Tags
| สุขภาพ
19/10/2025
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 116 days ago
คนวัยทำงานเสี่ยง ‘หมดไฟ’ เกินครึ่ง แต่แค่ไปเที่ยวก็ช่วยได้
ทำไมหันไปทางไหนก็เจอแต่คนหมดไฟ ? ผลสำรวจจากงานวิจัย 'Burnout In The City' มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าคนทำงานในกรุงเทพฯ กว่า 69% มีภาวะหมดไฟหรือเสี่ยงหมดไฟ โดยแบ่งเป็นภาวะหมดไฟ 12% และมีความเสี่ยงสูงที่จะหมดไฟอีก 57% ซึ่งอาจสะท้อนว่าการทำงานหนักเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จหรือความหมายของชีวิตอีกต่อไป แต่ท่ามกลางโลกที่หยุดพัฒนาตัวเองไม่ได้ เราจะป้องกันหรือรับมือกับภาวะนี้ได้ยังไง ? คำตอบของคำถามนี้อาจง่ายและใกล้ตัวกว่าที่คิด และหนึ่งในทางออกนั้น คือ การเดินทาง องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้นิยามภาวะหมดไฟไว้ว่าเป็น "ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการทำงาน" (Occupational Phenomenon) ซึ่งเกิดจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีลักษณะ 3 อย่างที่สามารถสังเกตได้ ถ้าคุณรู้หรือสัมผัสได้ว่าคุณกำลังเผชิญกับความคิดและพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ การเลือกที่จะออกเดินทางไปพักผ่อนอาจเป็นตัวเลือกที่มองข้ามไม่ได้ บทความนี้จะพาไปสำรวจว่าการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่การใช้เงินเพื่อความสนุกชั่วคราว แต่คือการลงทุนที่จำเป็นต่อสุขภาพจิตที่ช่วยป้องกันภาวะหมดไฟ ซึ่งอธิบายได้ด้วยมุมมองทางวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ของการ "เปลี่ยนที่" การพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมเดิม ๆ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนบรรยากาศ แต่เป็นการรีเซตระบบการทำงานของสมองและร่างกายครั้งใหญ่ งานวิจัยในตำนานอย่าง Framingham Heart Study ซึ่งเป็นการศึกษาติดตามผลระยะยาว พบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจว่า ผู้ชายที่ไม่ได้ลาพักร้อนเป็นเวลาหลายปี มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจวายสูงกว่าคนที่ลาพักร้อนเป็นประจำถึง 30% และในผู้หญิงก็ให้ผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการพักผ่อนส่งผลดีต่อสุขภาพกายที่เชื่อมโยงโดยตรงมาจากการลดความเครียดสะสม เที่ยวไทย…10/03/2025
เก่งจริง ๆ เลยนะเม็ดแค่นี้…นักวิจัยพบว่ายาแอสไพรินอาจช่วยป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งได้
แม้ว่าในไทยแอสไพริน (Aspirin) จะไม่ได้รับความนิยมเทียบเท่าพาราเซตามอล แต่ก็เป็นยาที่หาง่าย ราคาถูก ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นแค่ยาแก้ปวด แต่จริง ๆ แล้ว ยาแอสไพรินยังใช้ป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หรือใช้รักษาโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ด้วย และในตอนนี้แอสไพรินอาจกลายเป็นกุญแจดอกใหม่ในการยับยั้งมะเร็ง เพราะการศึกษาใหม่ของทีมนักวิจัยระดับนานาชาติ พบว่ายาแอสไพรินปลดล็อกภูมิคุ้มกันของร่างกายในหนูทดลองที่เป็นมะเร็ง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเซลล์มะเร็งที่แอบซ่อนอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง (Metastasis) ยาแอสไพรินออกฤทธิ์กับเกล็ดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดอาการปวด บวม อักเสบ ซึ่งกลไกนี้นี่แหละ ที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าอาจช่วยให้ร่างกายทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น เพราะยาจะไปยับยั้งการสร้างสารที่ทำให้เลือดเกาะตัวกัน (Thromboxane A2: TXA2) สารตัวนี้นอกจากจะทำให้เลือดเกาะตัวกันแล้ว ยังกดการทำงานของ “T-Cell” ที่มีหน้าที่ในการทำลายเซลล์มะเร็ง เมื่อ TXA2 ลดลงเลยทำให้ T-Cell และระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยโจมตีและทำลายเซลล์ผิดปกติในร่างกายอย่างเซลล์มะเร็ง เหมือนกับการทำลายเกราะป้องกันตามธรรมชาติของเซลล์มะเร็งนั่นเอง หากนักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกทั้งหมดอาจนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งที่มีแนวโน้มที่จะแพร่กระจาย เพื่อช่วยให้ยับยั้งการแพร่ของเซลล์มะเร็งไปยังอวัยวะหรือระบบอื่น ๆ ที่จะนำไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้น แต่ก็ต้องบอกว่า ลำพังยาแอสไพรินไม่สามารถรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วยตัวมันเอง ยังคงต้องอาศัยการรักษาด้วยการรักษาหลัก อย่างยา และการบำบัดอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับระยะของโรค และบอกอีกครั้งว่าเป็นการค้นพบในงานวิจัยและการทดลองในสัตว์ทดลอง ยังไม่มีการยืนยันว่าแอสไพรินช่วยในการรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งได้จริง ดังนั้นไม่ควรซื้อมาใช้เพื่อหวังผลในเรื่องนี้ หรือแม้แต่การใช้เพื่อรักษาอาการปวด บวม…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 339 days ago
Read More15/01/2025
BT เสิร์ฟ BT Originals Life Series คอนเทนต์ที่ชวนคุณมาอยู่ด้วยกันถึงร้อยปีอย่างมีคุณภาพ
การมีอายุขัยเฉลี่ย 100 ปี อาจเคยเป็นเพียงความฝันของมวลมนุษยชาติ แต่ด้วยวิทยาการในปัจจุบัน เรื่องราวที่คล้ายกับนิยายวิทยาศาสตร์นี้กำลังจะเป็นจริง แล้วเราจะอยู่อย่างไรเมื่อวันนั้นมาถึง BT Originals Life Series คอนเทนต์ใหม่จาก BT จะพาคุณมาดูความเป็นไปได้ในการอยู่ถึงร้อยปี และเรื่องที่คุณต้องพบเจอเมื่อต้องเดินทางสู่ศตวรรษแห่งชีวิตผ่านบทความนี้ ความเป็นอมตะ และการเอาชนะความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์ไขว่คว้ามาอย่างยาวนาน แม้ว่าจะไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อย่างมหากาพย์กิลกาเมซในอารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมแรกเริ่มและเก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ได้มีการพูดถึงการตามหาชีวิตนิรันดร์เอาไว้แล้ว 5,000 ปีต่อมา มนุษย์มีองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ที่ทำให้เราเอาชนะความตายได้หลายต่อหลายครั้ง แม้ในปัจจุบันองค์ความรู้เหล่านี้ยังมอบความเป็นอมตะให้กับเราไม่ได้ แต่ก็ช่วยให้อายุขัยของมนุษย์ยืดยาวออกไป จากข้อมูลทางสถิติในปี 1900 ค่าเฉลี่ยอายุขัยของมนุษย์ทั่วโลกอยู่เพียง 31 ปีเท่านั้น (ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเสียชีวิตของทารกระหว่างคลอด) แต่ในระยะเวลาเพียงร้อยปีนิด ๆ ค่าเฉลี่ยอายุขัยของมนุษย์ทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นมาเป็น 73.2 ปี และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วง 20 ปีหลัง จากการสำรวจทั่วโลกพบว่าคนที่มีอายุเกิน 100 ปี หรือ Centenarian มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากราว 34,000 คน ในปี 1950 สู่ราว 600,000…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 393 days ago
Read More13/01/2025
ย้อน ‘เซลล์มะเร็ง’ ให้กลับเป็น ‘เซลล์ปกติ’ นักวิจัยเกาหลีคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ในการรักษามะเร็ง
โรคมะเร็งและเนื้องอกทุกชนิดยังคงครองอันดับต้น ๆ ของโรคที่คร่าชีวิตของมนุษย์มาอย่างยาวนาน ปัจจุบันเรารู้จักกับมะเร็งมากขึ้น ทั้งองค์ความรู้ การตรวจคัดกรอง และเทคโนโลยีในการรักษาก็ก้าวหน้ามากขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสหายขาด และลดความเสี่ยงของการเสียชีวิต ล่าสุดทีมวิจัยสถาบัน KAIST (Korea Advanced Institute of Science and Technology) ประเทศเกาหลีใต้ได้ค้นพบเทคโนโลยีการรักษาโรคมะเร็งรูปแบบใหม่ที่จะเปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้กลับมาเป็นเซลล์สุขภาพดี บทความนี้เราจะมาแบไต๋กัน รู้จักกับโรคมะเร็ง และการรักษามะเร็งในปัจจุบัน ก่อนจะไปรู้จักแนวทางการรักษาใหม่ที่ว่านี้ มาทำความเข้าใจกันคร่าว ๆ ก่อนว่า ‘เซลล์มะเร็ง’ เกิดได้อย่างไร ? โรคมะเร็งเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่กลไกเกิดในภาพรวมคือ DNA ของเซลล์กลายพันธุ์ ซึ่งเป็นผลมาจากการเสื่อมของ DNA ที่มาจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น และการที่เซลล์เสียหายจากปัจจัยต่าง ๆ อย่างบุหรี่ แสงแดด การติดเชื้อ สารก่อมะเร็ง หรือแม้แต่พันธุกรรม ผลลัพธ์ คือ ทำให้เซลล์นั้นเจริญเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอกมะเร็งนั่นเอง การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันส่วนใหญ่เน้นการกำจัดเซลล์มะเร็งให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การฉายแสง หรือเคมีบำบัดที่เรียกกันว่าคีโม ซึ่งบางเคสอาจเจอกับการดื้อยาของเซลล์มะเร็ง การกลับมาเป็นซ้ำ รวมถึงผลข้างเคียงรุนแรงที่เกิดจากการทำลายเซลล์ปกติไปพร้อมกัน ปัจจุบันเราเลยจึงอาจเห็นวิธีรักษามะเร็งแบบใหม่ อย่างยามุ่งเป้า…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 395 days ago
Read More02/02/2024
คนนอนดึกเบิร์นไขมันได้น้อยกว่า เสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน และปัญหาหัวใจ
ด้วยลักษณะทางชีววิทยาส่งผลให้มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในตอนกลางวันเป็นหลักตลอดมา แต่ช่วงหลังมานี้เราจะเห็นมนุษย์ที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตในช่วงกลางคืนมากกว่า ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Night owl หรือ นกฮูกกลางคืน คนประเภทนี้มักมีสมาธิ สมองแล่น และตื่นตัวในเวลากลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน ซึ่งยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัด แต่ถึงอย่างนั้นร่างกายของบรรดานกฮูกในร่างมนุษย์ยังคงตอบสนองการใช้ชีวิตในตอนกลางวันอยู่ การนอนดึก ตื่นสาย หรือนอนน้อยจึงส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ แม้จะนอนหลับสนิท และครบตามเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ นกฮูกในร่างมนุษย์ กับผลเสียต่อสุขภาพ นาฬิกาชีวภาพ (Circadian rhytm) เป็นหนึ่งในกลไกที่ถูกสร้างมาพร้อมกับร่างกายมนุษย์ เข็มของนาฬิกาในร่างกายนี้จะบอกการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามช่วงเวลาในหนึ่งวัน เช่น ช่วยให้คุณตื่นในตอนเช้า ผ่อนคลายในช่วงค่ำ และง่วงในตอนดึกด้วยการหลั่งสารสื่อประสาทหรือสารเคมีต่าง ๆ เพื่อรักษาสมดุลของร่างกายตามแต่ในช่วงเวลา การนอนดึก หรือใช้ชีวิตตอนกลางคืนจึงอาจคัดง้างเข็มของนาฬิกาชีวภาพ และส่งผลให้ฟันเฟืองในร่างกายติดขัด และเกิดปัญหาตามมา การศึกษาจำนวนมากพบข้อเสียของการนอนดึก และนอนผิดเวลาแม้ว่าจะนอนครบตามชั่วโมง และนอนหลับสนิทก็ตาม หนึ่งในปัญหาสุขภาพของการนอนดึก และการใช้ชีวิตตอนกลางคืนที่ส่งผลเสียในระยะยาว คือ การเผาผลาญที่ทำงานน้อยลง การศึกษาจากมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส สหรัฐอเมริกาได้เปรียบเทียบการเผาผลาญระหว่างคนที่นอนดึก และนอนเร็ว ในคนที่เข้าร่วมการศึกษานี้ทั้งหมดต้องออกกำลังกายรูปแบบเดียวกัน และคุมอาหารเหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างเพียงอย่างเดียว คือ เวลานอน จากการเฝ้าสังเกต และสแกนมวลร่างกาย ทีมนักวิจัยพบว่าแม้คนเหล่านี้จะออกกำลังกายเหมือนกัน และรับประทานอาหารเหมือนกัน แต่กลุ่มคนที่นอนเร็วกลับมีระบบการเผาผลาญที่ดีกว่า ร่างกายดึงไขมันมาเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังงานเพื่อนำมาใช้ได้มากกว่า…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 741 days ago
Read More02/02/2024
แมชชีนเลิร์นนิงสัญชาติญี่ปุ่นทำนายปัญหาการมองเห็นในคนสายตาสั้นล่วงหน้าได้ถึง 5 ปี
แมชชีนเลิร์นนิง (Machine Learning) และ AI เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของมนุษย์มากขึ้น ในด้านสุขภาพก็เช่นกัน โดยล่าสุดผลงานแมชชีนเลิร์นนิงจากมหาวิทยาลัยแพทย์และทันตแพทย์โตเกียว (Tokyo Medical and Dental University) ประเทศญี่ปุ่นสามารถใช้คาดการณ์ภาวะบกพร่องทางการมองเห็นได้ล่วงหน้าสูงสุด 5 ปี การพัฒนาแมชชีนเลิร์นนิงชิ้นนี้เริ่มต้นมาจากทีมนักวิจัยที่ต้องการสร้างโมเดลในการคาดการณ์ปัญหาด้านการมองเห็นในคนที่มีปัญหาสายตาสั้นมาก (High Myopia) ซึ่งเป็นสายตาสั้นระดับสูงสุด (มากกว่า 600) ที่สัมพันธ์กับภาวะบกพร่องในการมองเห็น และการสูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อกระจก และโรคจอประสาทตาลอก เดิมทีทางทีมนักวิจัยเคยสร้างแมชชีนเลิร์นนิงโมเดลก่อนหน้าที่สามารถประเมินการเปลี่ยนแปลงการมองเห็น และภาวะแทรกซ้อนจากปัญหาสายตาสั้น แต่ในการศึกษาครั้งใหม่ทีมนักวิจัยต้องการที่จะคาดการณ์ปัญหาล่วงหน้าให้นานขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวร โดยการใช้ข้อมูลของผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นระดับรุนแรงจำนวน 967 คนให้แมชชีนเลิร์นนิงได้เรียนรู้ พร้อมกับป้อนตัวแปรหรือปัจจัยที่ใช้ในการประเมินความสามารถในการมองเห็นเข้าไป อย่างอายุ ค่าสายตา สัดส่วนขององค์ประกอบลูกตา และข้อมูลอื่นที่จำเป็นกว่า 34 ตัวแปรให้แมชชีนได้เรียนรู้ ทีมวิจัยพบว่าโมเดลแมชชีนเลิร์นนิงที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถคาดการณ์หรือทำนายความสามารถในการมองเห็นของผู้ป่วยแต่ละคนได้อย่างแม่นยำล่วงหน้าได้ตั้งแต่ 3 ปี ไปจนถึง 5 ปีเลยทีเดียว ในขั้นต่อไปคาดว่าจะเริ่มนำมาใช้ในการวิเคราะห์ความสามารถในการมองเห็นของคนที่มีปัญหาสายตาสั้นรุนแรงต่อไป ซึ่งการรู้ความเสี่ยงของปัญหาสายที่เกิดขึ้นในอนาคตอาจช่วยให้แพทย์ และผู้ป่วยสามารถวางแผนการรักษากับภาวะแทรกซ้อนด้านการมองเห็นที่เสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะการสูญเสียการมองเห็นส่งผลต่อการช่วยเหลือตนเอง การใช้ชีวิต และการทำงาน โดยผู้ที่มีปัญหาส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุที่เปราะบาง และอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ และการใช้ชีวิต เมื่อเกิดปัญหาด้านการมองเห็นอาจส่งผลให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะทางอารมณ์…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 741 days ago
Read More01/02/2024
การกินอาหารที่ดีตั้งแต่เด็กช่วยลดความเสี่ยงโรคลำไส้อักเสบเมื่อเป็นผู้ใหญ่ได้
หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นกับโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease: IBD) แต่โรคนี้พบบ่อย และคนก็เป็นเยอะมาก แถมในปัจจุบันเป็นโรคที่พบมากขึ้นทั่วโลก โรคลำไส้อักเสบแบ่งออกมาได้อีก 2 โรค คือ โรคโครห์น (Crohn’s Disease) โรคลำไส้อักเสบ (Ulcerative Colitis) อาการหลักของโรคนี้ คือ เกิดการอักเสบที่ลำไส้เรื้อรังแบบไม่ทราบสาเหตุ เกิดอาการปวดท้อง แสบท้อง ปัญหาการขับถ่าย เลือดจาง ดูดซึมสารอาหารได้ไม่ดี อ่อนเพลีย และอาการอื่นอีกเยอะเลย ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิตได้ ด้วยความที่ว่าไม่รู้สาเหตุ คนส่วนใหญ่ก็เป็นเรื้อรัง ทำได้เพียงรักษาตามอาการ แถมยังต้องเลี่ยงอาหารหลายชนิดเพื่อไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น ซึ่งการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์กพบว่าหนึ่งในวิธีที่ลดความเสี่ยงของโรคนี้ได้ คือ การเลือกอาหารที่ดี และมีประโยชน์ให้ตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะในช่วง 1 ขวบแรก โดยทีมวิจัยได้ศึกษาในเด็กเล็กถึง 81,280 คน เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1997 ถึง 1999 และติดตามผลตามหลังเมื่อเด็กเหล่านั้นมีอายุเฉลี่ย 21 ปี ซึ่งถือเป็นงานวิจัยที่ยาวนานมากชิ้นหนึ่ง โดยเขาพบว่าเด็กที่ได้รับประทานปลาเป็นจำนวนมากในช่วงอายุ 1 ปีมีความเสี่ยงของโรคลำไส้อักเสบถึง…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 742 days ago
Read More01/02/2024
น้ำมะเขือเทศสามารถต้านเชื้อโรคบางชนิดที่มากับอาหารได้
ไหนใครชอบกินน้ำมะเขือเทศบ้าง? น้ำมะเขือเทศน่าจะเป็นหนึ่งของกินที่ถ้าคนชอบก็ชอบเลย แต่ถ้าเกลียดก็เกลียดเลย แต่น้ำมะเขือหรือตัวมะเขือเทศเองเป็นผลไม้ (ไม่ใช่ผักนะ) ที่มีประโยชน์มากชนิดหนึ่ง เพราะเต็มไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี ไลโคปีน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารอาหารบางชนิดก็ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยลดการอักเสบของเซลล์ แถมการศึกษาบางชิ้นก็พบว่ามะเขือเทศช่วยลดความเสี่ยงของโรคบางชนิดได้ ซึ่งล่าสุดนักวิจัยจากมหาวิทยาคอร์เนลได้ค้นพบอีกหนึ่งความลับจากประโยชน์ของน้ำมะเขือ คือ คุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคที่ชื่อซัลโมเนลไทฟี (Salmonella Typhi) ที่เป็นแบคทีเรียก็โรคที่ทำให้เกิดโรคไข้ไทฟอยด์หรือไข้รากสาดน้อย โรคนี้ทำให้เกิดอาการท้องเสีย เป็นไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย คล้ายกับเวลาเป็นอาหารเป็นพิษ ส่วนมากหายเองได้ แต่บางรายอาจรุนแรง และต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยเชื้อชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายผ่านอาหาร และน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อจากสิ่งสกปรก โดยในช่วงแรกของการศึกษา ทีมนักวิจัยได้ทดสอบคุณสมบัติการต้านเชื้อโรคซัลโมเนลาชนิดนี้ของมะเขือเทศ ซึ่งพบว่าน้ำมะเขือเทศมีคุณสมบัตินี้จริง ๆ ในขั้นต่อมาเขาเลยหาว่าสารอะไรในมะเขือเทศที่ทำให้เกิดผลลัพธ์นี้ ทีมนักวิจัยพบว่าเปปไทด์ (หน่วยย่อยของโปรตีนที่เรียงต่อกัน) 2 ชนิดในนำ้มะเขือเทศสามารถทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของเชื้อโรคชนิดนี้ และทำให้เชื้อโรคตายในที่สุด ซึ่งอาจช่วยความเสี่ยงของการติดเชื้อไข้ไทฟอยด์ในลำไส้ได้ ทีมนักวิจัยเลยคาดหวังว่าเมื่อคนได้เห็นข้อมูลงานวิจัยชิ้นจะช่วยให้คนเหล่านั้นเปิดใจกับน้ำมะเขือเทศ มะเขือเทศ รวมไปถึงผักผลไม้อื่น ๆ ที่ดีต่อสุขภาพ และก็มีสารอาหารที่มีคุณสมบัติในการเชื้อโรคตามธรรมชาติมากขึ้น ใครที่ไม่ชอบกินน้ำมะเขือเทศ หรือมะเขือเทศอาจจะต้องคิดใหม่แล้ว แต่ถ้าข้อมูลในบทความนี้ไม่พอที่จะโน้มน้าวให้คุณดื่มน้ำมะเขือเทศ ลองไปอ่านประโยชน์ของน้ำมะเขือเทศเพิ่มเติมได้ที่ >> https://www.beartai.com/hackforhealth/1255729 ที่มา…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 742 days ago
Read More31/01/2024
น้ำหนักของหัวเราอาจเพิ่มขึ้นถึง 30 กก.เมื่อก้มหน้าเล่นมือถือ และเสี่ยงออฟฟิศซินโดรม
สังคมก้มหน้าเป็นสิ่งที่มนุษย์ในยุคดิจิทัลเผชิญกันอยู่ในทุกวัน และเราก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นด้วย แต่การก้มหน้าก้มตาเล่นสมาร์ตโฟน หรือแม้แต่ก้มหน้าจ้องคอมพิวเตอร์ระหว่างทำงาน ดูซีรีส์ หรือเล่นเกมสามารถทำให้คุณเกิดอาการออฟฟิศซินโดรม อาการปวดคอ ปวดไหล่ ไปจนถึงปวดหัวได้เลยนะ หัวหรือศีรษะของมนุษย์เมื่อโตเต็มวัยแล้วมีน้ำหนักเฉลี่ยราว 5 กิโลกรัมเลยทีเดียว แต่กระดูก และกล้ามเนื้อบริเวณคอ ไหล่ และหลังก็ถูกออกแบบโดยธรรมชาติมาเป็นอย่างดีเพื่อแบกหัวของเราไว้บนบ่าอย่างมั่นคง แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าทุกครั้ง และทุกองศาที่เราก้มหน้าทำอะไรสักอย่างน้ำหนักของหัวเราอาจเพิ่มขึ้นหลายเท่า และทำให้กล้ามเนื้อ และกระดูกที่รองรับหัวของเราไว้ทำงานหนักขึ้น องศาการก้มหน้า และน้ำหนักหัวเพิ่มมากขึ้น การก้มหน้าที่ทำให้น้ำหนักของหัวเราเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 5 ถึง 6 เท่าเลยทีเดียว การศึกษาในปี 2014 พบว่าน้ำหนักหัวของเราจะเพิ่มขึ้นตามองศาที่ก้ม ดังนี้ ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการประมาณเท่านั้น ซึ่งแตกต่างไปตามขนาดสรีระของแต่ละคน แต่บางข้อมูลก็พบว่าอาจเพิ่มได้งถึง 30 กิโลกรัมเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่ากระดูก และกล้ามเนื้อตั้งแต่คอไปจนถึงสันหลังที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับน้ำหนักแค่ 5 กิโลกรัมอาจต้องรับน้ำหนักของหัวที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติอย่างมาก เมื่อทำติดต่อกันนาน และทำเป็นประจำทุกวันอาจทำให้เกิดการเสื่อม และอักเสบของกล้ามเนื้อ เส้นประสาท เส้นเอ็น ไปจนถึงการผิดรูปของกระดูก และข้อต่อด้วย ส่งผลให้เกิดผลเสียต่อไปนี้ตามมา โดยอาการที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตด้านอื่น เช่น ไม่สบายตัว รู้สึกหงุดหงิดง่าย นอนหลับยาก หลับไม่สนิท…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 743 days ago
Read More30/01/2024
Ice Bath หรือการแช่น้ำแข็ง คืออะไร อาบทำไม และได้ผลจริงไหม?
หลายคนน่าจะเคยเห็นคลิปคนที่นอนแช่ในอ่างอาบน้ำมีน้ำและน้ำแข็งอยู่เต็มไปหมด ซึ่งปกติแค่ช่วงอากาศเย็นหน่อยหลายคนก็ไม่อยากอาบน้ำแล้ว ซึ่งการนอนแช่น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเรียกว่า Ice Bath หรือการอาบน้ำเย็นจัด Ice bath เป็นรูปแบบการบำบัดร่างกายด้วยการแช่ในน้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิประมาณ 10 ถึง 15 องศาเซลเซียสเป็นเวลาประมาณ 8 ถึง 15 นาที โดยที่คุณสามารถแช่แค่บางส่วน หรือทั้งตัวก็ได้ Ice bath ขึ้นชื่อว่าช่วยต้านการอักเสบของกล้ามเนื้อ เราเลยมักเห็นภาพนักกีฬา หรือคนออกกำลังกายแช่น้ำแข็งบ่อยกว่าคนทั่วไป แต่นอกจากเรื่องการต้านอักเสบของกล้ามเนื้อแล้ว เคยมีกระแสที่เชื่อกันว่า Ice bath ช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งด้วย ว่าแต่การนอนแช่น้ำเย็นจัด และน้ำแข็งดีต่อสุขภาพจริงไหม แล้วความเสี่ยงอะไรไหม? มาหาคำตอบในบทความนี้กัน กลไกและข้อเท็จจริงของประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อของ Ice Bath จุดประสงค์หลักของ Ice bath คือ การลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ โดยผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่าคล้ายกับการที่เราทำประคบเย็นหลังจากการบาดเจ็บ ความเย็นจากน้ำและน้ำแข็งจะช่วยลดอุณหภูมิของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัว ลดการไหลเวียนเลือดมายังบริเวณกล้ามเนื้อ ซึ่งช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ รวมถึงการอาการปวด หรือเมื่อยล้ากล้ามเนื้อที่จะตามมาด้วย โดยในช่วงหลังการแช่น้ำเย็นจัด หลอดเลือดจะกลับมาขยายตัว และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีกว่าเดิม ซึ่งจะนำสารอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์เนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ รวมถึงเนื้อเยื่อ และอวัยวะอื่นได้ดีกว่าเดิม…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 744 days ago
Read More29/01/2024
นักพัฒนาสร้างแอปพลิเคชันจำจดใบหน้าน้องหมาที่ฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าได้สำเร็จ
โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดเชื้อที่อันตราย และยังไม่มีวิธีรักษาให้หาย ซึ่งต้องอาศัยการเข้ารับวัคซีนอย่างเร่งด่วนหลังโดนกัด หรือคาดว่าได้รับเชื้อ แต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าราว 60,000 คนทั่วโลก ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเอเชีย และแอฟริกา และเกิดจากการถูกน้องหมากัดเกือบทั้งหมด (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นก็มีเชื้อพิษสุนัขบ้าได้) อย่างในบ้านเราจะเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยมาฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าให้น้องหมาจรอยู่เรื่อย ๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ หน่วยงาน หรือชาวบ้านเองก็จำไม่ได้ว่าน้องหมาตัวไหนฉีดแล้วบ้าง หรือยังไม่ฉีด ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันสเตทเลยได้พัฒนาแอปพลิเคชันจดจำใบหน้าน้องหมาเพื่อใช้ในการระบุว่าน้องหมาตัวไหนฉีดวัคซีนแล้ว หรือยังไม่ฉีดวัคซีนบ้างเพื่อแก้ไขปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าในแถบเอเชีย และแอฟริกา ซึ่งหากใช้วิธีฝังไมโครชิปให้กับน้องหมาทุกตัว ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง เพราะการจะควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในแต่ละพื้นที่ คือ การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับน้องหมาในพื้นที่อย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ โดยทีมนักวิจัยได้พัฒนาแอปพลิเคชันนี้แล้วได้ทดลองใช้ในพื้นที่ชนบทของประเทศแทนซาเนีย ทวีปแอฟริกา และพบว่าระบบของแอปพลิเคชันนี้มีความแม่นยำสูง เจ้าหน้าที่ฉีดวัคซีนได้ใช้แอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อสแกนใบหน้าของน้องหมาพบว่าสามารถระบุน้องหมาที่ได้รับวัคซีนแล้ว 76.2 เปอร์เซ็นต์ และระบุน้องหมาที่ไม่ได้รับวัคซีนได้ 98.9 เปอร์เซ็นต์ กลไกในการจดจำใบหน้าน้องหมา นักพัฒนาได้เก็บภาพ และข้อมูลองค์ประกอบสำคัญบนใบหน้าของน้องหมาไว้ในฐานข้อมูล รวมถึงข้อมูลอื่น อย่างอายุ สี และเพศ เมื่อเจ้าหน้าที่ฉีดวัคซีนลงพื้นที่แล้วสแกนใบหน้าน้องหมา อัลกอรึทึมประมวลผลหาฐานข้อมูลน้องหมาที่ใกล้เคียงที่สุด พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่ยืนยันอีกครั้งว่าน้องใช่ตัวเดียวกันหรือไม่ ทีมนักพัฒนามีแผนเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบใบหน้าของน้องหมาด้วยการเปลี่ยนไปใช้สมาร์ตโฟนที่มีกล้องคุณภาพสูงเพื่อระบุตัวตนของน้องหมา และสถานะการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าได้อย่างแม่นยำ ซึ่งสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของทั้งน้องหมา และมนุษย์จากโรคพิษสุนัขบ้าได้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าลดลงเรื่อย ๆ แต่ถ้ามองถึงบริบทสังคมบ้านเราที่มีน้องหมาจรจำนวนมาก การนำแอปพลิเคชันนี้มาปรับใช้ในการติดตามวัคซีนน่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 745 days ago
Read More26/01/2024
ผู้เชี่ยวชาญพบว่าอาการปวดหลังส่วนล่างที่เข้ารักษาช้า จะหายยากกว่าเดิม
เรื่องใหญ่ของคนปวดหลังแล้วล่ะ โดยเฉพาะคนปวดหลังส่วนล่าง เพราะทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย เขาได้รวบรวมของการศึกษาเกี่ยวกับอาการปวดหลังกว่า 95 ชิ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อทำความเข้าใจประสิทธิภาพการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง กับระยะเวลาการเข้ารักษา ซึ่งทีมนักวิจัยพบทั้งข่าวดี และข่าวร้ายจากการศึกษาครั้งนี้ ข่าวดี คือ เขาพบว่าคนที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างต่อเนื่องกัน 2 ถึง 3 เดือนสามารถหายจากอาการปวดหลัง และกลับมาเป็นปกติได้เมื่อเข้ารับการรักษา โดยเฉพาะอาการปวดที่อยู่ในช่วง 6 ถึง 12 สัปดาห์ และข่าวร้าย คือ คนที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังเกิน 3 เดือนเป็นต้นไปอาจรักษาอาการปวดหลังได้ แต่มีโอกาสรักษาสำเร็จน้อยกว่ามาก และอาจใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่ากลุ่มที่เข้ารับการรักษาเร็ว ซึ่งทีมนักวิจัยก็ยังไม่สามารถระบุเหตุผลได้ว่าปัจจัยอะไรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาอาการปวดหลัง แล้วก็พบด้วยว่าอาการปวดหลังไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบาดเจ็บเสมอไป เพราะแม้ว่าการบาดเจ็บจะหายไปแล้ว แต่กล้ามเนื้อ และระบบการรับความรู้สึกของหลังยังคงทำให้เกิดอาการปวดหลังได้อยู่ ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าถ้าการบาดเจ็บหายไป อาการปวดจะหายไปด้วย จนปล่อยอาการปวดทิ้งไว้ เพราะคิดว่าจะหายเอง ทีมนักวิจัยเลยแนะนำในเชิงว่าถ้ามีอาการปวดหลังแทบทุกวัน ไม่ว่าจะหลังส่วนล่าง หรือหลังส่วนบนติดต่อกัน 2 ถึง 3 เดือน ควรไปพบแพทย์ หรือหาวิธีการรักษาใหม่เพื่อลดความเสี่ยงที่ของการรักษาที่อาจยาก และใช้เวลานานขึ้น แม้ว่าสำหรับหลายคนอาการปวดหลังล่างจะเป็นเหมือนอาการที่รบกวนการใช้ชีวิต แต่อาการนี้สัมพันธ์กับปัญหาด้านการเคลื่อนไหว และพิการด้วย ทางที่ดี ถ้าปวดหลังเรื้อรัง ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และรับการรักษาให้เร็วจะดีกว่า…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 748 days ago
Read More23/01/2024
คาร์ดิโอ และออกกำลังกายแบบแรงต้านลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้มากกว่า
ในปัจจุบันมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากพบว่าการออกกำลังกายส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจ และสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และการเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้ ไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนก็ตาม ทั้งการยกเวท บอดี้เวทเทรนนิง คาร์ดิโอ กีฬา และโยคะ แต่การออกกำลังกายก็เหมือนรสนิยมในการฟังเพลง ถ้าคนไหนชอบการออกกำลังกายแบบไหนก็มักจะออกกำลังกายแค่รูปแบบเดียว อย่างคนชอบวิ่งก็จะวิ่งเยอะมาก ถ้าคนยกเวทก็จะเน้นการยกอย่างเดียวอาจเพราะมาจากความชอบ และเวลาที่จำกัดจึงทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอต่อในการออกกำลังกายหลายรูปแบบ แต่การศึกษาล่าสุดจากสหรัฐอเมริกาพบว่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หรือแอโรบิก อย่างการวิ่ง หรือปั่นจักรยาน ร่วมกับการออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance training) อย่างบอดี้เวทเทรนนิง การยกน้ำหนักควบคู่กันสามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้มากกว่าการออกกำลังกายแค่รูปแบบใดรูปหนึ่ง ในสหรัฐฯ จำนวน 1 ใน 3 ของคนเสียชีวิตมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจ ซึ่งการศึกษานี้เป็นการศึกษาที่ใช้เวลายาวนานกว่า 1 ปีเพื่อหารูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสม และสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดหัวใจและหลอดเลือดที่ได้ผล การศึกษาชิ้นนี้ทำโดยมหาวิทยาลัยไอโอวาสเตต ศึกษาในคน 406 คนที่มีอายุระหว่าง 35 ถึง 70 ปี ผู้เข้าร่วมทุกคนมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ หรือไม่ก็เป็นโรคอ้วน ร่วมกันมีภาวะความดันโลหิตสูง ทีมนักวิจัยได้แบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็น 4 กลุ่ม 1) คนที่ไม่ออกกำลังกาย 2) คนที่คาร์ดิโออย่างเดียว 3) คนที่ออกกำลังกายแรงต้านอย่างเดียว และ 4)…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 751 days ago
Read More22/01/2024
การศึกษาพบว่าการออกกำลังกายกับแฟนอาจทำให้ออกกำลังกายได้น้อยกว่าการออกคนเดียว
การเป็นสามีภรรยากัน ไม่ได้หมายความว่าการทำทุกอย่างร่วมกันจะเวิร์กเสมอไป ซึ่งอาจรวมถึงการออกกำลังกายด้วย การศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง ประเทศสิงคโปร์พบว่าการออกกำลังกายร่วมกับสามีหรือภรรยาส่งผลให้ออกกำลังกาย และการเคลื่อนไหวลดลง และต่ำกว่าคนที่ออกกำลังกายคนเดียว นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่าผู้สูงอายุที่ใช้ Fitness tracker อุปกรณ์ที่ติดตามก้าวเดิน การเคลื่อนไหว อัตราการเต้นของหัวใจ และระยะเวลาในการออกกำลังกาย ที่แจ้งผลแบบเรียลไทม์มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวมากกว่า การศึกษานี้ทำในผู้สูงอายุชาวสิงคโปร์จำนวน 250 คนที่มีอายุระหว่าง 54 ถึง 72 ปี โดยผู้เข้าร่วมมีอายุเฉลี่ย 60 ปี มีสถานะแต่งงาน หรืออยู่กินร่วมกันเฉลี่ย 30 ปีเป็นเวลา 12 สัปดาห์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการส่งเสริมการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ เนื่องจากการเติบโตของจำนวนผู้สูงอายุในประเทศสิงคโปร์ที่เพิ่มมากขึ้น ทีมนักวิจัยได้แบ่งผู้เข้าร่วมการศึกษานี้ออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ ผลลัพธ์ของการศึกษาพบว่าผู้เข้าร่วมการทดสอบมีการเคลื่อนไหวเฉลี่ยในระดับที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ 5,000 ไปจนถึง 15,000 ก้าว ซึ่งกลุ่มคู่สามีภรรยาที่ออกกำลังกายแบบเป็นคู่มีประสิทธิภาพการออกกำลังกายที่ต่ำกว่ากลุ่มที่ออกกำลังกายคนเดียว โดยทีมนักวิจัยคาดว่าเป็นผลมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของคู่สามีภรรยาที่ทำต่อเนื่องกันมาหลายปี การเปลี่ยนหรือสร้างพฤติกรรมที่ต่างออกไปจากเดิมร่วมกัน อย่างการออกกำลังกายจึงอาจเป็นเรื่องยากสำหรับคู่สามีภรรยา อีกหนึ่งผลลัพธ์ของการศึกษานี้ที่ทีมนักวิจัยพบว่ากลุ่มที่มีการใช้ Fitness tracker ที่มีการรายงานผลให้กับตัวผู้สูงอายุแบบเรียลไทม์มีค่าเฉลี่ยของก้าวเดินในแต่ละวันที่สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้ Fitness tracker ราว 7,500…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 752 days ago
Read More22/01/2024
นักวิทยาศาสตร์เตรียมทดสอบยาโรคหัวใจตัวแรกของโลกที่มาจากพิษแมงมุม
ปกติแมงมุม หรือสัตว์มีพิษต่าง ๆ ดูเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายกับมนุษย์ แต่ในหลายครั้งที่ความกระหายใครรู้ของมนุษย์ ประกอบกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนขั้วของพิษร้ายที่อันตรายถึงชีวิตให้กลายมาเป็นยารักษาโรค ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ค้นพบว่าพิษจากของแมงมุมใยกรวยแห่งเกาะเกอริ (K'gari funnel-web spider) ประเทศออสเตรเลียมีคุณสมบัติในการรักษาโรคหัวใจ จากการศึกษาก่อนหน้า นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสารเคมี Hi1a ในพิษของแมงมุมใยกรวยชนิดนี้ว่ามีฤทธิ์ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอาการหัวใจวาย รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งในการศึกษาครั้งใหม่ที่ทดสอบในเซลล์ทดลอง และสัตว์ทดลองก็พบว่า Hi1a มีฤทธิ์ในการป้องกันโรคหัวใจได้เทียบเท่ากับยารักษาโรคหัวใจอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากทำให้เกิดผลข้างเคียงในมนุษย์ จากการทดสอบในเซลล์ทดลอง สารจากพิษของแมงมุมชนิดนี้ออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณที่หัวใจเสียหายจากโรคหัวใจ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่ไม่ได้รับความเสียหาย รวมถึงช่วยลดความเสียหาย และอัตราการตายของเซลล์หัวใจ และสมองจากการขาดออกซิเจน ที่เป็นผลจากการขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ของโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง อาจเป็นไปได้ว่าจะช่วยภาวะแทรกซ้อน และอัตราการเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้ ปัจจุบันการศึกษาในการใช้สาร Hi1a จากพิษของแมงมมุมใยกรวยแห่งเกาะเกอริในการรักษาโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองยังคงอยู่ระหว่างการทดสอบในสัตว์ และเปลี่ยนผ่านไปสู่การทดสอบในมนุษย์ ซึ่งอาจต้องอาศัยเวลาอีกสักระยะเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไก ประโยชน์ และผลกระทบของสารชนิดนี้ในมนุษย์อย่างถ่องแท้ ก่อนจะนำมาผลิตเป็นยา หากยาจากพิษของแมงมุมชนิดนี้สำเร็จ จะเป็นยารักษาโรคหัวใจจากแมงมุมชนิดแรกของโลก โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่มีคนป่วยเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก การค้นพบครั้งนี้จึงอาจช่วยเพิ่มตัวเลือกในการรักษาโรคหัวใจที่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเหล่านี้ได้ ที่มา: Sciencedailyภูษิต เรืองอุดมกิจ | 752 days ago
Read More22/01/2024
ค้นพบเส้นประสาทใหม่จากลำไส้สู่สมอง ที่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงอยากของหวาน และของทอด
น้ำตาล และไขมันเป็นวัตถุดิบที่พบได้ในของอร่อยแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะน้ำหวาน เค้ก ขนมไทย ของทอด หรือข้าวหมูกรอบ ซึ่งอย่างที่รู้กันดีว่าการได้รับสารอาหารพลังงานสูง อย่างน้ำตาล และไขมันเป็นประจำเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพได้หลายชนิด ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังคงหาเหตุผลที่แท้จริงไม่ได้ว่าทำไมมนุษย์ถึงหลงใหลในสารอาหารทั้งสองชนิดเหลือกัน แม้ปัจจุบันจะมีทฤษฎี และข้อมูลมากมายเกี่ยวกับความอยากน้ำตาล และไขมันที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ เช่น เป็นผลจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดในยุคโบราณ หรือเป็นเพราะพันธุกรรมบางอย่าง การศึกษาล่าสุดจาก Monell Chemical Senses Center ศูนย์วิจัยในสหรัฐฯ ได้ค้นพบวงจรประสาทชุดใหม่ที่เชื่อมต่อระหว่างลำไส้ไปยังสมองของหนูทดลองที่มีหน้าที่กระตุ้นให้เกิดความอยากน้ำตาล และไขมันโดยเฉพาะ ซึ่งสัตว์ชนิดอื่น อย่างมนุษย์ก็อาจมีด้วยเช่นเดียวกัน โดยวงจรชุดนี้ แยกเส้นประสาทที่กระตุ้นความอยากน้ำตาล และความอยากไขมันออกจากกัน ทีมนักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบดูเซลล์ประสาทในระบบประสาทเวกัส (Vagus nerve system) ของหนูที่เชื่อมต่อสมองกับอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงลำไส้ พบว่าเซลล์ประสาทที่ค้นพบใหม่นี้กระตุ้นให้สมองหลั่งสารที่ชื่อ ‘โดปามีน’ (Dopamine) หรือฮอร์โมนความสุขออกมาในระบบให้รางวัล (Brain reward system) ของสมอง ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกดี ดีใจ หรือได้รับความสำเร็จ ก่อนหน้านี้ ในมนุษย์เองก็ค้นพบมาแล้วว่าเหตุผลหนึ่งที่มนุษย์ชอบกินของหวานก็เป็นผลมาจากการหลั่งโดปามีนทุกครั้งที่ได้รับน้ำตาล จนเกิดภาวะเสพติด ทีมนักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีเพื่อกระตุ้นวงจรประสาทชุดนี้ในหนู ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ หนูที่ถูกกระตุ้นตื่นตัว และเริ่มมองหาอาหาร…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 752 days ago
Read More19/01/2024
เปิดโลกประโยชน์ของการกอดต่อสุขภาพ และความสัมพันธ์
การกอดเป็นรูปแบบการแสดงความรักที่เป็นสากลมากวิธีหนึ่งที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน คุณก็สามารถกอดได้ ตั้งแต่คนรู้จัก เพื่อน คนรัก หรือครอบครัว ซึ่งในช่วงเวลาที่คนเรากอดกัน และเกิดสัมผัสทางร่างกาย สมอง และร่างกายของเราจะเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ มากมาย ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นพบว่าการกอดกันส่งผลดี ทั้งกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความสัมพันธ์ของผู้คนด้วย ในบทความนี้จะพาคุณไปเปิดโลกประโยชน์ของการกอดที่ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึก แต่เป็นเรื่องของสุขภาพ และความสัมพันธ์ด้วย วิทยาศาสตร์ของการกอด มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องอาศัยความแน่นแฟ้นในความสัมผัสเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งการกอดเป็นหนึ่งในวิธีที่มนุษย์สร้างความแข็งแรงของความสัมพันธ์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าที่สุดที่ยืนยันว่ามนุษย์มีการกอดกัน คือ เมื่อ 6,000 ปีก่อน แต่เชื่อกันว่าการกอดเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่กว่านั้น ในช่วงเวลาที่เรากอด หรือถูกกอด ร่างกายจะหลั่งสารสื่อประสาทที่เรียกว่า ‘ออกซิโทซิน’ (Oxytocin) หรือรู้จักกันในชื่อสุดโรแมนติกว่าฮอร์โมนแห่งความรักออกมา ออกซิโทซินทำหน้าที่สำคัญในการสร้างความรู้สึกผูกพันระหว่างสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างแม่กับลูก คนรักกับคนรัก หรือเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง ช่วยให้ความรู้สึกที่ดี และช่วยลดระดับความเครียด เหตุผลอาจพออธิบายได้ว่าทำไมช่วงเวลาแห่งการกอด ถึงทำให้มนุษย์รู้สึกอบอุ่นใจ ปลอดภัย และรู้สึกเป็นที่รักจนล้นออกมา แม้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม ซึ่งกลไกที่เกิดขึ้นระหว่างการกอดยังส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ และสุขภาพด้วย ประโยชน์ของการกอดกับสุขภาพจิต และความสัมพันธ์ ออกซิโทซินที่เกิดจากการกอดสามารถช่วยปรับอารมณ์ของเราให้ดีขึ้น ลดความรู้สึกเศร้าหรือหดหู่ และลดการหลั่งของฮอร์โมนความเครียด อย่างคอร์ติซอลลงได้…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 755 days ago
Read More17/01/2024
‘ถุงมืออัจฉริยะ’ ช่วยกายภาพบำบัดมือในผู้ป่วยโรคสโตรกจากระยะไกล
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า "อัมพฤกษ์อัมพาต" เป็นผลจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมองที่อาจแตก ตีบ หรืออุดตันจนทำให้เซลล์สมองขาดเลือดจนเสียหาย และส่งผลให้สูญเสียความสามารถในการควบคุมร่างกาย และการรับความรู้สึก ซึ่งบางคนอาจสูญเสียการควบคุมเพียงบางส่วน แต่ก็ไม่สามารถใช้อวัยวะเหล่านั้นได้เหมือนเดิม เช่น มือสั่น ไม่มีแรง ขยับได้น้อย เป็นต้น การบริหารกล้ามเนื้อ หลอดเลือด และเส้นประสาทบริเวณส่วนที่เสียการควบคุมจึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการฟื้นฟูให้อวัยวะสามารถเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต และความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วย การบริหารร่างกาย หรือที่เรียกว่าการกายภาพบำบัด ต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เห็นผล ซึ่งต้องใช้เวลา วินัย และค่าใช้จ่าย ผู้ป่วยบางคนจึงไม่ได้รับการกายภาพอย่างเหมาะสม และส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และการใช้ชีวิต มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียได้คิดค้น ‘Smart Glove’ หรือถุงมืออัจฉริยะที่ช่วยให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เสียความสามารถบางส่วนในการควบคุมมือ สามารถบริหารมือตามหลักกายภาพบำบัดได้อย่างแม่นยำ รวมถึงข้อมูลในการเคลื่อนไหวของมือด้วยการติดตามจากระยะไกล โดยที่ไม่ต้องใช้เซนเซอร์การตรวจจับภาพที่มีราคาแพง ผู้เชี่ยวชาญสามารถตรวจดูลักษณะการเคลื่อนไหวของมือ นิ้ว และข้อนิ้วได้อย่างแม่นผ่านการใช้ถุงมือที่ทอด้วยเส้นด้ายที่มีเซนเซอร์ความไวสูง และเซนเซอร์ตรวจจับแรงกด พร้อมกับส่งสัญญาณแบบไร้สายไปยังผู้ดูแล ผู้ดูแลสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารมือได้ตามข้อมูลการเคลื่อนไหวที่พบ ช่วยให้การฟื้นฟูมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ถุงมือนี้สามารถถอดแบตเตอรี่เพื่อนำไปซักทำความสะอาดได้เหมือนเสื้อผ้าทั่วไป ซึ่งนวัตกรรมถุงมืออัจฉริยะชิ้นจึงอาจช่วยให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง สามารถทำกายภาพบำบัดได้ตามความถี่ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ลดค่าใช้จ่าย และเวลาในการเดินทาง ที่สำคัญคือช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของมือ ทำให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น นอกจากการช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการบริหารมือของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแล้ว ทีมนักวิจัยยังคาดว่าเทคโนโลยีนี้สามารถพัฒนาไปในงานในด้านอื่นได้ในอีกหลายรูปแบบ อย่างการพิมพ์โดยไม่ต้องใช้คีย์บอร์ด การใช้เซนเซอร์ในการตรวจสิ่งของ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 757 days ago
Read More12/01/2024
ค้นพบดีเอ็นเอโบราณที่เป็นต้นตอของโรคยุคปัจจุบัน
กลุ่มนักวิจัยในโครงการการศึกษาดีเอ็นเอโบราณขนาดใหญ่ได้ค้นพบข้อมูลใหม่ที่สามารถอธิบายที่มาของโรคทางระบบประสาทในเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในยุคปัจจุบัน อย่างโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) และโรคอัลไซเมอร์ได้ ทีมนักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจำนวนกว่า 175 คนได้ร่วมกันศึกษาดีเอ็นเอจากกระดูก และฟันของมนุษย์โบราณทั่วทวีปยูเรเซียจำนวนกว่า 5,000 ชิ้นจากพิพิธภัณฑ์ในแต่ละประสาท ซึ่งแต่ละชิ้นมาจากแต่ละยุคสมัยต่างกัน ตั้งแต่สมัยยุคกลาง (ค.ศ. 500-1,500) ย้อนกลับไปถึง 34,000 ปีในช่วงยุคหินเก่า แล้วนำข้อมูลดีเอ็นเอที่พบมาเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของมนุษย์ยุคปัจจุบันจำนวน 400,000 คน จนพบความเป็นไปได้ที่บ่งบอกว่าโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นผลจากการวิวัฒนาการเพื่อรับมือกับเชื้อโรคในยุคโบราณที่มาจากสัตว์ โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งจัดเป็นหนึ่งในโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติชนิดหนึ่งที่ระบบภูมิคุ้มกันจะโจมตีปลอกประสาท และเส้นประสาทจนทำให้เกิดการอักเสบ ส่งผลต่ออวัยวะหลายระบบ ทั้งสมอง ดวงตา การกลืนอาหาร ลำไส้ กล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาได้ และเป็นต่อเนื่องกันตลอดชีวิต สมมติฐานของนักวิจัยคาดว่าที่ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีปลอกประสาทเป็นผลมาจากดีเอ็นเอโบราณชนิดหนึ่งที่มนุษย์ในอดีตนั้นวิวัฒนาการมาเพื่อจัดการกับเชื้อโรคบางชนิด เพราะการดำเนินชีวิตในสมัยโบราณ มนุษย์ทั่วโลกนั้นอยู่อาศัยแบบชนเผ่าเร่ร่อนที่ใช้ชีวิตด้วยการเก็บของป่า ล่าสัตว์ และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรค ร่างกายจึงพัฒนาภูมิคุ้มกันนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันร่างกาย โดยผลการเปรียบเทียบดีเอ็นเอของมนุษย์โบราณกับมนุษย์ยุคปัจจุบันพบว่า มนุษย์ยุคปัจจุบันมีร่างกายที่อ่อนแอกว่า ซึ่งดีเอ็นเอในการต่อต้านเชื้อโรคที่สืบทอดมานี้จึงอาจส่งผลให้เกิดอาการด้านภูมิคุ้มกัน และการโจมตีเซลล์ของร่างกายจนเกิดการอักเสบขึ้นได้ กลุ่มนักวิจัยคาดว่าดีเอ็นเอโบราณนี้เป็นของกลุ่มยัมนายา (Yamnaya) ชนเผ่าเร่ร่อนในแถบยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงแถบเอเชียกลางในอดีต เพราะจากการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์พบว่าชาวยัมนายาเป็นชนเผ่าที่เริ่มขี่ม้าเป็นกลุ่มแรก ที่มีการเลี้ยงสัตว์ และล่าสัตว์เพื่อดำรงชีวิต โดยนักวิจัยก็คาดว่าชนเผ่านี้วิวัฒนาการภูมิคุ้มกันขึ้นเพื่อป้องกันเชื้อโรคที่มีสัตว์เลี้ยง อย่างแกะ และวัวเป็นพาหะ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 762 days ago
Read More12/01/2024
การได้รับคาเฟอีนก่อนเตะบอลอาจทำให้จ่ายบอลแม่นขึ้น แต่ทำให้สกิลอื่นห่วยลง
คาเฟอีนเป็นอีกหนึ่งช่วยสำหรับคนออกกำลังกายในหลายด้าน ทั้งช่วยให้สมองตื่นตัว เพิ่มสมาธิ ช่วยเรื่องการเผาผลาญ และช่วยให้ทนทานต่อความเหนื่อยล้าได้มากขึ้นด้วย ซึ่งทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตฟฟอร์ดเชียร์ (Staffordshire university) และมหาวิทยาลัยชิราซ (Shiraz university) เขาได้พบความลับอีกอย่างของการคาเฟอีนต่อการออกกำลังกาย อย่างการเตะฟุตบอล แต่ผลลัพธ์ของการศึกษานี้ก็ชวนลังเลอยู่ไม่น้อย เพราะเขาพบว่าการได้รับคาเฟอีน ซึ่งเป็นอาหารเสริมสำหรับนักกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมากอาจช่วยเพิ่มความแม่นยำในการจ่ายบอล แต่กลับทำให้ทักษะอื่น ๆ ลดลงเสียอย่างนั้น ทีมนักวิจัยเขาได้ทดสอบในนักบอลอายุระหว่าง 16–17 ปี จำนวน 12 คน ซึ่งเป็นการศึกษาขนาดเล็กมาก แล้วให้พวกเขาซ้อมส่งบอลสั้น และส่งบอลยาวทั้งหมด 5 ครั้ง และซ้อมทักษะการส่งบอล เลี้ยงบอล เลี้ยงหลบ รวมถึงการตัดสินใจระหว่างเกม (Loughborough Soccer Dribbling Test) โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อประเมินทักษะ และระดับการตัดสินใจ นักวิจัยออกแบบการทดสอบออกเป็น 2 ครั้ง โดยในครั้งแรกให้นักบอลได้รับคาเฟอีน 3 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แล้วเข้ารับการทดสอบ และได้รับยาหลอก (Placebo) หรืออาหารเสริมที่ไม่มีอะไรอยู่ในนั้น แล้วเข้ารับการทดสอบอีกครั้ง ซึ่งนักบอลกลุ่มที่ได้รับคาเฟอีนมีความแม่นยำในการจ่ายบอลสั้นมากขึ้น 1.67…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 762 days ago
Read MorePR Partners
See All12/02/2026
อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 8 hours ago
Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 แบรนด์ดัง-ครีเอเตอร์ตัวท็อป ตบเท้าลุ้นกว่า 300 รางวัล
ขยับเข้ามาใกล้แล้วสำหรับงานประกาศรางวัลที่คนทำเพจ แบรนด์ และอินฟลูเอนเซอร์รอคอยที่สุดงานหนึ่งของปี อย่าง Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 ที่ทาง Wisesight จับมือกับ ICONSIAM จัดขึ้น เพื่อมอบรางวัลให้กับคนที่ทำผลงานบนโซเชียลมีเดียได้ยอดเยี่ยมที่สุด โดยปีนี้เขามีแจกกันกว่า 300 รางวัลเลยทีเดียว สิ่งที่น่าสนใจของปีนี้คือ มีการ "ยกระดับเกณฑ์การตัดสิน" ใหม่ ให้เข้มข้นขึ้น โดยไม่ได้ดูแค่ตัวเลขไลก์ แชร์ วิว แบบเดิม ๆ แต่มีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากหลายวงการมาช่วยดูเรื่อง "คุณภาพ"12/02/2026
Thriving Beyond The Storm: เจาะลึกกลยุทธ์ฝ่าพายุเศรษฐกิจ และการปฏิวัติข้อมูลด้วย AI ในงาน Future Trends Ahead Summit 2026
เมื่อโลกหมุนเร็วขึ้นจนเข็มทิศแบบเดิมเริ่มพร่าเลือน การพยากรณ์อนาคตจึงไม่ใช่แค่เรื่องของสถิติ แต่เป็นเรื่องของ "ทักษะการอยู่รอด" ปรากฏการณ์นี้ถูกตอกย้ำอย่างชัดเจนในงาน Future Trends Ahead Summit 2026 สัมมนาเทรนด์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ภายใต้ธีม "Thriving Beyond The Storm" งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการมารวมตัวกันเพื่อฟังบรรยาย แต่คือการระดมสมองครั้งประวัติศาสตร์ของผู้บริหารและคนทำงานนับพันชีวิต เพื่อหาทางออกให้ประเทศไทยก้าวข้ามฉายาอันน่าสะพรึงกลัวอย่าง "Sick Man of Asia" หรือคนป่วยแห่งเอเชีย ไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน เมื่อพายุสมบูรณ์แบบก่อตัว: โรคเรื้อรังของไทยในวันที่โลกเปลี่ยนระเบียบ บนเวที Vision Stage คุณธนโชติ วิสุทธิสมาน CEO แห่ง Like Me Co., Ltd. และผู้ก่อตั้ง Future Trends ได้เปิดเผยข้อมูลที่เปรียบเสมือนการดึงสติคนไทยทั้งประเทศ ด้วยการชี้ให้เห็นว่าสภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้ประสบเพียงแค่ "ไข้หวัด" ชั่วคราว แต่กำลังเผชิญกับ "โรคเรื้อรังเชิงโครงสร้าง"…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 9 hours ago
Read More06/02/2026
Techsauce ผนึกพันธมิตรเปิดตัว “Healthspan Festival 2026” ดันไทยสู่ Hub นวัตกรรมสุขภาพระดับโลก
Techsauce ผู้นำด้านการขับเคลื่อนระบบนิเวศเทคโนโลยีและนวัตกรรม เดินหน้าจัดงานใหญ่รับเทรนด์โลก “Techsauce Healthspan Festival 2026” มหกรรมสร้างอนาคตสุขภาพดีแบบครบวงจรครั้งแรกในไทยมาไว้ในที่เดียว ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากแค่การมีอายุยืน (Lifespan) สู่การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Healthspan) เตรียมพบกับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกและการรวมตัวของบุคลากรทางการแพทย์ ภาคธุรกิจ และนวัตกร ระหว่างวันที่ 27-28 มีนาคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน มากกว่าแค่ "อายุยืน" คือการ "แข็งแรงนาน" คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก Healthcare แบบดั้งเดิม เข้าสู่ยุคของ “Healthspan” โจทย์สำคัญในวันนี้ไม่ใช่แค่ทำอย่างไรให้อายุยืน (Lifespan) แต่คือการทำอย่างไรให้เรามีช่วงเวลาที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ยาวนานที่สุด (Healthspan) การจัดงานครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การโชว์นวัตกรรม แต่เป็นการสร้างแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงแพทย์ นักวิจัย ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนเข้าด้วยกัน เพื่อลดช่องว่างและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสุขภาพ…วัทนวิภา ทานะวงศ์ | 6 days ago
Read More05/02/2026
ทรู คอร์ปอเรชั่น ชูเทคโนโลยี AI คุมเข้มโครงข่าย 5G ทั่วไทย รับมือเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. นี้ !
กรุงเทพฯ 5 กุมภาพันธ์ 2025 – เพราะทุกคะแนนเสียงคืออนาคต ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงประกาศความพร้อมสูงสุด เตรียมส่งมอบประสบการณ์การสื่อสารที่ลื่นไหลระดับ 5G เพื่อสนับสนุนการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มั่นใจประชาชนเข้าถึงข้อมูลและรายงานผลได้อย่างฉับไวไร้รอยต่อ ถอดรหัสข้อมูล...สู่การวางแผนที่แม่นยำ ทรูไม่ได้มาพร้อมความพร้อมเพียงอย่างเดียว แต่มาพร้อม "Data" ที่แม่นยำ โดยนำพฤติกรรมการใช้งานจริงจากการเลือกตั้งล่วงหน้า (1 ก.พ.) มาเป็นบทเรียนสำคัญ เพื่อเตรียมรับมือกับช่วงเวลา Peak Hours จัดเต็ม "กองทัพเครือข่าย" เพื่อคนไทย นายคูรัม อัชฟาค และ นายจิระชัย คุณากร สองแม่ทัพใหญ่ด้านเครือข่าย นำทีมวิศวกรลงพื้นที่เช็กสัญญาณด้วยตัวเอง พร้อมมาตรการเสริมทัพที่แข็งแกร่ง ครั้งแรกกับ "เครือข่ายอัจฉริยะ" มาตรฐานโลก ทรูยกระดับการจัดการด้วย Autonomous Network Level 4.0 (จาก TM Forum) โดยใช้เทคโนโลยี Intent-Based Operation…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 7 days ago
Read More





























