01/2026
ศุภชัย เจียรวนนท์ วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน
ในยุคที่โลกเผชิญความผันผวนจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม “ภาวะผู้นำ” ถูกนิยามใหม่ว่าไม่ได้วัดเพียงความสำเร็จขององค์กร แต่สะท้อนจากความสามารถในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ส่งผลต่อประเทศและผู้คนในวงกว้าง นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้รับการยอมรับในฐานะ ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leader) ที่ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต ผ่านการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล การขยายโอกาสด้านการเงินดิจิทัล การสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ตลอดจนการลงทุนด้านการศึกษาและความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม วางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ตั้งแต่ยุค 3G หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม โดยเฉพาะการบุกเบิก เทคโนโลยี 3G ซึ่งมีบทบาทมากกว่าการเพิ่มความเร็วสัญญาณมือถือ แต่เป็นการสร้าง “ฐานเศรษฐกิจใหม่” ที่ทำให้บริการออนไลน์ การเรียนรู้ และการทำธุรกิจดิจิทัลเกิดขึ้นได้จริงในวงกว้าง เชื่อมโยงผู้คนและผู้ประกอบการไทยสู่โอกาสใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก ขยายโอกาสการเงินดิจิทัล ตั้งแต่ Wallet รายแรกของประเทศ สู่ก้าวใหม่ระบบการเงินยุคดิจิทัล ในโลกยุคใหม่ การเข้าถึงบริการทางการเงินกลายเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย โดยนายศุภชัยมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Wallet รายแรกของประเทศไทย ผ่าน TrueMoney ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเงินดิจิทัลที่ทำให้การเข้าถึงบริการทางการเงินสะดวกและครอบคลุมมากขึ้น พร้อมกันนี้ การมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนระบบการเงินยุคใหม่ผ่าน Virtual Bank ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับนวัตกรรม เพิ่มการแข่งขัน และทำให้ระบบการเงินไทยตอบโจทย์อนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ…อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 5 days ago
Read More15/01/2026
ซีพี ปั้นนวัตกรใหม่ เปิดเวที “CP Exponential Surge ปี 2” ดันไอเดียพนักงานสู่ธุรกิจจริง ตั้งเป้าสร้างแบรนด์ไทยผสู่เวทีโลก
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าโครงการ CP Exponential Surge ปีที่ 2 เวทีประลองไอเดียสุดเข้มข้นที่เปิดโอกาสให้พนักงานซีพีทั่วโลกได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ เฟ้นหาโซลูชันธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต ภายใต้แนวคิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Exponential Growth) โดยนำค่านิยมองค์กร ทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน ปีนี้มีพนักงานให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ส่งผลงานเข้าประกวดถึง 1,476 โครงการ จากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ ซีพีเอฟ, ซีพี ออลล์, ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ทรู และกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ฯลฯ ผ่านการคัดเลือกอย่างดุเดือดจนเหลือ 8 ทีมสุดท้าย เข้าสู่รอบ Final Pitching ณ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.นครราชสีมา โดยมี นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส, ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส และ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมรับฟังและให้คำแนะนำเพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจจริง นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ…อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 5 days ago
Read More13/01/2026
ปักธง The Gateway to Isan บุกโคราช ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit”
Techsauce ผู้นำการสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ระดับแนวหน้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกับพันธมิตรได้แก่ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ประกาศเดินหน้าขยายอาณาจักรความรู้และเครือข่ายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค ประเดิมที่จังหวัดนครราชสีมากับงาน “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit” ภายใต้คอนเซปต์ “The Gateway to Isan” มหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อปลุกพลังและเสริมอาวุธให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก้าวสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบุกโคราชในครั้งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากจังหวัดนครราชสีมาไม่ได้เป็นเพียงประตูทางภูมิศาสตร์สู่ภาคอีสานเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพที่จะกลายเป็น ‘Silicon Valley แห่งใหม่’ และ ‘เมืองแห่ง AI’ ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพลังสร้างสรรค์ วิสัยทัศน์ "The Gateway to Isan" และการยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาค งานในครั้งนี้จัดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ในการ "ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจอีสานด้วยเทคโนโลยี" โดยมุ่งหวังให้โคราชเป็นโมเดลต้นแบบของเมืองเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) มุ่งเน้นการยกระดับ "ระบบนิเวศผู้ประกอบการ" (Entrepreneurial Ecosystem) ให้แข็งแกร่ง รองรับการเติบโตสู่การเป็น "Silicon Valley แห่งใหม่" และ "AI City" ของประเทศไทย คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ…วัทนวิภา ทานะวงศ์ | 7 days ago
Read More































