ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม โลกการศึกษากำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ คำถามสำคัญที่ทุกคนต้องช่วยกันหาคำตอบคือ รูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิมยังตอบโจทย์ตลาดแรงงานในโลกความเป็นจริงอยู่หรือไม่ ? และหากคำตอบคือไม่ การศึกษาแห่งอนาคตควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร

เพื่อตอบคำถามและแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น การลงมือทำเป็นกุญแจสำคัญของเรื่องนี้ ล่าสุด เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ที่มุ่งเน้นในการพัฒนา “คน” ที่เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างอนาคต ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ มหาวิทยาลัยซีอาน เจียวทง ลิเวอร์พูล (XJTLU: Xi’an Jiaotong-Liverpool University) สถาบันการศึกษานานาชาติชั้นนำที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างประเทศจีนและสหราชอาณาจักร โดดเด่นเรื่องการสอนที่ฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้เข้ากับการทำงานจริง ซึ่งมีการร่วมลงนาม MOU (Memorandum of Understanding) หรือ บันทึกความเข้าใจ ระหว่าง CP Group และ XJTLU ในเวลา 9.18 น. ของวันที่ 3 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา

การจับมือกันครั้งนี้ได้ก่อให้เกิด “ศูนย์ความเป็นเลิศ ซีพี ซีโออี – ซีอาน เจียวทง ลิเวอร์พูล การศึกษาบูรณาการ” หรือ CP COE XJTLU : Syntegrative Education Center (Thailand) หรือ “ศูนย์ความเป็นเลิศ ซีพี ซีโออี – ซีอาน เจียวทง ลิเวอร์พูล การศึกษาบูรณาการ” อย่างเป็นทางการ ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและสตาร์ตอัพที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน
นี่ถือเป็นการพลิกโฉมหน้าการศึกษา โดยมุ่งเป้าเชื่อมโยงโลกวิชาการเข้ากับโลกธุรกิจจริงและนวัตกรรมระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาคน” ในฐานะรากฐานของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ผู้ริเริ่มและก่อตั้ง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP Center of Excellence (CP COE)เพื่อยกระดับเครือเจริญโภคภัณฑ์สู่การเป็น Tech-Driven Company และเชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และธุรกิจเข้าด้วยกันในระดับสากล รวมถึงแนวคิดของผู้นำการศึกษาระดับโลก ศาสตราจารย์ โหยวหมิน สี (Professor Youmin Xi) กรรมการและกรรมการบริหาร XJTLU ที่ชี้ว่าโลกกำลังก้าวสู่ยุคที่ AI และดิจิทัลกำลังเปลี่ยนโฉมการศึกษา การเรียนในยุคปัจจุบัน ควรเป็นรูปแบบการลงมือทำจริง จากโจทย์จริงของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การเรียนในยุคปัจจุบัน ควรเป็นรูปแบบการลงมือทำจริงได้แก้ปัญหาจริง จึงจะเกิดปัญญา ดังนั้น โจทย์จากภาคอุตสาหกรรม จะเป็นเวทีให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ และแก้ปัญหาคล้ายสตาร์ตอัพ ทดลองทำจริง หากไม่สำเร็จก็ปรับปรุง และไม่ผิดซ้ำเรื่องเดิมก็จะได้เรียนรู้ การเตรียมบุคลากรให้พร้อมต่อเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องสำคัญ เครือซีพียังขยายธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศและต้องการบุคลากรอีกมาก นอกจากนี้ยังมีพันธมิตรอีกหลายอุตสาหกรรมที่มีองค์ความรู้ ที่สามารถมารวมกัน นำความรู้จากภาคเอกชน มาอยู่ในหลักสูตรระยะสั้นร่วมกับมหาวิทยาลัย
ทั้งนี้คุณธนินท์ กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาคนคือหัวใจของการพัฒนาประเทศ เราต้องสร้างระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับโลกจริง ให้คนสามารถคิดเป็น ทำเป็น และสร้างคุณค่าได้จริง ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการวางรากฐานสำคัญในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ และยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว” ศูนย์แห่งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญระหว่าง XJTLU ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยความร่วมมือจีน–ต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจชั้นนำระดับโลกที่มีความหลากหลายทางธุรกิจ โดยผู้เรียนจะได้รับทั้งองค์ความรู้เชิงนวัตกรรม และประสบการณ์จริงจากเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือ รวมไปถึงจากภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทย และทั่วโลก

ด้าน ศาสตราจารย์ โหยวหมิน สี (Professor Youmin Xi) กรรมการและกรรมการบริหาร Xi’an Jiaotong-Liverpool University (XJTLU) กล่าวว่า “โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI และดิจิทัลกำลังให้คำนิยามใหม่ของการศึกษา จากเดิมที่เน้นการถ่ายทอดความรู้ ไปสู่การพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน ทั้งความคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการผสานองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ (Syntegrative Wisdom) มหาวิทยาลัยในอนาคตต้องทำหน้าที่เป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่เชื่อมโยงมนุษย์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน” ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งพัฒนา Syntegrative Education System หรือระบบการเรียนรู้ที่ผสานองค์ความรู้ การลงมือทำจริง และความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
โดยผู้เรียนจะได้ทำงานกับโจทย์จริงจากภาคธุรกิจ ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การพัฒนาแนวทาง ไปจนถึงการทดลองใช้จริง ภายใต้ศูนย์ดังกล่าว จะมีการพัฒนาหลักสูตรในรูปแบบ Flexible Micro-credential และโปรแกรมระยะสั้นที่ยืดหยุ่น ควบคู่กับโครงการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ดำเนินการร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม

ในการนี้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์เชื่อว่าภาคธุรกิจสามารถเป็น Learning Center หรือแหล่งเรียนรู้ให้กับสังคมได้จริง และควรมีบทบาทในการพัฒนาคนควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดย CP Center of Excellence (CP COE) หรือ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรม เครือเจริญโภคภัณฑ์ จะทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากภาคธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ความร่วมมือกับ XJTLU ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดแนวคิดดังกล่าวสู่ระดับนานาชาติ ผ่านการจัดตั้ง“ศูนย์ความเป็นเลิศ ซีพี ซีโออี – ซีอาน เจียวทง ลิเวอร์พูล การศึกษาบูรณาการ ” ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่เชื่อมการศึกษาเข้ากับโลกการทำงานและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

ทาง ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของการนำจุดแข็งของภาคธุรกิจและภาควิชาการมาผสานกัน เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกจริง การพัฒนาคนในอนาคตต้องเริ่มจากการลงมือทำกับโจทย์จริง และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่นำไปใช้ได้จริงในภาคธุรกิจและสังคม ทั้งนี้ภายใต้การขับเคลื่อนของ CP COE ศูนย์ดังกล่าวถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ระดับนานาชาติ ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยชั้นนำเข้ากับศักยภาพของภาคธุรกิจ เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่นำไปสู่การลงมือทำจริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเริ่มจาก 3 หลักสูตรสำคัญ
- AI และ Robotics
- Digital Transformation
- Business & Startup

ด้าน ศาสตราจารย์ เสี่ยวจุน จาง (Professor Xiaojun Zhang) Chief Officer of Education ของ XJTLU กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงนามในข้อตกลง แต่เป็นการวางรากฐานของระบบนิเวศการเรียนรู้แห่งอนาคต ที่เชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพผ่านประสบการณ์จริงในภาคอุตสาหกรรม” นอกจากนี้ ศูนย์ยังออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ Lifelong Learning รองรับผู้เรียนหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่นักศึกษา คนทำงาน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงผู้นำองค์กร โดยมีรูปแบบการเรียนที่ยืดหยุ่น เช่น การเรียนในช่วงเย็น วันหยุด หรือช่วงปิดภาคเรียน

และภายในงานยังมีช่วงสัมภาษณ์พิเศษกับ ศาสตราจารย์ โหยวหมิน สี (Professor Youmin Xi) โดย หนุ่ย พงศ์สุข ที่ได้แชร์มุมมองต่าง ๆ เกี่ยวกับการศึกษาที่น่าสนใจ
1. การปรับตัวของระบบการศึกษาในยุคใหม่
ศาสตราจารย์ สี มองว่า ปัจจุบันคือจุดเปลี่ยนที่การศึกษาต้องก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ ในอดีตมหาวิทยาลัยมีหน้าที่ให้ความรู้เพื่อลดความไม่รู้ แต่วันนี้เทคโนโลยีสามารถมอบความรู้และวิธีแก้ปัญหาได้โดยตรง มหาวิทยาลัยจึงต้องทบทวนบทบาทและเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ยังคงความสำคัญและตอบโจทย์อนาคต
2. จุดเด่นของมหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง ลิเวอร์พูล (XJTLU)
มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้วจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลจากสหราชอาณาจักรและมหาวิทยาลัยซีอานเจียวทงจากประเทศจีน จุดเด่นสำคัญคือความตั้งใจที่จะไม่คัดลอกรูปแบบการศึกษาจากสถาบันเดิม แต่เลือกที่จะสร้างระบบการศึกษาแห่งอนาคตรูปแบบใหม่ขึ้นมาแทน
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีนักศึกษามากกว่า 26,000 คน ซึ่งผู้เรียนจะได้รับปริญญาคู่จากทั้งสองประเทศ และตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงมหาวิทยาลัยนานาชาติในจีน ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก ทางสถาบันมีเป้าหมายขยายจำนวนนักศึกษาให้ถึง 35,000 คน โดยได้กำหนดให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญสำหรับแผนการขยายตัวในครั้งนี้
3. มหาวิทยาลัยต้องเป็นผู้สร้างนวัตกรรมไม่ใช่รอให้ถูกกลืนกิน
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้รูปแบบการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมกำลังจะหมดความหมาย เพราะตอนนี้นักศึกษาสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ และสามารถใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเองได้แล้ว หากมหาวิทยาลัยไม่ยอมปรับตัว คุณค่าและความจำเป็นของสถาบันการศึกษาก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องพลิกบทบาทจากการเป็นผู้ป้อนข้อมูล มาเป็นผู้ช่วยเหลือนักศึกษา สังคม และภาคธุรกิจในการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ให้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพแทนที่จะปล่อยให้มนุษย์ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี ซึ่งการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาแบบใหม่จึงเป็นทางรอดเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้มหาวิทยาลัยต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายหรือปิดตัวลงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งสอดคล้องกับคำเตือนของศาสตราจารย์เคลย์ตัน คริสเตนเซน จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่เคยคาดการณ์ไว้
4. ทักษะที่มนุษย์ต้องมุ่งเน้นในยุคที่เอไอเก่งกว่า
เป้าหมายสำคัญของการศึกษาระดับอุดมศึกษา คือการสอนให้มนุษย์ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ต้องปลูกฝังอย่างลึกซึ้งคือ “การคิดเชิงวิพากษ์และจินตนาการ” มนุษย์ต้องรู้จักตั้งคำถามใหม่ ๆ ที่ท้าทาย คิดค้นสิ่งที่ยังไม่เคยมีบนโลก จากนั้นจึงใช้ความสามารถของ AI มาช่วยสานฝันและไอเดียเหล่านั้นให้เป็นจริง
5. อนาคตของการศึกษาและความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group)
ในยุคปัจจุบันการหาความรู้เป็นเรื่องง่าย แต่การตั้งคำถามจากปัญหาจริงเป็นเรื่องยาก มหาวิทยาลัยจึงร่วมมือกับกลุ่ม CP Group สร้างโมเดล “การศึกษาแบบบูรณาการ” ในประเทศไทย เพื่อนำโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมจริง ๆ มาให้นักศึกษาลงมือแก้ปัญหา และเรียนรู้จากประสบการณ์ สิ่งนี้จะช่วยพัฒนาความเป็นผู้นำ และสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลก
6. การเปลี่ยนจากการสอนแบบเดิม สู่การเรียนรู้ผ่านโครงงานและการวิจัย
การศึกษารูปแบบเดิม ๆ เพื่อให้ได้ใบปริญญาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ เพราะต่อให้มีใบรับรองมากมาย แต่บริษัทอาจจะไม่ต้องการ เพราะในอนาคตองค์กรต่าง ๆ สามารถเอา AI มาศึกษาทักษะต่าง ๆ ของมนุษย์ และเข้ามาทำหน้าที่แทนมนุษย์ได้ เป้าหมายของการศึกษาจึงต้องก้าวข้ามแค่การให้ความรู้ แล้วหันมาสอนกระบวนการคิดวิเคราะห์ รวมถึงทักษะการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อให้นักศึกษาสามารถทำงานในระดับที่สูงกว่าและยืนหยัดเคียงคู่ไปกับระบบอัตโนมัติได้
7. ทฤษฎีการจัดการ HeXie (เหอเสีย) และการนำมาใช้บริหารสถาบัน
ทฤษฎี HeXie Management Theory (HXMT) หมายถึงความกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางความหลากหลาย ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการแก้ปัญหาในโลกที่ผันผวน ศาสตราจารย์สีนำแนวคิดนี้มาบริหารมหาวิทยาลัย หลักการสำคัญของทฤษฎีนี้เริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การทำความเข้าใจภารกิจเชิงกลยุทธ์ และการขับเคลื่อนด้วย 2 กลไกหลัก กลไกแรกคือ “เสีย” (Xie) ซึ่งหมายถึงการปรับปรุงและจัดการอย่างเป็นระบบตามหลักวิทยาศาสตร์ ส่วนกลไกที่สองคือ “เหอ” (He) ซึ่งหมายถึงการใช้ความรู้สึกจากใจและความเข้าอกเข้าใจ ผู้นำในยุคนี้จึงต้องรู้จักผสมผสานทั้งวิธีการทางวิทยาศาสตร์และศักยภาพของมนุษย์เข้าด้วยกันเพื่อแก้ปัญหาให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
8. เหตุผลที่เลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาแห่งใหม่
ประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่น เปิดรับและเป็นมิตรต่อการทดสอบนวัตกรรมใหม่ ทางมหาวิทยาลัยจึงนำรูปแบบการศึกษาใหม่ กับแนวคิด “สวน 3 แห่ง” ได้แก่ สวนสำหรับปลุกจิตสำนึกแห่งการเรียนรู้ในเด็กประถมและมัธยม สวนสำหรับไล่ล่าความฝันของเยาวชน และสวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน โดยเน้นการดึงภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเข้ามาร่วมพัฒนาการศึกษาอย่างใกล้ชิด
9. คำแนะนำสำหรับนักศึกษาไทยสู่การเป็นพลเมืองโลก
แม้ว่านักศึกษาในเอเชียตะวันออกมักจะคุ้นชินกับการรับความรู้แบบที่ครูป้อนให้ แต่ในอนาคตคนรุ่นใหม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาพึ่งพาตนเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อย่างเป็นอิสระ ไม่ต้องรอให้สถาบันหรือครอบครัวคอยจัดการและป้อนข้อมูล เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความหลากหลาย และสามารถแก้ปัญหาในระดับสากลได้ด้วยตนเอง

นอกจากนี้ หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด พิธีกรของงานยังกล่าวเสริมว่า การจะทำให้นักศึกษาไทยใช้เวลา 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างมีคุณค่าคือการทำให้พวกเขาเข้าใจว่าเทคโนโลยีและเครื่องมือที่โลกกำลังใช้คืออะไร ไม่ว่าจะเป็น AI ปัญญาประดิษฐ์ที่เข้ามาพลิกโฉมทุกภาคส่วนของโลก Robotics หุ่นยนต์ที่กำลังเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ในหลาย ๆ ส่วน และสิ่งสำคัญคือการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับการเรียนรู้ เพื่อให้ระบบฯ ได้นักศึกษาที่จบมาแล้วพร้อมทำงานทันที ความร่วมมือระหว่าง CP Group ที่ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาคน และ Xi’an Jiaotong-Liverpool University (XJTLU) ที่เป็นเลิศเรื่องหลักสูตรการศึกษากับการทำงาน จะเข้ามาเปลี่ยนอนาคตการศึกษาของไทยได้จริง












